There is something you should not "Shame"

posted on 18 Apr 2012 21:20 by l0ui5 in Gen-Phi
There is something you should not "Shame"
 
     ผมอยากพูดถึงหนังเรื่อง Shame ของไมเคิล ฟาสเบนเดอร์น่ะ และในขณะเดียวกันก็อยากพูดถึงแนวคิดที่หนังนำเสนอ และผมมาตีความต่อในแง่ของ Sex Life
 
     ผมเป็นคนหนึ่งละที่ไม่ค่อยปกปิดเรื่อง Sex Life นัก ถ้ามีคนถาม ผมก็จะตอบ ในขณะเดียวกัน ถ้าไม่ถามก็จะไม่พูดอะไรเท่าไหร่นัก ในหนังเรื่อง Shame พระเอกเป็นคนที่ Addict เรื่อง Sex มาก เช่นเดียวกันกับผมน่ะ การแสดงออกก็เช่นกัน แทบไม่มีอะไรต่าง ถามว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอายไหม ไม่รู้ซิ ผมว่าผมเลยจุดนั้นมาแล้ว
 
     ผมเห็นบรรดาเพลย์บอย หรือนักเที่ยวทั้งหลาย เวลาที่เค้าไปเที่ยวในกลุ่มของพวกเขา เรื่อง "อาย" น่ะเหรอ ไม่มีร็อก มีแต่ข่มทับกันทั้งนั้น ผมเคยเจอคนๆหนึ่ง เป็นเจ้าของเวปชื่อดัง เขาคุยโม้เรื่องผู้หญิง 17 คนในคืนเดียวได้อย่างไม่มีความรู้สึกว่า "อาย" ในขณะที่คนรอบข้างที่ฟังเขา นอกจากไม่อายแล้ว ยัง "ชื่นชม" ในความบ้า ในความที่ตนทำไม่ได้ และในความที่กรุคงไม่ทำเหมือนเมิง
 
     ในขณะที่สังคมอีกด้านหนึ่ง อาจจะเป็นเพื่อนที่ไม่สนิทนัก ครูกับนักเรียน เพื่อนร่วมงาน เจ้านายกับลูกน้อง หรือญาติผู้ใหญ่ การที่เราจะดุ่มๆไปคุยเรื่อง Sex Life ต่อหน้าคนเหล่านี้ มันแทบจะเป็นไปได้ยากทีเดียว การพูดถึง Sex Life ในที่สาธารณะ เรากลับจะถูกดูหมิ่น และเหยียดหยาม เป็นคนที่น่ารังเกียจ ขยะแขยง คบไม่ได้ เอาเรื่องลับมาไขที่แจ้ง เจ้าชู้ เป็นคนไม่ดี ไอ้พวกนี้น่าจะมีโรคติดมา
 
     สังคมมันมีสองด้านเสมอ ด้านดี กับด้านไม่ดี ซึ่งเราสามารถรู้ได้ด้วยตัวของเราเอง ผมคงไม่บอกว่าด้านไหนดี ด้านไหนไม่ดี ไม่ใช่ว่าเพราะผมตายด้านกับมันน่ะ แต่เพราะผมเข้าใจมันทั้งสองด้านว่ามันต้องเป็นอย่างดี ผมเห็นคนที่ Sex Life ที่รุนแรง เขาชอบความแปลกใหม่ที่ท้าทาย และแตกต่าง หริออาจจะถึงระดับสาธารณะ ถ้ามีความกล้ามากขนาดนั้น ในขณะที่คนที่ Sex Life มีข้อจำกัด ความตื่นเต้นของเขาอาจจะอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีเตียง มีหมอน มีผ้าห่ม รอวันเข้าหอแต่งงาน 
 
     ผมไม่คิดว่า Sex Life เป็นเรื่องที่น่าอายร็อกน่ะ เรากำลังถูกสังคมกลุ่มหนึ่งตีกรอบว่า Sex Life เป็นของในห้องสี่เหลี่ยม, ซึ่งมันอาจจะถูก หรือไม่ถูก ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของคนๆนั้น, ผมให้แนวคิดว่า ทำไมเราต้องไปอยู่ในกรอบของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ส่วนใหญ่แล้วเค้าจะไม่เปิดกว้างรับแนวคิดของกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง, Sex Life ถามว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวไหม ผมว่า มันก็ทั้งเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ใช่เรื่องส่วนตัว มันจะเป็นเรื่องส่วนตัวเมื่อเราอยู่คนเดียว กระทำมันกับตัวเองคนเดียว ไม่มีผู้รับรู้ และมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเมื่อมีการกระทำร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป นั่นมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวกันอีกต่อไป
 
     ในหนัง ความอาย เกิดจากการถูกเปิดเผยเรื่องลับของตัวเองโดยผู้อื่นโดยสาธารณะ, ถามว่ามันน่าอายไหม ไม่รู้ซิครับผมตอบไม่ได้ มันคล้ายๆกับว่า ถ้าเรามีหนังโป๊ในคอมพิวเตอร์ แล้วระหว่างเพื่อนมาเปิดดู กับพ่อแม่มาเปิดดู อย่างไหนมันจะน่าอายกว่ากัน, กับผมน่ะ ผมจะคิดกลับ ถ้าผมเป็นเพื่อนที่มาเปิดเจอ ... ก็น่าจะรู้อยู่น่ะว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าอย่างน้อยมันไม่ใช่หนังพิศดารอะไรมากมาย ก็จะรู้ได้ว่ามันไม่เป็นเกย์ แต่ถ้าผมเป็นพ่อ ก็จะคิดว่า ลูกมันโตแล้วซิน่ะ ผมไม่เคยที่จะมีแนวคิดที่จะสะท้อนความรู้สึกของผู้ใหญ่เลยน่ะ ผมรู้สึกสมเพศซะมากกว่ากับประโยคที่ผู้ใหญ่ชอบพูดว่า "รอให้มันโตจนมีลูกซะก่อน แล้วจะได้รู้ว่าที่มันทำตอนนี้จะรู้สึกยังไง" ผมมีความคิดกับประโยคนี้ว่า มันเป็นคำพูดที่หาข้ออ้างให้กับตัวเองที่จะไม่เสียใจกับการกระทำหรือเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น, ต้องการประชดประชัน เสียดสีขั้นรุนแรงให้ถึงระดับขั้นสำนึกได้, ไม่ใช่ว่าผมจะถูกเสมอไป แต่ผมก็ไม่ผิดน่ะ คำพูดนี้ของคนที่สูงวัยกว่า มักจะมาด้วยความรู้สึกที่รุนแรง ขาดสติ และความใคร่ครวญ พูดไปด้วยสันดานดิบของคน, เด็กมันจะเป็นยังไง มันก็เป็นชีวิตของมันครับ เราสอนได้ เราแนะนำได้ แต่เราไม่ใช่คนที่จะไปบงการชีวิตมันได้ มันไม่ใช่โปรแกรม ที่จะสั่งให้ 1+1=2 เป็นไปไม่ได้ที่เราจะสั่งให้ใครทำอะไรแล้วเขาจะทำตามถ้าเขาไม่เต็มใจจะทำ และมันไม่ใช่ความผิดของคนสอน ถ้าผู้ถูกสอนไม่ทำตาม ผมเห็นกับตัวเองว่า คนที่พยายามสอนคน กลับจะเป็นจะตายซะเองเวลาที่ ผู้ถูกสอนทำอะไรไม่ได้ดังใจ ทำไมเป็นเช่นนั้นครับ, ฉะนั้น ผมไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องอาย ไม่ใช่เรื่องผิด มีหนังโป๊ในคอมพิวเตอร์ ผิดตรงไหน ?
 
     ทำไมผมถึงดูเหมือนเป็นคนที่ไม่รู้สึกอะไรต่อเรื่องพวกนี้เลย ผมอยากจะแนะนำว่า เมื่อใดที่เราใช้ปัญญา ในการพิจารณาเรื่องนี้ทั้งสองด้าน คือด้านดี และด้านไม่ดี ในขณะเดียวกับเราก็ต้องพิจารณา ด้านที่อยู่ตรงกลางด้วย เมื่อเราสามารถมองเห็นและสะท้อนด้านทั้ง 3 นี้ออกมาได้ เราจะไม่รู้สึกอะไรเลยครับ และนั่นเป็นการพิจารณาโดยใช้ปัญญาที่ถูกต้อง
 
     ศีลธรรม สอนว่า กาเมสุมิจฉาจารา การกระทำที่เป็นการร่วม กับคนที่มีเจ้าของ ด้วยความตั้งใจ ทำแล้ว ทำสำเร็จ นั่นถึงจะเป็นเรื่องที่น่าอาย จริงๆ น่ะครับ 
 
     เป็นบทความที่ผมจะไม่เขียนบทสรุปน่ะครับ ปกติแล้วผมก็ไม่ได้อยากรับรู้ Sex Life ของคนอื่นนักร็อก มันก็คงไม่ต่างกับที่คนก็ไม่อยากพูดถึงมันแหละครับ น้อยคนจะกล้าเขียนบทความแบบนี้เนอะ

Best of 2011

posted on 14 Apr 2012 16:41 by l0ui5 in Movie
Best of 2011
 
     ในที่สุดผมก็ได้ดูหนังของปี 2011 มากพอที่จะเขียนสรุปในเอ็นทรี่นี้ได้ กับเรื่องที่ชอบ เรื่องที่ดี เรื่องที่ได้รางวัลเยอะแยะมากมาย ผมจะเขียนสรุปแต่ละเรื่องแค่ประมาณย่อหน้ากว่าๆ ไม่ให้เยิ่นเย้อมากน่ะครับ และก็จะสรุปหนังประจำปีที่แล้วต่อด้านล่าง
 
The Artist
     ไม่ประทับใจซักเท่าไหร่เลย ผมว่าผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบดูหนังเงียบเท่าไหร่น่ะ แต่ผมก็ยังดูในปริมาณที่เยอะอยู่ ซึ่งแต่ละเรื่องที่ได้ดูก็ขึ้นหิ้งระดับ Classic ทั้งนั้น ถ้าพูดถึงในแง่ของคุณภาพแล้ว ผมมองหนังเรื่องนี้ในระดับ "ห่วย" เลยล่ะ เพราะอะไร มันไม่มีอะไรที่โดดเด่นซักอย่าง การเล่าเรื่องที่ไม่สุด ความสนุกสนานที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเงียบ แทบจะไม่มี หมาที่นึกว่าจะขโมยซีนแต่ก็ไม่ได้มีอะไรเด่น หนังพยายามทำเหมือน หนังพูดที่ตัดเสียงออก ไม่มีอะไรที่จะทำให้ผมรู้สึกว่า นี่จะเป็นหนังที่ดีพอที่จะได้ออสก้า จะมีก็แค่งานแสดงของ ดูจาดิน เท่านั้นแหละที่ผมค่อนข้างจะประทับใจ เพลงประกอบก็งั้นๆมากๆ ไม่ได้โดดเด่นหรือมีเอกลักษณ์ชัดเจน (ปกติเพลงของหนังเงียบก็จะประมาณนี้แหละครับ เพลงในหนังเงียบ จะสร้างบรรยากาศบางอย่างในฉากๆนั้น แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ออสก้าทั้งๆที่มีหนังที่ดีกว่าตั้งเยอะ) ผมว่ามันเป็นหนังกระแสออสก้า ที่ผมไม่ประทับใจที่สุดตั้งแต่ลุ้นออสก้ามากว่า 5-6 ปีนี้ครับ
 
