ความประทับใจใน "แอร์อุบล"

     การเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางในช่วงที่น้ำกำลังท่วมกรุงเทพฯ ออกเดินทางวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 รถออกเวลา 21:30 ออกจริงประมาณ 21.50 ต้นทางคือหมอชิต ปลายทางคือ อุบลราชธานี ถึงวันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 เวลา 15.30 น.

     เรื่องทั้งหมดนี้เป็นการผจญภัยผสมกับความเห็นส่วนตัวน่ะครับ ขอยืนยันว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง และบัดซบมากในขณะนั้น แต่ก็อ่านเพื่อความบันเทิงใจอย่างเดียวก็พอน่ะครับ

     ผมเลือกเดินทางในช่วงน้ำท่วม เพื่อไปเยี่ยมเยือนร้านอาหารประจำปี ที่ผมอยากกินนักหนา ที่อุบลครับ ซึ่งช่วงนี้ก็เป็นช่วงน้ำกำลังบุกจู่โจมกรุงเทพฯ อย่างหนัก วันนี้ไปถึงหมอชิตคนเยอะมาก น้ำยังไม่เข้ามาในหมอชิตครับ ก็ประเมินพลาดไป ไม่คิดว่าคนจะแห่กันกลับบ้านเยอะขนาดนี้ ก็ถึงขั้นขนาด นครชัยแอร์เต็ม บขส.เต็ม ต้องรอรถเสริม ผมก็คงไม่รอละครับ ไม่รู้จะได้วิ่งกันกี่โมง ตอนนั้นประมาณ 2ทุ่มครึ่งแล้วก็เลยต้องตัดสินใจ ผมตัดสินใจที่จะตัดรถทัวร์ที่มี "ช" นำหน้าทุกบริษัทครับ ทำให้ตัวเลือกน้อยลงไปอีก ก็เอาว่ะ แอร์อุบล หวังว่าการบริการมันน่าจะไม่น้อยกว่า แอร์อุดร ที่ขึ้นชื่อมาทีเดียวเรื่องรถและบริการ ผมตัดสินใจซื้อตั๋ว กรุงเทพฯ อุบล ของแอร์อุบล โดยไม่ได้คิดอะไรมาก ค่าตั๋วประมาณ 360 บาท ป.2 อืมก็ไม่เลวร้ายน่ะ

      ผมดินลงไปดูรถที่ชานชลา ตอนแรกผมดูเลขผิดคิดว่า 53 รอมาซักพักก็ยังไม่มา ดูใหม่คือ 56 เห็นหน้ารถแล้วถึงกับอึ้ง คันนี้เหรอว่ะเนี่ยที่จะพาเราไปอุบล คือรถรอบข้างทั้งหมด ล้วนเป็นรถที่ดูดี นั่งสบาย ถึงกระนั้นถ้าเป็น ป2 แบบแย่ๆหน่อย ก็ยังดูใหม่ แต่คันนี้ สภาพของมันคือ สนิม และเก่ามาก จนดูแล้วรู้สึกได้ว่า เห้ย นี่กรุพลาดอะไรไปเหรอเนี่ย แต่ด้วยพลังใจยังเต็มเปี่ยม ก็เอาว่ะซื้อตั๋วมาแล้ว ยังไงก็ถึง ผมก็เลือกที่จะขึ้นหลังๆ ก็ด้วยคิดว่า มันคงมีที่นั่งแหละ คนขายคงจดจำนวนคนขึ้นไว้ ผมก็ขึ้นไปหลังๆๆ

      พบว่า ที่นั่งเต็ม.... เอาแล้ว ซวยแล้ว ตอนนั้นมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีก 3 คน พนักงานบอก ไม่เป็นไร ตามมานี่ แล้วเขาก็พาเดินลงมาข้างล่าง เห้ย รถป2 กระหลั่วๆแบบนี้มีชั้นล่าวด้วยเว้ย น่าสนุกแหะ ปรากฎว่า เป็นที่ๆเค้าไว้เก็บกระเป๋า เห้ยยยยย ที่เก็บกระเป๋า มันเตี้ยจนยืนไม่ได้หัวชน มีไฟอยู่ 2 เดือน เครื่องปรับอากาศที่หนาวและแรงมาก ยาง 1 ล้อ มอไซ 1 คัน และกระเป๋าอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมเสื่ออีก 1 ผืน "เอาเลยจัดการตัวเองให้สบาย จะบอกว่าข้างล่างนี่สบายสุดแล้ว" แม่จ้าววว ที่นั่ง VIP เป็นอารมณ์ที่เห้ย น่ามันส์น่ะ นอนกันเกลื่อนกลาด แต่กว่าจะถึงคงลำบากหน้าดู ตอนรถจะออก มีพรรคพวกที่ติดอยู่ในห้องเก็บกระเป๋าอยู่ 8 ชีวิต ผมก็เลือกที่นั่งบนยางแล้วหลังพิงผนังรถ พอเอนตัวละได้ระดับหนึ่ง ขวดน้ำวางอยู่ข้างกาย เสื้อตัวหนึ่งคลุมหัวไว้ เพราะมันเริ่มหนาว

     รถออกวิ่งไปเรื่อยๆได้ระยะหนึ่ง ความหนาวเริ่มมาเยือน รถไม่มีแจกผ้าห่ม ไม่เป็นไร วิ่งไปอีกระยะเริ่มได้ยินเสียงน้ำ และพนักงานก็วิ่งมาบอกว่า อาจจะมีน้ำไหลเข้ามา เตรียมตัวไว้ด้วย หือ ??? น้ำเข้ารถ เอ้าชิบหายแล้ว ไม่ทันไรน้ำก็ไหลเข้ามาในรถ เก็บเสื่อ อพยพคนส่วนใหญ่ขึ้นไปบนรถ ผมนี่ก็นั่งยาง รอดูสถานการณ์ น้ำขึ้นสูงระดับครึ่งยาง คนกำลังหลับเพลินๆเจอเหตุการณ์นี้ไป ค้างติ่งเลยอ่ะครับ มันทำให้ผมต้องซัดคอเฟ กับพารา คู่กันเลย เครียดมาก ใช้เวลาซักพักกว่าน้ำจะลด แล้วก็ใช้แอร์เย็นๆนั่นแหละเป่าจนน้ำแห้งแล้วก็เอาเสื่อมากางปูนอนกันต่อ อุว่ะ ใครมันจะนอนต่อลงว่ะ ต่างก็เสียงสันหลังกับสถานการณ์น้ำเข้าห้องเก็บกระเป๋านี่จนตัวสั่น(เพราะแอร์เย็นเฉียบ) ยังดีที่จนในที่สุดผ่านไปครึ่งทางก็ไม่มีน้ำเข้ามาอีก

     ผมไม่รู้ว่าพยายามทนหนาวอยู่นานเท่าไหร่จนทนไม่ได้ต้องเอาเสื้ออีกตัวมาคลุมขา และคลุมหัวแบบว่าไม่ให้ผิวหนังสัมผัสอากาศเลย มันจะแข็งตายเอา รถไปจอดที่โคราช ย้ำว่า นครราชสีมา ตอนตี 4:40น. รถใช้เวลาวิ่งประมาณ 9 ชัวโมงถึงจะไปโผล่ที่โคราชได้ เห้ย ตรูไม่ได้ไปโคราช ตรูจะไปอุบล นั่นคือครึ่งทางครับ ชะตากรรมความเลวร้ายได้ย่างกรายเข้ามา ปกติเค้าจะพักกินข้าวกัน 20 นาทีป็นข้าวมือดึก แต่นี่มันเช้า อาหารขายก็ไม่มี สรุปก็ไม่ได้กิน อย่างดีก็มาม่า กาแฟ ส่วนคนขับรถคันผม พ้น 20 นาทีไปมันก็ไม่ออกครับ รอคน รอคน ประมาณว่า เช้าพอดี มันก็เลยรอผู้โดยสารรอบเช้า เห้ยยยย รถเมิงวิ่งกลางคืนน่ะเว้ยไม่ใช่กลางวัน ว่าแล้วพอมันได้ลูกค้าจ่ายตังก็เข้ากระเป๋ามันควับ โอ้วววว แอร์อุบลลลล 6โมงตรงเปะ ไล่คนขึ้นรถ รถออก แม้เจ้าววว พัก 1 ชั่วโมง

     ขึ้นไปสภาพอากาศบนนั้นก็ยังคงแข็งอยู่ แต่ว่าได้แดดมาช่วงส่องชั้นโดยสารปกติ ให้อากาศข้างล่างเบาลงบ้าง ก็ยังดีกว่าตอนช่งตี 4-ตี5 ที่แทบจะแข็งตายกันแล้ว รอบนี้เริ่มจะไม่มีใครนอนลง จุดจอดรถถัดๆไปก็เริ่มจัดสุรา เบียร์ ของกินเข้ามาบ้าง ทำให้บรรยากาศความเครียด ความเซ็ง และความหนาวลดลงระดับหนึ่ง ครั้งนี้ผมไม่ได้จัดไปกบเค้าร็อกน่ะครับ เพราะพี่แกเล่นเพียวช็อตกันจนเหนื่อยเลย หมดแบนต่อกลม หมดกลมเทแบนใส่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดการเดินทาง แต่กระนั้นห้องข้างล่างก็จะแข็งใกล้ตายอยู่ดีอ ประมาณเที่ยงครึ่งถึงร้อยเอ็ด ผมถึงค่อยได้ย้ายตัวเองขึ้นไปนั่งชั้นบนพบว่า แม้งร้อนตับไหม้เลย คนละโซนอากาศกันรึไงเนี่ย ข้างล่างจะแข็งตาย ข้างบนก็ร้อนจะตาย จัดไปคอเฟกับพารา ใกล้ตายเต็มทน

     ประมาณบ่ายสองกว่าๆถึงยโสธร อีกไม่นานก็จะถึงอุบลแล้ว ปรากฏว่า คนลงที่ยโสธรกันเยอะมาก ตอนนั้นมีรถอุดร-อุบล ที่จอดรออยู่ ไอ้คันผมนี่เลยหยุดวิ่งเลยครับ แล้วไล่คนที่จะลงอุบลที่เหลือให้ไปขึ้นคันอุดร อุบล โอ้วแม่จ้าวววว ไล่กันแบบนี้เลย จากที่เคยนั่งสบายๆๆ มายืนแบบเหงือกแห้งเลย ยืนไปอีกเกือบ 2 ชั่วโมงถึงจะถึงอุบลครับ

      ทั้งหมดนี้เป็นความประทับใจในการบริหารของ แอร์อุบล ด้วยประการเช่นนี้น่ะครับ

In Time

posted on 29 Oct 2011 10:01 by l0ui5  in Movie

In Time
 
     ผมค่อนข้างชอบแนวคิดของหนังไซไฟน่ะ ถ้าโลกเราเป็นแบบนี้ ถ้าวิถีชีวิตเราเป็นแบบนั้น รวมถึงปมที่เกิดขึ้นในหนังทำให้เราต้องมาฉุกคิดต่อว่า มันควรจะเป็นยังไง มันจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่น่าเสียดายที่พล็อตของ In Time ที่โคตรจะเจ๋ง กลับอยู่ในมือของนักเขียนบทที่ฝีมืออ่อนด้อย และผู้กำกับที่นำเสนอได้ซื่อตรงซะเหลือเกิน
 
     ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยความพยายามเข้าใจว่า มันคงไม่มีทางทรงพลังได้อย่างที่ คริส โนแลนหรือ สแตลี คิวบิค ทำ แต่เน้นด้วยอรรถ ความบรรเทิงล้วนๆ แต่ยิ่งดูก็ยิ่งขัดใจ เพราะหนังไม่ได้ถูกทำให้อะไรๆมันสวยงามเลย
 
      ผมยอมรับว่าพล็อตมันเจ๋งมาก ด้วยการเปรียบเงิน กับเวลาของชีวิต การแบ่ง TimeZone ของคนที่มีเวลา ใน TimeZone หนึ่งคนแทบจะอยู่เป็นอมตะ แต่ TimeZone อีกอันหนึ่งคนใช้ชีวิตอยู่แค่วันต่อวัน ผมรู้สึกว่าระบบนี้แทบไม่มีส่วนต่างกับการดำรงชีพแบบระบอบทุนนิยมเลย แต่มันคือ ทุนนิยม 100% ที่ไม่มีเสรีนิยมอยู่ในระบบนี้ซักนิด ซึ่งความเจ๋งของมันอยู่ที่ หนังพยายามเล่นกับคนที่มีเวลาเป็นล้าน กับคนที่มีเวลาหลักนาที ชั่วโมง โดยเปรียบเทียบวิถี รวมถึงแนวทางการใช้ชีวิต ความฝัน การมีชีวิต และความตาย
 
      หนังจะสวยงามกว่านี้ ถ้าหนังมีตัวละครที่สามารถหยุดเวลาการเดินของเวลาได้ ผมรู้สึกว่า ถ้ามีตัวละครไหนทำแบบนี้ได้ ความผิดของตัวละคร จะน่าสนใจกว่า ความผิดในการขโมยเวลาของหนังเรื่องนี้อีก คือความน่าสนใจในการดำเนินเรื่องมันแทบไม่มีเลยอ่ะ ตัวละครไม่ได้สะท้อนแรงบันดาลใจ วิธีการต่อสู้ที่ดูเข้มแข็ง พลังของตัวละครในการต่อสู้กับ Time Keeper แทบไม่มี การประทะคารมกันของตัวละครก็ไม่มี หนังพยายามเล่นกับทริคบางอย่าง ซึ่งก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร
 
     ผมว่าฉากอย่างที่แม่เวลาใกล้หมดแล้ววิ่งเข้าหาลูก ฉากนี้เนี่ย มันทำอารมณ์ให้ดีกว่านี้ได้เยอะๆเลยน่ะ อย่างเช่นรีบตัดสลับไปมาระหว่าง แม่ ลูก และเวลาของแม่ หนังไม่ได้เล่าถึงระยะทางเลย หนังพยายามตัดต่อให้เร็ว แล้วจบลง ผมละส่ายหัวกับฉากนี้เลย ไม่รู้จะต่อว่า ผกก. หรือคนตัดต่อหนังดี ว่าขาดวิสัยทัศน์ในการนำเสนอมากๆ
 
      และอื่นๆอีกมากมายที่ผมไม่ประทับใจวิธีการนำเสนอเรื่องนี้ แต่ต้องยอมรับว่า พล็อตหนังมันเจ๋งจริงๆ ผมอยากเห็นแนวคิดเกี่ยวกับ ต้นกำเนินของแนวคิดเรื่องเวลา หนังเรื่องนี้สร้างให้ยิ่งใหญ่ขนาด The Matrix ได้เลย โดยเฉพาะการค้นหาผู้สร้าง หนังไม่ได้พยายามทำให้พระเอกมีความสามารถโดดเด่น แต่ก็แค่คนๆหนึ่งที่อยากจะออกนอกระบบ ผมนั่งคิดๆดู เออมันเป็นแนวคิดที่น่าจะเจ๋งมากแนวคิดนึงเลยน่ะ แต่เมื่อมันกลายเป็นหนังที่ขาดวิสัยทัศน์แบบนี้ คนดูอย่างเราก็ทำใจ่ะครับ
 
     หนัง 13+ ดูเป็นความบันเทิง เท่านั้นครับ
เราเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อ ?
 
