รูปโดนๆ จากรถไฟฟ้ามาหานะเธอ

    ว่างๆคับ ก็เลยคัดรูปสวยๆเก็บไว้ หนึ่งในสองสิ่งที่ผมชอบกับเรื่องนี้ก็คือ งานด้านภาพ สวยงามมาก ต้องขอบคุณพี่เก้ง จิระ มะลิกุล ที่ทำให้ผมได้เห็นมุมกรุงเทพฯสวยๆ แบบโดนๆกับเขาซักที

    มุมเหงา
    ภาพมุมเงย เห็นรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน เป็นองค์ประกอบด้านหลัง ส่วนเธอมองมุมต่ำ สะท้อนความเงียบเหงาและโหยหา เปรียบกับว่าความเหงามันทำให้สิ่งรอบกลายเป็นแค่องค์ประกอบของชีวิตเท่านั้น

     มันอยู่ในใจความ
     ผมหารูปนี้นานมาก(เจอในเวป gth แต่โหลดไม่ได้) ภาพนี้จะเห็นว่ากรุงเทพฯสกปรกแค่ไหน แต่องค์ประกอบเรื่องความสกปรกนี้ เราสามารถมองข้ามมันไป เพราะ อารมณ์ของภาพ เป็นอารมณ์ครุ่นคิด และ่ยิ้มกริ่มในใจ ความหมายในกระดาษที่ถือไว้มันมีความสำคัญกว่าภาพพื้นหลังที่มันสกปรกๆแบบนี้เป็นไหนๆ ภาพโฟกัสที่คน ประหนึ่งโดดเดี่ยวในเมืองที่สกปรกซกมกเช่นนี้กระดาษนี่เป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ดึงอารมณ์ของภาพไว้ได้

     เขาคือใครน่ะ
     แววตาใคร่รู้ ปนความชื่นชอบ เป็นการแอบที่มีความสุข เพราะการแอบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความโรแมนติก กับหนัง 3 เรื่องในแถวกลาง เป็นหนังโรแมนติกที่สุดๆมาก ส่วนแถวล่างนี่จงใจทำเหมือนความรักในเทพนิยาย ส่วนแถวบนมองความรักเป็นเหมือนเกม สนุกทุกเรื่องครับ

     โทรมาน่ะ
     ภาพแห่งความหวัง สายตามองสูง ขณะที่มือกำลังเขียน อารมณ์ขณะนั้นมองหาความหวังอยู่ว่า เขียนแล้วเขาจะโทรมาไหม ผมชอบตรงเห็นคำว่า ทางลงฉุกเฉินอยู่ข้างหลังจางๆครับ มันให้ความหมายว่า มันมีสองโอกาสอยู่ที่เราจะเลือกเขียนหรือไม่เขียน

     ขอบใจสำหรับของน่ะ
     เสียดายผมหารูปหน้าของเธอตอนหลังจากให้ของไม่ได้ แต่รอยยิ้มอันอิ่มเอิบของเธอหลังจากให้ของนั้น เป็นความสุขที่เราได้ทำอะไรบางอย่างไป นั่นเป็นรอยยิ้มที่ผมชอบที่สุดในหนังแล้วครับ เพราะว่า ความสุขแรกที่ได้จากการให้เนี่ย เป็นสุขที่สุดในชีวิตคู่น่ะครับ

     ขอบใจสำหรับของน่ะ
     เวลาเรามองสิ่งของที่คนรักให้ มันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก อารมณ์ของภาพนี้เป็นเช่นนั้น รอยยิ้มบางๆที่มุมปาก บอกเราว่า ความสุขนี้หาที่ไหนไม่ได้จริงๆ

     หวั่นวิตก กลัวๆ ว่าเขาจะชอบของเราไหม
     ความกล้าๆ กลัวๆจะเกิดขึ้นเสมอเวลาที่เราได้ทำอะไรบางอย่างลงไป ใบหน้าแสดงอารมณ์ของเธอ กับเสื้อสีม่วง ให้อารมณ์หม่นๆ กลัวๆนิดๆ สิ่งที่เราทำไปจะดีไหม ถ้ามันไม่ดีเค้าจะคิดอะไรผิดไปรึป่าว...

      โอกาสของความรักไม่ได้มีตลอดเวลา
      ใบหน้าของเธอแสดงอารมณ์กึ่งๆระหว่างความสุข กับความวิตก มันมีริ้วรอยเปือนแห่งความสุข แต่ยังไม่สมหวังจึงยังมีความวิตกติดอยู่บนใบหน้า มาลุ้นกันว่าความรักนี้จะสำเร็จรึป่าว


     นายชอบเราน่ะ
     คนหนึ่งยังกังวลๆอยู่ว่าเขาจะชอบเราไหม ส่วนอีกคนรอยยิ้มเปื้อนความสุขที่ได้มาเที่ยวกับคนที่เขาเริ่มจะชอบ เป็นสองอารมณ์สองจังหวะที่ขัดแย้งกัน แต่ลงตัวกับองค์ประกอบ แต่ประหลาดที่หญิงแต่งดำ(น่าจะหมายความว่า ยังกลัวๆกล้าๆ) ส่วนชายแต่งฟ้า นั่นหมายถึงความสุข สนุก โอกาส

     มาสนุกด้วยกันซิ
     คนหนึ่งเปื้อนรอยยิ้มแห่งความสุข สนุก ส่วนอีกฝ่ายเหมือนไม่ค่อยจะเต็มใจนัก แม้จะมีรอยเปื้อนยิ้มบางๆ ใกล้แล้วละที่ความรู้สึกของทั้งสองคนจะตรงกัน

      ภาพแห่งความสุข
      ภาพนี้เป็นภาพคู่ที่ผมชอบที่สุด สังเกตว่าทั้งสองคนมีรอยยิ้มกริ่มๆ ไม่ว่าภาพหลังจะสวยแค่ไหน แต่องค์ประกอบนั้นลงตัว สีเสื้อของทั้งสองก็ออกโทนเดียวกัน สีพื้นหลังก็ใช่ เป็นภาพที่ดูแล้วมีความสุขมากๆ

 

      หนาวกาย แต่สุขใจ
      นี่ก็เป็นอีกภาพที่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของทั้งสอง ทำให้องค์ประกอบของแสงและเงา ที่ตกมาจากทางซ้ายทำให้เรารู้สึกอิ่มเอิบ และเป็นสุขได้ ลมหนาวๆที่พัดมา ทำให้กายเย็นยะเยือก แต่ใจกลับเต็มเปื่ยมไปด้วยความสุข เป็นสองรูปที่ดูแล้วอิ่มเอิบซะจริง

     สุขที่สุด คือสุขทางใจ
     รูปคู่รูปนี้ จะเห็นว่าสาวเธอยิ้มกว้างที่สุดแล้ว การสบตาเป็นความสุขที่สุขที่สุดแล้ว เพราะมันเหมือนว่าเราได้เข้าใจกันและกัน นี่เป็นภาพที่คล้ายกับภาพที่ 3,4 แต่เป็นภาพมุมสว่าง ที่องค์ประกอบตัดกัน โดยเฉพาะสีเสื้อของทั้งสอง ผู้ชายสีเข้ม ส่วนผู้หญิงสีอ่อน แสดงความแตกต่างระหว่างชายหญิง (ถ้าเป็นในหนังจะบอกว่า คนหนึ่งทำงานกลางวันอีกคนทำงานกลางคืน)

     ยิ้มอยู่คนเดียว อยากยิ้มบ้าง
     ภาพที่เน้นอารมณ์ของคนสองคน คนหนึ่งยิ้มอย่างมีความสุข เหมือนรู้ว่าอีกคนแอบมองดูอยู่ด้วยความอิ่มใจ ในขณะที่คนมองอยากมองด้วยความรู้สึกที่ว่า อยากเห็นคนมีความสุข ... รู้สึกจะเลือกภาพคู่แบบสุขๆหลายรูปและ

     รักน่ะ จุ๊บๆ
     องค์ประกอบภาพนี้เป็นภาพแอบถ่าย ในขณะที่คนหนึ่งหลับ อีกคนหนึ่งก็อยากทำให้เธอมีความสุข บางทีในจังหวะที่เธอตื่นเขาอาจจะไม่กล้าพอที่จะทำแบบนี้ก็ได้ แต่ว่านี่เป็นตอนหลับ มันเหมือนเป็นความสุขที่เราได้แสดงความรักให้คนที่เรารักขณะเขาหลับ มันสุขใจที่ได้ทำในขณะที่ใกล้กันขนาดนี้

    ขอโทษนะ & ทำไมนายทำแบบนี้
    เป็น A Moment หนึ่งที่มีกันทุกคนแหละ ผมชอบอารมณ์ของภาพนี้ ตรงที่ คนหนึ่งเหมือนจะงองอนจากอะไรบางอย่าง แต่เขาก็อยากที่จะขอโทษเพื่อชดใช้ความผิดนั้น ประมาณว่าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เป็นภาพที่ให้อารมณ์ได้หดหู่พอสมควร

      ฉันเข้าใจแต่มันร้ายแรงจริงๆ
      เป็นภาพหดหู่อีกภาพ ที่องค์ประกอบตัดกันได้ลงตัว ผ่านเสาตรงกลางบางๆ ทั้งสองรักกันมาก แต่เหตุการณ์บางอย่างที่เมื่อความจริงบังเกิด ความสุขมันไม่เหมือนเดิม เธอจะคิดว่าที่เขาทำมาทั้งหมดมันเพราะอะไรกันแต่ ในขณะที่เขารู้สึกผิดอย่างแรง รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ดีแต่ก็น่ะ ผมขอโทษ

     เพราะเราต่างกัน
     สองรูปนี้ต้องคู่กันครับ เพราะเป็นภาพอารมณ์เดียวกันของทั้งสองคน แต่ต่างจังหวะและเวลา เริ่มจากจังหวะก่อน หญิงรถไฟจอดแล้ว แต่ชายรถไฟเพิ่งจะมา สองภาพทั้งสองสื่ออารมณ์ได้เหมือนกันว่าหดหู่และเงียบเหงา แต่จังหวะของทั้งสองภาพ หญิงนั้นรักอยู่เต็มใจ ส่วนชายนั้นเหมือนรักหายไป จังหวะของรถไฟฟ้าทำให้ผมชอบสองภาพนี้มาก มันเข้ากันได้จังหวะจริงๆ ถ้าใครสังเกตหน่อย ชายจะอยู่ข้างบน หญิงจะอยู่ข้างล่าง(มั้งน่ะ ถ้าผมจะไม่ผิด)

     ทำไมต้องเป็นแบบนี้...
     ความหมายตามรูปครับ

     ขอโทษจริงๆน่ะ
     ในหนังไม่ได้ความหมายแบบนี้น่ะครับ แต่อารมณ์ในภาพ ที่ใบหน้าของชายแสดงอารมณ์ว่า ผมขอโทษจริงๆกับทุกอย่าง เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม...