The Descendent
      จากผกก. Sideaway ผมว่าอเล็กซานเดอร์ เพยน์ มีวิธีการเล่าเรื่องและนำเสนอหนังเรื่องนี้ได้น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะ George Clooney ที่ผมเห็นแกเล่นหนังแนวนี้ทีไร เอกลักษณ์ของพี่แกก็จะเด่นมากๆๆ ผมว่าถ้าดูจาดิน ไม่ได้ออสก้านำชายในปีนี้ คนที่ต้องได้ก็คือ คลูนีย์ นี่แหละ พี่แกเอาหนังอยู่หมัดเลย โดยเฉพาะฉากที่มีการประทะกันทางอารมณ์ เป็นตัวละครที่สามารถรับและแสดงออกซึ่งอารมณ์ได้อย่างอยู่หมัดทีเดียว นั่นน่าประทับใจมากๆ เพลงประกอบกับบรรยากาศของหนังที่ชิวๆ สบายๆ ในขณะที่เนื้อหาของหนังมันเครียดๆ แต่ผมกลับรู้สึกผ่อนคลายพอสมควรเวลาดู ออกแนวตลกร้ายลึกๆ หนังเรื่องนี้ลงตัวทุกอย่างโดยเฉพาะบทที่ได้ออสก้ามา เป็นหนึ่งในหนังที่ผมชอบที่สุดในปีนี้
 
Midnight in Paris
     บอกตามตรงผมไม่ค่อยถูกกับหนังของ วู๊ดดี้ เอลเลน ซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะถ้าไม่มีแปลไทยผมจะเหนื่อยเอามากๆ เพราะหนังพี่แกบทสนทนาเยอะ และยิ่งกับหนังเรื่องนี้ บอกตามตรงผมแทบไม่รู้จักตัวละครในหนังเลยซักนิส ซึ่งนั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่ผมมึนงงกับหนังเรื่องนี้มาก แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นบรรยากาศที่ลงตัว รวมถึงความหมายของหนัง อารมณ์ของหนัง ทุกอย่างผมเข้าใจหมด เพียงแต่ผมไม่รู้จักใครเลย นั่นทำให้ผมก้ำกึ่งมากที่จะชอบไม่ชอบหนังเรื่องนี้ งานภาพที่สวยงามมากๆ ทำเอาผมยิ่งอยากไปปารีสสุดๆ โดยเฉพาะฉากเปิดหนัง ที่คลอไปกับเพลงแจ๊สชื่อดังที่ผมคุ้นหูมากๆ ฉากนี้ ร้อยเต็มร้อยเลยครับเป็นอะไรที่ทำให้ผมแทบจะเทใจให้หนังเรื่องนี้ไปทั้งเรื่องแล้วจนกระทั้งถึงผู้คนต่างๆที่ตัวละครไปพบ นั่นทำเอาผมเฟลจริงๆน่ะ อาจเพราะผมไม่ได้ศึกษาศีลปะในแขนงต่างๆนี้มากพอ เอาเป็นว่า เป็นหนังที่สุดยอดมากๆในแง่ศิลปะ ขอบคุณวู๊ดดี้ แอลเลน นี่คือหนังที่ผมชอบที่สุดของพี่แกน่ะครับ
 
     War Horse
     สปีลเบิร์ก ทำอะไรกับหนังเรื่องนี้ก็ไม่รู้ครับ ผมละเอือมมากๆ หนังไม่มีอะไรใหม่เลย การเล่าเรื่องก็ไร้ชั้นเชิง งานภาพก็สไตล์เดิมๆ อารมณ์ก็บีบได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าพี่แกคิดอะไร มันไม่มีอะไรใหม่เลยกับหนังเรื่องนี้ ยกเว้นเพลงประกอบที่ลงตัวมากๆ ก็แหงละ จอห์น วิลเลี่ยม ไม่ได้ฟังเพลงประกอบจากพี่แกมานานมากๆๆ นอกนั้นกุมขมับกับหนัง มันไม่ได้ครึ่งหนึ่งของหนังสงครามยุคก่อนๆที่พี่แกทำเลย เสียเวลาดูสุดๆๆ
 
      The Girl with Dragon Tattoo
     เดวิด ฟินเชอร์ ทำอะไรไม่ค่อยผิดหวังครับ แต่กับเรื่องนี้ ผมคงต้องหาซับไทยมาช่วยอีกรอบเพราะศัพท์ยากมากๆ อารมณ์ของหนังก็อึมครึมเหมือนต้นฉบับ ตอนจบที่ต่างออกไป ผมค่อยข้างจะชอบตัวละครของลิสเบ็ตในเวอร์ชั่นนี้มากกว่าน่ะ ตรงที่รูนีย์ มาล่าสวยกว่า(55+) ผมว่าพอๆกันน่ะ ทั้งสองเวอร์ชั่น ผมให้คะแนนเสมอกันเลยละ มันไม่มีอะไรเด่นกว่ากันเลยซักนิส จนกลายเป็นว่าผมรู้สึกสิ้นเปลืองว่า ฟินเชอร์ ไม่น่าเสียเวลาทำเรื่องนี้เลยจริงๆน่ะ
 
     Moneyball
     มันเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาสำหรับ แอรอน ซอคิน นักดัดแปลงบทเรื่องนี้ ปีก่อนพี่แกได้ออสก้าจาก The Social Network สำหรับปีนี้ การพูดถึงเบสบอล เงิน สถิติ ผมว่าเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากๆ รวมถึงเรื่องของการหักหลัง(ผมมองการ Trade เหมือนการหมากตัวหนึ่งในเกมที่จะได้จะเสีย ก็เหมือนการหักหลังซึ่งกันและกัน) หนังใช้เวลาเดินเรื่องค่อนข้างมาก แม้ว่าผมจะไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่เลย แต่ก็พบว่า จุดที่หนังนำเสนอมันพยายามที่จะสะท้อนความเป็นอยู่ การต่อสู้ของคนที่กุมอำนาจทางการเงิน หมากทางการเงินเป็นอะไรที่บ้ามากๆ มันดูไร้ศีลธรรม ไร้คุณธรรม ดูแล้วรู้สึกว่าอำนาจของเงินมันยิ่งใหญ่ หนังพยายามให้บทสรุปของตัวละครเป็นตรงกันข้ามกับความจริงซึ่งในชีวิตจริงมันไม่น่าจะเป็นแบบนั้นไปได้น่ะ แบรด พิตต์ นำเสนออะไรดีๆอีกแล้ว พี่แกแบกหนังไว้ทั้งเรื่องได้อย่างลงตัวทีเดียว
 
My Top 10 Best Movie 2011
1. Hugo 
2. The Descendant
3. Harry Potter 7.2
4. Drive
5. Midnight in Paris
6. Mission Impossible4
7. ฝนตกขึ้นฟ้า (เป็นเอก)
8. Source Code
9. X-Men First Class
10. Rise of Planet of the Apes
     ปีนี้ผมมีหนังไทยที่ผมชอบมากๆเรื่องหนึ่งคือ ฝนตกขึ้นฟ้า ของเป็นเอก หลังจากได้ดู พบว่าหนังไทยเรื่องนี้ได้นำเสนอสิ่งที่น่าสนใจเอามากๆ และมีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว เป็นหนังที่ดูง่ายมากๆของเป็นเอกที่ไม่ควรพลาดทีเดียว
     สำหรับ Hugo ที่ผมเลือกให้เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดในปีนี้ ต้องยอมรับว่า มันดีที่สุดแล้วจริงๆสำหรับปีนี้ในแง่ของทุกสิ่งทุกอย่างของคนรักหนังที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ บรรยากาศของหนัง ตัวละคร การเล่าเรื่อง อารมณ์ของหนัง ซับพล็อตที่เกี่ยวกับหนังซ้อนหนัง และมันเป็นอะไรที่มากกว่าหนัง มันเป็นงาน 3D จากผกก. ระดับปรมาจารย์ที่ลงมาเล่นกับของใหม่ และทำได้อย่างสวยงาม ลงตัวสุดๆ มันสวยงามกว่า Avatar ซะด้วยซ้ำ 
 
My Top 10 Best Trailer 2011
1 Tree of Life - http://www.youtube.com/watch?v=pvQZfLavWfU
     ตัวอย่างหนังเรื่องนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2010 แต่ผมจัดใส่ชาร์ตนี้เพราะหนังมันเป็นของปี 2011 ครับ ความสวยงามของงานภาพเป็นอะไรที่ลงตัวมากๆ แม้ว่าตัวหนังเองผมจะไม่ได้ชื่นชอบหรือคลั่งไคล้มากเพราะมันเป็นเรื่องของศาสนามากจนเกินไป แต่หนังก็มีมิติอย่างการนำเสนอภาพ แสง สี เสียงที่สวยงามที่ลงตัว โดยเฉพาะตัวอย่างหนังนี้ที่ใครได้ดู ก็คงอยากดูหนังเรื่องนี้ เพราะมันสวยมากๆจริงๆ
2 Hugo - http://www.youtube.com/watch?v=5Y6OoN1FR6Y
      สำหรับ Hugo เองมีหลายตัวอย่างหนัง ซึ่งตัวอย่างหนังแรกๆ ห่วยมากๆ จนทำให้หลายคนไม่ได้มีโอกาสดูตัวอย่างหนังต่อๆไป ซึ่งผมดูหมดแหละครับ ด้วยเพราะมีความชื่นชอบหนังเรื่องนี้ในระดับหนึ่ง แต่กับตัวอย่างหนึ่งนี้ให้บรรยากาศที่ทำให้ผมอยากดู Hugo มากๆๆเลยตอนนั้น เพลงประกอบตัวอย่างออกจะคุ้นเคย แต่กับฉากที่ประกอบและเสียงที่บรรยาย ทำให้อารมณ์ของผมมันลอยไปกับหนังเลย ผมว่าตัวอย่างนี้ให้อารมณ์นั้นได้ขนาดว่าอยากจะให้ติดอันดับหนึ่งด้วยซ้ำแต่เพราะ Tree of Life มันไม่มีคำบรรยายจริงๆครับ
3 The Girl with Dragon Tattoo Teaser-http://www.youtube.com/watch?v=WVLvMg62RPA
      ตัวอย่างฉบับเต็มมันเวิ่นเวิ้อ เปิดเผยเรื่องราวมากเกินไป แต่กับ Teaser ของหนังเรื่องนี้ กลับเป็นอะไรที่ เห้ยสุดยอด โดยเฉพาะ Immigrate Song เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงทีเดียว สำหรับบรรยากาศของตัวอย่างหนังนี้โดยรวมก็เป็นอะไรที่มึนครึม อุดอู้ ลงตัวกับภาพจากหนังทุกประการ 
4 Drive - http://www.youtube.com/watch?v=KBiOF3y1W0Y
     ดิบ เถื่อน โหด ลงตัวทุกอย่าง และมัน Art มากๆ ลงตัวสุดๆ โดยเฉพาะไรอัน กอลลิ่งนี่ทำให้ผมไม่พลาดที่จะไปดูเรื่องนี้ในโรง(ประมาณตุลา)
5 Harry7.2 - http://www.youtube.com/watch?v=I_kDb-pRCds
     ตอนจบของซีรีย์นี้ จะมีอะไรให้เซอร์ไพรส์ก็ตรงที่ ทุกอย่างมันลงตัวและดีไปหมดเลย กลบเกลื่อนสิ่งที่ เดวิด เยต ทำมาในหลายภาคก่อนหน้านั้น โดยเฉพาะตัวอย่างหนังนี้ก็ยอมรับว่าลงตัวมากๆครับ
6 Super8 - http://www.youtube.com/watch?v=DCGiC1BXmCo
     ตอน Teaser แรกออกมา มันบ้ามากเลย และแทบไม่มีฟุตเทจนั้นในหนังเลย บ้าจริงๆครับ แต่กับตัวอย่างฉบับเต็ม ผมว่าเพลงประกอบที่นำมาจากหนังเรื่อง Cocoon เนี่ย มันเพราะมากๆ ให้อารมณ์ที่เหมือนเอเลี่ยนตัวเล็กๆคล้ายๆแบบ ET เลย เป็นหนึ่งในหนังที่ผมอยากดูมากๆตอนนั้น เด็กๆก็แสดงได้ดีกันมากๆ
7 The Descendants - http://www.youtube.com/watch?v=CWHNXJ1K4yA
     ผมว่าใครดูตัวอย่างนี้แล้วไม่ให้จอร์จ คลูนีย์เข้าชิงออสก้านี่คิดผิดมากๆ ผมว่าเพราะฉากนี้แหละที่ทำให้หนังมันเจ๋งมากๆ มันทำให้ผมอยากดูหนังเรื่องนี้สุดๆ และยิ่งได้รู้ว่าหนังได้ Globe Award ด้วยน่ะ ไม่พลาด 
8 Sleeping Beauty-http://www.youtube.com/watch?v=IAsbowwhXkw
     มันอาร์ทมากๆ บรรยากาศอึมครึม ตัวละครที่เข้ากับหนัง ฉากที่วับๆแวมๆ มันเป็นความรู้สึกที่น่าสนใจ แต่ผมก็ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครับ
9 Rango - http://www.youtube.com/watch?v=k-OOfW6wWyQ
      ใครๆก็ชอบจอห์นนี่ เดปป์ แค่ได้ยินเสียงแกก็ตลกแล้ว ตัวอย่างแอนิเมชั่นเรื่องนี้ มีความน่าสนใจตรงที่การเล่าเรื่องในตัวอย่างหนัง เผยการแสดงของเดปป์ที่เป็นเอกลักษณ์และโดดเด่นตามสไตล์พี่แก ดนตรีประกอบที่ฟังแล้วได้บรรยากาศเวสเทิร์นแบบฮาๆ และฉากฮาๆหลายฉาก ที่ลงตัวทีเดียว
10 The Artist-http://www.youtube.com/watch?v=OK7pfLlsUQM
     ผมไม่ได้ชอบตัวอย่างหนังเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ แค่เติมมันให้เต็มสิบเท่านั้นแหละ มันแปลกตรงที่ผมควรจะใส่ตัวอย่างนี้เข้ามา เพราะมันเป็นตัวอย่างที่หาดูยากในปัจจุบัน มีความโดดเด่นตรงการนำเสนอ แต่ไม่ได้ชอบเลยครับ ความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นแบบเดียวกันกับตอนที่ผมดูหนัง
 