      ผมตั้งใจเขียนบทความนี้ ด้วยความหวังที่ว่า คนที่คิดว่า การเรียนมหาลัยไม่สำคัญ มันก็ไม่สำคัญจริงๆแหละ แต่มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่า การเรียนมหาลัยมีค่า
 
      สำหรับคนที่มองว่า การเรียนมหาลัยเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลย ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์เลยน่ะครับ ผมว่าการเรียนมหาัลัย เป็นค่านิยมของสังคมที่ถูกปลูกฝังจากคนรุ่นก่อน ที่เห็นว่า คนที่มีการศึกษา ย่อมมีหน้าที่การงานที่ดี มีฐานะร่ำรวยเงินทอง มีคนนับหน้าถือตา แต่คนสมัยก่อนจะไม่ได้บอกว่า เรียนจบแล้วจะต้องทำยังไง ถึงจะกลายเป็นคนแบบนั้น
 
      ในความเป็นจริง แค่จบปริญญามา คำว่าปริญญา ในเมืองไทยมีค่ามากขนาดว่า เปลี่ยนสรรพนามเป็นคำว่า คุณ ได้เลย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ จบการศึกษาไม่ถึงระดับ ม.6 ซะด้วยซ้ำ แต่ถ้าเรามองข้ามจุดนี้ไป มองในโลกปัจจุบัน ถามว่าการเรียนปริญญาจำเป็นไหม คำตอบของคำถามนี้จะอยู่ที่ว่า เราเรียนไปแล้วใช้ทำอะไร
 
      ในมุมของบางคน การเรียนปริญญา เพื่อเป็นใบเบิกทางสู่การทำงานที่มั่นคง เงินเดือนที่สูง ในขณะที่บางคนมีวิสัยทัศน์มากกว่านั้น คือสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองร่ำรวย โดยจุดประสงค์ของตนเองจุดหนึ่ง คือ การมี"เงิน" เพื่อใช้ตอบสนองความต้องการ ในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ไม่ว่าจะด้วยวัตถุ หรือว่าด้วยการตอบสนองความต้องการทางสังคม หรือความคิดที่เรียกว่า จิตสังคม มีเงินเพื่อจะได้ให้คนอื่น ผมคงบอกไม่ได้ว่าความคิดเหล่านี้ถูกหรือผิด มันอยู่ที่คนๆนั้นเองจะตัดสินชีวิตของตัวเองอย่างไร แต่ผมว่าการเรียนมหาลัย มีมากกว่านี้ มากกว่านี้มากๆๆ
 
      ผมรู้สึกว่าการเรียนมหาลัยของผมมีค่ามาก ตรงที่ เราสามารถใช้เวลาที่จะเลือกทำอะไรในสิ่งที่เราชอบก็ได้ ในที่นี้ผมไม่ได้หมายความถึงแค่ กิจกรรมที่ผมเคยทำกับองค์กรต่างๆในมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว ระยะเวลาเฉลี่ย 4 ปี เราสามารถทำอะไรก็ได้ โดยที่ไม่มีใครมาควบคุมดูแล เพียงแค่กรอบการศึกษา ถูกตีไว้แค่ว่า เรียน สอบ ผ่าน จบ ภายในเวลา 4 ปี เรามีเวลา"ว่าง" มากพอที่จะคิด ที่จะทำอะไรบางอย่าง ที่คิดว่าจะเป้นประโยชน์ที่ดีที่สุดของชีวิตเราต่อไป
 
     เวลา 4 ปี ในมหาลัย บางคนหมดไปกับการตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว น่าเสียดายยย
     เวลา 4 ปี ในมหาลัย บางคนทุ่มเทไปกับกิจกรรมนอกห้องเรียน จนไม่ได้ให้เวลากับตัวเอง น่าเสียดายไหม ถ้าเค้าบอกว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขด้วย นั้นก็ไม่น่าเสียดายเท่าไหร่
     เวลา 4 ปี ในมหาลัย น้อยคนจะให้เวลากับการค้นหาตัวเอง และพบว่า ตัวเองต้องการทำอะไร ค้นหาอะไร นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ เพราะถ้าเรายังหาคำตอบให้กับตัวเองในระยะเวลา 4 ปีนั้นไม่ได้ เราต้องต่อเวลาครับ
 
     ผมใ้ช้เวลาอีก 2 ปีกว่าๆในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน ค้นหาคำตอบของตัวเอง ผมเป็นพวกประเภทที่ 3 ที่ต่อเวลาออกมาพอสมควร ในการค้นหาคำตอบให้กับชีิวิตของผมว่าผมต้องการอะไร ตอนนี้ผมพบมันจริงๆแล้ว ซึ่งมันทำให้ผมมาคิดย้อนไปเมื่อตอนเรียนมหาลัย ว่าเราได้ใช้เวลาตรงนั้นในการหาคำตอบนี้รึป่าว บางคนใช้เวลาช่วงมหาลัย ในก่อร่างสร้างตัว สร้างธุรกิจตัวเองขึ้นมา บางคนใช้เวลากับการสร้าง หรือการค้นหา บางคนใช้เวลาดังกล่าวจีบหญิง หาเมีย เสเพล เที่ยวเตร่ แต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป แต่ผมว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่เรามี ในช่วงมหาลัยคือ "เวลา"
 
     เราแทบจะไม่สามารถหา "เวลา" ได้อีกหลังจากการเรียนมหาลัย จนกว่าเราจะประสบความสำเร็จจนแทบไม่ต้องทำอะไร หรือเราอาจจะมีหนทางอื่นที่จะค้นหาเวลานั้นได้ ซึ่งผมพบว่า ช่วงเวลา 2 ปีกว่าๆในการทำงาน ผมพยายามหาเวลาให้กับตัวเองอย่างเต็มที่ในการคิดและการทำ เวลาตรงนั้นมี แต่มันไม่อิสระ และมีความรับผิดชอบ ข้อบังคับ ขีดจำกัดบางอย่าง ที่ทำให้ผมไใม่สามารถใช้เวลานั้นได้เต็มที่เท่ากับตอนเรียนมหาลัย ซึ่งจุดนี้ผมจึงมองว่า เราเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อใช้ "เวลา" ในการค้นหาตัวตนของตัวเอง เป็นคำตอบของเอ็นทรี่นี้น่ะครับ
 
      เราไม่จำเป็นต้องเรียนจบ เราไม่จำเป็นต้องตั้งใจเรียนเพื่อเกียรตินิยม แต่สิ่งที่เราควรทำที่สุดตอนเรียนมหาลัย คือการให้เวลากับการคิด และค้นหาตัวเอง คนบางคนค้นพบว่า สายที่ตัวเองเรียนไม่เหมาะกับตัวเอง แล้วเขาเลือกที่จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่เขาชอบ นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีมากๆๆ คือการเข้าใจตัวเอง บางคนทนทุกข์กับการเรียนที่ไม่ชอบ จบมาแล้วก็ยังฝืนทำงานที่ตัวเองไม่ชอบอีกเพื่อจุดประสงค์ของเงิน ก็น่าแปลกใจที่เขาสามารถอยู่กับมันได้นานขนาดนี้ "ความอดทนไม่ใช่คำตอบของทุกอย่างน่ะครับ"
 
      พูดถึงชีวิตมหาลัย ผมก็ยังคงมีความสุขที่ได้นึกถึุงเพื่อน นึกถึงกิจกรรมต่างๆที่เคยทำมา มีทั้งสุข มีทั้งทุกข์ สุขเศร้าปนน้ำตา เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ ลำบาก ผมว่าความสุขตัวนี้หาไม่ได้จากช่วงเวลาชีวิตอื่น จริงๆน่ะ
 
      สำหรับคนที่กำลังจะเรียนมหาลัย ผมจะบอกว่า หาตัวเองให้เจอน่ะ ใช้ชีวิตให้คุ้ม
      คนที่เรียนอยู่ ผมจะบอกว่า เห้ยหาตัวเองให้เจอน่ะ ใช้ชีวิตที่เหลือให้คุ้ม
      สำหรับคนที่จบไปแล้ว หาสิ่งที่ตัวเองต้องการเจอรึยังละ โชคดีน่ะ