 

     ความหวังยังมีอยู่ต่อไป
     การกอดที่ไม่เห็นหน้านี้ ใ้ห้ความรู้สึกแบบ ไม่ว่าชีวิตจะเป็นยังไง เราก็ต้องสู้กันต่อไป

     แม้ยังมีรัก ก็ยังมีหวัง
     ผมเลือกปิดด้วยรูปนี้ ที่คนสองคน มองไปทางเดียวกันสวนทางกับ BTS ที่ไปอีกฝั่ง ชีวิตคู่เป็นของเราสองคน ไม่ว่าโลกจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน ก็ไม่เกี่ยวกับเราสองคน ...

ขอให้รักนำทาง

posted on 05 Nov 2009 16:19 by l0ui5  in Love

 

ขอให้รักนำทาง

     คนที่อยู่ห่างไกลกัน จะติดต่อกันก็แสนลำบาก แต่แปลกอย่างหนึ่งคือ ความห่วงหา คิดถึงนั้นไม่ได้จางหายไปเลยซักนิด แต่กลับยิ่งเพิ่มความคิดถึง ความซาบซึ้งและโหยหามากขึ้นกว่าเก่า ราวกับว่า ยิ่งห่างกันนานๆ ความรักแทนที่จะจืดจาง กับเพิ่มขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

      เรื่องนี้เกิดกับตัวผมเองคับ ผมอยู่กรุงเทพฯ ส่วนเธออยู่สกลนคร เรื่องเดินทางนี่แทบไม่ต้องพูดถึงไป-กลับทีก็จนไปเป็นเดือนๆ การโทรหากันเนี่ยเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ด้วยเพราะสาเหตุใดไม่ทราบได้ การโทรไปบ่อยๆเพราะคิดถึงนั้น ใช้กันไม่ได้สำหรับผมกับเธอ คือ คนมันจะไม่รับ ไม่อยู่ ไม่อยากคุย ติดงาน ข้ออ้างสารพัดสารเพ ประเด็นก็คือไม่ว่างคุย การจะสนิทกันด้วยโทรศัพท์เนี่ย เป็นไปไม่ได้เลย

     ผมเคยคุยโทรศัพท์แบบบ้าเลือดมานักต่อนัก เมื่อสมัยยังเด็กๆ วันละ 10 ชั่วโมง 20 ชั่วโมง ทำไปได้ยังไงไม่ทราบได้ ไม่หลับไม่นอน ค่าโทรศัพท์หมดเดือนละหลายๆพัน หลายๆหมื่น ก็ไม่สาสม แต่ถึงกระนั้นก็จีบไม่ติด 55+

    ผมเลยคิดว่า การคุยโทรศัพท์กัน มันไม่ถึงขั้นจำเป็นสำหรับคนรักกัน เสมอไปน่ะครับ

     การคุยกันเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี แต่ไม่จำเป็น บางทีการที่เราคุยกันมากเกินไป รู้จักกันมากเกินไป มันก็ไม่ดีต่อชีวิตคู่น่ะครับ(คุยน้อยเกินไปก็เช่นกัน) ผมสังเกตเห็นคู่รักทางโทรศัพท์มากมาย ส่วนมากแล้วมันเห่ออยู่ไม่นานร็อกครับ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ปีสองปี มันก็จะไม่มีอีกแล้ว การคุยสวีทกันนานๆ ข้ามคืน เพราะมันไม่มีเรื่องจะคุย ผมก็เคยเป็นเช่นนั้นคับ พอไม่มีอะไรจะคุย ก็จะโดนว่า ว่า ทำไมไม่เห็นเหมือนเมื่อก่อนเลย... เรียกร้องกันมากไปไหม

     เพราะการโทรศัพท์มันใช้ไม่ได้กับผมครับ และด้วยความคิดบ้องตื้นประมาณนั้น ด้วยเหตุนี้ มันเลยหายไปประมาณ 4 เดือนได้มั้ง ไม่ได้เลิก ไม่ได้ตาม ไม่ได้โทร หายไปเฉยๆ เหมือนโลกมันหยุดหมุน แต่อยู่ดีๆโลกมันกลับหมุนอีกครั้ง การติดต่อมาของเธอ ทำเอาชีวิตผมเปลี่ยนไปเลย มันรู้สึกเหมือนว่าเราสนิทกันมากขึ้นเป็นพิเศษ ทั้งๆที่เราแทบไม่ได้รู้จักกันอีกแล้ว ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่า เธอเกิดที่ไหน เรียนคณะอะไร ชอบสีอะไร จำไม่ได้ซักอย่าง เช่นเดียวกับที่เธอแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผมเลยซักนิด

      แต่ไฉน น้ำเสียง สายตา รอยยิ้ม มันยังดูเหมือนเธอมีความสุขไปหมดที่ได้เจอกันอีก ครั้งแรก ครั้งที่สอง เออว่ะ หรือว่าเรื่องที่ว่าระยะทางทำให้คนห่างกันไม่จริงใช่ไหม มันไม่เป็นอุปสรรคเลยสำหรับผมและเธอเหรอ สิ่งที่เธอรู้สึกอยู่ทุกวันนี้ เหมือนยังอยู่ด้วยความประทับใจแรกๆ ช่วงแรกๆของการรู้จักกัน นั่นทำให้ไม่ว่ามันเกิดอะไร หรืออาจเพราะเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวผมซักเท่าไหร่ จึงยังทำให้ความรู้สึกช่วงนั้นมันยังสดใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่หรือผมคิดไปเองหว่า... ไม่ร็อก ผมมีพยานยืนยันความคิดนี้มากมาย
 
     เคยเห็นเพื่อนของแฟนพูดกับเราไหมครับ ลองสังเกตน้ำเสียงและแววตา เห้ยแกเป็นแฟนเพื่อนเราน่ะ ดูแลเพื่อนเราดีๆหน่อยละ นี่คือสิ่งที่แววตาพูดออกมา แต่เพื่อนของแฟนผมไม่ได้พูดประมาณนี้น่ะ อ่านจากใจเอา เธอพูดประมาณว่า ตั้งใจจังน่ะ ลอยกระทงเค้าลอยเป็นคู่ ถ้าลอยด้วยกันก็แสดงว่าคู่กัน ... ประมาณนี้แหละ ตีความกันได้ไหม

      ถึงแม้ลอยกระทงปีนี้จะไม่ได้ลอยด้วยกัน (แหะๆ) แต่มันเป็นบทพิสูจน์ให้ผมอย่างหนึ่งว่า บางทีเราไม่จำเป็นต้องรู้จักกับเขามาก เขาก็รักเรามากๆ ได้เช่นกัน เป็นบทเรียนแห่งความรักที่หายากจริงๆ แต่มันเพิ่งจะเป็นเริ่มต้นแบบจริงๆจังๆซักที อีกคร้ง ที่จะทำให้ผมได้รู้ว่า จริงๆแล้ว ชีวิตที่มีความสุข เกิดขึ้นจากความรัก ที่เราให้ตัวเอง หรือให้ใครซักคน กันแน่ และเท่าที่ผมเห็น คนที่จะมีความสุขมากๆ กลับเป็นเพื่อนๆ ที่ช่วยกันส่งเสริมและอยากให้ลงเอยกันเร็วๆ ...เอะ ยังไง

     ผมเรียกระยะทาง กาลเวลา กับความรักในครั้งนี้ว่า "ระยะทางแห่งกาลเวลา ได้ฟักบ่มความรัก ให้เข้มแข็งขึ้น" นั่นเป็นสิ่งที่ผมเข้าใจจริงๆ ผมไม่ได้เข้าใจหรือรู้จักอะไรเกี่ยวกับเธอเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 5 เดือนก่อนเลย แต่เหมือนอะไรต่างๆนานาที่ผมทำไป มันยังคงอยู่และยังไม่เลือนหาย เธอบอกเป็นนัยๆกับผมว่า ปิดเทอมนี้จะมาฝึกงานกรุงเทพฯ คงได้เที่ยวกันบ่อยๆ อืม ประหลาดดีแท้

     มันจะเป็นยังไงหนอ ถ้าเมื่อใดที่ระยะทางกับกาลเวลา เดินทางมาถึงจุดที่ฟักบ่มได้อย่างอิ่มตัว เหมือนเหล้าหมักที่ถึงเวลานำออกมากิน รสชาติมันจะหวานหรือขม อยู่ที่ลิ้นของคนชิม เมื่อถึงเวลานั้น คงจะเป็นบทสรุปความรักระหว่างผมกับเธอซักที แต่จะเมื่อไหร่ละ

