There is something you should not "Shame"

posted on 18 Apr 2012 21:20 by l0ui5 in Gen-Phi
There is something you should not "Shame"
 
     ผมอยากพูดถึงหนังเรื่อง Shame ของไมเคิล ฟาสเบนเดอร์น่ะ และในขณะเดียวกันก็อยากพูดถึงแนวคิดที่หนังนำเสนอ และผมมาตีความต่อในแง่ของ Sex Life
 
     ผมเป็นคนหนึ่งละที่ไม่ค่อยปกปิดเรื่อง Sex Life นัก ถ้ามีคนถาม ผมก็จะตอบ ในขณะเดียวกัน ถ้าไม่ถามก็จะไม่พูดอะไรเท่าไหร่นัก ในหนังเรื่อง Shame พระเอกเป็นคนที่ Addict เรื่อง Sex มาก เช่นเดียวกันกับผมน่ะ การแสดงออกก็เช่นกัน แทบไม่มีอะไรต่าง ถามว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอายไหม ไม่รู้ซิ ผมว่าผมเลยจุดนั้นมาแล้ว
 
     ผมเห็นบรรดาเพลย์บอย หรือนักเที่ยวทั้งหลาย เวลาที่เค้าไปเที่ยวในกลุ่มของพวกเขา เรื่อง "อาย" น่ะเหรอ ไม่มีร็อก มีแต่ข่มทับกันทั้งนั้น ผมเคยเจอคนๆหนึ่ง เป็นเจ้าของเวปชื่อดัง เขาคุยโม้เรื่องผู้หญิง 17 คนในคืนเดียวได้อย่างไม่มีความรู้สึกว่า "อาย" ในขณะที่คนรอบข้างที่ฟังเขา นอกจากไม่อายแล้ว ยัง "ชื่นชม" ในความบ้า ในความที่ตนทำไม่ได้ และในความที่กรุคงไม่ทำเหมือนเมิง
 
     ในขณะที่สังคมอีกด้านหนึ่ง อาจจะเป็นเพื่อนที่ไม่สนิทนัก ครูกับนักเรียน เพื่อนร่วมงาน เจ้านายกับลูกน้อง หรือญาติผู้ใหญ่ การที่เราจะดุ่มๆไปคุยเรื่อง Sex Life ต่อหน้าคนเหล่านี้ มันแทบจะเป็นไปได้ยากทีเดียว การพูดถึง Sex Life ในที่สาธารณะ เรากลับจะถูกดูหมิ่น และเหยียดหยาม เป็นคนที่น่ารังเกียจ ขยะแขยง คบไม่ได้ เอาเรื่องลับมาไขที่แจ้ง เจ้าชู้ เป็นคนไม่ดี ไอ้พวกนี้น่าจะมีโรคติดมา
 
     สังคมมันมีสองด้านเสมอ ด้านดี กับด้านไม่ดี ซึ่งเราสามารถรู้ได้ด้วยตัวของเราเอง ผมคงไม่บอกว่าด้านไหนดี ด้านไหนไม่ดี ไม่ใช่ว่าเพราะผมตายด้านกับมันน่ะ แต่เพราะผมเข้าใจมันทั้งสองด้านว่ามันต้องเป็นอย่างดี ผมเห็นคนที่ Sex Life ที่รุนแรง เขาชอบความแปลกใหม่ที่ท้าทาย และแตกต่าง หริออาจจะถึงระดับสาธารณะ ถ้ามีความกล้ามากขนาดนั้น ในขณะที่คนที่ Sex Life มีข้อจำกัด ความตื่นเต้นของเขาอาจจะอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มีเตียง มีหมอน มีผ้าห่ม รอวันเข้าหอแต่งงาน 
 
     ผมไม่คิดว่า Sex Life เป็นเรื่องที่น่าอายร็อกน่ะ เรากำลังถูกสังคมกลุ่มหนึ่งตีกรอบว่า Sex Life เป็นของในห้องสี่เหลี่ยม, ซึ่งมันอาจจะถูก หรือไม่ถูก ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของคนๆนั้น, ผมให้แนวคิดว่า ทำไมเราต้องไปอยู่ในกรอบของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ส่วนใหญ่แล้วเค้าจะไม่เปิดกว้างรับแนวคิดของกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง, Sex Life ถามว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวไหม ผมว่า มันก็ทั้งเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ใช่เรื่องส่วนตัว มันจะเป็นเรื่องส่วนตัวเมื่อเราอยู่คนเดียว กระทำมันกับตัวเองคนเดียว ไม่มีผู้รับรู้ และมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเมื่อมีการกระทำร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป นั่นมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวกันอีกต่อไป
 