 

Lady Gaga

posted on 13 Apr 2012 19:14 by l0ui5 in General
 
Lady Gaga
 
     มันเหมือนมีอะไรดลใจผมบางอย่างน่ะ ที่ทำให้วันนี้ผมนั่งดูคลิปของ Lady Gaga มาซักพักใหญ่ มันทำให้ผมได้คิดถึงอะไรบางอย่างที่แตกต่างและโดดเด่น ที่เรียกได้ว่าเป็น Inspired ของหลายๆอย่าง มาดูกันว่าผมคิดอะไรน่ะครับ
 
     Lady Gaga เป็นนักร้องที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก และมีความโดดเด่นทั้งงานเพลง และงานศิลปะ โดยเฉพาะความโดดเด่นด้านหลังที่ผมยกขึ้นมานี้ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น และเป็นเหมือนลายเซนต์ของการแสดงของเธอเลยก็ว่าได้
 
     คนดูร่วมสมัย ได้มอง Lady Gaga ออกเป็นสองแบบ คือ คนที่มองเธอว่าเป็นเหมือนคนบ้า แตกต่าง โรคจิต หรืออะไรซักอย่างที่บ่งบอกว่าเธอเป็นตัวประหลาด และในขณะเดียวกันมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ชื่นชอบอย่างรุนแรงในฐานะ นักร้อง ดีไซเนอร์ ครีเอทีฟ ยูนีค สำหรับผม หลังจากได้พิจารณามาซักพักใหญ่ พบว่า Lady Gaga เป็นคนที่สุดยอดมากทีเดียว และเป็นจุดเปลี่ยนของวงการเพลงที่ได้นำเสนอศิลปะแบบอื่นเข้ามาผสมผสานกันเข้าไปอีก นั่นคือความแตกต่างที่ผมชื่นชมว่าสุดยอดมากๆๆ
 
     Contemporary ที่แปลว่า ร่วมสมัยนี้ ผมว่า Lady Gaga นำเสนอการแสดงของเธอก้าวผ่านคำว่าร่วมสมัยไปแล้ว นั่นคือ การผสมผสานการแสดงดนตรี ร่วมกับงาน Creative Designer การออกแบบทุกอย่างตั้งแต่ ฉาก แสง สี เสียง เสื้อผ้า ผมว่าทุกๆการแสดงของเธอ จะต้องมีการออกแบบอะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มันทำให้การแสดงแต่ละครั้งของเธอ เป็นอะไรที่มากกว่า การร้องเพลงเสมอ
 
     ในชีวิตจริงเท่าที่ผมดูจากการสัมภาษณ์รายการต่างๆ ก็พบว่า เธอก็คือคนธรรมดาๆ นี่แหละ ที่ปกติๆสุดๆคนหนึ่ง แต่กับการร้องเพลง มันเหมือนเป็นอีกตัวตนหนึ่ง เป็นอีกโลกหนึ่ง คล้ายๆกับโลกของนักแสดง นักศิลปะ(วาดรูป, จิตรกรรม, ปฏิมากรรม ฯ) นักร้องที่ก้าวข้ามผ่านการร้องเพลง ไปสู่โลกของการแสดง นับได้ว่าไม่ธรรมดาทีเดียว
 
     ผมไม่ได้บอกว่า ฝีคอของ Lady gaga จะดีเยี่ยมที่สุด เพราะเท่าที่ผมดูมา เธอร้องเพลงแค่เก่งมาก แต่ไม่เก่งที่สุด ที่เธอเก่งกว่าร้องเพลง คือการแสดง และการหาจุดที่คนจะสนใจในตัวเธอ ซึ่งผมเรียกว่า อัตลักษณ์ ของตัวเอง ในจุดนี้เป็นจุดที่ทำให้คนสนใจได้มากกว่าการร้องเพลงของเธออีก ถามว่าคนที่ไม่เคยฟังเพลงของเธอ จะรู้จักเธอได้ยังไง ผมว่า ใครๆก็รู้จักเธอในฐานะ นักร้องที่มีพฤติกรรมแปลกๆ การแต่งตัวที่แปลกๆ นั่นแหละครับ ที่น่าสนใจกว่าผลงานการร้องเพลงของเธออีก แต่ไม่ใช่ว่าเธอร้องเพลงไม่ได้เรื่องน่ะ ผมว่าเธอมีพลังในการร้องเพลงที่สูงมากทีเดียว แต่ไม่ถึงขั้นที่สุดอย่าง วิทนีย์ ฮูสตัน หรือคนล่าสุดที่ขึ้นแท่นไปแล้วคือ Adele ที่ผมยอมรับเลยว่า Adele มีฝีคอ ที่น่าจะเป็นตัวท็อปของยุคนี้เลย 
 
      ที่ผมพูดถึง Lady Gaga ในเอ็นทรี่นี้ ส่วนหนึ่งก็คือชื่นชม และยกย่องในฐานะ นักร้องผู้นำเสนอศิลปะ การออกแบบ ดีไซน์เนอร์ ด้วยวิธีการที่ต่างออกไปจากปกติ โดยปกติเราจะเห็นงานแสดงศิลปะ ตามมิวเซียม หรืองานแสดงผลงานต่างๆ แต่ Lady Gaga นำเสนองานศิลปะ ผสมผสานในงานเพลง ด้วยการรวมทั้งสองอย่างนี้เข้าด้วยกันจนคนดูแทบไม่รู้ตัวเลย ประมาณว่า กรุมาฟังเพลง ไม่ได้มาดูงานศิลปะ แต่หารู้ตัวไม่ ว่าการแสดงของ Lady Gaga คืองานศิลปะที่ผสมผสานงานหลายๆแขนงเข้าไว้ ผมว่าคนที่เห็นและเข้าใจจุดนี้ จะยกย่องและชื่นชมในความสามารถของเธอมากๆๆ 
 
     ผมมอง Lady Gaga เป็นแรงบันดาลใจในการผสมผสานงานศิลปะหลายๆแขนงเข้าด้วยกัน ต่อไปงานเพลงมันจะเป็นมากกว่างานเพลง ที่จริงมันมากกว่ามาซักพักแล้วละ แต่เป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เหมือนว่า Lady Gaga จะเป็นจุดเปลี่ยนที่เห็นได้ชัด และเธอจะเป็น Inspired ให้กับนักร้องรุ่นหลังๆ ได้มีโอกาสนำเสนองานศิลปะในรูปแบบอื่นๆได้ต่อๆไป

Hugo

posted on 29 Feb 2012 15:23 by l0ui5 in Movie
 
Hugo

     มันไม่ง่ายเลยกว่าจะได้ดูหนังเรื่องนี้ แต่ผมก็หาวิธีจนได้แหละครับ สิ่งหนึ่งที่พบคือ หนังพยายามทำลายขีดจำกัดของการลำดับภาพด้วยการใส่ Visual Effect เข้าไปจำนวนมาก และนี่แหละมั้งที่เป็นเหตุผลให้หนังเรื่องนี้ได้รับการกล่าวขานว่ามีการนำเสนอด้วย 3D ที่สวยที่สุด และได้ออสก้าสาขา Visual Effect ไป
 
      ฉากเปิดของหนังเป็นฉากที่ผมใจหายวาบ เนื่องด้วย เห้ยมันจะวิ่งภาพไปไหน การมองดูซีนนี้ทั้งซีนให้ความรู้สึกต่อเนื่องสมจริงมากจนมองแทบไม่ออกเลยว่า มีการตัดซีนไหนไปซีนไหน ฉากไหนไปฉากไหน จนมาเห็นในตัวอย่างของ Hugo ที่ส่งเข้าชิง Visual Effect ผมเลยบอกได้คำเดียวว่า สุดยอด เป็นฉากที่น่าประทับใจมากๆ ฉากนี้ต้องอาศัยประสบการทำหนังที่มีมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะ มาร์ติน สกอสเซเซ่ ที่ต้องใช้ลูกเล่น กับมุมกล้องที่เคลื่อนไปมา แต่ผมยังทึ่งที่ปู่แกก็ไม่ใช่เซียนกับการเล่น Visual Effect แต่ลูกเล่นที่เกิดขึ้น เรียกว่าเป็นระดับที่ไม่ธรรมดาทีเดียว
 
     ผมขอพูดเรื่องที่ผมข้องใจที่สุดก่อนก็คือเรื่อง Visual Effect นี่แหละ เพราะตลอดทั้งเรื่องที่ผมดูมา ความประทับใจใน Visual Effect ของ Hugo นั้นกลมกลืนไปกับการเล่าเรื่องและบท ซึ่งก็ถือว่าสวยงามและลงตัวมากๆเรื่องหนึ่ง แต่ผมกลับไม่รู้สึกว่างานเอ็ฟเฟ็กของเรื่องนี้โดดเด่นกว่าลิงซีซาร์ใน Rise of Planet of the Apes เลยซักนิด ผมพยายามมองว่า ออสก้าเคยให้รางวัลนี้กับ King Kong ไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งรึป่าวที่ไม่อยากให้ลิงซ้ำอีกในปีนี้ แต่ในขณะที่หนังเรื่องอื่น ผมว่าออสก้ามีความจงชัง อย่าง Transformer ที่มันก็เข้าชิงซ้ำแล้วซ้ำอีก Real Steel มันก็คล้าย Transformer หรือ Harry ก็เข้าชิงบ่อยแล้ว ปีนี้จึงอยากเปลี่ยนบรรยากาศให้ Hugo บ้าง ซึ่งนั่นไม่ค่อยน่าประทับใจซักเท่าไหร่เลย ผมดูตอนประกาศรางวัล คนที่ขึ้นรับรางวัลยังพูดเลยครับว่า I'm not expect this. ซึงก็จริงครับ ตอนก่อนหน้าประกาศผล ผมเกร็งลิง กับฮิวโก้ ไว้ก็จริง แต่ก็ไม่คิดว่า ฮิวโก้จะได้ครับ เพราะ ลิงที่มีอารมณ์ น่าจะสู้กับหนังที่เล่นกับ 3D ที่มีความสวยงามได้ แต่สุดท้ายผลสรุปเป็นแบบนี้ เราก็ต้องยอมรับกันไปครับ
 