     ขอให้รักนำทาง พาเราไปสู่สิ่งที่เราวาดฝันไว้ ทุกคนน่ะคับ

10 Vampire Movie

posted on 31 Oct 2009 18:56 by l0ui5  in Movie

10 Vampire Movie

     เนื่องในเทศกาลฮาโลวีนปีนี้ ผมก็มีหนัง แวมไพร์ที่พอได้ดู มาแนะนำ สำหรับคอหนังแนวนี้โดยเฉพาะ มาเริ่มเคาน์ดาวน์กันเลยดีกว่า ผมเลือกเฉพาะที่ผมเคยดูน่ะ และก็วิจารณ์สั้นๆแบบไม่พยายามสปอยอะไรมาก ขอให้สนุกกับฮาโลวีนน่ะคับ

1. Let the right one in ผมให้เรื่องนี้เป็นหนังที่เกี่ยวกับแวมไพร์ที่ดีที่สุด เท่าที่เคยมีมา เป็นหนังสวีเดน น่ะครับ ความเจ๋งของหนังก็คือ คนรักกับแวมไพร์ เป็นหนังเสียดสีสังคมที่ทำออกมาได้ รุนแรง และเจ็บปวดมากที่สุดเรื่องนึงครับ

2. From Dusk till Dawn ใครที่ดูเรื่องนี้จบได้นี่ซูฮกจริงๆ แต่ผมถือว่าเป็นหนังแวมไพร์อันดับ 2 ในดวงใจเลย ไม่อยากสปอยมาก บอกได้แค่ว่านี่เป็นหนังแวมไพร์ที่ จอร์จ คลูนีย์ กับ เควนติน ทาแรนติโนนำแสดง โดยมีโรเบิร์ต ร๊อดริเก้ กำกับ หนังมันสุดๆๆ จริงๆคับ

3.  I Am Legend ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่ามันเป็นหนังแวมไพร์ได้ยังไง แต่ถึงกระนั้น(นับไปเถอะ) ก็เป็นหนังที่วิล สมิธแบกรับภาระคนเดียวทั้งเรื่อง(เพราะในหนังพี่แกแทบจะเล่นอยู่คนเดียว) เป็นหนังที่ทรงพลัง(แต่ไม่มาก) แต่ก็ดูแบบเครียดๆ ได้นิดหน่อย หนังภาพสวยมากครับ

4. Interview with the vampire หลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่ผมบอกได้แค่ว่า นี่เป็นหนังที่ ทอม ครูซ ปะทะ แบรด พิตต์ หนังแวมไพร์เรื่องนี้เป็นแนวหล่อ ปะทะ หล่อ ที่ดูแล้ว เฮือก เรื่องหนึ่ง ว่ากันว่า ได้เห็น ทอม กับแบรด ประชันกันในเรื่องนี้ ก็คุ้มกว่าความสนุกใดๆในหนังแล้ว

5.  Van Helsing เป็นหนังที่เหมือนว่าจะฮิต แต่ก็ไม่ฮิตมากนัก พี่ฮิวจ์ แจ๊คแมนเป็นแวน เฮลซิ่ง ปราบผีเรื่องนี้ เพราะได้นางเอกสาวสุดสวยอย่าง เคท เบนคินเซล หนังจึงพอดูได้พอสมควร แค่นี้ก็คุ้มแล้วครับที่ได้ดู

6.  Night Watch& Day Watch มันเป็นหนัวแวมไพรรัสเซีย ที่คนครึ่งนึงเกลียด คนอีกครึ่งนึงชอบ เพราะมันบ้ามาก ภาพสวยงามมาก เป็นหนังแวมไพร์ที่ดูแล้วแตกต่าง นำเสนอการปราบแวมไพร์แบบที่หลุดโลกทีเดียว แถมเป็นผลงานกำกับของผู้กำกับสุดบ้าของ ผกก Wanted มีแต่พี่แกเท่านั้นแหละที่ทำแบบนี้ได้

7. Blade 2 หนังที่ดีที่สุดในไตรภาคนี้ เป็นหนังฆ่าแวมไพร์ที่ไฮเทคทีเดียว พี่เวสลี่ย์ สไนเปอร์ ก็บ้าพลังสุดๆ เสียดายภาพ 3 หลุดโลกไปหน่อย ไม่งั้นก็จะอีกหนึ่งไตรภาคที่สนุกทีเดียว

8. Underworld เป็นหนังไลเคน ปะทะแวมไพร์ ที่มีดี แค่เคท เบนคิงเซลคนเดียวเท่านั้น บทก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่เพราะฉากนั้นฉากเดียว แม้ไม่เห็นอะไรแต่ก็คุ้มที่จะดู

9. Dracular 1979 ผมว่า ผกก. ฟรานซิส ฟอร์ค ค๊อปโปลา น้อยคนจะไม่รู้จัก เพราะพี่แกทำ The Godfather หนึ่งในหนังที่อมตะที่สุด แต่พี่แกฟอร์มตกสัดๆกับ แดรกคูล่า แม้ว่าจะได้ดาราแม่เหล็กจัดๆสมัยนั้นอย่าง คีนู รีฟ กับ แกรี่ โอลแมน แต่ก็ไม่ทำให้หนังมันดีขึ้นแม้แต่น้อย เพราะ หนัง ติสสสเกิ้น

10. Twilight ไม่เคยดูร็อก แต่เป็นหนังแวมไพร์เรื่องสุดท้ายที่ผมนึกได้ หนังแวมไพร์ดังๆมีไม่มาก เอาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายในลิสแล้วกัน

     เ็ร็วๆนี้จะมีหนังแวมไพร์หลายเรื่องที่น่าสนใจ อาทิ Daybreaker ถ้าเกิดว่าประชากรส่วนใหญ่ของโลกเป็นแวมไพร์ แล้วมนุษย์เป็นเหยื่อ เมื่อมนุษย์ใกล้สูญพันธุ์ แค่พล็อตก็น่าสนใจแล้ว

พระจันทร์กับชายคนหนึ่ง

      ผมอยากจะลองเขียนนิยายสั้นๆมานานคับ เพราะไอ้ที่เขียนยาวๆเนี่ย มันไม่จบซักที ก็เลยขอลองเขียนสั้นๆง่ายๆเีื้รื่อง พระจันทร์กับชายคนหนึ่ง นี้ โดยออกแนวปรัชญานิดๆ แต่ผมอยากเขียนแนวไซไฟน่ะ แต่ยังนึกไม่ออก ช่วงนี้ใกล้งานลอยกระทง ก็เลยอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับลอยกระทง ลองอ่านๆดู แล้วคอมเมนต์ให้หน่อยน่ะ เนื้อเรื่องอาจจะคาดเดาง่าย แต่ลองคิดให้ลึกๆ จะรู้ว่าผมต้องการสะท้อนอะไรกับนิยายเรื่องนี้

- - - - - - - - - -

     เราเฝ้ามองดวงจันทร์มานานเท่าไหร่ ดาวเคราะห์ดวงที่ใกล้กับโลกที่สุด ที่ซึ่งมีมนุษย์เพียงหลักสิบเท่านั้นที่ได้ขึ้นไปเดิน ใครจะไปคิดว่าการจะขึ้นไปที่ดาวดวงนี้ เป็นความเพ้อฝันที่ไม่มีทางเป็นจริง

     ชายคนหนึ่งเฝ้ามองดวงจันทร์ตั้งแต่ข้างขึ้น ยันข้างแรม เขาเฝ้ามองมัน ราวกับว่า ชีวิตนี้เขามีแต่ดวงจันทร์เท่านั้นที่เป็นเพื่อน สำหรับเขา ดวงจันทร์เป็นเพื่อนที่มีชีวิตเดียว ที่เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของมันตลอดเวลา
บางวันที่เขาเศร้า เขาก็รู้สึกว่าพระจันทร์เศร้าไปกับเขาด้วย เมื่อใดที่เขายิ้ม พระจันทร์ก็จะยิ้มไปกับเขาด้วย ไม่มีเพื่อนคนใดที่จะดีไปกว่าดวงจันทร์อีกแล้ว

     "จันทร์ วันนี้เราพบกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอยิ้มให้กับผมด้วยแหละ" เขาเงียบไปซักพักหนึ่ง
     "ใช่ เธอเป็นคนแรกที่ยิ้มให้กับผมในรอบหลายปีนี้เลย" เสียงเงียบไปอีกพักหนึ่ง
     "ยังร็อก ผมยังไม่ได้คุยกับเธอ" ...
     "งั้นเหรอ แต่..." ...
     "ก็ได้ พรุ่งนี้ผมจะลองดู" เหมือนว่าดวงจันทร์วันนี้จะอารมณ์ดีตามเขาเป็นพิเศษ เสี้ยวพระจันทร์ส่งยิ้มให้กับเขา

      เช้าวันนั้นขณะที่ชายคนนี้กำลังออกจากบ้าน เขาหันไปมองพระจันทร์ยามเช้า ที่กำลังใกล้จะตกดิน พระจันทร์ยังคงยิ้มเป็นกำลังใจให้กับเขา เพื่อว่าวันนี้เขาจะได้มีกำลังใจทักทายเธอ

     "เธอยิ้มให้ผมอีกแล้วละ" ใบหน้าของชายผู้นี้มีรอยยิ้มแห่งความปิติยินดี ...
     "ใช่ ผมทักเธอแล้ว ผมรู้จักชื่อเธอแล้วละ" ...
     "ไม่ผิดร็อก ผมว่าเธอก็น่าจะแอบชอบผมอยู่ในใจลึกๆเหมือนกัน" ...
     "ให้พรุ่งนี้ผมจะลองชวนเธอไปกินข้าว จะดีเหรอ" ...
     "ให้เลี้ยงด้วย ..."
     "ก็ได้ ก็ได้ ผมจะลองดู"

     คืนถัดมารอยยิ้มของเขาฉีกกว้างไปกว่าเมื่อวันวานมากนัก
     "เธอไปกินข้าวกับผมด้วยละ" ...
     "ใช่แล้ว" ...
     "เธอบอกผมว่า ผมเหมือนคนที่เธอเคยรู้จักคนหนึ่ง" ...
     "ใช่ มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนว่า รู้จักผมมานาน" ...
     "ไม่ผิดร็อก ผมสังเกตจากรอยยิ้มของเธอ" ...
     "แววตาของเธอ ก็เป็นประกายดูมีความสุขเหมือนกัน" ...
     "แน่นอน ผมมั่นใจ" ...
     "ได้ พรุ่งนี้ผมจะลองชวนเธอไปดูหนัง" ...
     "จากนั้นวันถัดมา ผมจะพาเธอไปช็อปปิ้ง" ...
     "และวันถัดมาผมจะพาเธอไปเที่ยวงานลอยกระทง" ...
     "ช่ายย วันลอยกระทง วันนั้นนายจะได้เห็นเธอแบบเต็มๆซักที" ...
     "ผมรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหวแล้วซิ วันที่ผมจะแนะนำใหู้้รู้จักกับนาย" ...