edit @ 26 Oct 2011 10:43:02 by !!! L0ui5

The Godfather

posted on 11 Oct 2011 17:13 by l0ui5  in Movie
The Godfather
 
     หนังในตำนานของเซียนหนังทั้งหลาย ที่ไม่ว่าใครๆที่ได้ดูต่างก็ชื่นชอบ และชื่นชมในหนังที่เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด และใช้องค์ประกอบของศาสตร์ภาพยนตร์ได้สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งคำว่า ยอดเยี่ยม คงไม่เพียงพอกับหนังเรื่องนี้ คลาสซิก และอมตะ นี่คือคำที่หนังได้แสดงให้เราเห็นในทุกแง่มุม
     เริ่มจากนักแสดงเลยแล้วกัน ในภาคแรก เราจะได้เห็นสุดยอดการแสดงของMarlon Brando อันสุขุม ลุ่มลึก คมเข้ม และโหดเหี้ยม มีฉากหนึ่งที่คอหนังสมัยนั้น จำเป็นภาพติดตา คือภาพที่ดอน วีโต้นั่งลูบหัวแมวอยู่ ในมาดของเจ้าพ่อมาเฟีย ที่ลุ่มลึก ก็ยังมีส่วนที่แฝงด้วยความอ่อนไหว ซึ่งแน่นอนว่า Marlon Brando พี่แกไม่พลาดออสก้าแน่ๆ คนต่อมาก็คือ Al Pacino ใบบทของไมเคิล ที่กลายเป็น Godfather คนต่อไป ผมว่าสิ่งที่เด่นที่สุดของ อัลไพน์ คือ แววตาที่ดุดัน ลึกลับ หนักแน่น ด้วยความที่ตัวอัลไพน์ เองค่อนข้างจะเยือกเย็นและสุขุมอยู่แล้ว การมารับบทนี้ มันก็ยิ่งเด่นเข้าไปใหญ่ แต่ถึงกระนั้นในภาค 2 เราจะได้เห็นความสามารถของพี่แกได้หนักแน่นกว่า โดยเฉพาะฉากที่ต้องประทะคารมกับตัวละครในครอบครัว ซึ่งพี่แกก็ดูโหดเหี้ยมกว่าภาคแรกมากเป็นไหนๆ และเป็นตัวละครที่มีแนวคิดที่หลุดกรอบไปจากวิถีปกติมาก ผมชอบแนวคิดที่ว่า "ตำรวจเป็นใครทำไมถึงฆ่าไม่ได้" ซึ่งในหนังเป็นเหตุการณ์ที่ตัวละครบอกว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แนวคิดพวกนี้ทำให้ Godfather คนที่สองจึงโดดเด่นไม่แพ้คนแรก ตัวละครที่น่าจดจำต่อไปก็คือ ซันนี่ ผมว่าหลายคนชอบบุคคลิกพี่แกน่ะ คือเป็นคนที่สนุกสนาน เอาจริงเอาจัง แต่เหมือนจะใจร้อนมากไปหน่อย ผมว่าคนดูก็น่าจะประเมินได้ว่า ซันนี่ ไม่น่าที่จะเป็น Godfather ที่ดีได้แน่ๆ และจุดจบของตัวละครนี้ ก็เป็นไปตามคาด ในเหตุการณ์ ในจังหวะที่มันจะเป็นได้อย่างลงตัว ต่อไปก็ทอม และอีกตัวละครหนึ่งในภาค 2 ก็คือ Robert DeNero ที่รับบทเป็นดอน สมัยวัยรุ่น ผมว่ามันใกล้เคียงมากๆน่ะ จากการแสดงของ Marlon Brando ในภาคแรก ผมว่ามันเป็นการเติมเต็มตัวละครได้ค่อนข้างดีเลยล่ะ ซึ่ง Rober DeNiro ก็ได้ออสก้าด้วยน่ะ น่าเสียดายที่ Al Pacino ที่เข้าชิง 2 ครั้งจาก 2 ภาคแต่ไม่ได้ออสก้าจากเรื่องนี้เลย
      Mario Puzo เป็นนักเขียนเจ้าของบทประพันธ์ และร่วมดัดแปลงบทกับ Francis Ford Coppola จนเขาทั้งสองได้ออสก้าบทดัดแปลงยอดเยี่ยม ทั้งสองภาคติด เป็นอันการันตีความยอดเยี่ยมของหนัง ซึ่งหนังทั้งสองภาคมีวิธีการเล่าเรื่องที่เรียกว่า แทบจะต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่าตัวละครจะเป็นตัวละครเดิม แต่เทคนิคการนำเสนอ ถูกดัดแปลงให้เข้ากับเหตุการณ์ และวิธีการเล่าเรื่องในหนัง ในภาคแรก การเล่าเรื่องจะดำเนินไปเรื่อยๆ หนังเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงการเปลี่ยนแปลง และการเถลิงใหม่ของ Godfather คนต่อไป เป็นเหมือนไม้ผลัดระหว่าง ดอน กับ ไมเคิล ซึ่งไมเคิล ไม่ได้มีแนวคิดที่จะเป็น Godfather มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ด้วยเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในหนังส่งผลให้ตัวละครมีแนวคิด และการตัดสินใจที่เปลี่ยนไป ผมว่าโครงเรื่องนี้คล้ายๆกับการเล่าเหตุการณ์ของตัวละครหนึ่ง ตั้งแต่เกิดจนโต และจนตาย ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันในการเล่าเรื่อง ในจุดนี้ความยากอยู่ที่ การสร้างประเด็นให้พีคในแต่ละช่วง รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องมีความหมายมากกับตัวละคร ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าง ดอนโดนยิง การวางแผนฆ่าตำรวจ เมียชาวซิซีเลียน ของไมเคิลโดนฆ่า พวกนี้เป็นปมที่รุนแรง และทำให้ตัวละครนั้นเข้มแข็งขึ้นมา ในส่วนของภาคสอง หนังแบ่งออกเป็นสองส่วนชัดเจน ส่วนแรกคือ การเล่าต้นกำเนิดของดอน ย้อนไปตั้งแต่สมัยบุกเบิกจากอิตาลี่ มาอเมริกา และวิธีการเถลิงขึ้นเป็น Godfather ของดอน และอีกส่วนหนึ่งคือ เหตุการณ์ที่ดำเนินต่อของภาคแรก คือ การเอาตัวรอด และการดำเนินต่อไปของ Godfather คนที่สอง หนังนำเสนอสองส่วนนี้ตัดไปตัดมา ด้วยการล้อกันของเหตุการณ์ ซึ่งเหมือนกับว่า เหตุการณ์ในอดีต มักจะละม้ายคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน แต่ที่เด็ดขาดกว่า คือความเฉียบขาดและจังหวะในการนำเสนอ ซึ่งจุดที่พีคที่สุดคงหนีไม้พ้น จังหวะที่ ไมเคิลฆ่าเฟรดโด้ ย้อนกับ จังหวะที่ทั้งครอบครัวรวมกันอย่างพร้อมหน้า ผมว่าที่ผกก. พยายามเล่าแบบนี้ เพราะอยากจะนำเสนอความแตกต่างของยุคสมัย และการเป็นไปของตัวละคร ว่าถึงแม้เหตุการณ์จะคล้ายๆกัน แต่ก็ไม่มีอะไรที่เหมือนกัน บทพูดที่ผมชอบมากสุดในภาค 2 อยู่ที่คิวบา ที่ไมเคิลพูดว่า "ทหารพวกนี้จ้างมา แต่กบฎมาด้วยใจ ยังไงกบฏก็ชนะ" ผมว่ามันเป็นหนึ่งในประโยคที่เจ๋งมากเลยน่ะ แต่ถ้าภาคแรก มันต้องประโยคนี้เลย "I'm gonna make him an offer he can't refuse"
     งานภาพ ผมว่าเป็นอะไรที่คลาสซิกใช้ได้เลยน่ะ แม้มันจะไม่ยอดเยี่ยมถึงขนาด Citizen Kane แต่ก็มีฉากที่น่าจดจำมากๆๆ ซึ่งผมค่อนข้างชอบทีเดียวเมื่อเราเข้าใจความหมายมัน นั่นคือ ฉากจบของภาคแรก อันเป็นฉากที่ไมเคิลอยู่ในห้อง แล้วเมียของไมเคิลเข้ามาถามว่า เขาฆ่าแฟนของคอนนี่ รึป่าว ผมว่าคำตอบของไมเคิล เป็นอะไรที่เจ๋งมากๆเลยน่ะ ทั้งแววตา และคำพูดที่เหมือนจะพูดตรงๆ แต่ในใจนั้นเก็บกดและอำมหิตมาก ฉากต่อมาคือเธอเดินออกจากห้องนั้นไปในห้องครัว เพื่อจะกินอะไรบางอย่าง จากนั้นในห้องของไมเคิลก็มีคน 2-3 คนเดินเข้ามาและพูดคุย ภาพตัดไปมาตรงนี้ได้สวยงามมากๆ และจบด้วยฉากปิดประตูห้องของไมเคิล แล้วเครดิตก็ขึ้นมา ผมรู้สึกได้เลยว่าฉากจบนี้มันทรงพลังพอๆกับ Rosebud ของ Citizen Kane หรือ ฉากสุสานใน Seven Samurai มันเป็นฉากที่สวยงามและมีความหมายค่อนข้างมาก นั่นหมายถึง โลกที่เธอไม่สามารถเข้าไปอยู่ได้ สิ่งที่เธอต้องการมันไม่มีอีกแล้ว และโดยเฉพาะจังหวะปิดประตู มันขึ้นมาพร้อมกับเพลงประกอบอันทรงพลัง ประตูบานนั้นได้ปิดลงแล้ว ไมเคิลกลายเป็น Godfather อย่างเต็มตัว ผมว่าฉากนี้ทั้งฉาก มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ไมเคิล กับแฟนสาวในภาคสองต่ออย่างมากๆ ส่วนตอนจบในภาคสอง แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นงานภาพเจ๋งๆขนาดนี้อีก แต่งานภาพก็มีความคลาสซิกไม่แพ้ภาคแรกเลยทีเดียว
      งานตัดต่อ ซึ่งผมคงจะพูดคู่ไปกับงานภาพเลย ช็อตไคลน์แม็กซ์ต่างๆในหนังเรื่องนี้ ล้วนมีการตัดต่อที่มีเสน่ห์ และทำให้หนังทรงพลังมากๆๆ อย่างไคลน์แม็กซ์ช่วงใกล้จบของภาคแรก ที่เป็นไมเคิล ไปรับอุปการะลูกบุญธรรมของคอนนี่ ตัดไปพร้อมๆกับฉากลอบสังหารตระกูลมาเฟียสำคัญๆ เพลงประกอบ จังหวะที่ทรงพลัง ทุกอย่างรวมกัน ทำให้อารมณ์คนดูขณะนั้นขนลุก ขนพอง ไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ตกใจ และอึ้งไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฉากนี้เป็นฉากหนึ่งที่มีอิทธิพลมากในโลกภาพยนตร์ คือเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่ขัดแย้งกัน เกิดพร้อมกันในจังหวะเดียวกัน มันเป็นทั้งแรงบันดาลใจ และความรู้สึกที่เต็มอิ่มของการศาสตร์ภาพยนตร์นี้ ฉากเปิดหนังภาคแรก ก็เป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาเหมือนกันน่ะ ผมชอบการเล่าเรื่องจากความมืด ไปสู่การนำเสนอตัวละครที่เป็นชื่อหนัง ภาพค่อยๆดึงออกจากคนๆหนึ่งที่กำลังพูดอยู่กับใครบางคน เรียกได้ว่าเป็นการเปิดเรื่องให้ผู้ชมมีความสงสัยในเหตุการณ์ว่า หนังกำลังจะเล่าอะไร และหนังกำลังดึงคนดูไปทางไหม ผมว่าคนที่ดูหนังเรื่องนี้ แล้วสามารถเข้าใจอารมณ์ตอนฉากเปิดหนังนี้ขึ้นมาได้ จะมีความรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มีพลังดึงดูดความสนใจบางอย่างของคนดูอย่างมาก มันเหมือนเป็นฉากที่เตรียมการให้คนดูได้พบกับอะไรต่างๆที่ระทึก ลึกลับ และอึดอัดไปกับตัวละคร ส่วนการเปิดมาของภาคสอง เป็นเหมือนการเล่าเรื่องใหม่ เปิดขึ้นมาด้วยความตาย และจบด้วยความตาย เป็นความตายที่คล้ายกัน แต่ต่างกัน ความน่าสนใจผมว่ามันไม่เท่ห์เท่ากับภาคแรกเลยน่ะ ผมว่าหนังท้าทายการเล่าเรื่องด้วย การวางแผน โดยเฉพาะในภาคหนึ่ง จังหวะที่ไมเคิลช่วยดอนที่อยู่โรงพยาบาล จนถึง ฉากที่เขาฆ่าตำรวจสำเร็จ ผมว่ามันเป็นความระทึกต่อเนื่อง คนที่เพิ่งจะเคยดูหนังครั้งแรกก็จะเอาใจช่วยตัวละครว่าจะสามารถทำสำเร็จได้หรือไม่ การเล่าเรื่องโดยการเล่าด้วยอารมณ์ของตัวละคร เป็นจุดเด่นของ ผกก. เลยด้วยซ้ำน่ะ พอถึงจุดนั้น มันเหมือนหนังได้ผ่านจุดไคลน์แม็กซ์แรกของหนังได้อย่างสวยงามเลยทีเดียวละ ในขณะที่ภาคแรกผ่านจุดไคลน์แม็กซ์แรกไปแล้ว หนังภาคสองไม่ได้มีจุดขายที่เด่นขนาดนั้น หนังพยายามสร้างปมขัดแย้งในความสัมพันธ์ของตัวละครอยู่อย่างต่อเนื่อง มันเป็นปมที่ผูกแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขีดสุดจึงไปจบลงที่ไคลน์แมกซ์ช่วงท้าย ผมเรียกว่า ภาคแรกมี 2 ไคลน์แม็กซ์ คือตอนกลางเรื่องกับตอนท้าย ส่วนภาค 2 ก็มี 2 ไคลน์แม็กซ์ เกิดขึ้นช่วงท้ายทั้งสองเหตุการณ์
      งานเพลง ตีมหลักเป็นหนึ่งในเพลงที่เรียบง่าย เบาๆแต่ทรงพลัง มันมาในจังหวะที่ตัวละครกำลังมีปมเหตุการณ์บางอย่าง ซึ่งเพลงให้ความรู้สึกเหมือนกับ ฉากที่ดอนลูบหัวแมว คือ ลึกล้ำ ลุ่มลึก โหดเหี้ยม แต่ก็ยังมีความอ่อนไหวในจิตใจอยู่เพียงเล็กน้อย ผมรู้สึกว่าดนตรีมีส่วนผสมของเครื่องดนตรีสไตล์อิตาลีอยู่หลายส่วนทีเดียว ผมว่างานเพลงภาคแรก โดดเด่นกว่าภาคสองมากๆๆ น่ะ ตรงที่ ภาคแรกมันมีจังหวะ ที่เข้ากับเพลงหลักมากกว่าภาคสอง ซึ่งพยายามรักษาเอกลักษณ์ของเพลงไว้ ซึ่งมันก็ยังมีอีกหลายเพลงที่ให้ความรู้สึกที่ทรงพลังและหนักแน่น ตามเหตุการณ์ของตัวละครนั้นอยู่แล้ว ชื่นชอบ ชื่นชม แต่ก็ไม่ได้ชอบถึงขนาดนั้น
     ผมไม่ใช่คนที่เทิดทูญหนังแนว แอนตี้ฮีโร่ หรือ พระเอกเป็นผู้ร้ายนัก แต่ผมก็ยังชื่นชมในจรรยาบรรณของมาเฟีย ซึ่งจุดนี้(มั้ง) ที่ทำให้คนดูค่อนข้างชอบเหตุการณ์และตัวละครที่มีเอกลักษณ์ บุคคลิกชัดเจนขนาดนี้ เหตุผลที่ผมไม่ชอบ เพราะ ผมชอบ เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้มากกว่า (ฮาาา) ผมเคยเห็นคนพยายามเปรียบเทียบบุคคลิกของตัวละครใน The Godfather กับเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้น่ะ พบว่ามันก็มีอะไรบางอย่างที่คล้ายๆกัน แต่ผมค่อนข้างชอบบุคคลิกของ โจวเหวินฟ่ะ(สวี่เหวินเฉียง) กับ ติงลี่ มากกว่าน่ะ (ที่จริงคือมันมีเรื่องโรแมนติกมากกว่า ซึ่งทำให้หนังไม่ได้ดูโหดเหี้ยม ลึกลับขนาดนี้) ในความรู้สึกของผมเอง รู้สึกว่า The Godfather เป็นหนังที่มึดกว่า The Dark Knight เสียด้วยซ้ำ นั่นทำให้เวลาดูหนังเรื่องนี้ผมค่อนข้างกดดันและเครียดมากๆ เพราะต้องใช้ความคิดและอารมณ์ไปกับการดูค่อนข้างมาก แต่ก็ถือว่าไม่ผิดหวังทีเดียว อันที่จริงผมก็ไม่เคยคิดว่า การดูรอบที่สองของหนังเรื่องนี้ จะให้ความรู้สึกที่ต่างจากตอนดูครั้งแรกโดยสิ้นเชิง
     หนังที่ได้อิทธิพลจาก The Godfather มีมากมาย ถามผมว่า Internal Affair หรือ Goodfella, Casino หนังมันมีกลิ่นไอที่เป็นอิทธิพลของ The Godfather อยู่มากมาย เหมือนว่า The Godfather เป็นตันแบบของหนังแนวนี้ที่ประสบความสำเร็จ และมีหนังเรื่องอื่นๆที่สร้างด้วยความเคารพหนังเรื่องนี้ ผกก.เรื่องชื่อในแนวนี้คงนี้ไม่พ้น Martin Scorsese น่าเสียดายที่ตัว Francis Ford Coppola ไม่อยากสร้างหนังแนวนี้อีก (อาจเพราะความผิดหวังในหนังภาค 3 ก็เป็นได้น่ะ ซึ่งผมก็ไม่ดูเหมือนกัน) แล้วอะไรที่ทำให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับท็อปๆ ของหนังยอดเยี่ยมตลอดกาล ผมก็มาลองคิดๆดู ก็พบว่า หนังมันได้สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับวงการหนังในยุคนั้น ผมว่าคนดูจบคงมีหลายคนอยากเป็นแบบไมเคิล หรือเป็นแบบดอน ซึ่งนั่นรวมถึงอิทธิพลต่อผู้สร้างหนัง มีคนเคยบอกว่า หนังบางเรื่อง มีอิทธิพลต่อคนบางคนถึงขั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตไปในแนวทางนั้น
     ผมว่า The Godfather ในยุคนั้น มันถึงขั้นนี้เลยอ่ะครับ คนดูรุ่นปัจจุบัน หลังๆพอได้ดูหนังเรื่องนี้ ก็มีความรู้สึกเช่นกัน นั่นคงเป็นเหตุให้หนังเรื่องนี้ น่าจะอยู่เป็นเจ้าพ่อของหนังเรื่องนี้ต่อไปอีกนานทีเดียวเลยล่ะ หนัง 18+ น่ะครับ เรื่องอารมณ์และความรุนแรง