      นานๆเราจะได้เห็นหนังเด็ก และครั้งหนึ่งในชีวิตเท่านั้น(ที่ผมเชื่อว่า) มาร์ติน สกอสเซเซ่ จะสร้างหนังเด็ก ปู่แกขึ้นชื่อกับหนังที่เข้มข้นในอารมณ์ เลือดสาด ทริลเลอร์เฉือนคม แต่นี่หนังเด็ก ที่อาจจะไม่เด็กนัก แต่จุดประสงค์ของหนังเรื่องนี้ชัดเจนเอาซะมากๆ นั่นคือการผจญภัย ผมยอมรับในการแสดงของเซอร์เบน คิงสลีย์มาก น่าเสียดายที่ปู่แกไม่ได้เข้าชิงออสก้า ปมทั้งหมดในหนังก็คือตัวละครของแกทั้งหมดเลย และถือเป็นตัวละครที่สำคัญมากๆ ในโลกภาพยนตร์ เพราะจอร์จ เมลิเย่ เรียกได้ว่าบิดาแห่งจินตนาการและ Special Effect, Visual Effect ทั้งหลายทั้งปวง เราจะได้เห็นภาพฟุตเทจ จากหนังหลายๆเรื่อง ที่พอจะเปิดดูใน Youtube ได้ อย่าง A Trip to the Moon, The Impossible Voyage ฯลฯ อีกมากมาย หนังเรื่องนี้เปรียบเหมือนความฝันในวัยเด็กของผู้กำกับหนังรุ่นใหญ่หลายคนเลยทีเดียว หนังขับเคลื่อนไปด้วยเหตุการณ์ และสถานการณ์ ตัวประกอบที่สร้างสีสันมากมายหลายตัวในหนัง โดยเฉพาะเด็กหนุ่มฮิวโก้ กับเพื่อนสาวอลิซาเบส ซึ่งนำแสดงโดยโคเอ้ มอริส ซึ่งโตขึ้นเยอะทีเดียว ผมว่าพอเราได้ดูหนังไปซักกลางๆเรื่อง เราก็จะเริ่มค้นหาว่าตัวละครอลิซาเบสนี้จะมีจุดมุ่งหมายอะไร เราจะพบได้ในตอนจบครับ :)
 
      บทดัดแปลงมาจากหนังสือ มาจากเรื่องจริงของจอร์จ เมลิเย่ ผมว่าเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าอ่านทีเดียว ด้วยเรื่องราวของเด็กน้อยคนหนึ่งซึ่งตามหาสิ่งที่เป็นคำตอบของสิ่งที่พ่อของเขาทิ้งไว้ แต่สิ่งที่เขาได้พบมันกลับได้ช่วยชีวิตของคนอีกคนหนึ่งไว้ เป็นหนังที่มีทางขึ้นและทางลงชัดเจนมากๆเลยครับ และมีบทสรุปที่สวยมากๆเรื่องหนึ่ง
 
      งานภาพสวยงาม ผมชอบฉากที่ถ่ายให้เห็นปารีสทั้งเมืองมีทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ถ้าถามผมว่าออสก้าปีนี้งานภาพมันควรจะเป็นของ Tree of Life มากกว่าน่ะไม่น่าจะเป็น Hugo น้า
     งานตัดต่อลื่นไหล แต่ผมข้องใจกับ The Girl with Dragon Tattoo มากกว่า ผมอยากเห็นงานตัดต่อขั้นสุดยอดของหนังของ David Fincher อีกครั้ง มันเป็นไปได้ยังไงที่สองปีติดกับงานหนังของ David Fincher จะได้ออสก้าสาขานี้ ปีที่แล้ว The Social Network สร้างมาตรฐานงานตัดต่อไว้สูงมาก มันทำให้ผมอยากรู้จริงๆน่ะว่าจะเป็นยังไง
     งานเพลงนี่ผมว่าปีนี้งานเพลงที่เข้าชิงออสก้าค่อนข้างขาดสีสันพอสมควรน่ะ เพราะเพลงของ The Artist ซึ่งเป็นหนังขาวดำ หนังเงียบทั้งเรื่อง เพลงในหนังจะไม่ต่อเนื่องกัน เพลงของหนังเงียบจะเข้ากับอารมณ์ในฉากๆนั้น และดนตรีมักจะไม่ต่อเนื่องกัน ผิดกับหนังอย่าง Hugo แต่ตีมเพลงที่ผมชอบสุดในปีนี้มี 2 เรื่องคือ The Girl with Dragon Tattoo กับ Tinker Tailor Solder Spy ผมว่าเป็นงานเพลงใหม่ที่น่าสนใจมากๆเลยน่ะ
 
     โดยรวม ผมก็พูดไม่ได้เต็มๆว่าถ้าปีนี้ไม่มี The Artist จะเป็น Hugo รึป่าวที่เข้าวิน เพราะหนังกวาดไปถึง 5 รางวัลสายเทคนิค ซึ่งพูดได้ว่า เป็นหนังที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์ สวยงามมากๆเรื่องหนึ่ง ไปถามใครก็คงไม่มีใครเชื่อร็อกน่ะว่าผู้กำกับจะคือ มาร์ติน สกอสเซเซ่ แต่ผมว่านี่กลับเป็นหนึ่งใน Materpiece ของปู่แกยิ่งกว่า The Departed ที่ได้ออสก้าอีก หนังเรต PG น่ะครับ

พระสายป่า

posted on 29 Feb 2012 15:09 by l0ui5 in Gen-Phi

พระสายป่า


    สำหรับคนที่ติดตามผมทางทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ค ก็คงจะสงสัยกันว่า ไอ้นี่ พระบวชใหม่ มันบ้ารึป่าว ไปนั่งถ้ำ เข้าป่า พระบวชพรรษาแรกเค้าไม่ให้ธุดงค์ ไอ้นี่ก็จะดั้นด้นไปอีก มันพอจะมีคำอธิบายได้ประมาณ 30% ครับ ถ้าอยากรู้แบบสุดๆ ก็คงต้องมาฟังผมเล่าเองเน้อ แล้วดูความตั้งใจ จะได้รู้ว่าที่ผมไปเจอมา ผมไม่ได้เพ้อเจ้อจริงๆ
 
    นี่ถ้าผมไม่ได้บวช ก็คงไม่ได้เข้าใจพระสายป่าจริงๆ ว่าท่านปฏิบัติกันยังไง ที่ผมได้ไปเข้าถ้ำ เข้าป่านี่ มันเป็นส่วนเล็กๆของการปฏิบัติแนวทางพระสายป่าเท่านั้นเองน่ะ ก่อนอื่นผมคงต้องเล่าถึงพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเป็นพระป่าชื่อดังมากๆ ที่ออกธุดงค์ในป่าเมืองไทย อาจารย์มั่นท่านหนักแน่นในพระวินัยมาก รวมถึงยึดมั่นตามวิถีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด หลังออกพรรษา ท่านก็จะพาศิษย์ทั้งหลายเข้าป่า ไปปฏิบัติธรรม พอถึงจุดต่างๆ ก็จะให้แยกย้ายกันออกปฏิบัติเดี่ยว อย่างเคร่งครัด อย่างหลวงตามหาบัว ก็เป็นศิษย์รุ่นหลังๆของอาจารย์มั่น เหมือนกันน่ะ
 
     พูดถึงพระป่า ใครๆเค้าก็จะนึกถึงอาจารย์มั่น กันก่อนเสมอ พอๆกับคนเล่นพระที่จะนึกถึงสมเด็จหลวงพ่อโต แนวทางการปฏิบัติของท่าน คือการบำเพ็ญเพียรนั่งกัมมัฏฐานในป่าเนี่ย มันมีหลายเหตุผลมากน่ะ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านก็ชอบที่จำบำเพ็ญเพียรในป่า นิยมเดินจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง ไม่นิยมที่จะขึ้นรถม้า ขึ้นเกวียน แนะนำให้พระถือธุดงค์วัตร คือ ธุดงค์ 13 ข้อ ของพระที่ต้องการปฏิบัติอย่างเคร่งๆ อาทิ ฉันข้าวมือเดียว ฉันข้าวในบาตร ถือผ้าบังสุกุล ไม่นอน ไม่ปักกลดใกล้บ้านคน ฯ เหล่านี้เป็นการฝึกตัวเอง ให้อยู่ในสภาพที่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆได้ ให้ตัวเองไม่ยึดติดกับที่ใดที่หนึงเกินไป ไม่ติดคำว่าสบาย การบำเพ็ญเพียรในสมัยพุทธกาล ลำบากกว่าในสมัยปัจจุบันมาก เพราะสมัยนั้นยังไม่มีวัด ซึ่งค่อยๆสร้างมาเรื่อยๆ แต่เมืองไทยสมัยนี้ วัดเพียบ การเดินทางก็สะดวก อย่างในสมัยพระอาจารย์มั่น รถรามันก็ยังไม่เยอะขนาดนี้ ป่าก็ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสิงห์ สา รา สัตว์ป่า มากมาย การไปนั่งบำเพ็ญเพียรในป่า ก็มีโอกาสที่จะเจองู เจอช้าง เจอเสือ ได้ง่าย ก็คิดดูว่าพระป่าสมัยนั้นเฉียดตายกันมากแค่ไหน อยู่ในป่า นอนในถ้ำ เจอทั้งสรรพสัตว์มากมาย ท่านเหล่านั้นล้วนได้ดีกันทั้งนั้น พระอาจารย์มั่นท่านยึดตามวิถีการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า คือใช้ชีวิต อยู่ในป่า ไม่ยึดติดในความสะดวกสบาย ได้พบเจอสิ่งต่างๆมากมายทั้งที่เหนือธรรมชาติก็ดี อะไรแปลกๆก็ดี อยู่ในป่ามันต่างจากอยู่ในเมืองมาก เหมาะกับการฝึกปฏิบัติโดยแท้
 
     ที่ผมยกเรื่องพระป่าขึ้นมา ก็เพราะสำนักที่ผมไปปฏิบัติธรรมอยู่นี้ เค้าพยายามที่จะยึดตามแบบสายของพระอาจารย์มั่นในเรื่องการเดินธุดงค์ในป่า แต่ด้วยเนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โลกที่มันเจริญขึ้น การที่จะเข้าป่าได้นั้นมันไม่ง่าย และยิ่งสมัยนี้ ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมศาสนาก็มาออกคำสั่งไม่ให้พระเข้าไปในป่า หรือพื้นที่อุทยานเพราะกลัวพระจะเป็นอันตราย ผมว่ามันก็จะยิ่งเข้าไปใหญ่ มันจะเป็นการทำให้พระสายป่า ลดลงไป เหลือน้อยเต็มทน ที่ผมเข้าไปนี่ก็ถือว่าแอบ ลักลอบเข้าไปน่ะ มันผิด แต่ถ้าพูดกันตามตรง ป่ามันพื้นที่ของใคร มันเป็นพื้นที่สาธารณะของเราทุกคน จะไปห้ามมันก็ยากละน่ะ ด้วยเหตุนี้สำนักผมจึงดึงสถานที่ต่างๆอาทิ ถ้ำ ป่าเขา ต้นไม้ จอมปลวก สถานที่ต่างๆที่มีภูมิ มีเจ้าที่แรงๆ ทำเหมือนด่าน ให้พระได้ไปนั่งปฏิบัติธรรมกัน ลองสังเกตุสำนักปฏิบัติธรรมบางที่ จะขึ้นชื่อด้วยถ้ำ เช่น วัดถ้ำพระธรรมมาสน์ วัดถ้ำแกลบ คือเป็นทั้งสถานที่ปฏิบัติธรรม เมื่อปฏิบัติธรรมได้แล้วก็ไปนั่งถ้ำ ก็จะได้เจอสภาวะธรรมที่แปลกแตกต่างออกไป พบกับอารมณ์ที่แตกต่างออกไป
 