     สองคืนถัดมาที่งานลอยกระทง เขากับเธอกำลังถือกระทงเพื่อไปลอย ณ ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง
     "ผมมีเพื่อนคนหนึ่งอยากแนะนำให้รู้จัก"
     "ใครเหรอค่ะ" เธอตอบ
     "เขาเป็นเพื่อนผมมาแสนนาน นั่นไง" ว่าแล้วก็ชี้ไปที่ดวงจันทร์ "นั่นไงเพื่อนผม" เธอมองด้วยความประหลาดใจแล้วยิ้ม
     "เขาน่ารักดีน่ะค่ะ" เขายิ้มเช่นกัน พูดว่า
     "เวลาผมสุข ทุกข์เมื่อใด ก็เหมือนกับเขาเป็นสุข เป็นทุกข์ไปกับผมด้วย"
     "ดีจังน่ะค่ะ มีเพื่อนคู่ทุกข์ คู่ยากอย่างนี้" ทั้งสองมองไปที่ดวงจันทร์ รอยยิ้มบนดวงจันทร์บ่งบอกถึงความสุขที่ในใจทั้งสองมี เขาและเธอปล่อยกระทงให้ลอยออกไป จนเห็นเพียงแสงเทียนเล็กๆ กับควันธูปบางๆ ความสุขเล็กๆในวันนี้คงจะเป็นสิ่งที่เขาและเธอไม่อาจลืมเลือน

     เป็นเวลาถึง 7 คืนแล้วที่เขาไม่ได้พบกับดวงจันทร์ ตอนเช้า ดวงจันทร์จะมองหาเขาด้วยแววตาที่เป็นห่วง ก่อนที่เขาจะออกไปทำงาน บางวันก็เจอ แต่เขาแทบจะไม่หันมามอง หรือแม้แต่จะทักเขาอีกเลย รอยยิ้มของดวงจันทร์เริ่มจางหายไป กลายเป็นรอยยิ้มเฉือนๆ ที่ไร้ความสุข ไร้จิตวิญญาณ เราจะให้แสงยามค่ำคืนกับสิ่งมีชีวิตบนโลกมนุษย์ไปทำไม มันช่างเป็นสิ่งที่ยากจะทำต่อไป

     ในคืนที่ 14 แสงจันทร์อันน้อยนิด สาดส่องมาบนโลก วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เขาจะมองลงมาบนโลกมนุษย์ เขาทนต่อไปอีกไม่ได้แล้ว กลางคืนแทบไม่มีความสว่างอีกต่อไป ตอนนี้เขาขึ้นตอนกลางวัน และตกตอนกลางวัน ความทรงจำเกี่ยวกับชายคนนี้ช่างเลือนลางเหมือนกับแสงของดวงจันทร์ที่เทียบไม่ได้กับความสว่างของดวงอาทิตย์

    ในคืนที่ 15 ลาแล้วโลกมนุษย์ เราไม่อยากให้แสงสว่างกับพวกนายอีก ค่ำคืนนี้จะกลายเป็นคืนที่หนาวเหน็บ สายลมเย็นกรรโชกพัดผ่าน กลายเป็นค่ำคืนที่ไร้แสงของดวงจันทร์ เป็นค่ำคืนแห่งความหดหู่ และเศร้าสร้อย ชายคนนั้นเดินออกมาจากบ้าน มองหาดวงจันทร์ เขามองหาอยู่นมนานก็หาไม่เจอ แววตาของเขาเศร้าสร้อย ขาดประกายแห่งความสุข เขายิ้มแสยะๆให้กับตัวเองแล้วพูดว่า

     "ผมขอโทษนายด้วย ดวงจันทร์ ผมรู้แล้วที่เธอว่าผมหน้าตาคุ้นเคยน่ะ คือใคร" ไม่มีเสียงตอบกับคำพูดที่เขาเปล่งออกมา
     "เธอบอกว่า ผมหน้าเหมือนกับแฟนเก่าของเธอ เธอจึงทำใจรับผมเป็นแฟนไม่ได้" ...
     "มันอาจจะสายเกินไป แต่ผมเชื่อว่าเราจะยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่" ...
     "ลาก่อนน่ะ ดวงจันทร์..." เขายิ้มให้กับท้องฟ้า สายตาของเขาเหม่อลอยมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ชีวิตมันก็เท่านี้มีขึ้นก็ต้องมีลง เมื่อล้มก็ต้องลุกขึ้นมาให้ เหมือนดั่งพระจันทร์ที่วันหนึ่งเคยส่องแสง แต่ในอีกวันหนึ่งกลับมืดมิด ชีวิตก็เป็นเช่นนี้จริงๆ

     อีก 7 วันถัดมา ขณะที่เขากำลังจะออกไปทำงาน เขามองดูดวงจันทร์ที่กำลังขึ้น มันไม่ใช่พระจันทร์ดวงเดิมที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไป เป็นพระจันทร์ที่ไม่ยิ้ม ไม่ส่งสายตามาให้เขา เป็นพระจันทร์ที่ไร้ความรู้สึก เขาอยากที่จะทัก แต่เขาไม่มั่นใจว่าพระจันทร์ดวงนี้จะทักเขากลับรึป่าว เขาเก็บเอาความรู้สึกนี้ไว้ข้างในใจ แล้วก้าวเดินออกไปทำงาน เขาพูดในใจว่า

     "ไม่ว่าวันวานจะเป็นอะไร แต่เราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ"

- - - - - - - - - -
จบ

Kafoo: Waiting for Happiness-Part1

posted on 29 Oct 2009 17:28 by l0ui5  in Movie

Kafoo: Waiting for Happiness 

ที่วันหนึ่งได้เขียนคำอธิษฐานทิ้งเอาไว้
“ แต่งงานกับผมเถอะ .. แล้วผมจะทำให้คุณมีความสุข “
จากวันนั้น มีจดหมายลึกลับส่งมาให้เขา
จดหมายที่เขียนลงท้ายว่า
“ ถ้าคุณพูดจริง  ฉันจะขอเป็นเจ้าสาวของคุณเอง “

     มันทำให้ผมนึกถึงตัวเองเต็มๆเลย สุดยอดมาก

     บทความนี้จะออกไปในแนวทางพูดถึงหนัง มากว่าจะวิจารณ์หนังน่ะครับ

     หลายคนอาจจะเคยเห็นผมใช้คำว่า Kafoo บ่อยแล้ว มันแปลว่าอะไร

คาฟุ  หมายถึง ข่าวดี แต่คนแถวนี้มักจะบอกมันหมายถึงความสุข

     แล้ว Kafoo ของคุณละ คืออะไร

     หนังแห่งสัญลักษณ์เรื่องนี้ เริ่มจากถุงมือ อดีตที่มือโดนไฟไหม้ ไม่มีความจำเป็นต้องอาย แต่เลือกที่จะปกปิด เพราะเหตุการณ์ไฟไหม้ เป็นเหมือนเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้ จำต้องปกปิด เหมือนกับนิสัยของพระเอก สาเหตุที่เขาไม่มีแฟน เพราะภาพของแม่ที่ทิ้งเขาไปเป็นภาพที่เขาตราตรึง กับคำว่าสูญเสีย ทำให้เขามองผู้หญิงเป็นสิ่งที่สูงส่งเกินไปสำหรับเขา

    กิ่งไม้ต้องคำสาป อะไรที่อยู่ที่ไหน มันก็ควรจะอยู่ที่นั่น ไม่ควรเปลี่ยนแปลงมัน มันเหมือนปลาแซลมอน อ่ะคับ ที่ตอนเกิดอยู่ต้นน้ำ แล้วว่ายออกหาอาหารไปเรื่อย จนถึงฤดูวางไข่มันก็จะกลับบ้านเกิดเพื่อฟักไข่แล้วตาย มันเป็นความหมายของการหวนคืน ไม่มีใครไม่คิดถึงบ้านเกิดจริงไหมครับ มันคล้ายๆกับการเวียนว่ายตายเกิด กิ่งไม้มันอยู่ที่ไหน มันก็ควรสูญสลายไปกับสิ่งนั้น ผมเปรียบเหมือนการจากไปของแม่ และความหวังที่จะกลับมาแต่เธอทำไม่ได้ สิ่งสุดท้ายที่ฝาก คือให้กิ่งไม้มันกลับไปอยู่ที่ๆของมัน เหมือนคนเราเกิดจากดิน สุดท้ายก็ตายกลับไปเป็นดินเหมือนเดิม