edit @ 14 Oct 2011 09:58:08 by !!! L0ui5

It's a Wonderful Life (1946)

posted on 02 Oct 2011 11:07 by l0ui5  in Movie
It's a Wonderful Life (1946)
     "Frank Capra Masterpiece"
     หลังจากที่ผมได้ดู Mr.Smith Goes to Wasington มี 2 สิ่งที่ทำให้เกิด Chain Raction ต่อ คือ ผมต้องหาหนังของ Frank Capra มาดูต่อ และผมต้องหาหนังของ James Stewart มาดูต่อ และเมื่อทั้งสองเข้าคู่กันทีไร ผมว่าหนังมันมีอะไรมากกว่าที่ผมคาดหวังไว้เอามากๆๆ และมากๆๆจริงๆ นั่นคือ หนังเรื่องนี้ It's a Wonderful Life พอผมดูหนังเรื่องนี้จบ นอกจากน้ำตาที่อาบแก้มทั้งสองข้างแล้ว ผมยังไม่มีอารมณ์ดูหนังเรื่องอื่นต่ออีกซักพัก เพราะหนังเรื่องนี้ดีมากๆๆ ดีซะจนว่า กลายเป็นหนังอันดับ 2 ที่ผมชอบ ตลอดกาลไปเลยในการเข้าชาร์ตครั้งแรก เป็นรองเพียง Seven Samurai เท่านั้น
     Frank Capra ซักวันผมจะเขียนถึง ผกก. คนนี้ครับ น่าเสียดายที่ผมดองรีวิวของ Mr.Smith Goes to Washington มานานก็ไม่ได้เขียน หนังเรื่องนั้นพูดถึงการต่อสู้ของความซื่อสัตย์ กับคอรัปชั่น ในแง่การเมือง ซึ่งผมว่านี่เป็นหนังที่สะท้อน จิกกันการปกครองระบอบรัฐสภาได้เป็นอย่างนี้ เมื่อเงินมีอำนาจเหนือทุกอย่าง หนังสไตล์ของ Frank Capra ตัวละครจะสะท้อนอะไรบางอย่างกับเงิน ซึ่งเป็นหนังแนวทีผมชอบมากๆๆ เพราะเป็นหนังที่พยายามบอกคนดูว่า เงินมันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต พูดโดยมีเหตุุุผล ไม่ใด้เห็นเงินจริงๆแบบหนังบางเรื่องอย่าง The Gold Rush หรือ The Treasure of the Sierra Madre (1948) บอกตามตรงว่าไม่ชอบเลยครับ ส่วนวิธีการเล่าเรื่องของ Capra ก็มักจะทำให้ตัวละครตกอับไปข้างหนึ่ง แล้วนำเสนอวิธีแก้ปัญหาเพื่อให้เขาสามารถลุกขึ้นมาต่อสู้และเอาชนะได้ในที่สุด ในMr.Smith ตัวละครนั้น แพ้ไปแล้วครับ แต่เพราะจนแล้วจนรอดนี่เป็นหนังฮอลิวู๊ด ยังไงมันก็มีวิธีการที่พระเอกจะชนะได้ในที่สุดครับ
     James Steward ถ้าผมจำไม่ผิด ผมดูหนังเรื่องแรกของพี่แกคือ Vertigo ̣จากนั้นก็ North by Northwest และหนังอีกหลายเรื่องของ Hitchcock แต่ยังไม่มีบทไหนที่ตราตรึงในผมมากเท่ากับ MrSmith พี่แกมีความโดดเด่นหลายอย่าง ทั้งหล่อ สูง(สาวๆสมัยนั้นคงกรี๊ดน่าดู) คาแรคเตอร์ของพี่แกคือ เป็นคนที่ใสซื่อต่อโลกหรือไม่ก็ซื่อสัตย์ ซื่อตรง เป็นคนตรงไปตรงมา และก็สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ มีวาทะเด็ดๆที่ออกมาจากหนังเยอะมาก และจบด้วยความสามารถทางการแสดง ก็แล้วแต่หนังแต่ละเรื่องว่าจะไปทางใด และเมื่อใดที่ได้เข้าคู่กับผกก.ที่ถูกคู่ โดยเฉพาะ Frank Capra ก็มีเหตุให้หนังมันสุดยอดยิ่งๆขึ้นไป James Stweart เคยได้ออสก้าครั้งเดียว ตอนเล่น The Philadephia Story ส่วน Frank Capra ได้ไป 3 ครั้ง เป็นรองเพียง John Ford เท่านั้น
      มาพูดถึงหนังเรื่องนี้ไป หนังสร้างเซอร์ไพรส์ให้ผมตอนแรก เมื่อมีการพูดถึงพระเจ้า ผมละคิดในใจว่า แอบเสียดาย หนังมันจะไปในทางไหนหว่า แต่ก็พบว่าผมคิดผิดไปเลย การสร้างฉากเปิดเรื่องให้ออกแฟนซีๆหน่อย ก็เพื่อเป็นการสร้างเหตุการณ์ให้กับตัวละคร ได้เข้าถึงกับความจริงบางอย่าง ตัวละครพระเอกในเรื่องนี้เป็นคนที่มีความฝัน และมีความมุ่งมั่นที่จะทำความฝันให้สำเร็จ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ไม่สามารถทำมันได้ แต่เหตุที่เขาไม่สามารถทำได้ กลับเป็นสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นมากมาย สิ่งที่เขาทำ เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากทำมาตั้งแต่แรก แต่ที่เขาทำ ทำเพราะความจำเป็นที่ต้องทำ หนังพยายามบีบอารมณ์ตรงจุดนี้ ให้คนดูรู้สึกตามตัวละครไปเรื่อยๆ มันเหมือนอารมณ์เก็บกดที่พร้อมจะระเบิดออกมาทุกเมื่อ หนังพยายามนำเสนอตัวละครในมุมที่เป็นความคิดของเขาฝ่ายเดียวมาเรื่อย จนถึงจุดๆหนึ่ง ซึ่งเป็นจุด Twist&Turn ผมว่าจุดนี้ หนังเลือกใช้การนำเสนอจากตอนเปิดเรื่องได้ดี เอาพระเจ้ามาเกี่ยวซึ่งผมมองว่ามันก็เป็นมุมมองหนึ่งที่ดีเลยน่ะ หนังช่วงนี้นำเสนอมุมมองในอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งเป็นการเปิดโลกกว้างของตัวพระเอกเอง เขาไม่เคยสังเกตุ ไม่เคยตระหนักมาก่อน ว่าสิ่งที่เขาทำมันสำคัญต่อคนที่เป็นอยู่ของเขาแค่ไหน หนังใช้โอกาสนี้นำเสนอวิธีที่เรียกว่า Inductive (ภาษาคอมเรียกว่า Prove by Induction) คือการสมมติว่าถ้าเกิดเหตุการณ์คู่ขนาน ในเวลาเดียวกัน แต่ต่างตรงที่ว่า ถ้าพระเอกไม่มีตัวตนขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมว่าจุดนี้แจ่มสุดๆๆ และตอนจบเมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ปกติ ทางออกของหนังฮอลิวู๊ดย่อมกลับมา มันคือตอนจบที่สวยงามและลงตัว ดังประโยคที่ว่า Help always comes when you need it the most
      เป็นบทหนังที่ผมชอบมากๆเรื่องหนึ่ง รวมถึงวิธีการนำเสนอที่ได้ใจจริงๆครับ ผมชอบช่วง Twist̃&Turn ของหนังเรื่องนี้มาก เพราะมันเป็นการเก็บตกเหตุการณ์ต่างๆในเรื่อง เพื่อนำไปสู่บทสรุป ผมเริ่มรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ช่วงกลางๆเรื่อง จังหวะที่อ เขารู้สึกตัวแล้วว่า เขาจะไม่สามารถได้ทำตามสิ่งที่เขาฝันเอาไว้ได้ แต่นั่นมันก็แลกมาด้วยอะไรบางอย่างครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆที่สุดในชีวิตของเขา ตอนฉากฮันนีมูนของหนังเรื่องนี้ มันมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ผมรู้สึกแวปแรกเลยว่า มันต้องมีอะไรเด็ดๆแน่ๆ และมันก็เป็นจริงครับ ผมว่าฉากฮันนีมูน ของหนังเรื่องนี้โรแมนติกมากๆ และนำเสนอออกมาได้โดนใจพอสมควร นั่นเป็นฉากที่ผมตื้นตันสุดๆ ประทับใจมากๆๆ
      ตอนจบมันอาจจะเป็นอะไรที่คุณเคยคาดหวังได้จากหนังฮอลิวู๊ด แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังตื้นตันกับความรู้สึกนั้นคือ นี่คือสิงที่ดีที่สุดที่เขาสมควรได้รับ ทุกสิ่งทุกอย่างลงตัว สมเหตุสมผล และมีพลังอย่างมาก แต่หนังเรื่องนี้ เหมือนจะมีความตั้งใจเล็กๆ ให้คนที่ขาดศรัทธาในพระเจ้า ไม่ให้ดูแคลนพระองค์น่ะครับ นี่เป็นอีกความรู้สึกนึ่งที่แฝงเข้ามาน่ะครับ ที่อาจเป็นเหตุให้หนังเรื่องนี้ไม่สามารถชนะใจผมจนเป็นหนังอันดับ 1 ในดวงใจได้ รวมถึงความยิ่งใหญ่ในการนำเสนอ เพลงประกอบที่โดดเด่นแต่ยังไม่ตราตรึงไหร่นัก แต่การแสดงของ James Stewart นี่ได้ใจผมไปเลย ไม่ผิดหวัง หนังเรื่องนี้เหมาะกับการดูช่วง คริสมาส มากๆครับ ผมรู้สึกถึงอารมณ์นั้นได้ดี แล้วหนังจบในเหตุการณ์ช่วงนั้นพอดีครับ
      น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ออสก้า เพราะดันไปอยู่ในปีเดียวกับ The Best Year of our Life ซึ่งมีอะไรบางอย่างคล้ายๆกันมากกับหนังเรื่องนี้ แต่ผมว่าเรื่องนี้ ดีกว่ามากๆๆเลยละครับ มันจะดีแค่ไหนถ้าชีวิตเรามีทุกอย่างที่สมบูรณ์ และมีความสุขแบบตัวละครในหนังเรื่องนี้ละครับ
      สวยงาม และน่าจดจำมากๆๆ เหตุที่หนังเรื่องนี้สามารถทะยานไปสู่หนังอันดับ 2 ของผมได้ ก็เพราะมีบางอย่างที่หนังคล้ายกับ Seven Samurai ครับ คือ งานที่พระเอกทำ มันคือสิ่งที่เขาไม่อยากทำ แต่เขามีความจำเป็นที่ต้องทำ และความจำเป็นนั้น ได้ตอบสนองให้เขาพบกับสิ่งที่มันเหนือความคาดหมายที่ตัวเองควรจะได้รับซะด้วยซ้ำ และการต่อสู้เพื่อเอาชนะระบอบทุนนิยม นี่เป็นหนังที่พระเอกสามารถเอาชนะความอยากของตัวเองในระบอบนี้ได้อย่างสวยงามมากๆๆ สะท้อนตัวผมเองในอีกมุมมองนึงได้ดีทีเดียว
     หนังเรื่องนี้ PG น่ะครับ เด็กๆก็น่าจะดูได้ แต่ผู้ใหญ่ คงมีข้อคิดและความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้น่ะครับ

Tree of Life

posted on 01 Oct 2011 10:44 by l0ui5  in Movie

"โปสเตอร์หนังที่สวยที่สุดของหนังปีนี้"