     ในหนัง ความอาย เกิดจากการถูกเปิดเผยเรื่องลับของตัวเองโดยผู้อื่นโดยสาธารณะ, ถามว่ามันน่าอายไหม ไม่รู้ซิครับผมตอบไม่ได้ มันคล้ายๆกับว่า ถ้าเรามีหนังโป๊ในคอมพิวเตอร์ แล้วระหว่างเพื่อนมาเปิดดู กับพ่อแม่มาเปิดดู อย่างไหนมันจะน่าอายกว่ากัน, กับผมน่ะ ผมจะคิดกลับ ถ้าผมเป็นเพื่อนที่มาเปิดเจอ ... ก็น่าจะรู้อยู่น่ะว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าอย่างน้อยมันไม่ใช่หนังพิศดารอะไรมากมาย ก็จะรู้ได้ว่ามันไม่เป็นเกย์ แต่ถ้าผมเป็นพ่อ ก็จะคิดว่า ลูกมันโตแล้วซิน่ะ ผมไม่เคยที่จะมีแนวคิดที่จะสะท้อนความรู้สึกของผู้ใหญ่เลยน่ะ ผมรู้สึกสมเพศซะมากกว่ากับประโยคที่ผู้ใหญ่ชอบพูดว่า "รอให้มันโตจนมีลูกซะก่อน แล้วจะได้รู้ว่าที่มันทำตอนนี้จะรู้สึกยังไง" ผมมีความคิดกับประโยคนี้ว่า มันเป็นคำพูดที่หาข้ออ้างให้กับตัวเองที่จะไม่เสียใจกับการกระทำหรือเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น, ต้องการประชดประชัน เสียดสีขั้นรุนแรงให้ถึงระดับขั้นสำนึกได้, ไม่ใช่ว่าผมจะถูกเสมอไป แต่ผมก็ไม่ผิดน่ะ คำพูดนี้ของคนที่สูงวัยกว่า มักจะมาด้วยความรู้สึกที่รุนแรง ขาดสติ และความใคร่ครวญ พูดไปด้วยสันดานดิบของคน, เด็กมันจะเป็นยังไง มันก็เป็นชีวิตของมันครับ เราสอนได้ เราแนะนำได้ แต่เราไม่ใช่คนที่จะไปบงการชีวิตมันได้ มันไม่ใช่โปรแกรม ที่จะสั่งให้ 1+1=2 เป็นไปไม่ได้ที่เราจะสั่งให้ใครทำอะไรแล้วเขาจะทำตามถ้าเขาไม่เต็มใจจะทำ และมันไม่ใช่ความผิดของคนสอน ถ้าผู้ถูกสอนไม่ทำตาม ผมเห็นกับตัวเองว่า คนที่พยายามสอนคน กลับจะเป็นจะตายซะเองเวลาที่ ผู้ถูกสอนทำอะไรไม่ได้ดังใจ ทำไมเป็นเช่นนั้นครับ, ฉะนั้น ผมไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องอาย ไม่ใช่เรื่องผิด มีหนังโป๊ในคอมพิวเตอร์ ผิดตรงไหน ?
 
     ทำไมผมถึงดูเหมือนเป็นคนที่ไม่รู้สึกอะไรต่อเรื่องพวกนี้เลย ผมอยากจะแนะนำว่า เมื่อใดที่เราใช้ปัญญา ในการพิจารณาเรื่องนี้ทั้งสองด้าน คือด้านดี และด้านไม่ดี ในขณะเดียวกับเราก็ต้องพิจารณา ด้านที่อยู่ตรงกลางด้วย เมื่อเราสามารถมองเห็นและสะท้อนด้านทั้ง 3 นี้ออกมาได้ เราจะไม่รู้สึกอะไรเลยครับ และนั่นเป็นการพิจารณาโดยใช้ปัญญาที่ถูกต้อง
 
     ศีลธรรม สอนว่า กาเมสุมิจฉาจารา การกระทำที่เป็นการร่วม กับคนที่มีเจ้าของ ด้วยความตั้งใจ ทำแล้ว ทำสำเร็จ นั่นถึงจะเป็นเรื่องที่น่าอาย จริงๆ น่ะครับ 
 
     เป็นบทความที่ผมจะไม่เขียนบทสรุปน่ะครับ ปกติแล้วผมก็ไม่ได้อยากรับรู้ Sex Life ของคนอื่นนักร็อก มันก็คงไม่ต่างกับที่คนก็ไม่อยากพูดถึงมันแหละครับ น้อยคนจะกล้าเขียนบทความแบบนี้เนอะ