     รองเท้าที่โดนขโมย เป็นตัวแทนของการต่อสู้ และยืนหยัด ชายผู้ซึ่งขลาดกลัวเรื่องผู้หญิง แต่ทำไมถึงไม่ยอมให้ใครขโมยรองเท้า เขาเลือกที่จะต่อสู้ในสิ่งที่เขาสู้ได้ แม้ว่านี่จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ๆสำหรับเขา

     เจ้าหมาคาฟู ทำไมหมามันต้องชื่อคาฟู เพราะมันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ไม่มีความทุกข์ เคยเห็นสุนัขทุกข์ใจอะไรบ้าง เมื่อมันอยู่กับเจ้าของ เหมือนว่ามันจะมีความสุขตลอดเวลา แต่นั่นใช่ความสุขที่แท้จริงเหรอ ความรักของตัวละครแต่ละตัวในหนังกับเจ้าคาฟูเนี่ย เป็นการแสดงออกภายนอกของมันเท่านั้น มันคือความสุขที่เหมือนจะจอมปลอม แต่ความสุขจอมปลอมนั้น จะเป็นความสุขที่แท้จริงถ้าเรา จริงใจต่อมัน

     อื่นๆที่ผมไว้เขียนต่อ เพื่อนบ้านที่แสนอดทน, ชายผู้เป็นปรปักษ์กับคนในหมู่บ้าน, ยายผู้รู้อนาคต, ไอศติมแท่ง, เสื้อผ้าและทรงผม, กระเป๋าใบใหญ่ของนางเอก, บ้านริมทะเล, เธอทำกับข้าวไม่เป็น ฯลฯ

     ทั้งหลายที่ผมกล่าวมานี่ เป็นปมที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่ง รักชายคนหนึ่งได้หมดหัวใจ(ได้ยังไง) มันเหมือนจะไม่เกี่ยวเนื่องกัน แต่มันต่อเนื่องกัน ปมที่สอดคล้องกัน มันเหมือนกับสิ่งที่คนรัก ต้องการจากคนที่เขารักจริงๆ เป็นหนังโรแมนติกที่ผมชอบ ด้วยความหมายมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียวละ

(ยังไม่จบเน้อ)

เฉือน

posted on 24 Oct 2009 11:24 by l0ui5  in Movie

เฉือน

    "Old Boy ในอีกเวอร์ชั่น"

    ใครยังไม่เคยดู Old Boy รีบหามาดูน่ะครับ ราคาดีวีดีเหลือแผ่นละไม่ถึงร้อยแล้ว

     ก้องเกียรติ โขมศิริ= ปาร์ค ซุน วุค

     ผมเพิ่งนึกขึ้นมาได้เต็มๆกับเรื่องนี้นี่แหละ ว่าผกก. ทั้งสองนี่คล้ายกันสุดๆ คือ แนวบ้าเลือด เลือดสาด บ้าพลังทั้งคู่ แต่ต่างคนก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว

    ผมคาดหวังเฉือนตั้งแต่ประกาศสร้าง เพราะผกก. ก้องเกียรติ โขมศิรินั้น ชื่อเสียงขจรขยายมาตั้งแต่ลองของ และไชยา โดยเฉพาะเรื่องหลังนั้น ผมแทบจะลุกขึ้นปรบมือให้ตอนดูในโรงซะด้วยซ้ำ สุดยอดและไม่ผิดหวังจริงๆ เป็นหนังที่สร้างมิติหนังดีให้กับเมืองไทย จนได้ ผมเคยเขียนวิจารณ์ไชยา ตอนช่วงต้นๆของบล็อคนี้(ขี้เกียจหา ลองไปหาดูเองแล้วกันน่ะครับ) รู้สึกเป็นเกียรติอีกครั้งที่ได้เห็นหนังไทยที่มีคุณภาเช่นนี้อีก

    วิศิษฐ์ ศาสน์เที่ยง เป็นผกก.อีกคนหนึ่ง ที่ได้ชื่อว่า เรคโทร จัด คือ แนวพี่แกจะออกอาร์ทๆ และมีสไตล์ ดูมีสีสันพอสมควร ตั้งแต่ฟ้าทะลายโจร มหานคร และงานสุดยอดของพี่แกเปนชู้กับผี เป็นหนังผีที่มีมุม อย่างคาดไม่ถึง ส่วนด้านการเขียนบท ใครจะคิดว่าพี่แกอยู่เบื้องหลังหนังอลังๆหลายๆเรื่อง อาทิ นางนาก 2499 อันตพาลครองเมืองผมยังรู้สึกลึกๆว่า พี่แกเป็นนักเขียนบทได้ดีกว่าผู้กำกับ(55+) และผลงานที่ยิ่งใหญ่ของพี่แกเรื่องถัดไป อินทรีแดง อีกไม่นานเกินรอ

    สำหรับเฉือน เป็นการสลับงานกันระหว่าง ก้องเกียรติ กับวิศิษฐ์ จากเปนชู้กับผี ที่ก้องเกียรติเขียนบท วิศิษฐ์กำกับ เป็นวิศิษฐ์เขียนบท และก้องเกียรติกำกับ ซึ่งผลลัพท์ของเฉือน ผมว่าเป็นเช่นนี้ลงตัวกว่าที่จะให้วิศิษฐ์กำกับแน่ๆ

     หลังจากชื่นชมผู้กำกับไปแล้ว เรามาชื่นชมนักแสดงดีกว่า เป้ ผมก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าพี่แกจะพลิกบทบาทได้ถึงขนาดนี้ จากหน้าหล่อๆ เอ๋อๆ ในหนังสามสี่เรื่องที่ผ่านมา กลายมาเป็นมือปราบที่นิ่ง และมีมิติอย่างเหลือเชื่อ แล้วแถมพี่แกยังยอมลงทุนเพื่อการแสดงในหลายๆฉาก เป็นที่น่ายกย่องยิ่ง บทตัวนำแน่นๆแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงบทของ แบรด พิตต์ ใน Se7en และใน Fight Club เหลือเชื่อว่าบทนี้มันจะมีมิติขนาดนั้น ไม่แน่ว่าต่อไปเป้ อารักษ์ จะกลายเป็น แบรด พิตต์เมืองไทยก็เป็นได้

    นก ฉัตรชัย ชื่อนี้การันตรีอะไรหลายๆอย่าง แม้ว่าหลายคนจะขัดใจสีผมขาวๆของพี่แก แต่ผมว่า มันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของ มาเฟียที่เป็นตำรวจ คือเหมือนจะเป็นคนดี แต่ที่แท้ก็คนชั่วในคราบคนดี น่าทึ่งทีเดียว

    อีกสองคนที่น่าชื่นชม คือ นักแสดงเด็กสองคนที่เล่นคู่กัน ซึ่งเป็นคีย์หลักของหนังในการนึกย้อนอดีต คล้ายๆกับ 20th Century Boy เลยแหะๆ การดำเนินเรื่องก็เช่นกันคือหนังมันเป็นแนวค้นหาในเฉือนก็คือ ตามหาฆาตกรส่วน 20th Century Boy เป็นการค้นหาว่าใครคือเพื่อน

    สำหรับบทหนัง พล็อตใหญ่ๆของหนังจะเป็นการย้อนระลึกไปถึงความทรงจำในอดีต เพื่อเป็นการเสาะหาว่า ใครคือคนร้าย ซึ่งเราพอที่จะเดาได้ว่าเป็นใครตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่จุดไคลน์แม็กซ์ของเรื่องทำให้คนดูอึ้ง ชะงักงัน อย่างคาดไม่ถึงว่า แท้จริงแล้วฆาตกรช่างใกล้ตัวสะเหลือเกิน

    ที่ผมว่าคล้ายๆกับ Old Boy นั้นก็ตรงบทและการดำเนินเรื่องนะแหละ Old Boy มีการระลึกเหมือนกัน ระลึกเพื่อค้นหาว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงที่เขาโดนขังคุก 15 ปีคืออะไร ซึ่งแท้จริงแล้วนั่นไม่ใช่ประเด็นที่ต้องการของคนที่จับตัวเขาไป ประเด็นของ Old Boy คือทำไมต้อง 15 ปี เช่นเดียวกับเฉือน ปมของเฉือนคือการค้นหาว่า ใครที่เป็นฆาตกร แล้วฆาตกรจะอยู่ที่ไหนได้ แต่ปมคลายด้วยการบอกว่า ฆาตกรอยู่ใกล้ตัวเหลือเกิน คนที่ไม่คิดว่าจะเป็นฆาตกร กลับกลายเป็นฆาตกรไปได้

    เฉือนไม่ได้เอา Sex เป็นจุดไคลน์แม็กซ์เหมือนกับ Old Boy ซึ่งผมยังเสียดายเล็กๆ เพราะหนังที่เอา Sex เป็นฉากไคลน์แม็กซ์อย่าง Old Boy มันสุดยอดจริงๆ ฉากนั้นนี่พลิกหน้าหนังไปเลย ซึ่งแม้ว่าในเฉือนจะมีฉากนั้น แต่ไม่ได้เน้นมากมาย เป็นฉากที่เน้นเพิ่มความสำคัญเท่านั้น ไคลน์แม็กซ์ของเฉือน จึงเป็นสองเหตุการณ์ที่เกิดคู่กัน ในขณะที่พระเอกรู้ความจริง ตัวร้ายก็พยายามที่จะทำบางอย่าง ซึ่งไคลน์แม็กนี้ เป็นชื่อหนัง เฉือน ได้อย่างลงตัวทีเดียว