Tree of Life

      เวลาผมดูหนัง ผมมักจะคิดอยู่เสมอว่า อะไรเป็นสิ่งที่ ผกก. ต้องการนำเสนอ และวิธีการนำเสนอน่าสนใจแค่ไหน นำมาสู่บทสรุปหนัง การใช้องค์ประกอบต่างๆของศาสตร์หนัง ได้มากน้อยแค่ไหน สำหรับ Tree of Life เป็นหนังที่ต่างออกไปสิ้นเชิงจากหนังปกติที่ผมดู ผมเคยพูดว่า มันเป็น 2001 A Space Oddsey ในฉบับของ ช่วงชีวิตหนึ่งของมนุษย์ มาดูกันว่าทำไมผมคิดเช่นนั้น
       นี่เป็นหนังที่ใช้ภาพเล่าเรื่องมากกว่าบทสนทนา บางทีเราไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวละครกำลังพูดกับใครอยู่ที่ไหน เป็นคำพูดหรือเป็นความคิด ภาพที่เคลื่อนไหวอย่างเร็วๆ มี Movement ตลอดเวลา กับการตัดต่อที่เหมือนกับคำพูด การเล่าเรื่องด้วยภาพ เป็นการท้าทายคนดูยุคใหม่ ที่ไม่ค่อยนิยมบริโภคเครื่องปรุง แต่ชอบอาหารสำเร็จเลย รสนิยมเรื่องเครื่องปรุง เป็นการบอกว่า เราสนใจองค์ประกอบมันมากแค่ไหน ถ้าบริโภคมันตอนที่ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว เราจะไม่่มีทางเข้าใจเลยว่า มันยากแค่ไหนกว่าที่จะได้มันมา Tree of Life เป็นหนังประมาณนี้ คือ ให้ภาพ ให้เสียง ให้อารมณ์ของหนัง เคลื่อนต่อไปเรื่อยๆตามเวลาของมัน ผู้ชม จะต้องเอามันมาผสม คลุกเคล้า เพื่อให้ได้รสชาติของตนเอง ซึ่งรสชาติของแต่ละคนก็จะได้แตกต่างกันออกไป
      ผมรู้สึกว่าองค์ประกอบของ Tree of Life นั้นสมบูรณ์มากๆๆ ที่สุดแล้ว ทั้งงานภาพที่สวยงาม งานแสง งานฉาก งานตัดต่อ เพลงประกอบ ที่ทำให้เราเข้าใจอารมณ์ของเหตุการณ์นั้นๆมากขึ้น ภาพสะท้อนต่างๆที่หนังตัดสลับไปมา เป็นงานของคนดูที่จะต้องเอามันมาตีความ และคลุกเคล้าเข้ากับหนัง ให้เป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์ ผมก็ตีความได้ไม่ทั้งหมดจากหนังร็อกน่ะ โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าบางอย่างที่ผมไม่เข้าใจ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่า ในเมื่อคนเราไม่ยอมรับกรอบของสังคม แต่เรากลับยอมรับพระเจ้าได้
     หนังเริ่มต้นกับการเกิด ผสมผสานไปกับการเกิดขึ้นของพระเจ้า เกิดขึ้นของโลก ของสัตว์ เหตุการณ์ในช่วงหนึ่งเล่าด้วยภาพทั้งหมด มันทำให้ผมนึกถึง A Space Oddsey จริงๆน่ะ มันคล้ายๆกันในเรื่องราว แต่รายละเอียด และความละเอียด วิธีการนำเสนอค่อนข้างจะต่างกัน ผมอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมไดโนเสาร์ถึงโผล่มา มันคล้ายๆกับเครื่องปรุงนี้ คนไทยรับรสอย่างหนึ่ง ฝรั่งรับรสอย่างหนึ่ง ถ้า เทอร์เรนซ์ มาลิก เป็นคนไทย กับฉากไดโนเสาร์ฉากนี้ จะตีความถึง การเกิดในชาติๆหนึงที่เป็นไดโนเสาร์ มีไดโดนเสาร์ 4 ตัวในหนัง มีตัวหนึ่งที่ต่างจากตัวอื่น แล้วเดินมาเหยียบตัวหนึ่ง มันเหมือน พ่อ และลูกอีก 3 คนซึ่งสะท้อนเหตุการณ์ ต่อๆมาในหนังว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครโลกปัจจุบัน ผมชอบช่วงนี้มากน่ะ เหมือนเราได้ดูภาพสวยๆ ประกอบกับเพลงเพราะๆ และมีจังหวะพีคของแต่ละฉากนั้น เป็นอะไรที่ เจ๋งเอามากๆๆ อาทิ เพลงดำเนินไปเรื่อยๆจนถึงไคลน์แม็กซ์ ภาพก็ตัดไปเรื่อยๆจนถึงการเกิด ลงตัวมาก และสวยงามมากเลยทีเดียว ตอนที่ผมดูฉากนี้ ผมพยายามคิดลำดับภาพการเล่าเรื่องไปในหัวเรื่อยๆ ว่าฉากนี้คืออะไร ผมว่ามาลิค เป็นคนที่เล่าเรื่องได้ต่อเนื่องมากๆคนนึงเลยน่ะ
     เหตุการณ์ที่ดูเหมือนหนังยุคนี้มากที่สุด คือการเล่าเรื่องด้วยการกระทำของตัวละคร เมื่อหมด Intro มาแล้ว กิจกรรมต่างๆที่ตัวละครทำ เป็นสิ่งที่เหมือนสะสมความคิด ความรู้สึก อารมณ์บางอย่าง ซึ่งเหตุการณ์ต่อๆไปที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลพวงมาจาก เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นๆ ทั้งนั้น และจนที่สุดเมื่อหนังถึงจุดสิ้นสุด เราก็สามารถโอนถ่ายอารมณ์นั้นไปผนวกกับการแสดงของ Sean Penn และเหตุผลช่วงท้ายของหนังได้อย่างลงตัวมากๆๆ นี่เป็นหนังที่ทำอารมณ์ได้ยอดเยี่ยมมากๆเรื่องหนึ่งในปัจจุบัน ไม่ได้บีบคั้นแบบ The Dark Knight หรือไม่ได้ให้อารมณ์เจ็บปวดแบบ The Passion of Joan of Arc แต่มันเป็นอารมณ์ที่เต็มอิ่ม มันเป็นอารมณ์ที่ทำให้เรารู้สึกถึงความเหมาะสมของชะตากรรมของตัวละครที่เกิดขึ้นในหนัง แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จบ Life is flash by จริงๆล่ะครับ
     หนังพยายามเล่าถึงความตายหลายๆครั้ง พอพูดถึงความตาย ก็จะพูดถึงพระเจ้าเหมือนว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายของชีวิต แม้แต่ช่วงท้ายๆของหนังเอง ผมก็ตีความไปถึงสวรรค์ ในมุมของผกก. ที่ต้องการนำเสนอ ว่าสุดท้ายแล้วเมื่อชีวิตเราดับดิ้นลงไป ทุกอย่างก็จะหวนคืนมา ในภาพที่เราอยากได้ ในมุมที่เราอยากเป็น ส่วนของ Sean Penn เป็นส่วนที่พยายามรำลึกถึงเหตุการณ์ในช่วงชีวิตหนึ่ง กับความคิดที่ตัวเองอยากให้เป็น เหมือนเป็นปมในใจของตัวละครเองที่พยายามหาทางออก และหาความหมายของชีวิต
     แล้วถามว่า ต้นไม้เกี่ยวอะไร หนังเรื่องนี้ฉากภาพเกี่ยวกับต้นไม้เยอะมาก แต่มันก็แทบจะไม่มีอะไรเลยถ้าไม่ผ่านการตีความ ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ต้นไม้มันขึ้นจากดิน ไปสู่อากาศครับ เหมือนเริ่มจากศูนย์ ไปสู่ความว่างเปล่า สุดท้ายแล้วไม่มีอะไร มันโตขึ้นไปเรื่อยๆสุดท้ายก็ตาย ก็เหมือนชีวิตคนที่ค่อยๆเติบโต ซึ่มซับเอาความคิดความรู้สึกเข้าไป ต้นไม้แห่งชีวิต ในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เวลาครับ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา(ผมคิดว่าจุดนี้ ผกก. พยายามไม่ใส่เหตุการณ์เรื่องเวลาเข้าไป เพราะมองเวลาเป็นอะไรที่ไม่มีผลต่อเหตุการณ์น่ะครับ) ดังนั้น ต้นไม้เมื่อรับเอาเหตุการณ์ต่างๆเข้าไป มันโตขึ้น โตขึ้น จนถึงจุดๆหนึ่ง หนังไม่ได้เล่าตอนจบของต้นไม้น่ะครับ น่าเสียดายจริงๆ
       หนังเรื่องนี้ให้รสชาติที่แปลกๆเวลาดู มันอิ่มมากเมื่อดูจบ อารมณ์ของหนังระดับหนึ่ง ส่งผลให้คนดูต้องมาครุ่นคิดต่อ เหมือนจิบกาแฟ จิบชา หลังอาหาร เพื่อให้ความคิดทั้งหมดมันตกตะกอนว่า หนังเล่าเรื่องอะไร และเราตีความอะไรได้จากหนัง ผมว่าสำหรับคนที่เรียนเกี่ยวกับศาสตร์ของหนัง คงมีเรื่องราวให้พูด ให้ตีความมากมายกับหนังเรื่องนี้ มันทำให้ผมคิดว่า ทำไมจึงไม่มีหนังที่เราจะตีความทางพุทธ ได้บ้างซะที เพราะหนังเรื่องนี้ มันพูดถึง พระเจ้า เอาถ่ายเดียว บางฉากที่ผมรู้สึกถึงความหมายทางพุทธ แต่รู้ว่า ผกก. เค้าไม่ใช่ ก็เลยยังตกตะกอนไม่ได้ว่า เค้าต้องการสื่ออะไร หรือแค่เล่าเรื่องให้ล้อกันในความหมายธรรมดา ผมว่าคนที่ได้ดูเรื่องนี้แต่ละคนคงจะมีความเข้าใจและรู้สึกถึงหนังได้ต่างๆกัน แต่ผมไม่ค่อยมั่นใจนักว่าหนังจะอมตะยืนยาวเหมือน A Space Oddsey หรือไม่ เพราะความที่มันเกี่ยวกับพระเจ้ามากเกินไป มันออกเป็นหนังที่สะท้อนการเล่าเรื่อง รวมถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับศาสนาค่อนข้างเยอะ แม้จะไม่มีอะไรแต่ผมก็เชื่อว่าคนดูจะรู้สึกได้ครับ
      สำหรับคนไทยหนังเรื่องนี้คงเป็นแค่หนังภาพสวย ฉากสวย เพลงเพราะๆ เราจะได้เห็นการแสดงของแบรด พิตต์ และ เจสซิก้า คริสเตียน รวมถึงแววตาของ Sean Penn (แค่แววตาน่ะครับ) ที่เป็นการแสดงมากกว่าคำพูด แต่สำหรับผมถือว่านี่เป็นหนังที่เข้าขั้นดูยากเลยล่ะ คงไม่เหมาะกับคนไทยจริงๆ หนัง 1̀5+ น่ะครับ