Best of 2011

posted on 14 Apr 2012 16:41 by l0ui5 in Movie
Best of 2011
 
     ในที่สุดผมก็ได้ดูหนังของปี 2011 มากพอที่จะเขียนสรุปในเอ็นทรี่นี้ได้ กับเรื่องที่ชอบ เรื่องที่ดี เรื่องที่ได้รางวัลเยอะแยะมากมาย ผมจะเขียนสรุปแต่ละเรื่องแค่ประมาณย่อหน้ากว่าๆ ไม่ให้เยิ่นเย้อมากน่ะครับ และก็จะสรุปหนังประจำปีที่แล้วต่อด้านล่าง
 
The Artist
     ไม่ประทับใจซักเท่าไหร่เลย ผมว่าผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบดูหนังเงียบเท่าไหร่น่ะ แต่ผมก็ยังดูในปริมาณที่เยอะอยู่ ซึ่งแต่ละเรื่องที่ได้ดูก็ขึ้นหิ้งระดับ Classic ทั้งนั้น ถ้าพูดถึงในแง่ของคุณภาพแล้ว ผมมองหนังเรื่องนี้ในระดับ "ห่วย" เลยล่ะ เพราะอะไร มันไม่มีอะไรที่โดดเด่นซักอย่าง การเล่าเรื่องที่ไม่สุด ความสนุกสนานที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเงียบ แทบจะไม่มี หมาที่นึกว่าจะขโมยซีนแต่ก็ไม่ได้มีอะไรเด่น หนังพยายามทำเหมือน หนังพูดที่ตัดเสียงออก ไม่มีอะไรที่จะทำให้ผมรู้สึกว่า นี่จะเป็นหนังที่ดีพอที่จะได้ออสก้า จะมีก็แค่งานแสดงของ ดูจาดิน เท่านั้นแหละที่ผมค่อนข้างจะประทับใจ เพลงประกอบก็งั้นๆมากๆ ไม่ได้โดดเด่นหรือมีเอกลักษณ์ชัดเจน (ปกติเพลงของหนังเงียบก็จะประมาณนี้แหละครับ เพลงในหนังเงียบ จะสร้างบรรยากาศบางอย่างในฉากๆนั้น แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ออสก้าทั้งๆที่มีหนังที่ดีกว่าตั้งเยอะ) ผมว่ามันเป็นหนังกระแสออสก้า ที่ผมไม่ประทับใจที่สุดตั้งแต่ลุ้นออสก้ามากว่า 5-6 ปีนี้ครับ
 
The Descendent
      จากผกก. Sideaway ผมว่าอเล็กซานเดอร์ เพยน์ มีวิธีการเล่าเรื่องและนำเสนอหนังเรื่องนี้ได้น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะ George Clooney ที่ผมเห็นแกเล่นหนังแนวนี้ทีไร เอกลักษณ์ของพี่แกก็จะเด่นมากๆๆ ผมว่าถ้าดูจาดิน ไม่ได้ออสก้านำชายในปีนี้ คนที่ต้องได้ก็คือ คลูนีย์ นี่แหละ พี่แกเอาหนังอยู่หมัดเลย โดยเฉพาะฉากที่มีการประทะกันทางอารมณ์ เป็นตัวละครที่สามารถรับและแสดงออกซึ่งอารมณ์ได้อย่างอยู่หมัดทีเดียว นั่นน่าประทับใจมากๆ เพลงประกอบกับบรรยากาศของหนังที่ชิวๆ สบายๆ ในขณะที่เนื้อหาของหนังมันเครียดๆ แต่ผมกลับรู้สึกผ่อนคลายพอสมควรเวลาดู ออกแนวตลกร้ายลึกๆ หนังเรื่องนี้ลงตัวทุกอย่างโดยเฉพาะบทที่ได้ออสก้ามา เป็นหนึ่งในหนังที่ผมชอบที่สุดในปีนี้
 
Midnight in Paris
     บอกตามตรงผมไม่ค่อยถูกกับหนังของ วู๊ดดี้ เอลเลน ซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะถ้าไม่มีแปลไทยผมจะเหนื่อยเอามากๆ เพราะหนังพี่แกบทสนทนาเยอะ และยิ่งกับหนังเรื่องนี้ บอกตามตรงผมแทบไม่รู้จักตัวละครในหนังเลยซักนิส ซึ่งนั่นเป็นปัญหาใหญ่ที่ผมมึนงงกับหนังเรื่องนี้มาก แต่สิ่งที่ได้กลับเป็นบรรยากาศที่ลงตัว รวมถึงความหมายของหนัง