     "มึงทำลายชีวิตกรู รู้ไหม" เจ็บสุดในหนังก็ประโยคนี้แหละ เป้พูดประโยคนี้ได้เจ็บปวดที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่หนังนำไป ทำให้ตอนจบของหนังแทบจะไร้ประโยชน์ไปเลย เพราะเหตุผลการทำคดีนี้ ทำให้ตอนจบมันกลายเป็นความสูญเสีย มันเหมือนคดีต้องห้าม ที่พอทำแล้ว รู้ความจริงทั้งหมด รู้งี้ไม่ทำดีกว่า ประมาณนี้ นี่คือเฉือนอย่างเจ็บๆ ทีเดียวละ

    มาเรื่องการตัดต่อบ้าง มีการย้อนไปย้อนมาซะเยอะ แทบจะครึ่งๆของหนังทีเดียว ที่เล่าอดีต และเล่าปัจจุบันต่อไปเรื่องๆ ซึ่งการสลับไปสลับมาในช่วงแรกๆคนดูน่าจะมึนๆพอสมควร เพราะยังจับทางไหนไม่ได้ ยังไม่ค่อยจะเข้าใจว่านี่เป็นอดีต หรือปัจจุบัน ช่วงแรกของหนังเราจะเข้าใจได้ชัดเจนเมื่อดูรอบที่สอง แต่รอบที่สองจะไม่สนุกเท่าตอนแรกเพราะเรารู้แล้วว่าฆาตกรคือใคร แต่ก็สนุกในการดูว่า ฆาตกรที่เราเห็นอยู่นั้น ทำอะไรไว้บ้าง ซึ่งมันจะทำให้เสียดแทงใจดำเราลึกๆทีเดียว

    เพลง นี่ไม่พูดไม่ได้ เพลงมันบาดมากกว่าเฉือน ความรู้สึกผมน่ะ มันบาดลึกไปกับเสียงไวโอลีนที่มันเสียดแทงใจเข้าไปลึกสุดๆ เมื่อเพลงนี้ดังขึ้น กับฉากไคลน์แม็ก นี่คืออารมณ์ที่ตัวละครได้รับหลังจากรับรู้ความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง มันสุดยอดเกินคำบรรยายจริงๆ และเพลงนี้เราจะได้ยินเป็นเสียงดนตรีอื่นๆ ตั้งแต่ต้นเรื่อง ทั้งคีย์บอร์ด กีตาร์ หรือจังหวะเบสเร้าๆตอนต้นเรื่อง เป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยายจริงๆ น่าจะมี ost ขายบ้างน่ะหนังเรื่องนี้

    และท้ายที่สุดคืองานด้านภาพ ขอปรบมือ แปะๆให้กับรายละเอียดที่ทำให้เราเห็นได้ทุกมุมมองอย่างลงตัว สวยงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารถไฟฟ้ามาหานะเธอ เลย เป็นอีกหนึ่งมุมของประเทศไทย ทั้งกรุงเทพฯ และพัทยา ที่เป็นมุมมองในแง่ลบ และนำเสนออกมาได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบ

    ขอปรบมือให้กับหนังไทยดีๆแบบนี้ ที่หายากซะเหลือเกิน คิดว่าเฉือนจะเป็นคู่แข่งของ สามชุก ได้อย่างเมามันในเวทีรางวัลต้นปีหน้าได้อย่างสนุกเป็นแน่แท้ หนัง 18+ น่ะครับกับฉากเฉือนกันจ๊ะๆ ใครที่เคยดูลองของ แล้วไม่ไหว เรื่องนี้ก็ไม่แนะนำครับ หนังมันโหดร้ายกว่าที่คิดไว้เยอะทีเดียว ตอนจบมันก็พีคมาก จน เชี้ยเอ้ย "มึงทำลายชีวิตกรู" สาดดดด

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

posted on 16 Oct 2009 09:30 by l0ui5  in Movie

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

    ในบรรดา 6 ผู้กำกับ 365ฟีล์ม เนี่ย ผมว่า ผกก.ปิ๊ง เนี้ย ด้อยวิทยายุทธสุดในทั้งหมด ซึ่งผมก็เชื่อว่าทั้งแก๊งค์รู้ตรงนี้ดี จึงได้พยายามหายอดฝีมือในด้านอื่นๆ มาช่วยเสริมให้หนังของพี่แกดีขึ้น แต่นั่นก็ทำได้แค่ให้คนดูวัยรุ่น กรี๊ด กร๊าดขึ้นมาได้พอสมควร แต่ผมว่ามันทำได้เท่านั้นแหละ

    น่าเสียดายกับตัวอย่างหนังที่ตัดออกมาได้ดีมาก แต่ตัวหนังนั้นกลับลุ่มๆดอนๆ แต่ก็ไปถึงฝั่งได้สำเร็จในตอนจบ ไอ้ช่วงลุ่มๆดอนๆเนี่ย ทำเอาผมท้อใจมากพอสมควร กว่าจะทนดูให้จบ เพื่อให้ได้ไคลน์แม็กที่ดูดีกว่าหนังทั้งเรื่องได้

     มี 2 สิ่งเท่านั้นในหนังที่ผมชอบ ก็คือ งานด้านภาพ พี่เก้ง สุดยอดจริงๆครับ ทำเอากรุงเทพฯสวยมั๊ก น่าอยู่สัดๆ ทั้งที่คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯทุกวันอย่างผม ยังรู้สึกอึ้งในการนำมุมภาพที่ เห้ย มันสวยได้ว่ะ มาอยู่ในหนัง ให้กลิ่นอายเหมือนกับว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองที่น่าอยู่ ทั้งๆที่มันไม่น่าอยู่เลยซักนิด 

    อีกหนึ่งอย่างที่ผมชอบ ก็คือ ฉากเหตุผล(ไคลน์แม็กซ์) ไปถึงฉากจบ โดยเฉพาะฉากจบ มันโดน แหะๆ มันทำให้ผมนึกถึงใครบางคนที่เคยทำแบบนี้ให้ และทำให้เราเข้าใจว่าทำไมต้อง BTS ไม่ใช่ MRT

    นอกนั้นบอกตามตรงผมไม่ค่อยชอบเลยซักอย่าง ตัวพระนางสองคนแคสได้ดี คือทั้งสองคนเข้ากับบทดี แต่ไหงมันรั่วทั้งคู่เลยฟร่ะ นั่นเพราะบทล้วนๆ คือสถานการณ์รั่วเนี่ย มันเป็นความรู้สึกของวัยรุ่น เหมือนกรีดดารา แต่เป็นกรี๊ดผู้ชายหล่อ หนังเอาจุดนี้เป็นจุดขาย ซึ่งบอกตามตรง ผมไม่ค่อยชอบดูหนังที่เอา Teenage เป็นจุดขายซักเท่าไหร่ เช่น Fame, Twilight, Hanah Montana, 17 Again หนังของ Zac หรืออย่าง Bandslam หนังที่ขาย Teenage ผมไม่คิดจะดูร็อก เพราะมันสนอง Need เกินไป มันขาดความเป็นศิลปะไปพอสมควร

    เข่นกันกับรถไฟฟ้า ความเป็นศิลปะของหนังหายไปค่อนข้างมาก แต่พอได้ในมุมกล้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้ว โดยเฉพาะฉากรถไฟฟ้าสวนกันในช่วงท้ายๆของหนังก่อนจะจบ หนังที่ดีควรจะมีนัยยะที่ดูแล้วสะท้อนถึงความเป็นไปของหนัง ไม่ใช่เอาแต่ล้อเลียน หรือ ขายจุดที่มันเข้าถึงคนได้กลุ่มเดียว

    ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้เจาะตลาดมากไปหน่อยคับ คือมันจะดูลงตัวเลยกับคนดูที่ โสด หมวย ไม่มีคนมาจีบ แต่คนในมุมอื่นอาจจะมองหนังเรื่องนี้แคบลง และสำหรับผม หนังมันเหมือนหนังจีบกันทั่วไป และดันอารมณ์ให้สะท้อนคำตอบของการมีแฟน เพื่ออะไรเท่านั้น

     สิ่งที่ผมแอนตี้รุนแรง และเป็นการอดทนดูอย่างมาก คือดนตรีและฉากความคิด ซึ่งนี่มัน การ์ตูนเลยนี่หว่า คือ เท่าที่ผมเห็นมา หนังคนแสดง ที่ตัดไปฉากความคิดของตัวละครเนี่ย แป๊กๆ ห่วยๆแทบทั้งนั้น คือมันไม่เข้ากับภาพหลังของหนังอ่ะ คือ ไอ้เรื่องความคิดของตัวละครเนี่ย มันมาจากการ์ตูนทั้งนั้น เพราะถ้าการ์ตูนไม่มีฉากคิดระหว่างการต่อสู้ เราจะรู้ได้ไงว่าเขาคิดอะไร แต่กับหนังคนแสดง พอเอามาใส่แล้ว มันเหมือนน้ำใส่ในน้ำมัน มันเข้ากันไม่ได้อ่ะ ดูแล้วรู้สึกหงุดหงิด ที่จริงไม่ต้องใส่ฉากมา แค่เป็นเสียงพูดก้องเอ็คโค่ในใจขึ้นมาก็พอแล้ว ไม่ต้องตัดไปให้ฉากหลังเปลี่ยนด้วยร็อก มันไม่เข้ากับหนังเลย

     ส่วนเรื่องดนตรี เพลงที่หนังดันแทบตาย ผมได้ยินแค่เสียงกีตาร์ดีดประมาณ 2-3 รอบ แล้วเพลงจบดันเป็นของเฉลียงไปซะงั้นอ่ะ เออประหลาดเฟ้ย คือดนตรีเนี่่ย มันต้องให้อารมณ์หนัง เพลงหลายๆเพลง เนื้อหาเพลงเข้ากับเนื้อหาของหนัง แต่ทำนอง มันไม่เข้ากับจังหวะหนังซะเลย เออถ้าผมไม่เคยฟังเพลงนั้นๆมา ผมต้องตั้งใจฟังเนื้อหาเพงใช่ไหม ไม่ใช่ฟังแค่ทำนองแล้วจับอารมณ์ว่า เพลงมันให้อารมณ์ไหน เหรอ อย่างงี้งั้นเหรอ ไม่ใช่ม้าง