The Passion of Joan of Arc

posted on 27 Sep 2011 20:36 by l0ui5  in Movie

The Passion of Joan of Arc
     "หนังเงียบ ที่ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก"
     ภาพยนตร์ในยุคแรกๆ ไม่ได้เริ่มจากภาพสี มีเพลงประกอบ มีฉากอันยิ่งใหญ่ อะไรเลย มันเกิดจากการเอาภาพนิ่ง หลายๆภาพ มาหมุนด้วยความเร็ว จนในยุคหนึ่งเมื่อสามารถทำเป็น Commertial ได้ จุดเริ่มต้นของหนัง film ก็คือหนังเงียบ สำหรับหนังเงียบยุคแรกๆ ยังไม่ได้มีความยาวมากนัก จนกระทั่งเริ่มพัฒนาตามยุคสมัยมาจนถึงยุครุ่งเรืองที่สุดของหนังเงียบ นั่นคือ เมื่อหนังเรื่อง The Passion of Joan of Arc ฉาย ตอนที่หนังเรื่องนี้ได้ออกฉาย มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น อาทิ การแบนฟีล์มเรื่องนี้ในอังกฤษ เพราะ เป็นหนังที่ทำให้คนดูรู้สึก และเข้าถึงตัวละครมากๆๆ (ถ้าเทียบกับปัจจุบัน ก็ราวกับ Avatar ที่ทำให้คนหลงเชื่อว่า แพนดอร่า มีจริง) ซึ่งหนังทำได้ถึงจุดนั้นจริงๆ
      ในบรรดาหนังเงียบๆ ที่ผมดูมาหลายๆเรื่อง หลายเรื่องได้รับคำกล่าวขวัญ ในฐานะ เป็นหนังที่ปลุกกระแส หรือสร้างค่านิยมมากมาย ในบรรดาหนังเงียบที่โด่งดังอาทิ Metropolis หรืออย่าง Nosferatu, Sunrise, The Birth of Nation , Wings(ที่ได้ออสก้าเรื่องแรก) ผมว่าหนังเหล่านี้ ยังนิยามความเป็นหนังได้ไม่ลงตัวเท่าไหร่ แต่เมื่อผมได้ดู The Passion of Joan of Arc แนวคิดเกี่ยวกับหนังเงียบของผมได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
     ในปีนี้ มีหนังที่ทำเพื่อระลึกถึงหนังเงียบเรื่องหนึ่งชื่อ The Artist ซึ่งน่าดูมากๆ เอกลักษณ์ คาแรคเตอร์ของหนังเงียบ จะคือการแสดงที่ Over-Acting เล็กๆ เพราะ หนังไม่สามารถสื่อสารกับคนได้ด้วยคำพูด บางทีประโยคของหนังที่ขึ้นมา มันก็ขัดจังหวะการดำเนินเรื่อง ทำให้การดำเนินเรื่องช้า ในยุคปลายๆของหนังเงียบ หนังบางเรื่องยาวมาก คนที่จะดูหนังเงียบได้จนจบ ต้องใช้สมาธิ และความตั้งใจดูค่อนข้างสูงมาก เพราะหนังสื่อสารกับคนด้วยการแสดง ไม่ใช่คำพูด ในหนังเรื่อง Sunset Boulevart ก็มีประโยคหนึ่งพูดไว้โดนใจผมมากเลยว่า การแสดงของนักแสดงในยุคหนังเงียบนั้น มีพลังในการสื่อสารกับคนดู มากกว่าหนังคนพูดซะด้วยซ้ำ ซึ่งผมค่อนข้างเห็นด้วยในระดับหนึ่งน่ะ โดยเฉพาะกับหนังเรื่องนี้ที่ผมจะพูดต่อไป
      ถ้าเปรียบว่า Citizen Kane เป็นหนังที่ใช้องค์ประกอบความเป็นหนังได้ดีที่สุด ผมก็จะบอกว่า The Passion of Joan of Arc เป็นหนังในยุคก่อน Citizen Kane ที่ใช้องค์ประกอบความเป็นหนังได้ดีที่สุด เช่นกัน
      การจะสร้างหนังยุคนั้น ถ้าไม่ใช่ผกก. ที่เลวจนเกินไป การจะคิดแต่ละฉากออกมาได้ มันไม่ง่ายเอาซะเลย หนังยุคบุกเบิก เป็นอะไรที่นาค้นหาเอาซะมากๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่จะบอกว่า การดูหนังเงียบ เป็นอะไรที่ยากมากๆๆ และผมไม่ชอบเอาซะเลย ผมเริ่มจากได้ดู Metropolis ที่ยาวมากๆๆ และดูไม่รู้เรือง ความอดทนผมน้อยมากในการดูหนังเงียบเรื่องแรกๆ แต่พอจากนั้นภูมิคุ้มกันผมเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ มีหนังเงียบหลายๆเรื่องที่ผมชอบ หนังของแชปปิ้น หลายเรื่อง ผมชอบมากทีเดียว อย่าง City Light เป็นหนังเงียบทีผมชอบที่สุดของแชปปิ้น หรือย่าง Sunrise หนังเงียบที่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผมได้มากทีเดียว แต่กับหนังเรื่องนี้ มันคือที่สุดของหนังเงียบจริงๆๆ
     หลังจากเกริ่นเรื่องหนังเงียบมาซะเยอะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า ผมโหลดเรื่องนี้มาดู (พูดแบบไม่อายใครครับ) ผมเชื่อว่า รสนิยมการดูหนังของผม ต่างจาก ค่ามาตรฐานของคนไทยมาก ผมจึงไม่มีทางหาหนังเรื่องนี้จากร้านขายหนังในเมืองไทยได้แน่ๆ แต่นั่นก็คุ้มค่าที่ผมจะได้พูดถึงหนังเรื่องนี้
     Joan of Arc ความคาดหวังแรกของผมคือ หนังเงียบ ที่เป็น Epic มีฉากรบที่สวยงามที่สุดของหนังเงียบ (อันที่จริงผมแค่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้น่ะ แต่ก็เดาไม่ออกว่าหนังจะไปในทิศทางไหน หรือยังไงมันถึงกลายเป็นหนังเงียบที่ดีที่สุดโลกไปได้) ผมก็เคยได้ยินชื่อ Joan of Arc มาจากเกม(Age of Empire) ภาพนั้นเลยติดตาเอาซะมากๆครับ แต่เมื่อได้ดูหนังพบว่า ไม่ใช่เลยซักนิดเดียวครับ
     หนังไม่มีฉากรบพุ่งกันซักนิด หนังจะว่าไปใช้สถานที่ถ่ายทำเพียง 2-3 ที่เท่านั้นเอง ถือว่าน้อยมากๆ นักแสดงประกอบไม่มาก ศูนย์กลางของหนังอยู่ที่ Joan คนเดียวเท่านั้น งบประมาณการถ่ายทำน่าจะไม่มาก ระยะเวลาถ่ายก็ไม่มาก แถมหนังยังประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้น แถมพล็อตเรื่องก็ฟังดูน่าเบื่อซะด้วย แต่...
     นี่เป็นหนังที่บีบอารมณ์คนดูได้มากที่สุด ถึงขั้นมากๆๆๆ เรื่องหนึ่งทีเดียว ด้วยการที่ หนังมีองค์ประกอบไม่มาก หนังมีศูนย์กลางที่เด่นชัด และชัดเจนเอาซะมากๆ เนื้อเรื่องที่ดูธรรมดาไม่มีอะไร แต่เทคนิคการตัดต่อ ความหมายของฉาก การโคลสอัพ การเคลื่อนกล้อง ทุกอย่างลงตัว ให้อารมณ์ และสมบูรณ์แบบมากๆ ซึ่งผมได้อ่านดูหลายๆที ต่างพร้อมใจกันเขียนว่า สมบูรณ์แบบ อย่างที่สุด ของหนังเรื่องหนึ่งที่จะทำได้
     นางเอกหนังเรื่องนี้ เธอเล่นหนังเรื่องเดียวในชีวิต ก็คือหนังเรื่องนี้ เล่นเป็น Joan สาวนักรบซึ่งขับไล่อังกฤษออกจากฝรั่งเศส เธอถูกจับโดยไส้ศึกฝรั่งเศสที่เข้ากับอังกฤษ เหตุการณ์เป็นเหตุการณ์ในโบสถ์ ซึ่งพยายามทำให้เธอรับสารภาพว่า สิ่งที่เธอทำทั้งหมด ไม่ได้เพราะเธอได้รับคำบัญชาจากพระเจ้า แต่เป็นซาตาน ในหนังพยายามนำเสนอเหตุการณ์ที่บาทหลวง พยายามทำให้เธอสารภาพความผิด ทั้งคำพูด(ในหนังเป็นข้อความขึ้นมา) โดยการหาข้ออ้างต่างๆมากมาย ในจุดนี้ หนังทำได้ลงตัวเอาซะมากๆ ในจังหวะที่ Joan ตอบคำถามแต่ละข้อ ภาพจะโคลสอัพนิ่งๆ ไปที่หน้าของเธอ ทำให้เรารับรู้ถึงอารมณ์ ความคิดของตัวละครได้เต็มที่ ซึ่งเธอแสดงออกมาได้ดีมากๆ สำหรับคำตอบของเธอ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้บาทหลวงทั้งหลายหงุดหงิดใจ และไม่พอใจ เทคนิคการถ่ายภาพของเรื่องนี้ เท่ห์มากๆๆครับ ภาพหนังตัดสลับระหว่าง ใบหน้าของ Joan ที่โคลสอัพ กับภาพเคลื่อนไหวของบาทหลวงที่ลุกลี้ลุกลน ผมเชื่อว่า ใครๆที่ได้เห็นฉากพวกนี้ จะรับรู้ถึงอารมณ์ของทั้งตัวละคร Joan กับตัวละครบาทหลวง ได้ชัดเจนมากๆๆ ฉากที่ผมชอบที่สุด ก็เชื่อว่า ใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ก็คงถึงกับขนลุกเหมือนกับผม นั่นคือ ฉากที่กำลังจะลงทัณฑ์ ทรมาน Joan ด้วยเทคนิคการตัดต่อ ที่สลับไปมาระหว่างเครื่องลงทัณฑ์ที่หมุนอยู่ กับ ภาพโคลสอัพน้ำตาคลอของJoan สลับไปมาด้วยความเร็วที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้หัวใจของคนดูเต้นแรงไปกับตัวละคร และจนถึงจุดไคลน์แม็กซ์ของฉากนั้น มันเป็นอะไรที่ลงตัว ด้วยความหมาย และเหตุผลของมัน อย่างที่สุดเลยล่ะครับ
     หนังเงียบโดยทั่วไป บางทีการขึ้นมาของตัวอักษร ทำให้หนังช้าลงมาก และค่อนข้างน่าขัดใจ ไร้เหตุผล แต่กับหนังเรื่องนี้ มันมากกว่านั้นครับ หนังไม่ได้พยายามจับคำพูดทุกตัวละค หนังพยายามใช้ภาพสื่อสารให้ถึงขีดสุดก่อน จากนั้นค่อนขึ้นข้อความเป็นประโยค ที่เป็นเหตุการณ์ ที่ทำให้หนังดำเนินต่อไป ได้อย่างลงตัวมากๆๆ ผมว่าเป็นหนังที่ลงตัวเรื่องการขึ้นตัวอักษรได้มากที่สุด เลยทีเดียวละ
      เราเป็นคนดูยุคหลัง กับหนังที่เราได้ดู เค้าได้มีการใส่เสียงออเคสตร้าเข้ามาแล้วละ อยากจะบอกว่า ถ้าใครได้ดูเวอร์ชั่นพวก Retore เนี่ย จะยิ่งได้อรรถรสเข้าไปอีก เพราะเสียงเพลงที่ประกอบเข้ามา ทำให้อารมณ์ของหนังทะยานสูงขึ้นไปอีกมากๆๆ ผมขนลุกแทบทุกครั้ง ที่หนังกำลังดำเนินไปถึงจุดไคลน์แม็กซ์ของแต่ละฉาก โดยเฉพาะฉากจบ ที่เราสามารถวิเคราะห์ ตีความการตัดสลับไปมาของหนังได้ และเหตุของการเกิดขึ้นในเหตุการณ์จังหวะจบของหนังพอดี มันลงตัวและสมบูรณ์แบบจริงๆน่ะครับ
     ตอนผมดูหนังเรื่องนี้ไปได้ครึ่งเรื่อง ผมเริ่มรู้สึกขนลุก เพราะรู้สึก ได้ว่านี่เป็นหนังที่สร้างอารมณ์ร่วมให้กับคนดูค่อนข้างมาก นี่เป็นหนังเงียบน่ะเนี่ย แต่ทำได้มากขนาดนี้ แถมหนังยังอุดมไปด้วยความเป็นหนังอย่างลงตัว ใช้องค์ประกอบต่างๆของหนังได้อย่างคุ้มค่า ทั้งการเคลื่อนไหวกล้อง งานฉาก งานภาพ งานตัดต่อ ทุกอย่างลงตัวทั้งหมด ฉากที่เป็นที่สุดของหนัง กับจังหวะการตัดต่อที่ลงตัว ตอนนั้นผมขนลุกซู่เลย ขนาดว่า ต้องรีบเปิดเน็ต หารีวิวหนังเรื่องนี้อ่านโดยทันใด ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ทำไมมันลงตัวได้ขนาดนี้ และผมก็ได้เจอจริงๆครับ กับคนที่พูดว่า นี่เป็นหนังเงียบ ที่ทำให้ หนังเงียบ ยิ่งใหญ่ถึงขีดสุดในยุคนั้น
      ผมว่านักบริโภคหนังรุ่นหลังๆ จะมองว่าหนังเงียบเป็นหนัง Art ที่ดูยาก เพราะต้องใช้ความตั้งใจ และสมาธิค่อนข้างมากในการดู มันคล้ายๆกับหนังสไตล์ของเจ้ย ของเป็นเอก หนังสายเมืองคานส์ ที่จะดูยากๆหน่อย แต่ไม่เลยครับ ในยุคหนึ่งของโลกภาพยนตร์ หนังแนวนี้มีกันเกลื่อนกลาด และยิ่งใหญ่มากๆ เมืองไทยยุคหนึ่งก็เคยเป็นอย่างนั้น หนังแนวนี้ไม่ได้ดูยากเกินไป เพียงแต่เราคิดว่า หนังมันเก่า ไม่สนุก ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ผมจะบอกว่า การที่เราได้ดูหนังเก่าๆ สิ่งหนึ่งที่ผมชอบสังเกต คือ ธรรมชาติที่เปลี่ยนไป เครื่องแต่งกาย สีผม เพลง แนวคิดต่างๆในยุคนั้น ค่านิยมหลายๆอย่าง วิถี การใช้ชีวิต ยิ่งหนังไทยเก่าๆ ผมชอบดูน่ะครับ การได้เห็นกรุงเทพฯ ยุคก่อนๆ เออ มันเป็นแบบนี้แหะ มันน่าสนใจว่า ด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี โลกเราเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยเหรอ
     นี่เป็นหนังแนะนำสำหรับคอหนังเลยน่ะครับ แน่ๆว่าไม่มีซับไทยแน่ๆ ศัพท์ค่อนข้างเฉพาะทางเล็กน้อยแต่ก็พอรู้เรื่องในระดับหนึ่ง หนังจะออกแนวศาสนาพอสมควร แต่ก็ไม่มีปัญหากับคนไทยนัก ผมว่าความยิ่งใหญ่ของหนังเรื่องนี้ คือการ นำพาอารมณ์ของคนดู ไปถึงจุดที่หนังต้องการนำเสนอได้ ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้หนังเรื่องนี้ถูกแบนในหลายประเทศ เพราะกลัวการถูกปลุกระดมจากคนที่ได้ดู ผมว่าหนังทำถึงจุดนั้นได้เลยน่ะครับ จะว่าไปนี่ก็เป็นหนังรุ่นบุกเบิกที่ทำให้มีหนังสร้างอารมณ์ให้คนดูอย่างของ Hitchcock หรือแบบ Nolan ในปัจจุบันเลยน่ะครับ ถ้าไม่มีเรื่องนี้ นึกไม่ออกเหมือนกันว่า หนังที่จะบีบคั้นอารมณ์ของคนดูได้ขนาด The Dark Knight หรือ Physco จะมีรึป่าวน่ะซิครับ
      หนังเรื่องนี้ 18+ ครับ ไม่มีฉาก Sex หรือฉากรุนแรง แต่ หนังเรื่องนี้ ฆ่าคนได้ครับ

edit @ 28 Sep 2011 13:15:12 by !!! L0ui5

My Favorites Musical Movie

posted on 21 Sep 2011 14:54 by l0ui5  in Movie

My Favorites Musical Movie

      ในยุคหนึ่งที่หนังเพลงของฮอลิวู๊ดรุ่งเรือง มีหนังเพลงจำนวนมากผลิตออกมา และมีหนังที่เจ๋งๆเข้าทำเนียบหนังอมตะอยู่หลายเรื่อง ในบรรดา 6 เรื่องของ 100AFI ผมได้ดูครบหมดแล้ว และวันนี้ผมจะพูดถึงหนังที่ผมชอบน่ะครับเรียงจากน้อยไปมาก


- Cabaret (1972) โชว์คาบาเร่ ผมไม่รู้จะมีคนจำภาพคาบาเร่แบบผมรึป่าว ที่จะเป็นสาวประเภทสอง นำแสดง การแสดงต่างๆก็จะมุ่งเน้นออกไปทาง Sex ซะส่วนมาก สำหรับหนังเรื่องนี้ ขนาดว่าแคสนางเอกออกมา หน้าเหมือนสาวประเภทสองมากๆ ผมยังหลงกลืนน้ำลายไปกับตัวละครหนุ่มผู้ใสซื่อที่อยู่ในหนังเลย ผมว่านี่เป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง และผมค่อนข้างชอบ เพราะมีวิธีการเล่าเรื่อง ที่สนุกตัดสลับไปกับการเต้นโชว์บนเวที เราจะได้เห็นหนุ่มๆที่แต่งตัวเป็นสาวๆ เต้น ด้วยรสชาติหวานขมของหนัง รวมถึงงานภาพ เครื่องแต่งกาย สีสัน ฉาก จังหวะที่ลงตัว คุ้นๆว่าหนังเรื่องนี้กวาดออสก้าไปไม่น้อยทีเดียว แต่เมื่อเทียบชั้นกับหนังเพลงเรื่องอื่นๆ ผมว่าบทหนังในส่วนของตัวเอกหนุ่ม ออกจะเบาไปหน่อย แต่ผมชอบคาแรคเตอร์ตัวละครของนางเอกน่ะ ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง Breakfast at Tiffany ซึ่งมีหลายๆอย่างคล้ายกันทีเดียว ซึ่งผมคงจะได้พูดต่อไปในเอ็นทรี่อื่นๆ