     ที่ผมไป ยังไม่อาจเรียกได้ว่าธุดงค์เต็มๆ เพราะผมไปด้วย ญาณ4(ล้อ) นอนกลางวัน กลางคืนเข้าถ้ำ ปฏิบัติได้สองสามชั่วโมงก็นอนในถ้ำอีก ถ้ำไหนสวยๆ ก็เพลิดเพลินกันการเดินชมถ้ำ นั่งได้ไม่นานก็หมดแรงนอน บางถ้ำก็อยู่ไกลเกิ้น เดินไป 2-3 ชั่วโมงกว่าจะถึง นั่งคืนหนึ่ง กลับมาหลงทางอีก สารพัดที่จะเจอ เจอทั้งงู ทั้งตะขาบ หนู ยุง ชีปะขาว สัตว์หน้าตาประหลาดไม่เห็นจะรู้จักมากมาย ซึ่งเมื่อเราได้ปฏิบัติมากๆเข้า การพบกับสรรพสัตว์เหล่านี้ ก็จะรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาของพระธุดงค์เลย สมัยนั้นเค้าปฏิบัติกันได้ แล้วทำไมปฏิบัติแค่นี้ถึงจะทำไม่ได้ แต่สิ่งที่เราได้คือสภาวะธรรมที่แตกต่างออกไป อารมณ์ที่แตกต่างออกไป เป็นเบื้องต้นของการสัมผัสชีวิตของพระสายป่า ที่หายากขึ้นในทุกวันนี้
 
     ผมคงเล่าเหตุผลที่ผมไปท่องเที่ยว เข้าป่า เข้าถ้ำได้เพียงเท่านี้แหละเน้อ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่คงจะเล่าให้ฟังตรงนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะสภาวะธรรม และคุณธรรมต่างๆที่ผมได้ไปพบไปสัมผัสมา คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อกันแล้วว่า เทวดามีจริง นรก สวรรค์มีจริง เพราะเขามองไม่เห็น การที่เรามองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี วิทยาศาสตร์สามารถที่จะพิสูจน์ได้เบื้องต้นแต่หาสาเหตุไม่ได้ จะมีก็แต่ศาสนาพุทธเท่านั้นแหละที่บอกไว้ชัดเจนว่านี่นั่นคืออะไร ถ้าใครอยากรู้ว่าผมไปเจออะไรมาบ้าง ก็ลองหาเวลามานั่งสนทนาธรรมกันเน้อ สาาาธุ

หนัง: สูงสุดคืนสู่สามัญ

     วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับการประกาศผลออสก้าที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้ซักหน่อย เมื่อ The Artist หนังเงียบและขาวดำ ได้ออสก้าสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง ตัวหนังแม้ว่าจะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของปีนี้ แต่ออสก้าก็มักจะเลือกหนังที่เป็นกระแส หรือเป็นที่พูดถึง ชื่นชม กว้างขวางในหมู่คณะกรรมการของออสก้า ซึ่งปีนี้ The Artist แทบจะเรียกได้ว่า เข้าเป้าแทบทุกอย่าง แต่มันจะหมายถึงการพัฒนาการของวงการภาพยนตร์จากสูงสุดคืนสู่สามัญหรือไม่ เราลองมาคิดดูน่ะครับ
     หนังเงียบ ครองตลาดของวงการภาพยนตร์อยู่ไม่นานในช่วงยุค 1920-1929 ก่อนที่ภาพยนตร์เสียงเรื่องแรกจะออกฉายคือ The Jazz Singer แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ได้ดีเด่อะไรเท่าไหร่นัก แต่ก็เป็นการเปิดประตูจากหนังเงียบ ไปสู่หนังเสียงได้อย่างน่าสนใจ ถึงขั้นว่า เป็นอนาคตของวงการภาพยนตร์ ซึ่งก็ไม่ผิด ตั้งแต่นั้นมาหนังเสียงก็ได้รับความสนใจมากขึนไปเรื่อยๆ จนเริ่มเลือนหายไป จากยุคหนังเงียบมาหนังเสียง และจากหนังขาวดำมาหนังสี จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีได้ก้าวมาถึงวิวัฒนาการที่เรียกว่า 3D ผมเคยเขียนไว้เอ็นทรี่หนึ่ง คือ Avatar จะเป็นหนัง 3D ที่เปลี่ยนยุคของวงการภาพยนตร์ จากหนังงานภาพ 2 มิติธรรมดา สู่งานภาพที่ละเอียดขึ้น ในระดับเห็นเป็นมิติขึ้นมา พอๆกับเร็วของการฉายภาพที่ปัจจุบันอยู่ที่ 25-29 fps ไปสู่ 48fps หรือ 60fps ขนาดของภาพจากเดิม 1:1.33 กลายเป็น 16:9 กลายเป็น 1:2.35 กลายเป็น IMAX กลายเป็น Digital ซึ่งในอนาคตต่อไปเราจักได้เห็นความหลากหลายของวงการภาพยนตร์มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำไมเมื่อเทคโนโลยีกำลังพัฒนาไปเรื่อยๆแบบนี้ หนังเงียบที่หมดช่องว่างในการยืนอยู่อย่าง The Artist ถึงได้กลับผงาดขึ้นมาในเวทีออสก้าปีนี้
 
     ผมเชื่อว่า ใครๆก็บอกได้ ว่าก็มันเป็นหนังที่หายาก ไม่มีใครทำกันแล้วซักเท่าไหร่ และยิ่งพอทำออกมาแล้วดูดีไม่ขี้เหร่ กลายเป็นจุดสนใจ เป็นกระแส หนังจึงแทรกตัวออกมาผงาดเหนือหนังที่มีเทคโนโลยีและงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ได้ถูกจังหวะ ถูกเวลา
     ในมุมของผม ความหลากหลายของการนำเสนอของภาพยนตร์ในยุคปัจจุบันมีมากขึ้นกว่าเดิมมากๆ ในอดีต อย่างช่วงที่เปลี่ยนจากหนังเงียบ กลายเป็นหนังเสียง สิ่งที่ผู้กำกับจะเลือกสร้างก็มีแค่ หนังเงียบ หรือหนังเสียง หรือในยุคที่เปลี่ยนจากหนังขาวดำ เป็นหนังสี ผู้กำกับหรือผู้สร้างก็จะเลือกตามความเหมาะสม ตามงบประมาณ หรือตามเหตุปัจจัยต่างๆ แต่กับโลก ณ ปัจจุบัน ทางเลือกของการสร้างภาพยนตร์กว้างขึ้นมากๆๆ เราจะสามารถเลือกสร้างหนังขาวดำ หนังสี หนังสามมิติ หรือหนัง IMAX สามารถเลือกความละเอียดของการถ่ายทำ หรือใส่สิ่งที่เป็น Visual Effect ให้หนังดูยิ่งใหญ่ตระการตา โดยขึ้นอยู่กับความอยากของผู้สร้าง ว่าอยากทำหนังออกมาในแบบไหน เป็นยุคที่เรียกว่า อิสระของคนทำหนัง แตกต่างและหลากหลายรูปแบบ
     เคยมีคนพูดถึงยุคสมัยของหนัง อย่างยุค 50s-60s เป็นยุคของหนังเพลง ยุค 70s เป็นยุคของหนังไซไฟ ยุค 00s ที่ผ่านมาเป็นยุคแห่ง Visual Effect หนังแฟนตาซี ไซไฟ หนังแอ๊คชั่น ผมวิเคราะห์ว่า ในยุค 10s ที่กำลังอยู่นี้ จะเป็นยุคของหนังทางเลือก หนังบางแนวที่หาดูแทบไม่ได้แล้ว ถ้าผู้สร้างตัดสินใจนำมันกลับมาสร้างอีก ก็มีความเป็นไปได้ว่าหนังจะฮีตแบบไม่รู้ตัว นี่ผมไม่ได้พยายามหมายถึง ต่อไปจะมีคนสร้างหนังเงียบกันเยอะขึ้นร็อกน่ะ ผมว่าหนังเงียบในปัจจุบัน มันกลายเป็นแค่ Genre ประเภทหนังประเภทหนึ่งไปเท่านั้น ก็จะมีคนสร้างออกมาเรื่อยๆ แต่ก็จะไม่หวือหวาเท่ากับ The Artist อีก เพราะผมมองว่า การที่ The Artist เป็นหนังทีได้จังหวะในการสร้างออกมาพอดี หนังเรื่องอื่นที่เป็นหนังเงียบต่อไปนี้ จะไม่สามารถกลับมาผงาดในโลกภาพยนตร์ได้อีกง่ายๆ โดยเฉพาะในยุคที่ผมเรียกว่า เป็นยุคของหนังทางเลือก หนังที่เป็นกระแสในปัจจุบันอย่างหนัง 3D แม้ว่าจะมีออกมามาก หนังมีคุณภาพมากๆ หนังรอเพียงเวลาที่จะเปิดตัวสู่ออสก้าให้ได้เท่านั้น หนัง 3D ในสายตาของคณะกรรมการของออสก้า ยังถูกมองว่าเป็นหนังเทคนิค ใช้ทุนสร้างและสิ้นเปลือง พอๆกับกว่าที่ Lord of the Ring จะได้ออสก้ามา ก็ปาเข้าไปภาคสุดท้าย มันไม่ง่ายที่หนังทีเคยตกกระแสไปแล้วจะกลับมาผงาดขึ้นมาใหม่ แต่ยุคนี้จะเป็นยุคแห่งโอกาส เป็นยุคแห่งทางเลือก ทั้งผู้สร้างและคนดูก็เช่นกัน
     ผมว่า The Artist ได้เปิดจังหวะให้ผู้สร้างหนัง หวนระลึกถึงแนวทางที่หลากหลายมากขึ้นในการสร้างหนัง ตามความเหมาะสมและความอยากของตัวผู้สร้างเอง มันจะมีหนังเรื่องใดอีกไหม ที่จะทำเป็นหนังเงียบด้วยเนื้อหาและความเหมาะสมแบบนี้ได้อีก ถามผมผมก็อยากเห็น Martin Scorsese หรือ James Cameron หรือ Spelberg มาทำหนังเงียบเหมือนกันน่ะ แต่มันคงเป็นไปได้ยากจนเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ
     อนาคตของวงการภาพยนตร์ เข้าสู่ยุคเปิดกว้างสำหรับหนังทุกประเภท ทุกแนว หลากหลายวิธีการนำเสนอ แต่ถ้าถามว่าแนวไหนจะเด่นที่สุด ผมก็คงตอบว่าเป็นหนัง Sci-Fi จะกลับขึ้นมาบูมอีกครั้งในยุคนี้ ด้วยการนำเสนอในระบบ 3D แต่ถามว่า หนังธรรมดาใช้ฟีล์ม จะหมดลงไปไหม ผมเชื่อว่า หนังฟีล์ม ต่อไปจะหมดไปแน่ๆ หนังทุกเรื่องจะก้าวสู่ระบบดิจิตอล แต่น่าจะยังไม่ใช่ในทศวรรษนี้แน่ ช่องทางการดูหนังจะเปิดกว้างมากขึ้น อย่าง Youtube หรือดูในโทรศัพท์ ก็จะพัฒนาไปไกลขึ้น แต่ก็ยังเป็นไปได้ยากที่จะสู้หนังที่ดูในโรงหนัง ต่อไปหนัง 2มิติ อาจจะไม่ได้ดูในโรงหนังอีกต่อไป เพราะสื่ออื่น สามารถนำเสนอและเข้าถึงคนดูได้มากกว่า ต่อไปคนเข้าโรงหนังเพื่อดูหนัง 3D หรือ 4D เท่านั้น แต่ว่ามันจะเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

การหนีไม่ใช่หนทางรอดของ "ความทุกข์"

 
     เอ็นทรี่ที่แล้วผมเขียนเรื่อง "ความทุกข์" ไว้ คราวนี้จะมาต่อว่า แล้วเราจะหาทางเพื่อที่จะหลบหลีก หรือเอาตัวรอดจากความทุกข์ ได้ยังไง
 