     มุกฮาแก๊กในหนัง ผมว่าแป๊กซะเยอะว่ะ ขนาดว่ามีหลุดคำว่าดราม่าออกมา คนในโรงเงียบกริบ ผมดันฮาอยู๋คนเดียว เห้อ มุกมันแคบไปหน่อยไหม

     หมดแระไม่รู้จะต่อว่ายังไง ผิดที่ผมเองที่คาดหวังไว้เยอะไปหน่อยเพราะงานภาพของพี่เก้ง ไม่น่าผิดหวัง แต่หลายๆอย่างมันดูไม่ลงตัวยังไงชอบกล แต่ก็ถือเป็นหนังที่โปรโมทไว้ดี น่าจะได้ดิบได้ดีกับจังหวะการโปรโมทที่ลงตัว หนังน่าจะไถไปเรื่อยๆและจบที่ร้อยล้านได้ไม่ยาก แต่น่าจะไม่แซง 5 แพร่งเพราะเรื่องนั้น น่าจะขายคนวงกว้างได้มากกว่า

    อีกอย่างที่ยังคงงงกับเรตติ้งเมืองไทย รถไฟฟ้าได้เรต ทั่วไป ฮืม ทั่วไป แต่แปะฉายตัวอย่างหนังด้วย มหาลัยสยองขวัญ มันน่าไหมละ ผมให้ PG คับ 

เราใส่นาฬิกากันทำไม

posted on 13 Oct 2009 16:39 by l0ui5  in Gen-Phi

เราใส่นาฬิกากันทำไม

      เห็นนาฬิกาเรือนนี้สวยดี มันเลยทำให้ผมนึกย้อนไปว่า วันสุดท้ายที่ผมใส่นาฬิกาเรือนที่พ่อผมให้เนี่ย มันตอนไหนกัน

 

     สมัยเด็กๆ(ประถม) มัธยม ผมใส่นาฬิกาแบบไม่ยอมถอดเลยครับสมัยนั้น ผมยังจำนาฬิกาสีฟ้าเรือนแรกได้ ใส่จนข้อมือเปลี่ยนสี แต่ผมพยายามนึกเหตุผลที่ว่า ทำไมผมถึงใส่จนไม่ยอมถอด ก็นึกไม่ออก น่าจะเพราะว่า เห็นพ่อใส่ แล้วเท่ห์ดี(เท่ห์ตรงไหน) ก็เลยใส่มันให้เท่ห์ๆ

    พอขึ้นมัธยม ผมใส่นาฬิกาสีทอง(เก๋) เป็นปีๆครับ ด้วยความที่ว่า มันทำให้เราดู ไฮ กว่าคนอื่น

    แต่แล้วในที่สุดผมก็เข้าใจความหมายของนาฬิกา แล้วถอดมันออกครับ 

    นาฬิกาเรือนสุดท้าย(ล่าสุด) ของผม เป็นนาฬิกาสีเงิน คล้ายๆของพ่อผม จำได้ว่าใส่ตอน ปี 4 บ่อยที่สุด เพราะเป็นปีที่ทำ อบ.ก. จึงใส่บ่อยที่สุด ทำไมน่ะเหรอ...

    เวลาไม่ใช่ข้อจำกัดชีวิตของผมอีกต่อไป ผมแนะนำให้ดู Bleach ตอน Bount ครับ เป็นการพูดถึงปรัชญาเรื่องเวลาได้ร้ายกาจมาก

    ถ้าว่ากันจริงๆ เวลา เป็นอีกหนึ่งมิติ ที่เราสัมผัสไม่ได้ แต่รู้ว่ามันเคลื่อนที่ผ่านไป ... มนุษย์ทำได้แค่รับรู้ว่ามีเวลาเท่านั้น แต่มนุษย์ไม่สามารถทำอะไรกับเวลาได้ ต่างกับมิติ Dimention ทั้งสาม ที่มนุษย์สามารถ สร้าง แก้ไข ทำลายมันได้ (แม้จะไม่สูญหาย แต่เปลี่ยนแปลงตามสภาพก็ตาม) มนุษย์ทำอะไรกับเวลาไม่ค่อยจะได้ซักเท่าไหร่

    คราวนี้ ถ้ามิติเวลาถูก Fix ผมได้คำตอบนี้จาก Bleach จริงๆครับว่า เมื่อใดที่เวลาเป็นอนันต์ หรือเวลาไม่ได้มีความหมายกับพวกเขา มันจะเป็นเหมือนตัวแปรคงที่ ที่ไม่แปรสภาพ ไม่ว่าตัวแปรต้นจะเป็นอะไร แล้วผลลัพทธ์จะเป็นอย่างไร ชีวิตของพวกเขาจะเป็นการเฝ้ามองดู มิติที่เวลาเคลื่อนที่ ซึ่งเขาจะสามารถสัมผัสและรับรู้เวลาได้ จากคนที่มองเห็นว่าเวลาเคลื่อนที่

     งงอะเด ลองย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าที่แล้วใหม่ เดี๋ยวผมจะอธิบายต่อ

     จาก v=s/t ใช่ม้า เมื่อเวลาคงที่ แต่ v เปลี่ยน s ก็จะเปลี่ยน ใช่ไหม ในทางที่แปรผันตรง คือตัวหารคงที่เสมอ ถ้าระยะทางมันนาน ความเร็วก็จะนาน เช่นเดียวกับความเร่ง a=s/t^2 ความเร่งจะแปรตรวตามระยะทางเช่นกัน นั่นหมายความว่า ชีวิตของความเป็นอนันต์ เมื่อเวลาคงที่ มันไม่จำเป็นต้องรีบ เร่ง เพราะระยะทางมันเท่าเกิน ผิดกับมนุษย์ ที่เวลามันลดลง เมื่อเวลาลดลง ความเร่งจะเพิ่มขึ้น จริงไหม

     แล้วทำไม เราต้องทำให้ความเร่งมันเพิ่มขึ้นด้วยละ... นี่คือคำตอบของผม

     ในเมื่อเวลาไม่ใช่ปัจจัยในการดำเนินชีวิตของผมแล้ว(เวลามีผลกับแค่ อายุและความชรา) ผมก็ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งอีกต่อไป ดังนั้น นาฬิกา ที่บอกเวลาก็ไม่จำเป็นสำหรับผมอีกต่อไป

     หลายคนคงสงสัย มันเกี่ยวไรฟร่ะ งั้นผมถามว่า คนที่ใส่นาฬิกา มองนาฬิกาเป็นเวลา หรือมองนาฬิกาเป็นตัวเลข

     ถ้าถามว่าตอนนี้ี่โมง แล้วเขาหันข้อมือมาดูเวลา เขาคนนั้นมองนาฬิกาเป็นตัวเลข

     ในขณะที่ถ้าถามว่ากี่โมง เขาตอบว่า ประมาณห้าโมง คนนั้นมองนาฬิกาเป็นเวลา

     สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อน่ะ(ใครจะไม่เชื่อก็แล้วแต่) เวลาไม่ใช่ตัวเลขครับ ส่วนไอ้ที่เราบอกว่า 13.30 อันนี้ชาวโลกอุปโหลกขึ้นมาครับ เพื่อเป็นสากล และเป็นมิติที่คนรับรู้ได้

    ใครงง ตอบคำถามผมตรงนี้หน่อยว่า เวลา เป็น เวคเตอร์ หรือสเกลล่า

    ไม่มีตำราเล่มไหนบอกครับ แต่ผมจะตอบว่า เวคเตอร์ เพราะมันมีทั้งขนาดและทิศทาง การแทนด้วยตัวเลข เป็นการอุปโหลกค่าขึ้นมาเท่านั้นแหละ 

     ผมใช้คำว่าอุปโหลก เพราะเวลา ณ แต่ละที่มันยังไม่เท่ากันเลย ใช่ไหมครับ ญี่ปุ่น 6 โมงเย็น พี่ไทยเรา 3 ทุ่มแระ

     เหตุผลที่ผมเลิกใส่นาฬิกา เพราะ นาฬิกามันไม่ได้มีค่าเป็นตัวเลขอีกต่อไป คนตรงเวลา เป็นคนดีครับ แต่เขายึดติดกับตัวเลข ถามว่าเราจะเป็นต้องตรงเวลาไหม มันเป็นวิสัยของคนที่จะตรงเวลาครับ แต่จะไม่ตรงได้ไหม ก็ได้ครับ จริงไหม ไม่ตรงแล้วมันจะตายห่าไหม

     ตอนปี 4 เป็นปีที่ผมทำกิจกรรมหนักสุดแล้ว การใส่นาฬิกา เพื่อบอกตัวเลขที่เป็นเวลา บ่ายโมงเริ่มงาน บ่ายโมงห้านาทีประธานกล่าวเปิดงาน บ่ายโมงสิบนาที สัมมนาเริ่ม มันเกิดจากตัวเลขทั้งนั้นครับ ผมมองไม่เห็นหน่วยเวลาซํกนิดจากการทำงานดังกล่าว

    จบงานผมโยนนาฬิกาไว้ที่ไหนซักที่ (จำไม่ได้แล้วเหมือนกัน) ผมไม่เคยทำให้เวลามันกินหัวผมครับ เดี๋ยวนี้ใครนัดกี่โมง ผมก็ไม่ค่อยไปเลท แม้ว่าจะไม่ใส่นาฬิกา แต่ก็ถึงก่อนคนใส่

    ดังนั้นสำหรับผม นาฬิกามันเป็นแค่ตัวเลขครับ ไม่ใช่เวลา การใส่นาฬิกา เพื่อความเท่ห์กับแฟชั่นเท่านั้น ประโยชน์ใช้สอย จึงเป็นประโยชน์กับคนที่มองเวลาเป็นตัวเลข แต่สำหรับผม มันเป็นแค่... ตัวเลขเท่านั้น 

ขออภัยถ้าเอนทรีนี้ ผมไม่พูดถึง ข้ออ้างของเวลา แบบว่า ชั้นไม่มีเวลาทำโน่นทำนี่, แม้เวลาผ่านไปชั้นก็ยังรักเธออยู่ มันเป็นข้ออ้างเท่านั้นครับ "เวลามันไม่ได้ทำอะไรให้เราครับ แต่เราเอาเวลาไปทำอะไรซะมากกว่า"

เพื่อนยืมเงิน แน่ใจหรือว่าจะไม่โกง

     เชื่อได้ไหม...