- The Wizard of Oz (1939) หนังเพลงเรื่องนี้ ใครๆก็คงจะรู้จัก เพราะเป็นหนังระดับคลาสซิก ที่กำลังจะมีภาคต่อ(ซะด้วย) ถามถึงหนังในปีนั้น ซึ่งเป็นปีที่คลาสซิกมากๆของฮอลิวู๊ด เพราะมี Gone with the Wind อีกเรื่องที่ฉายในปีเดียวกัน หนังเรื่องนี้ถ่ายกันแต่ในโรงภาพยนตร์ทั้งๆที่เป็นหนังแฟนตาซี มีฉากหลังเป็นสถานที่ต่างๆ เพลงประกอบในหนัง เรายังเหมือนจะยังได้ยินอยู่บ้างในปัจจุบัน ความแฟนตาซี เวทย์มนตร์ของมัน ทำให้หนังเรื่องนี้มีภาพความประทับใจที่ยังอยู่ในใจของอีกหลายๆคน เป็นเหมือนความทรงจำวัยเด็กที่สนุกหรรษา ไปกับหมู่เพื่อนๆที่แปลกตา และสถานการณ์ที่ประทับใจ ผมว่านี่เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่คนพูดถึงกันมาก มีฉากที่โดดเด่นกว่าหนังเรื่องอื่นๆในสมัยนั้น แต่โดยรวมผมแค่ประทับใจน่ะ แต่ไม่ตราตรึงซักเท่าไหร่


- The Sound of Music (1965) คนพูดกันเยอะกับหนังเรื่องนี้ บางคนว่านี่เป็นหนังเพลงที่ชอบที่สุด ก็ว่ากันไปนั่น ในยุคหนึ่ง Sound of Music ได้ขึ้นไปเขย่าบรรลังก์ หนังที่ทำเงินมากที่สุดในโลก แหงละในยุคนั้น ใครๆก็วาดฝันเรื่องความสุข ความรวย หญิงสาวคนหนึ่งจะเหมือนตกถังข้าวสารไปแต่งงานกับชายเศรษฐี อยู่บ้านเป็นคฤหัสถ์หลังใหญ่ๆ หนังเรื่องนี้นอกจากขายฝันแล้ว ยังขายงานเพลงที่ไพเราะและโด่งดังมาก ฉากสวยๆหลายฉากที่น่าประทับใจ การแสดงที่น่าจดจำของจูลี่ แอนดรูว์(เสียดายที่เธอไม่ได้ออสก้าจากเรื่องนี้) ที่เด่นมากๆ และนี่เป็นผลงานของผกก. Robert Wise หลังจาก West Side Story ที่กวาดออสก้ามาอย่างถ้วมท้น แม้ Sound of Music จะสวยงามและยิ่งใหญ่ แต่ก็มีหลายจุดที่ผมไม่ชอบ อย่างหนังมันยาวเกินไป ช่วงครึ่งหลังผมไม่ค่อยประทับใจนัก ตอนจบที่งงๆ แต่หนังเรื่องนี้ก็คงเป็นหนังที่หลายๆคนประทับใจอยู่น่ะ


- West Side Story (1961) ในงานของผกก. Robert Wise ผมชอบเรื่องนี้มากกว่าพอสมควร หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีองค์ประกอบงานภาพที่สวยงามเท่า Sound Of Music แต่ในเรื่องของเพลง และท่าเต้น ฉากเปิดมาเป็นฉากที่โดนใจผมมากๆกับจังหวะดีดนิ้ว และวิ่งไปมา จนหนังเกือบที่จะเป็นหนังที่ผมชอบ แต่การดำเนินเรื่องในช่วงกลาง ค่อนข้างเนิบๆ และไม่สนุกนัก แต่ก็มีหลายฉากที่ประทับใจ โดยเฉพาะฉากเต้นรำในงานประจำปี และไคลน์แม็กซ์ ที่ผมถึงขั้นช็อค และอึ้ง มันเป็นตอนจบที่ประทับใจมากๆ ให้อารมณ์ได้สุดยอดมากๆ สมแล้วกับ 9 ออสก้า ที่ยิ่งใหญ่ อารมณ์ของหนังมันหม่นๆทั้งเรื่อง ที่หลายคนชอบ Sound of Music มากกว่า เพราะมันขายฝันกว่าเรื่องนี้ ที่จบแบบหดหู่ ผมกลับชอบอารมณ์นี้น่ะ มันสะท้อนตัวตนของหนังได้ดีทีเดียว


- Singin' in the Rain(1952) ว่ากันว่า ในบรรดาหนังเพลงทั้งหมด หนังเรื่องนี้เจ๋งที่สุด ถามผมน่ะ หนังมันเจ๋ง แต่มันยังไม่โดนใจแบบจี๊ดๆ แรงๆ คือหนังมันให้อารมณ์อีกอย่างหนึ่งกับผมตอนดู คือความสมบูรณ์แบบ นี่เป็นหนังเพลงที่ทุกองค์ประกอบลงตัว เพลงเพราะ ฉากสวย อารมณ์ได้ เพลง Singin' in the Rain เพราะมาก เมื่อเข้ากับฉากที่อยู่ในหนัง หนังเรื่องนี้คล้ายๆกับ All about Eve หรือ Sunset Boulevard ที่พูดเกี่ยวกับหนัง ใน Singin' เป็นยุคที่เปลี่ยนจากหนังเงียบเป็นหนังเสียง ทุกอย่างในหนังล้วนบรรเลง และคล้องจองกันได้อย่างลงตัว คงเพราะเหตุนี้คนทำหนังถึงได้พูดกันมาก เพราะเป็นหนังที่เล่าถึงหนัง ในอีกบรรยากาศหนึ่งได้อย่างลงตัว แต่ความรู้สึกของผมตกลง เพราะฉากเกี้ยวกันระหว่างพระนาง ผมรู้สึกว่ามันไม่เด็ดเท่ากับหนังอีกเรื่องหนึ่ง(เพราะผมดูหนังเรื่องนั้นก่อน เลยรู้สึกว่า เรื่องนี้ทำได้ไม่ดีเท่า) ส่วนฉากอื่นๆ มีหลายบทเพลงที่ประทับใจกว่า ว่าไปมันก็เหมือนรักพี่เสียดายน้องน่ะ หนังเรื่องนี้ดีมากๆ เจ๋งมากๆ แต่ผมไม่ได้ชอบมันมากขนาดนั้น


- Yankee Doodle Dandy (1942) จาก ผกก. Casablanca ผมเคยเขียนถึงหนังเพลงเรื่องนี้ไว้ ว่ามันเจ๋งมากๆ ลงตัวมากๆ สวยงามมากๆ ทุกอย่างลงตัว ทุกอย่างเพอร์เฟ็ก แต่หนังมัน อิ่มเกินไป หนังให้จังหวะกับอารมณ์ค่อนข้างน้อย (เพราะเป็นหนังยุคเก่าซักหน่อย หนังยุคนั้นมักจะเล่าเรื่องมากกว่าสร้างอารมณ์) เป็นหนังที่เล่าเรื่องไปเรื่อยๆ ที่เจ๋งมาก แต่ว่าหนังเรื่องนี้ เป็นหนังที่อเมริกันจ๋า มากๆๆ ทำให้หลายคนไม่ชอบได้ เมื่อเทียบกับหนังไล่ๆขึ้นมา ก็ถือว่า ผมค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ทีเดียวเลยล่ะ


- All That Jazz(1979) หนังเรื่องนี้ไม่ติด 100AFI ถามว่าผมชอบไหมตอนดู คำตอบคือ ไม่ชอบเลย หนังดูยาก เป็นหนังที่ซับซ้อน มีการเล่าเรื่องที่สลับไปมา ไม่มีนางเอกที่น่าจดจำ แต่สิ่งที่โดนที่สุดในหนังเรื่องนี้ของผมคือ ฉากเต้นในเรื่องนี้ มันร้อนแรง และลุ่มร้อน เป็นฉากเต้นที่เรตรุนแรงมากๆ แฝงด้วยความหมาย เหตุผล และความลึกซึ้ง เป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการของคน เป็นหนังที่เล่าถึงความต้องการของคน ความหมกมุ่น การตีความจากหนังเรื่องนี้ลึกซึ้ง และการนำเสนอค่อนข้างร้ายกาจ เด็ดขาด หนังเรื่องนี้ดูไปไม่น่าจะเป็นหนังเพลงไปได้ แต่เพราะเทคนิคที่มันแพรวพราวขนาดนี้ ผมเลยค่อนข้างจะชอบมันซะแล้วซิ


- An American in Paris (1951) หลายเหตุผลที่ผมชอบเรื่องนี้ที่สุด แต่มันก็ยังไม่ Perfect ที่สุด ที่จะเทียบกับหนังในแนวอื่นๆที่อยู่ในลิสที่ผมชอบได้ เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ ฉากเกี้ยวของพระนาง ผมดูหนังเรื่องนี้ก่อน Singin' in the Rain และ หนังเรื่องนี้สร้างก่อนด้วย ผมเลยให้เครดิต ฉากเกี้ยวกันระหว่างพระนาง เป็นฉากที่ผมชอบมากๆ ภาพที่สวย ท่าเต้นที่สวยงาม เพลงที่ไพเราะ ฉากเดียวที่โดนใจที่สุดในหนังเรื่องนี้ บทของหนังก็ไม่ธรรมดา มีความซับซ้อนในระดับหนึ่ง น่าเสียดายที่ตอนจบ ไม่น่าเลย มันจบได้เซ็งจิตมาก เป็นจุดเดียวที่ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้เลย เพราะเหตุนี้หนังเลยไม่สามารถเรียกได้ว่า Perfect ได้ องค์ประกอบอื่นๆของหนัง ก็ดูสนุก ตื่นเต้นไปไม่น้อยกว่า Singin' in the Rain เลย แต่น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ใน 100AFI คงเพราะช่วงตอนจบนี่แหละ ที่มันไม่ทำให้หนังดีพอ แต่เพราะฉากเกี้ยวของพระนางในหนังเรื่องนี้ เป็นฉากที่ผมชอบที่สุดในบรรดาหนังเพลงทั้งหมดที่ดูมา ผมเลยยกหนังเรื่องนี้เป็นหนังเพลงเรื่องที่ผมชอบที่สุด

     ก็ยังมีหนังอีกหลายเรื่องที่เป็นหนังเพลงเทพๆ ที่ผมยังไม่ได้ดู หรือหนังเพลงยุคปัจจุบัน เมื่อก่อนผมชอบ Moulin Rouge น่ะ แต่หลังๆรู้สึกว่า มันเทียบกับหนังคลาสซิกๆ เก่าๆไม่ได้ ก็ยังมีหนังเพลงอีกหลายเรื่องที่ผมยังไม่ได้ดูน่ะครับ อย่าง Mary Poppins, A Star is Born, My Fair Lady ฯ ไว้ถ้าดูแล้วพบว่าหนังมันเจ๋งกว่า ก็ไม่แน่ครับ ชาร์ตนี้อาจจะขยับได้อีกครั้ง

อุโมงค์ผาเมือง

posted on 13 Sep 2011 15:29 by l0ui5  in Movie
อุโมงค์ผาเมือง

     หนังที่สร้างเพื่อให้คนไทยได้ดู

     ผมว่าวัฒนธรรมไทยมีอะไรเจ๋งๆอีกมากให้นำเสนอน่ะ อย่างเรื่องนี้ เป็นหนังที่นำเอาวัฒนธรรมล้านนาเข้ามาผสมผสานในหนัง ทั้งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ทรงผม ฉากต่างๆ ซึ่งผมเรียกว่าเป็นหนังที่โปรดักชั่นถึงมากเรื่องหนึ่ง ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีและประทับใจมากๆ เพราะหนังไทยย้อนยุคจะได้ทุนสร้างจากนายทุนยาก ยกเว้นหนังฟอร์มใหญ่ๆเรื่องนั้นไว้เรื่องหนึ่ง และหม่อมน้อย ก็หาวิธีการนำเสนอมันออกมาได้น่าสนใจทีเดียว

      เรื่องบทนั้นมันสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว หลายคนอาจจะชอบ หลายคนอาจจะไม่ชอบ ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ดูเอง สิ่งที่หม่อมน้อยตัดออกไปจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่น แล้วนำมาใส่เครื่องไทยเข้าไป นั่นคือพุทธศาสนา ซึ่งท่านนำเสนออกมาได้น่าสนใจมากๆๆ ตอนที่ผมดูนเรศวร 4 แล้วมหาเถรคันฉ่อง สวดบทต่ออายุให้พระนเรศ หรือตอนสวดพาหุง ผมยังไม่รู้สึกขนลุกเท่าตอนเปิดหนังมาแล้วเป็นเพลงภาษาบาลี ที่แปลไทย(เพื่อคนไทยโดยเฉพาะ) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น หนังไม่ได้นำเสนอจุดนี้นัก เพราะประเทศเค้าไม่ได้อิงคู่กับศาสนาแบบบ้านเรา รวมถึงบทสรุปที่เหมือนเดิมแต่ตีความในอีกมุมหนึ่ง เป็นการตีความที่เห็นผลชัดแจ้งกว่าเวอร์ชั่นญี่ปุ่นกว่าไหนๆ เพราะการอธิบายและตีความทางพุทธ นั้นคือการตีความที่เข้าถึง และเข้าใจในเหตุผลของตัวละครนั้นๆ "คนเราจะเล่าในสิ่งที่อยากให้ตัวเองเป็น" อีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างคือ การทำฉาก Flashback เล่าถึงความเป็นมาของตัวละครต่างๆ ที่ยิ่งเป็นการสนับสนุนความคิดที่ว่า วิถีการดำเนินชีวิต และการตัดสินใจของคนเรา ล้วนมีตัวแปรมาจากชีวิตที่เป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม ต่างหล่อหลอมให้เกิดการตัดสินใจนั้นขึ้นมา จุดนี้ หม่อมน้อยทำได้ดีเลยล่ะ