      ที่ผมเกริ่นหัวเรื่องไว้แบบนี้ ก็เพื่อเตือนสติว่า การที่เราได้ความทุกข์มา มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่เราจะเอาตัวรอดจากความทุกข์เหล่านี้ เพราะความทุกข์ เป็นความจริงของโลก คือ ไม่ว่ายังไงเราก็มีความทุกข์ แค่เกิดเราก็ทุกข์แล้ว แต่แค่เราไม่รู้สึกตัว แม่คลอดลูกออกมา กว่าที่ลูกจะออกมา มันก็ทุกข์เสียยิ่งกว่าทุกข์ แต่แปลกที่พอคลอดสำเร็จแล้ว เรากลับมาความสุข ไม่ว่าจะทุกข์แค่ไหน แม่ก็สุขใจ โอ้โหหลอกตัวเองไปโน่น คนเรามองเห็นความสุขแค่เพียงชั่ววูบ ความทุกข์แค่เพียงชั่ววูบ จากนั้นก็หายไป ไม่ได้มองความทุกข์ ถึงความทุกข์จริงๆ คนที่มองเห็นความทุกข์จริงๆ เขาจะต้องมองอดีต ปัจจุบัน อนาคต มองเหตุ มองปัจจัย อะไรที่ปัจจุบันเราสบาย แต่อนาคตเราลำบาก มันก็คือความทุกข์ ถ้าอดีตลำบาก ปัจจุบัน อนาคตสบาย มันก็คือทุกข์เช่นกัน แต่เรากลับจะมองมันว่าเป็นความสุข เพราะอนาคตคือความสุข ซึ่งถ้าเรามองต่อไปอีก อนาคตที่มีความสุข มันก็ไม่ได้จีรังยั่งยืน มันย่อมจะมีเหตุ และปัจจัยอื่น มาทำให้เกิดความทุกข์อยู่เรื่อยไป ความสุขที่เรามีอยู่หรือที่กำลังจะได้มา หาใช่ความสุขที่จีรัง ยั่งยืนเสมอไปไม่
 
     ที่ผมเกริ่นมาทั้งหมดจากทั้งเอ็นทรี่ที่แล้ว และตอนต้นของเอ็นทรี่นี้ ก็เพื่ออยากเตือนสติให้กับพวกเราทั้งหลาย ว่าโลกเรามันไม่มีอะไรยั่งยืน ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่แน่นอนคือสิ่งที่ไม่แน่นอน สิ่งที่ไม่แน่นนอนกลับเป็นสิ่งที่แน่นอน และเป็นสัจจธรรม เป็นความจริงของโลกใบนี้ การเกิดคือทุกข์ คนเราไม่เข้าใจ ว่าเกิดมามันจะทุกข์ได้ยังไง ผมว่าคนเราเห็นความทุกข์อยู่ทุกหนแห่ง แต่เรากลับมองว่า นั้นไม่ใช่ทุกข์ บางคนยิ่งมองความทุกข์เป็นความสุขก็เป็นได้ มันอยู่ที่บุญบารมี กรรมที่ได้เคยทำมา ไม่ว่าจะกรรมดี หรือกรรมชั่ว บางอย่างเป็นตัวฉุดเราให้เกิดสิ่งที่ดี บางอย่างก็ทำให้เราเลวลงไป หนทางที่ดีที่สุดคือการเผชิญหน้ากับความทุกข์และต่อสู้กับมัน อะไรยิ่งทุกข์ เราก็จะต้องวิ่งเข้าหา เพื่อแก้ปัญหา ว่าแต่ทำยังไงละ
 
      การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง คือการเข้าใจความคิด ความรู้สึกของตัวเอง นี่เป็นขั้นต้นของการต่อสู้กับความทุกข์ เมื่อเรามีเหตุการณ์ที่เป็นความทุกข์มากระทบ สิ่งแรกที่เราจะต้องรู้ให้ได้ คือ ความรู้สึกนั้นเป็น ความโลภ ความโกรธ หรือความหลง ผมว่าการเริ่มต้นแบบนี้เป็นอะไรที่พูดง่าย แต่ทำยากมาก การรู้อารมณ์ คือการบอกกับตัวเอง พูดกับตัวเอง มีคนๆหนึ่งเดินสะดุดเท้าเรา เราโกรธ เรารับรู้อารมณ์โกรธของตัวเอง ในขั้นต้นเมื่อเรารับรู้อารมณ์นี้ได้แล้ว ก็จะมีสติที่จะคอยพิจารณาต่อไปว่า นี่คือความโกรธ เราจะทำยังไงกับมัน
 
     เมื่อเราระลึกได้ว่าโกรธ เราจะมีเวลาในการพิจารณา ดูตัวเองว่า ขณะนี้เราโกรธ เราจะทำยังไง ร้องโอ้ยว่าเจ็บ หรือเหวี่ยงหมัดขวาเข้าไปเต็มกราม หรือปล่อยให้มันดับ ให้มันหายไปในจิตใจ การพิจารณาในขั้นที่สองนี้ ต้องใช้การฝึกฝนพอสมควรที่จะแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมาได้ คนส่วนใหญ่เมื่อมีอารมณ์เข้ามากระทบ ก็จะแสดงออกด้วยสัญชาติญาณของตัวเอง อย่างเช่น คนที่ขี้โมโหฉุนเฉียว เมื่อมีคนมาเหยียบเท้า เขาก็จะแสดงอารมณ์ฟึดฟัด หงุดหงิดใส่ เป็นอารมณ์สัญชาติญาณที่แสดงออกโดยเราไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าเราสามารถรับรู้อารมณ์นั้นได้ว่ามันคืออะไร แล้วเราให้เวลากับมันในการพิจารณาว่า เมื่อมีคนมาเหยียบเท้า เราจะทำยังไง สิ่งที่เป็นตัววัดว่า การพิจารณาของเรา ได้ผ่านขั้นนี้แล้ว คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้สัญชาติญาณในการตัดสิน เรายังสามารถตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องได้หรือไม่ ถ้าสามารถทำได้ เราก็จะสามารถผ่านการต่อสู้กับความทุกข์นี้ไปได้
 
      ในการฝึกขั้นที่สองนี้ นับว่าเป็นขั้นที่ยากอย่างแท้จริง และต้องใช้เวลาฝึกฝน คนที่จะสามารถทำให้เหตุการณ์หรืออารมณ์ที่มากระทบกับใจเรา แล้วดับไปได้ด้วยการไม่แสดงออก หรือไม่ยินดียินร้าย ต้องใช้การฝึกในส่วนอื่นๆเพิ่มเติมเข้ามา เพื่อร่วมเสริมการฝึกส่วนนี้ ซึ่งเรียกว่า การเจริญสมาธิ หรือการปฏิบัติกัมมัฏฐานเข้าช่วย
      การฝึกสมาธิหรือการเจริญกรรมมัฏฐานนั้น ประกอบด้วย 2 องค์ที่สำคัญ คือ สมถกัมมัฏฐาน และ วิปัสนากัมมัฏฐาน สำหรับการฝึกสองขั้นที่ผมแนะนำไปนี้เป็นการฝึกวิปัสนา ซึ่งเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่เราจะสามารถหนีรอดไปจากความทุกข์ที่แท้จริงได้ แต่มันไม่ได้จะทำกันง่ายๆ มันจึงมีการฝึก สมถ ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิให้จิตสงบ และสามารถเล่นฤทธิ์ได้ เพื่อเป็นตัวหนุนการฝึกวิปัสนาในขั้นที่ 2 นี้ให้สามารถฝึกได้เร็ว
     การฝึก สมถ นั้นไม่ยาก นั่นคือการนั่งยังไงก็ได้ให้สงบ แต่ในความเป็นจริงมันไม่สงบง่ายๆ มันจึงมีสิ่งที่เรียกว่าสภาวะ หรือ ญาณ เกิดขึ้น การเล่นญาณ หรือการเข้าญาณ นั้น เป็นการเล่นกับสภาวะของจิตใจ คือเราอยากจะสงบ แต่มันไม่สงบ เมื่อมันไม่สงบ เราก็เล่นกับจิตเพื่อให้มันหาความสงบ วิธีการเล่นคือการกำหนดจิตให้เคลื่อนไหวไปทั่วทั้งร่างกาย แล้วมันจะกำหนดจิตยังไงละ มันก็คือการเพ่งความรู้สึกไปที่ส่วนต่างๆของร่างกาย เพ่งไปทีมือ เพ่งไปที่ท้องน้อย จากนั้นให้ความรู้สึกมันเคลื่อนไปตรงอวัยวะต่างๆ การที่เราจะได้สภาวะญาณนั้น จิตของเราต้องสามารถเคลื่อนไหวไปทั่วร่างกายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นั่นคือ สั่งให้ไปหัวก็ไป สั่งให้ไปขาก็ไป ไปนิ้วโป้งก็ไป เมื่อสภาวะนี้ไหลไปได้ทั่วทั้งร่างกาย จะเกิดการหมุนของจิต วิ่งจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน ในรายของคนที่มีบารมีมากๆ มโนทวารของเขาจะเปิด และจิตสามารถไหลออกจากร่างได้ เมื่อใดที่สามารถทำเช่นนั้นได้ เราก็จะได้เห็นของดีกันแล้วละทีนี้
     การฝึก สมถ ในย่อหน้าที่ผ่านมานี้ จากประสบการณ์ของผมเองพบว่า การที่เราไม่มีอาจารย์คอยแนะนำและชี้แนะวิธีที่ถูกต้องให้ เป็นเสมือนการงมเข็มตามบุญบารมีของตัวเอง คือถ้าเราสั่งสมบารมีมามากพอ เราก็จะสามารถค้นพบได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าไม่ ฝึกให้ตายก็ทำไม่ได้
      การฝึก สมถ ไม่ใช่วิธีการที่จะพ้นทุกข์ แต่การฝึก สมถ จำเป็นเพื่อเสริมการฝึกวิปัสนา ให้สามารถไปถึงในขั้นที่ว่าเมื่อมีอารมณ์มากระทบ แล้วหายไปได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นสัญชาติญาณไปได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็คงไม่ต้องบอกกันน่ะครับว่า อะไรจะเกิดขึ้น
      ผมเชื่อว่าคงจะมีน้อยคนที่จะตามอ่านมาถึงตรงจุดนี้ เพราะ เมื่ออ่านไปเรื่อยๆจะรู้สึกว่า ผมใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบธรรมดา พูดถึง วิธีการดับทุกข์ของพุทธศาสนา สิ่งหนึ่งที่ผมพบ และได้จากการบวชมาในช่วง 3 เดือนนี้ มันทำให้ผมได้รู้ว่า อะไร คือ "ความจริง" ของชีวิต เราเกิดมาทำไม อะไรคือความทุกข์ และที่สำคัญที่สุด เราจะหาทางดับทุกข์นั้นได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าทุกคนที่บวชแล้วจะได้เห็นตรงนี้ การที่เราจะได้เห็นสิ่งที่ผมได้เห็นนั้น มันอยู่ที่บุญบารมีของคนๆนั้นด้วย บางคนบวชแล้ว อยู่วัด ทำกิจของสงฆ์ให้ครบถ้วนบริบูรณ์เสร็จสรรพ แต่สิ่งหนึ่งที่กลับไม่ได้ไป คือ การปฏิบัติที่ถูกต้อง บวชเพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนา ผมว่า มันไม่ได้เติมเต็มอะไรให้กับตัวเองเลย ก่อนบวชต้องลองตั้งคำถามว่า บวชแล้วเราได้อะไร ไม่ใช่บวชเพื่ออะไรน่ะ บางคนบวชเพื่อพ่อแม่ หรือบวชเพราะจำใจ แต่บวชแล้วเราได้อะไร ควรจะเป็นคำถามในใจของผู้บวชทุกท่านว่า ท่านอยากได้อะไร แล้วท่านออกแสวงหาสิ่งนั้นหรือยัง
      คำถามคือ ผมบวช แล้วผมเห็นอะไร เรื่องนี้เป็นอะไรที่เล่ายากมาก เอาเป็นว่าที่ผมเล่ามาทั้ง 2 เอ็นทรี่นี้ เป็นส่วนเน้นๆที่ผมเข้าใจ และเขียนอธิบายออกมาได้ประมาณนี้แหละครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเว่อหรืออวดอุตริมากเกินไป ให้เชื่อเถอะครับว่า นรก สวรรค์ มีจริง และมันไม่ได้อยู่ที่อกเรา มันมีอยู่จริงๆบนโลกใบนี้ เทวดา พรหม มีจริง พระอริยะ พระอรหันต์ มีจริง และที่สำคัญที่สุด พระพุทธเจ้ามีจริง คำสอนของท่านเป็นสัจจธรรม คือเป็นจริง ทุกประการไม่ผิดเพี้ยน ขอเพียงแต่ท่านปฏิบัติให้ถึงจุดที่บารมีของท่านจะสามารถรับรู้และสัมผัสได้ ท่านจะยอมรับโดยดุษฎีเลยว่า พุทธศาสนา คือของจริง !