     เป็นเหตุการณ์ที่ผมเจอมากับตัว แต่ผมก็สามารถหลีกจนหลุดพ้นไปได้

     เงิน 20,000 เนี่ยไม่ใช่เรื่องใหญ่มากสำหรับผม แต่สำหรับคนไม่ค่อยจะมีเงินเก็บอย่างผม ไม่ง่ายเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี(ก็ไม่มีจริงๆน่ะแหละ)

     เรื่องมันมีอยู่ว่า อยู่ดีๆก็มีเพื่อนคนหนึ่ง(พอจำได้ว่าเพื่อนสมัยไหน) โทรมายืมเงิน บอกว่าจะเอาไปทำอะไรซักอย่าง อย่างไม่ได้จำ

+ ประเด็นแรก คือ เรื่องให้ยืมเงินเนี่ย ไม่ยากร็อก แต่จะคืนรึป่าว
+ ประเด็นที่สอง คืม ยืมวันนี้ได้ไหมภายใน 5 โมงเย็น (ถ้าเมริงจะยืมตัว ทำไมต้องมายืมด่วนๆขนาดนี้)
+ ประเด็นที่สาม ใช้คืนภายใน 7 วัน แหม ตังมันหาง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วยืมตรูทำไมฟร่ะ
 
     เอาจริงๆน่ะ ต่อให้เป็นเพื่อนที่สนิทแค่ไหน เชื่อใจกันมากแค่ไหน เหตุการณ์ที่เชิดเงิน ยังไงก็เกิดขึ้นได้ครับ
 ที่ผมสงสัยคือ ทำไมต้องทำกันแบบนี้ด้วย เพื่อนกันแท้ๆ เรื่องเงินนี่ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ

     มาวิเคราะห์เหตุผลกันนิดนึง

+ เพื่อนมันทำไปเพื่ออะไร การโกงเงิน ก็เพื่ออยากได้บางอย่าง หรือ อยากไปเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ประมาณว่า leave ชีิวิตไปจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไปเริ่มใช้ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น(หรือแย่ลง)
+ ติดหนี้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ยังไงก็ได้ขอเงินไปใช้หนี้ก่อน ไม่งั้น ตายแน่ ใช้หนี้เสร็จจะหนีไปให้ไกล
+ รักษาตัวเอง เพราะเป็นโรคบางอย่าง ที่ไม่กล้าบอกคนอื่น
+ เอาไปลงทุน ในหรือนอกระบบ โดยแอบหวังกำไร ก็ได้แต่หวังว่าคงไม่ใช่ลงทุนกับแชร์ หรือธุรกิจลูกโซ่(ที่ใช้เงินมากมาย)
+ หนีออกนอกประเทศ
+ สู่ขอ ???
ฯลฯ

     ไม่ว่าจะเหตุผลไหน ก็ไม่น่าให้ยืมทั้งนั้น จริงไหม

     สรุปผมไม่ได้ให้ยืมคับ โดยปัดข้ออ้างไปว่า ไม่มี ATM แหะๆ

Miao Miao

posted on 03 Oct 2009 23:46 by l0ui5  in Movie

Miao Miao

    เป็นหนังที่ใส่สัญลักษณ์ มากซะจนผมคิดตามแทบไม่ทัน หนังดีกว่าที่คาดไว้มากมายก็เพราะสัญลักษณ์เนี่ยละครับ เต็มไปหมดเลย

    หลายท่านอาจจะสังเกตว่า งานเขียนของผมออกแนวปรัชญามากขึ้น ทำใจหน่อยครับ ผมมองงานศิลปะ เป็นงานศิลปะไปซะแล้ว

    Miao Miao กับประสบการณ์ครั้งแรกที่ House Rama เคยไปครั้งนึงครับ แต่ไม่ได้ดู(เข้าไม่ทัน หนังฉายตรงเวลา) นี่เป็นเรื่องแรกจริงๆ มีคนในโรง 2 คนถ้วน แจ่มมากครับ

    เป็นเรื่องราวของสาวสองคน ซึ่งสาวคนหนึ่งชอบสาวอีกคนหนึ่ง มีชายอีกคู่หนึ่ง สาวที่ถูกชอบไปชอบชาย ชายอีกคนชอบชาย และชายอีกคนก็ตาย ชายรู้สึกผิด ชายเลยไม่ชอบสาวที่ถูกชาย ... อ่านยากหน่อยครับ ถือซะว่ามันเป็นบันทัดสปอยแล้วกัน

     หนังโคตรสัญลักษณ์เรื่องนี้ มีสัญลักษณ์ขึ้นตอนเครดิตด้วย ผมนั่งดูจนจบแล้วนึกย้อนว่า ฮืม มันใส่สัญลักษณ์เยอะจริงๆ แม้กระทั่ง หัวหอมก็ยังเป็นสัญลักษณ์

     ผมคงไม่พูดว่าสัญลักษณ์ทั้งหมดมีอะไรบ้าง(ใครจะไปจำได้หมด) แต่ผมจะพูดบางอัน อย่างหัวหอม ผมชอบฉากนี้เหมือนกัน สาวคนหนึ่งอยู่ในช่วงอารมณ์พีค กำลังจะร้องไห้ หั่นหัวหอมให้ตัวเองร้องไห้ แล้วพูดความในใจให้สาวอีกคนหนึ่งฟัง ...โวว ลึกซึ้ง

     ฮืม เขียนยากแหะบทความนี้ ผมแนะนำให้ไปดูแล้วกัน รอตอนลงแผ่นก็ได้ หนังเรื่องนี้ดูง่ายครับ เป็นหนังโรแมนติกที่ฉับไวใช่ย่อย ช่วงแรกๆดำเินินเรื่องไปเร็วมาก จากนั้นค่อยๆผ่อนลง แนวโรแมนติกเร็วๆแบบนี้ผมไม่เคยเจอครับ นึกว่าหนังแอ๊คชั่น ตั้งตัวแทบไม่ติดทีเดียว แต่มันคือจังหวะของหนังเลย มันมีเหตุผลของมันว่าทำไมช่วงแรกถึงเร็วขนาดนั้น งานด้านภาพสวยมากครับ ทำให้ผมเห็นมุมที่สวย(บ้าง)ของจีน แต่เรื่องภาษา ในหนังมีพูดจีนบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง ผมชอบภาษาญี่ปุ่นมากกว่าจีนครับ สำเนียง ถ้อยคำมันสละสลวยและลื่นหูกว่าภาษาจีนมากมาย ภาษาจีนมันเหมือนกักๆ การออกเสียงยังไงชอบกล

    เรื่องเพลง ว๊าว จะบอกว่านี่ก็เป็นหนังที่ใช้เพลงมากเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักดนตรีด้วย เพลงกินขาดครับ เพราะๆทั้งนั้น แถมบางจังหวะเพลงถูกใช้ดำเนินเรื่อง ซึ่งยิ่งทำให้จุดนั้นพีคขึ้นไปอีก สุดยอดครับ

    เรื่องนักแสดง น่ารัก กินขาด ส่วนชายคู่ ผมก็แอบอึ้งๆไปนิดนึง มันกลายเป็นหนัง เกย์+เลส แล้วครอสกันด้วย ว๊าว แต่ไม่มีฉากอย่างงั้นซักฉาก ซึ่งผมเห็นด้วยครับที่ไม่มี ไม่งั้นอารมณ์ของหนังจะกระเจิงไปอีก หนังลงตัวดีอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะบทย่อยๆที่ใส่ลงมา ลงตัวมาก

    ฉากที่ผมชอบที่สุด คือ ฉากซีดีครับ แน่นอนเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของหนัง ชื่อเพลงที่ร้อยเรียงต่อกัน... กินขาดสุดๆ

    ขออภัยอย่างสุดซึ้งถ้าท่านจะอ่านบทความนี้ไม่รุ้เรื่อง เอาว่าผมพูดเรื่องสัญลักษณ์มากไม่ได้ มันจะสปอยจนกระทั่งรู้หมด(จริงๆคือ ผมเพิ่งดูเมื่อเที่ยง แต่จำไม่ค่อยได้ว่ามีสัญลักษณ์อะไรบ้าง) เอาไว้ผมซื้อ DVD ดูอีกรอบ แล้วจะมาวิเคราะห์สัญลักษณ์ในหนังใหม่แล้วกัน หนัง 13+ น่ะครับ

ปล. ผมให้หนังเรื่องนี้ขึ้นหิ้งไปเรียบร้อยแล้ว เป็นหนึ่งในหนังโรแมนติก ดราม่าที่ผมชอบที่สุดแห่งปี เลยน่ะครับ(เหลืออีก 3 เดือน จะมีเรื่องใดมาแซงไหมเนี่ย)