      งานฉาก งานภาพ สีสัน สวยงาม ตระการตา ผมชอบการไต่สวนบนเนินเขาน่ะ ดูให้อารมณ์กว่าราโชมอนมากนัก ผมว่าภาพฉากหลัง ยิ่งเป็นจุดที่ขับให้หนังสร้างสรรค์อารมณ์ของตัวละครได้ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านมุ้ยทำได้ไม่ถึงคือ บทของอนันดาในตอนฆ่าตัวตาย มันสงบนิ่งเกินไป ขาดอารมณ์บางอย่างที่จะทำให้หนังไปถึงจุดนั้นได้ และบทของหม่ำ ผมว่า หม่อมน้อยพยายามเอาซะมาก ให้หม่ำเล่นบทดราม่า มันดูฝืนๆน่ะ แต่ก็ให้กำลังใจถ้าหม่ำจะลองอะไรใหม่ๆแบบนี้ ก็น่าประทับใจ แต่ที่โดนสุดๆ ก็คงเป็น พงษ์พัฒน์ ที่ผมว่าพี่แก สุดยอดมากๆ เด่นกว่าทุกนักแสดงเป็นไหนๆ ทั้งคาแรคเตอร์ เทคนิคการพูด ล้วนคล้องจองและลงตัว แววตา สีหน้าตัวละครภายใต้การเม้กอัพ เป็นอะไรที่ประทับใจมากๆๆ ส่วนคนที่พันธุ์ทิพย์ชื่นชมกันนักหนาอย่าง รัดเกล้า ผมเฉยๆน่ะ เคยดู 300 ไหม ผมว่าร่างทรงนั้นเจ๋งกว่า

     งานภาพ หนังเปิดมาด้วยดวงอาทิตย์อันร้อนฉ่า มุมกล้องประหารชีวิตโจรป่า เห็นแล้วเป็นฉากที่ทำเพื่อคาราวะ อาคิระ คุโรซาว่าจริงๆ งานภาพประมาณนี้ เพลงประกอบประมาณนี้ แอบสะท้านเล็กๆในใจเหมือนกันตอนที่เปิดหนังมาด้วยฉากนี้ ค่อนข้างชอบเลยทีเดียวละ

      เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หน้าผม อาจจะมีอะไรๆที่ต่างออกไปจากปัจจุบันซะเยอะ ซึ่งการได้เห็นสิ่งที่เคยเป็นของไทยในอดีต ผมก็อมยิ้มกริ่มๆว่า เออ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าน่ะ รวมถึงหลายๆฉากที่แสดงถึงแนวคิดของคนในสมัยนั้น ซึ่งไม่ค่อยจะต่างจากคนยุคปัจจุบันนัก

      เพลงประกอบ ผมไม่ค่อยสันทัดเพลงล้านนานัก แต่ก็รู้สึกได้ว่า เป็นดนตรีที่มีเอกลักษณ์พอสมควร มีเสียงเครื่องดนตรีเอกอยู่ชิ้นหนึ่งซึ่งให้อารมณ์ เข้ากับบรรยากาศของล้านนาได้ดี ที่ผมชอบสุดก็คือ เพลงบทสวด อันสะท้านจริงๆน่ะ

      แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อว่าใครๆก็ติคือ ทำไมหนังทำเอ็ฟเฟ็กนั้นออกมาได้น่ากุมขมับบ้าง ถ้าไม่ทำก็ควรไม่ทำเลย ผีเสื้อมันไม่เป็นผีเสื้อเลยซักนิด ทำแบบนี้ขายหน้าเค้าว่ะ

     ผมว่านี่เป็นหนังแนวที่ฝรั่งจะชอบมากๆๆ แต่คนไทยควรจะชอบที่สุด เพราะเป็นหนังที่ควรสงเสริม(และควรได้เรตส่งเสริมซะด้วยซ้ำ) หนังสะท้อนแนวคิดบางอย่าง ที่ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ก็ยังสะท้อนความสวยงาม และความหมายของหนังได้ นี่เป็นเวอร์ชั่นดัดแปลงที่น่าประทับใจมาก ระดับหนึ่งในความเป็นไทย แม้ว่าในภาษาหนัง ก็ต้องยอมรับว่า มันคงจะสู้กับ ราโชมอน ไม่ได้ แต่ก็อยากแนะนำให้ไม่พลาดที่จะตีตั๋วไปดูเรื่องนี้ ความยากของการดูเรื่องนี้ คือเราต้องดูไปคิดไป และพยายามวิเคราะห์เหตุผลของตัวละครแต่ละตัวประกอบแต่ละตอนๆไป เป็นการท้าทายคนดูในการดูแล้วคิด ไม่ใช่ดูแล้วรับความบันเทิงอย่างเดียว นี่อาจเป็นหนังที่ไม่มีความบันเทิงเลยก็ได้ (ผมคิดแบบนั้นตอนดู ราโชมอน แล้วพบว่า มันไม่สนุกเอาซะเลย) หนัง 15+ น่ะครับ

“คนเรามันก็ชั่วบ้างดีบ้าง แต่มันไม่สำคัญอะไรหรอก
ข้าเคยเห็นรูปเขียนรูปหนึ่ง เขาเขียนเป็นรูป
คนกำลังโหนเชือกอยู่ที่หน้าผาสูง บนยอดหน้าผา
มีสัตว์ร้ายคอยอยู่ ถ้าร่วงลงมาจระเข้มันก็กินเสียอีก
ส่วนไอ้เชือกที่ใช้โหนอยู่นั้น
เขาเขียนหนูกำลังกัดมันอยู่สองตัว
หนูตัวหนึ่งสีขาวหมายถึงกลางวัน
หนูตัวหนึ่งสีดำหมายถึงกลางคืน
หนูสองตัวนั้นมันกัดเชือกอยู่เรื่อยๆ
ชีวิตคนเรามันก็แค่นั้นแหละเพื่อน
อย่ามามัวเถียงกันว่า ใครผิดใครถูกให้มันเสียเวลาเลย
เวลาที่เราจะโหนเชือกอยู่ได้มันก็มีไม่มากมายอะไรนัก”

Cowboys & Aliens

posted on 29 Aug 2011 09:24 by l0ui5  in Movie

Cowboys & Aliens

      "ผมว่ามันเป็นโปรเจคที่น่าสนใจน่ะ แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ Jon Favreau น่าจะมีวิสัยทัศน์มากกว่านี้"

      ก็อุตส่าห์ขึ้นเครดิตว่า จากผกก. Iron Man แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้หนังสามารถก้าวผ่านคำว่า เชย และไร้วิสัยทัศน์ไปได้ ในโลกยุคคาวบอยเป็นสิ่งล้าหลัง และเอเลี่ยน เป็นสิ่งที่เกลื่อนกลาด พอมาผสมกัน มันก็เหมือนเป็นสิ่งที่เข้ากันได้ยาก แต่ผมว่าในงานด้านอื่นๆอย่างงานภาพ งาน Art Direction นั้นลงตัวและสวยงาม กลมกลืนและลงตัวอย่างถึงที่สุด แต่ความท้าทายในตัวบท และลูกเล่นของหนัง กลับน้อยจนถึงขั้นเชย ที่จริงว่าไป Jon Favreau ก็ไม่ใช่นักเล่าเรื่องที่มีความลงตัวนัก ในเรื่อง Iron man เองพี่แกก็กำกับตามบท ไม่ได้โชว์วิสัยทัศน์อะไรซักเท่าไหร่ ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้าบทหนังเรื่องไหนดีพี่แกก็จะทำได้ดีซิน่ะ

      ผมว่าทั้งแดเนียล เคร้ก และแฮริสัน ฟอร์ด ต่างก็สอบผ่านในบทของตัวเอง เป็นสองบทคู่แค้นที่เข้ากันได้อย่างงงๆ แม้ว่าจะดูไม่สมเหตุสมผลซักหน่อยกับการที่ทั้งสองสามารถเดินทางไปด้วยกันได้ เพราะก็ต่างเป็นตัวของตัวเอง มีคาแรคเตอร์ที่เด่นชัด แต่ที่ตัวเด่นทั้งสองนี้ไปด้วยกันได้ เพราะมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกัน คือปมในใจคล้ายๆกัน นอกนั้นของหนังไม่น่าประทับใจซักเท่าไหร่ คือแม้แต่บทของนักแสดงประกอบย่อยๆ อย่างบทพระ บทเด็ก บทหมา ผมว่ามันไม่ได้เด่นขึ้นมาจนให้เป็นที่พูดถึงนักเมื่อเทียบกับความเด่นของสองดาราดัง ซึ่งก็กลบโอลิเวีย ไวเด้น ไปด้วยน่ะซิ เธอดูเหมือนคนต่างดาวดีน่ะ

     เรื่องบท น่าจะเป็นส่วนที่อ่อนยวบยาบที่สุดในหนังแระ ผมไม่รู้ในแอนิเมะ ยาวเท่าไหร่ ซึ่งแน่ละก็คงตัดๆอะไรออกไปโคตรเยอะ(ตามสูตร) แต่ส่วนที่เอามาผมว่ามันก็ยังไม่ใช่ส่วนผสมที่ดีพอ หลายๆอย่างมันเร็ว ในขณะที่หลายๆอย่างมันก็ดูแปลกเหลือเกินเมื่อใส่เข้ามา อย่างอินเดียแดง มันก็ซื่อๆตรงๆเลยน่ะว่าฟื้นความทรงจำได้ หรืออย่างพรรคพวกเก่าของพระเอก บอกให้ไปปราบเอเลี่ยน มันก็ยอมมาง่ายๆเลยเว้ย ผมว่าหนังมันมักง่ายไปหน่อย น่าจะมีอะไรมากกว่านี้

     ผมประทับใจงานภาพของ True Grit มาก ซึ่งเป็นหนังคาวบอยเมื่อปลายปีที่แล้วที่น่าจะได้ออสก้าสาขางานภาพ พอมาเห็นงานภาพของ C&B แน่นอนว่าเกิดการเปรียบเทียบแน่ และเห็นได้ชัดว่า ต่างกันเยอะ ผมว่าอารมณ์สำคัญของหนังคาวบอย คือการสื่อภาพด้วยมุมกล้องที่บอกอารมณ์ของฉากๆนั้น C&B ผมไม่รู้สึกถึงอารมณ์นั้นเลยซักนิส ถามว่าสวยไหม ก็รู้สึกว่าธรรมดาน่ะ อย่างฉากเปิดหนัง ผมว่าเปิดแบบนี้มันขาดวิสัยทัศน์ไปหน่อยอ่ะ ผมคาดหวังฉากก่อนที่จะเปิดมาเป็นตัวละครสะดุ้งตื่นว่า น่าจะมีการสร้างบรรยากาศหวิวๆ ภาพ BEV แบบไกลๆ มีเสียงนกเสียงกา ให้อารมณ์โดดๆ เบาๆ เงียบๆ สร้างบรรยากาศให้เหมือนหนังคาวบอยยุคก่อน แล้วพระเอกค่อยสะดุ้งตื่นขึ้นมา จะเวิร์คมากๆๆ

     งาน Art Direction คงเป็นส่วนที่ผมโอเคสุดกับหนังแล้ว มันเป็นโทนที่ไม่เข้ากันเลยน่ะระหว่าง สีเหลืองน้ำตาลซึ่งเป็นสีของคาวบอย กับสีของเอเลี่ยน(ส่วนใหญ่เป็นสีดำ) แต่สิ่งที่ผมเบื่อเอาซะมากๆคือหน้าตาของเอเลี่ยน แบบว่า ไร้วิสัยทัศน์อีกแล้ว คือมันจะออกแบบให้หน้าตาคล้ายๆกันอย่างนี้อยู่เรื่อยๆไปเลยหรือไง ส่วนยานอวกาศเอเลี่ยนก็ดูดีน่ะ น่าสงสัยตอนมันลงจอดนี่ ทำยังไงหว่า ?

     งานเพลง Harry Gregson-Williams พี่แกดังมากเลยน่ะตอนทำ Narnia ก่อนหน้านั้นก็มี Shrek ที่ดังสุดๆอยู่ ผมว่างานพี่แกจะออกแนวแฟนตาซีมากกว่า พอมาจับไซไฟแล้ว ไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ ผมได้ยินเสียงเครื่องดนตรีของคาวบอยเยอะอยู่ที่มาผสมผสานในหนัง แต่ออกในแนวผสม มากกว่าแสดงออกอย่างโดดๆ อาทิ กีต้าร์ตัวเดียวแบบสมัยที่ Gustavo Santaolalla ทำใน Brokeback Mountain ผมว่านั่นน่าประทับใจกว่ามากๆเลยน่ะ ส่วนงานเสียง ผมว่า เสียงของเอเลี่ยน หรือเสียงยานของเอเลี่ยนมันดูตลก และไม่เข้ากับหนัง รู้สึกว่ากลับกลายเป็นส่วนเกินของหนัง คล้ายๆกับ Lens Flare ใน Super 8 ที่ผมไม่ชอบซะเลย

      งานเอ็ฟเฟ้กก็พอไปวัดไปวาได้ครับ คือมันลงตัวพร้อมๆกับงาน Art Direction ในระดับหนึ่ง

      ถามว่าเป็นหนังที่ดูสนุกไหม ก็ดูได้เรื่อยๆ พอจะสนุกบ้างในช่วงหลังๆ แต่เชื่อว่าหลายคนจะไม่ชอบหลายๆอย่างในหนัง และรู้สึกว่าหลายๆอย่างเรื่องมันไม่เข้ากัน ผมอยากดูก็เพราะ เดเนียล เคร้ก เป็นนักแสดงที่ฝีมือจัดจ้านคนหนึ่งครับ ส่วนแฟนๆปู่แฮริสัน ฟอร์ด ก็คงต้องรอต่อไปน่ะครับ ว่าพี่แกจะกลับมาดังกับหนังใหญ่ๆอีกได้ไหม น่าเสียดายที่ผมเคยมอง Jon Favreau ผิดไป พี่แกเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี แต่ไม่ใช่ผู้กำกับหนังที่มีวิสัยทัศน์นัก หนัง 13+ น่ะครับ