สิ่งที่เรียกว่า "ความทุกข์"

 

      คนเรานิยามความทุกข์ไว้หลากหลายมาก อาทิ ความลำบากในการใช้ชีวิต การไม่มีอันจะกิน ไม่มีอันจะใช้ ความไม่มี ความอดอยาก ความขาดแคลน ผมว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ มันใช่ความทุกข์จริงๆหรือ หรือมันเป็นแค่สิ่งที่มากระทบกับจิตใจของเรา แล้วแต่งแต้มเป็นมโนภาพแห่งความทุกข์ขึ้นมาเอง
     การที่เราจะนิยามคำว่าความทุกข์ให้มันถูกต้อง เราก็จะต้องนิยาม "ความสุข" เข้าไปด้วย ผมว่าการใช้ชีวิตอยู่บนโลกปัจจุบันนี้ เรามองความสุขคือความพอใจ ความทุกข์คือความไม่พอใจ เราอยากได้สิ่งๆหนึ่ง เมื่อเราได้มาเราเรียกมันว่าความสุข พอไม่ได้มันมาเราก็เรียกว่าความทุกข์ เช่นกันกับความมีและไม่มี การที่เรามีสิ่งๆหนึ่งเราก็ถือว่าเป็นความสุข เช่นกันถ้าเราไม่มีก็จะถือว่ามันคือ ความทุกข์
     โลกเราปัจจุบันหมุนเช่นนี้ การนิยามความสุข ความทุกข์ของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราอยาก สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราได้มา สิ่งที่เราหามา แล้วเราเสพย์ หรือบริโภคสิ่งนั้นด้วยความรู้สึกที่เรียกว่ากามราคะ คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง ชีวิตเราวนเวียนอยู่กับวัฎจักรแบบนี้โดยเลิกที่จะสนใจและมองให้ลึกถึงความจริง ของคำว่าความสุข และความทุกข์
     ในเอ็นทรี่นี้ผมจะเน้นที่การพูดถึงความทุกข์เป็นหลัก แท้จริงแล้วอะไรคือความทุกข์ และความทุกข์ที่ได้มาเราจะทำอย่างไรให้ความทุกข์นั้นหายไป ผมว่าจุดเริ่มต้นของสาเหตุของการทุกข์ คือ อารมณ์และความคิด คนเรามีอารมณ์อ่อนไหวกับสิ่งที่อยู่รอบตัวค่อนข้างมาก ใส่ใจรายละเอียดค่อนข้างมาก เคยเห็นช่างทำผมไหม เวลาเขาทำผมเค้าจะหวีซ้าที ขวาที เล็มซ้ายที เล็มขวาที เพื่อให้ออกมาให้เนียบที่สุด ยิ่งรายละเอียดมาก ยิ่งตัดนาน ลูกค้าจะยิ่งพอใจ ลูกเล่นมากเท่าไหร่ยิ่งชื่นชม ความละเอียดอ่อนที่ว่า บางคนร้ายกาจกว่านั้น อย่างคนที่เรื่องมากในการกิน สั่งผัดกระเพราหมู ไม่ใส่กระเทียม ขอพริกเฉพาะสีแดงๆ ใบกระเพราไม่เอาก้าน น้ำตาลน้อยๆ ผงชูรสไม่ใส่ ผมว่าหลายคนเคยเจอน่ะ คนที่รายละเอียดชีวิตเยอะขนาดนี้ น่าสงสัยไหมว่าทำไมถึงมีคนประเภทนี้อยู่มากอยู่บนโลกนี้
     เวลาที่คนสั่งผัดกระเพราที่มีรายละเอียดมากๆเช่นนี้ ถ้าแม่ค้าไม่ทำตาม เขาก็จะเป็นทุกข์ มีการแสดงออกที่หยาบคาย อาทิ ทำหน้ามุ่ย ไม่กิน พูดจาดุด่า เสียดสี เสียดแทง ขั้นร้ายกาจก็โยนทิ้ง ทำร้ายร่างกาย คนที่มีความทุกข์จะแสดงอาการออกมาใน 3 ลักษณะ คือ โลภ โกรธ หลง ที่ยกตัวอย่างเมื่อกี้คืออาการโกรธน่ะ
     เวลาเราอยากได้อะไรซักอย่าง มันเหมือนกับมีอารมณ์บางอย่างครอบงำความรู้สึกให้เราหน้ามืดตามัว ตาลายคล้ายจะเป็นลม ใครห้ามก็จะไม่ฟัง พูดอะไรกระทบก็ไม่ได้ ความโลภ ที่เข้าครอบงำ มันทำให้คนเป็นทุกข์ กระวนกระวาย จนกว่าจะได้ของนั้นมา ส่วนความหลงนั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องผู้หญิงอย่างเดียวน่ะ คนๆหนึ่งติดเหล้างอมแงม ก็เรียกว่าคือความหลงได้ หรือถ้ามองลึกไปกว่านั้น การติดความสบาย ก็เป็นความหลง ความสบายในที่นี้อาทิ มีข้าวกิน 3 มื้อ มีเตียงนุ่มๆ ห้องนอนมีแอร์ มีสบู่ ยาสีฟันใช้ เจ้าตัวความสบายนี้ก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้เราหลงยึดติดไปกับความสุข โดยถือว่าตัวเองมีความสุข ไม่ลำบาก ไม่ตกทุกข์ ไม่เหนื่อย ไม่ท้อ
     อารมณ์ทั้งหลายอย่างที่ผมยกมานี้ ถ้ามาคิดดูให้ดีก็จะรู้ว่า ทุกอย่างในโลกนี้ มันเป็นตัวทุกข์ไปซะหมด ความสบายนี่แหละเป็นตัวดี คนเรายกย่อง ความสบาย คือความสุขที่แท้จริงของโลก แต่เขากลับลืมไปว่า โลกมันไม่ได้มีแค่โลกนี้ หรือบางคนเชื่อว่าโลกมีแค่โลกนี้ เค้าจะมองไม่เห็นตัวทุกข์ที่แท้จริง
     ความทุกข์ที่แท้จริง คือ ความทุกข์ในการเกิด การเกิดทำให้เราต้องวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง คนหลายคนเลือกที่จะขออยู่ในโลกที่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง โดยเข้าใจไปว่า นี่แหละคือความสุข นี่แหละคือสัจธรรมที่แท้จริงของโลก นี่แหละคือความจริงที่เป็นที่สุด เราทำงานเพื่อหาเงินเพื่อเลี้ยงดูตัวเองเพื่อซือความสุขความสบาย เพื่อให้ตนเองอยู่บนโลกนี้ไปจนกว่าจะถึงวันตาย แต่ความเป็นจริงมันไม่พอ สาเหตุที่เราเกิดก็เพื่อหาทางพ้นทุกข์ ก้าวข้ามผ่านความทุกข์ที่มีอยู่ เราไม่ควรที่จะมองสิ่งที่ทุกข์ให้กลายเป็นสุข เหมือนสุภาษิตง่ายๆที่ได้ยินกันบ่อย อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว คนส่วนมากเป็นแบบนี้ และจะเป็นอย่างนี้ต่อๆไป อีกไม่รู้นานเท่าไหร่
     ลองสำรวจตัวเอง ลองเขียนออกมาดูก็ได้เป็นสองช่อง ช่องหนึ่งคือ สิ่งที่ทำแล้วมีความสุข อีกช่องหนึ่ง สิ่งที่ทำแล้วเป็นทุกข์ เมื่อเราเขียนหมดแล้วแล้วลองมาวิเคราะห์ดู ว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัยให้เราเกิดความสุข หรือเกิดความทุกข์ ผมว่าคนเราสามารถเขียนมันออกมาได้ทั้งสองฝั่งแหละถ้าไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไปน่ะ และถ้าคิดวิเคราะห์ลงไปลึกๆเข้าไปอีกจะพบว่า ไอ้ที่เราสุขและทุกข์เนี่ย มันเกิดขึ้นมาเพราะสาเหตุเดียวเท่านั้น
     สิ่งที่เรียกว่า "ความทุกข์" เราจะจมอยู่กับมันทำไมกัน ไม่เร่งหาทางออกให้มันไปสู่คำว่า "พ้นทุกข์" ซักทีละหนอ

ความประทับใจใน "แอร์อุบล"

     การเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางในช่วงที่น้ำกำลังท่วมกรุงเทพฯ ออกเดินทางวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 รถออกเวลา 21:30 ออกจริงประมาณ 21.50 ต้นทางคือหมอชิต ปลายทางคือ อุบลราชธานี ถึงวันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 เวลา 15.30 น.

     เรื่องทั้งหมดนี้เป็นการผจญภัยผสมกับความเห็นส่วนตัวน่ะครับ ขอยืนยันว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง และบัดซบมากในขณะนั้น แต่ก็อ่านเพื่อความบันเทิงใจอย่างเดียวก็พอน่ะครับ

     ผมเลือกเดินทางในช่วงน้ำท่วม เพื่อไปเยี่ยมเยือนร้านอาหารประจำปี ที่ผมอยากกินนักหนา ที่อุบลครับ ซึ่งช่วงนี้ก็เป็นช่วงน้ำกำลังบุกจู่โจมกรุงเทพฯ อย่างหนัก วันนี้ไปถึงหมอชิตคนเยอะมาก น้ำยังไม่เข้ามาในหมอชิตครับ ก็ประเมินพลาดไป ไม่คิดว่าคนจะแห่กันกลับบ้านเยอะขนาดนี้ ก็ถึงขั้นขนาด นครชัยแอร์เต็ม บขส.เต็ม ต้องรอรถเสริม ผมก็คงไม่รอละครับ ไม่รู้จะได้วิ่งกันกี่โมง ตอนนั้นประมาณ 2ทุ่มครึ่งแล้วก็เลยต้องตัดสินใจ ผมตัดสินใจที่จะตัดรถทัวร์ที่มี "ช" นำหน้าทุกบริษัทครับ ทำให้ตัวเลือกน้อยลงไปอีก ก็เอาว่ะ แอร์อุบล หวังว่าการบริการมันน่าจะไม่น้อยกว่า แอร์อุดร ที่ขึ้นชื่อมาทีเดียวเรื่องรถและบริการ ผมตัดสินใจซื้อตั๋ว กรุงเทพฯ อุบล ของแอร์อุบล โดยไม่ได้คิดอะไรมาก ค่าตั๋วประมาณ 360 บาท ป.2 อืมก็ไม่เลวร้ายน่ะ

      ผมดินลงไปดูรถที่ชานชลา ตอนแรกผมดูเลขผิดคิดว่า 53 รอมาซักพักก็ยังไม่มา ดูใหม่คือ 56 เห็นหน้ารถแล้วถึงกับอึ้ง คันนี้เหรอว่ะเนี่ยที่จะพาเราไปอุบล คือรถรอบข้างทั้งหมด ล้วนเป็นรถที่ดูดี นั่งสบาย ถึงกระนั้นถ้าเป็น ป2 แบบแย่ๆหน่อย ก็ยังดูใหม่ แต่คันนี้ สภาพของมันคือ สนิม และเก่ามาก จนดูแล้วรู้สึกได้ว่า เห้ย นี่กรุพลาดอะไรไปเหรอเนี่ย แต่ด้วยพลังใจยังเต็มเปี่ยม ก็เอาว่ะซื้อตั๋วมาแล้ว ยังไงก็ถึง ผมก็เลือกที่จะขึ้นหลังๆ ก็ด้วยคิดว่า มันคงมีที่นั่งแหละ คนขายคงจดจำนวนคนขึ้นไว้ ผมก็ขึ้นไปหลังๆๆ

      พบว่า ที่นั่งเต็ม.... เอาแล้ว ซวยแล้ว ตอนนั้นมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีก 3 คน พนักงานบอก ไม่เป็นไร ตามมานี่ แล้วเขาก็พาเดินลงมาข้างล่าง เห้ย รถป2 กระหลั่วๆแบบนี้มีชั้นล่าวด้วยเว้ย น่าสนุกแหะ ปรากฎว่า เป็นที่ๆเค้าไว้เก็บกระเป๋า เห้ยยยยย ที่เก็บกระเป๋า มันเตี้ยจนยืนไม่ได้หัวชน มีไฟอยู่ 2 เดือน เครื่องปรับอากาศที่หนาวและแรงมาก ยาง 1 ล้อ มอไซ 1 คัน และกระเป๋าอีกจำนวนหนึ่ง พร้อมเสื่ออีก 1 ผืน "เอาเลยจัดการตัวเองให้สบาย จะบอกว่าข้างล่างนี่สบายสุดแล้ว" แม่จ้าววว ที่นั่ง VIP เป็นอารมณ์ที่เห้ย น่ามันส์น่ะ นอนกันเกลื่อนกลาด แต่กว่าจะถึงคงลำบากหน้าดู ตอนรถจะออก มีพรรคพวกที่ติดอยู่ในห้องเก็บกระเป๋าอยู่ 8 ชีวิต ผมก็เลือกที่นั่งบนยางแล้วหลังพิงผนังรถ พอเอนตัวละได้ระดับหนึ่ง ขวดน้ำวางอยู่ข้างกาย เสื้อตัวหนึ่งคลุมหัวไว้ เพราะมันเริ่มหนาว

     รถออกวิ่งไปเรื่อยๆได้ระยะหนึ่ง ความหนาวเริ่มมาเยือน รถไม่มีแจกผ้าห่ม ไม่เป็นไร วิ่งไปอีกระยะเริ่มได้ยินเสียงน้ำ และพนักงานก็วิ่งมาบอกว่า อาจจะมีน้ำไหลเข้ามา เตรียมตัวไว้ด้วย หือ ??? น้ำเข้ารถ เอ้าชิบหายแล้ว ไม่ทันไรน้ำก็ไหลเข้ามาในรถ เก็บเสื่อ อพยพคนส่วนใหญ่ขึ้นไปบนรถ ผมนี่ก็นั่งยาง รอดูสถานการณ์ น้ำขึ้นสูงระดับครึ่งยาง คนกำลังหลับเพลินๆเจอเหตุการณ์นี้ไป ค้างติ่งเลยอ่ะครับ มันทำให้ผมต้องซัดคอเฟ กับพารา คู่กันเลย เครียดมาก ใช้เวลาซักพักกว่าน้ำจะลด แล้วก็ใช้แอร์เย็นๆนั่นแหละเป่าจนน้ำแห้งแล้วก็เอาเสื่อมากางปูนอนกันต่อ อุว่ะ ใครมันจะนอนต่อลงว่ะ ต่างก็เสียงสันหลังกับสถานการณ์น้ำเข้าห้องเก็บกระเป๋านี่จนตัวสั่น(เพราะแอร์เย็นเฉียบ) ยังดีที่จนในที่สุดผ่านไปครึ่งทางก็ไม่มีน้ำเข้ามาอีก

     ผมไม่รู้ว่าพยายามทนหนาวอยู่นานเท่าไหร่จนทนไม่ได้ต้องเอาเสื้ออีกตัวมาคลุมขา และคลุมหัวแบบว่าไม่ให้ผิวหนังสัมผัสอากาศเลย มันจะแข็งตายเอา รถไปจอดที่โคราช ย้ำว่า นครราชสีมา ตอนตี 4:40น. รถใช้เวลาวิ่งประมาณ 9 ชัวโมงถึงจะไปโผล่ที่โคราชได้ เห้ย ตรูไม่ได้ไปโคราช ตรูจะไปอุบล นั่นคือครึ่งทางครับ ชะตากรรมความเลวร้ายได้ย่างกรายเข้ามา ปกติเค้าจะพักกินข้าวกัน 20 นาทีป็นข้าวมือดึก แต่นี่มันเช้า อาหารขายก็ไม่มี สรุปก็ไม่ได้กิน อย่างดีก็มาม่า กาแฟ ส่วนคนขับรถคันผม พ้น 20 นาทีไปมันก็ไม่ออกครับ รอคน รอคน ประมาณว่า เช้าพอดี มันก็เลยรอผู้โดยสารรอบเช้า เห้ยยยย รถเมิงวิ่งกลางคืนน่ะเว้ยไม่ใช่กลางวัน ว่าแล้วพอมันได้ลูกค้าจ่ายตังก็เข้ากระเป๋ามันควับ โอ้วววว แอร์อุบลลลล 6โมงตรงเปะ ไล่คนขึ้นรถ รถออก แม้เจ้าววว พัก 1 ชั่วโมง

     ขึ้นไปสภาพอากาศบนนั้นก็ยังคงแข็งอยู่ แต่ว่าได้แดดมาช่วงส่องชั้นโดยสารปกติ ให้อากาศข้างล่างเบาลงบ้าง ก็ยังดีกว่าตอนช่งตี 4-ตี5 ที่แทบจะแข็งตายกันแล้ว รอบนี้เริ่มจะไม่มีใครนอนลง จุดจอดรถถัดๆไปก็เริ่มจัดสุรา เบียร์ ของกินเข้ามาบ้าง ทำให้บรรยากาศความเครียด ความเซ็ง และความหนาวลดลงระดับหนึ่ง ครั้งนี้ผมไม่ได้จัดไปกบเค้าร็อกน่ะครับ เพราะพี่แกเล่นเพียวช็อตกันจนเหนื่อยเลย หมดแบนต่อกลม หมดกลมเทแบนใส่ วนเวียนอยู่อย่างนี้ตลอดการเดินทาง แต่กระนั้นห้องข้างล่างก็จะแข็งใกล้ตายอยู่ดีอ ประมาณเที่ยงครึ่งถึงร้อยเอ็ด ผมถึงค่อยได้ย้ายตัวเองขึ้นไปนั่งชั้นบนพบว่า แม้งร้อนตับไหม้เลย คนละโซนอากาศกันรึไงเนี่ย ข้างล่างจะแข็งตาย ข้างบนก็ร้อนจะตาย จัดไปคอเฟกับพารา ใกล้ตายเต็มทน

     ประมาณบ่ายสองกว่าๆถึงยโสธร อีกไม่นานก็จะถึงอุบลแล้ว ปรากฏว่า คนลงที่ยโสธรกันเยอะมาก ตอนนั้นมีรถอุดร-อุบล ที่จอดรออยู่ ไอ้คันผมนี่เลยหยุดวิ่งเลยครับ แล้วไล่คนที่จะลงอุบลที่เหลือให้ไปขึ้นคันอุดร อุบล โอ้วแม่จ้าวววว ไล่กันแบบนี้เลย จากที่เคยนั่งสบายๆๆ มายืนแบบเหงือกแห้งเลย ยืนไปอีกเกือบ 2 ชั่วโมงถึงจะถึงอุบลครับ

      ทั้งหมดนี้เป็นความประทับใจในการบริหารของ แอร์อุบล ด้วยประการเช่นนี้น่ะครับ

In Time

posted on 29 Oct 2011 10:01 by l0ui5 in Movie

In Time
 
     ผมค่อนข้างชอบแนวคิดของหนังไซไฟน่ะ ถ้าโลกเราเป็นแบบนี้ ถ้าวิถีชีวิตเราเป็นแบบนั้น รวมถึงปมที่เกิดขึ้นในหนังทำให้เราต้องมาฉุกคิดต่อว่า มันควรจะเป็นยังไง มันจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่น่าเสียดายที่พล็อตของ In Time ที่โคตรจะเจ๋ง กลับอยู่ในมือของนักเขียนบทที่ฝีมืออ่อนด้อย และผู้กำกับที่นำเสนอได้ซื่อตรงซะเหลือเกิน
 
     ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยความพยายามเข้าใจว่า มันคงไม่มีทางทรงพลังได้อย่างที่ คริส โนแลนหรือ สแตลี คิวบิค ทำ แต่เน้นด้วยอรรถ ความบรรเทิงล้วนๆ แต่ยิ่งดูก็ยิ่งขัดใจ เพราะหนังไม่ได้ถูกทำให้อะไรๆมันสวยงามเลย
 
      ผมยอมรับว่าพล็อตมันเจ๋งมาก ด้วยการเปรียบเงิน กับเวลาของชีวิต การแบ่ง TimeZone ของคนที่มีเวลา ใน TimeZone หนึ่งคนแทบจะอยู่เป็นอมตะ แต่ TimeZone อีกอันหนึ่งคนใช้ชีวิตอยู่แค่วันต่อวัน ผมรู้สึกว่าระบบนี้แทบไม่มีส่วนต่างกับการดำรงชีพแบบระบอบทุนนิยมเลย แต่มันคือ ทุนนิยม 100% ที่ไม่มีเสรีนิยมอยู่ในระบบนี้ซักนิด ซึ่งความเจ๋งของมันอยู่ที่ หนังพยายามเล่นกับคนที่มีเวลาเป็นล้าน กับคนที่มีเวลาหลักนาที ชั่วโมง โดยเปรียบเทียบวิถี รวมถึงแนวทางการใช้ชีวิต ความฝัน การมีชีวิต และความตาย
 
      หนังจะสวยงามกว่านี้ ถ้าหนังมีตัวละครที่สามารถหยุดเวลาการเดินของเวลาได้ ผมรู้สึกว่า ถ้ามีตัวละครไหนทำแบบนี้ได้ ความผิดของตัวละคร จะน่าสนใจกว่า ความผิดในการขโมยเวลาของหนังเรื่องนี้อีก คือความน่าสนใจในการดำเนินเรื่องมันแทบไม่มีเลยอ่ะ ตัวละครไม่ได้สะท้อนแรงบันดาลใจ วิธีการต่อสู้ที่ดูเข้มแข็ง พลังของตัวละครในการต่อสู้กับ Time Keeper แทบไม่มี การประทะคารมกันของตัวละครก็ไม่มี หนังพยายามเล่นกับทริคบางอย่าง ซึ่งก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร
 
     ผมว่าฉากอย่างที่แม่เวลาใกล้หมดแล้ววิ่งเข้าหาลูก ฉากนี้เนี่ย มันทำอารมณ์ให้ดีกว่านี้ได้เยอะๆเลยน่ะ อย่างเช่นรีบตัดสลับไปมาระหว่าง แม่ ลูก และเวลาของแม่ หนังไม่ได้เล่าถึงระยะทางเลย หนังพยายามตัดต่อให้เร็ว แล้วจบลง ผมละส่ายหัวกับฉากนี้เลย ไม่รู้จะต่อว่า ผกก. หรือคนตัดต่อหนังดี ว่าขาดวิสัยทัศน์ในการนำเสนอมากๆ
 
      และอื่นๆอีกมากมายที่ผมไม่ประทับใจวิธีการนำเสนอเรื่องนี้ แต่ต้องยอมรับว่า พล็อตหนังมันเจ๋งจริงๆ ผมอยากเห็นแนวคิดเกี่ยวกับ ต้นกำเนินของแนวคิดเรื่องเวลา หนังเรื่องนี้สร้างให้ยิ่งใหญ่ขนาด The Matrix ได้เลย โดยเฉพาะการค้นหาผู้สร้าง หนังไม่ได้พยายามทำให้พระเอกมีความสามารถโดดเด่น แต่ก็แค่คนๆหนึ่งที่อยากจะออกนอกระบบ ผมนั่งคิดๆดู เออมันเป็นแนวคิดที่น่าจะเจ๋งมากแนวคิดนึงเลยน่ะ แต่เมื่อมันกลายเป็นหนังที่ขาดวิสัยทัศน์แบบนี้ คนดูอย่างเราก็ทำใจ่ะครับ
 
     หนัง 13+ ดูเป็นความบันเทิง เท่านั้นครับ