ทำไมถึงเลือกงานกินเงินเดือน

     เป็นคำถามที่คนที่รักอิสระชอบถามกันว่า งานกินเงินเดือนเมื่อไหร่จะรวย ต้องเป็นขี้ข้าชาวบ้าน ทำงานเหนื่อยแทบตาย ค่าแรงก็ไม่เท่าไหร่ วันนี้ผมจะเอาอีกมุมมองมาให้คิดกัน

     สำหรับผมน่ะ เชื่อว่าน่าจะมีหลายๆคนเหมือนกัน คือมองว่า เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับชีวิต คนประเภทผมเนี่ย บั้นปลายของเขาชีวิตก็จะเรียบง่าย หรือไม่ก็บวชไม่สึก (ของผมนี่น่าจะเคสหลัง) คือไม่ได้รู้จะหวังไปทำไมว่า ชีวิตต้องมีเงินมีรถมีบ้านนั่นเป็นความฝันของนักวัตถุนิยมโดยแท้ หรือพวกที่ไม่เชื่อว่าชาติภพมีจริง ประมาณว่า ขอรวยๆชาตินี้ขอมีความสุขก่อน เมื่อมีความสุขค่อยคิดถึงเรื่องภพนี้ภพหน้า มันเป็นเรื่องไกลตัว บางคนอาจจะขอรวยไม่มาก แต่พอมีพอกิน พอซื้อบ้าน ซื้อรถ คนพวกนี้จะคิดว่า เออน่า ยังไม่ตายเร็วๆนี้ร็อก

    สำหรับคนประเภทผมน่ะ จะมองว่า ความตายไม่ยั่งยืน คืออาจจะตายวันนี้เลยก็ได้ พรุ่งนี้ คิดถึงความตายวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ไม่ทำอะไรที่มันเกินตัว ยิ่งใหญ่ มันจะเหมือนพวกไม่กระตือรือร้นน่ะ แต่คิดดีๆดิ คิดใหม่ คนพวกนี้น่ะ เป็นคนเอาจริงเอาจังกับชีวิต มากกว่าพวกที่อยากรวย อยากมีเงินทองซะอีก คนกลุ่มวัตถุนิยมจะหวังให้ตัวเองมีชีวิตรอดจนได้ใช้เงินใช้ทอง ขอรวยก่อนค่อยตาย ขอมีเมียก่อนค่อยตาย น้อยคนจะคิดว่าพรุ่งนี้ตัวเองอาจจะตายก็ได้ แต่กลุ่มนี้จะผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ประมาณว่า เอาน่ะ ไม่ตายร็อก คำถามก็คือ สิ่งต่างๆเหล่านั้น เราจะทุ่มเทไปทำไม ในเมื่อสุดท้ายแล้วเราก็จะตายเหมือนกัน

    ก่อนอื่น ผมเคย Twist ไว้ว่า คนสองประเภทคือ จิตนิยมกับวัตถุนิยม คุยกันไม่รู้เรื่องครับ สำหรับคนที่เป็นพวกวัตถุนิยม ก็จงโปรดอย่าสะเออ อ่านแล้วเม้นท์วรนุชไว้ ผมจะ...     ตอนนี้ผมเป็นพวกจิตนิยมครับ

    คนแบบผมจะมองว่าชีวิตมันไม่จีรังยั่งยืน ถ้ายิ่งเราค้นพบทางที่จะหลุดพ้นวังวนเหล่านี้ไปได้เร็วเท่าไหร่ นั่นหมายถึงความทุกข์ที่เราได้เจอก็จะลดลงเท่านั้น

    เหตุผลที่ผมเลือกงานกินเงินเดือนก็เพราะ ผมจะได้ไม่ต้องคอยวิตกกังวลว่า เราต้องดูแลคนอีกเท่าไหร่ ไม่ต้องรักษายอด ทำงานตามที่เค้าให้ทำ เสร็จไม่เสร็จไม่ซีเรียสมาก เพราะงานผมเสร็จอยู่แล้ว(นั่นเป็นอะดรีนารีนอย่างหนึ่ง) เรื่องความรับผิดชอบ ไม่ต้องห่วงอนาคตไกลๆ 10 ปี 20 ปี มองใกล้ๆเป็นโปรเจคๆไป ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินใช้ เพราะยังไงบริษัทต้องจ่ายทุกเดือน

    บางคนอาจจะแย้งว่า ถ้าบริษัทมันไปไม่รอด ผมก็หาบริษัทใหม่ซิครับ ง่ายจะตาย คือไม่ยึดติดว่าจะต้องเป็นใหญ่เป็นโต มีอะไรก็ทำไป เดือนนี้อาจจะเป็น programmer เดือนหน้าอาจจะเป็น sales ก็ได้ ใครจะไปรู้

     มันเหมือนคนไร้ความกระตือรือร้นยังไงชอบกล แต่จะบอกว่า เรื่องงานไม่ใช่เรื่องที่ผมจำเป็นต้องกระตือรือร้นนัก มันมีเรื่องที่ใคร่จะน่าสนใจกว่านั้นมากมาย เช่น ความจริงคืออะไร วิธีการไปนิพพานหรือการนั่งสมาธิให้เห็นณาณ เรื่องพวกนี้ท้าทายกว่าการเป็น CEO อีก (ไม่บอกไม่อยากเชื่อน่ะเนี่ย) เพราะถึงยังไง CEO ก็เป็นได้ไม่กี่ปีก็จากไป มันเป็นสรณะ ครับ เป็น CEO แล้วไง แต่ถ้าเราหลุดจุดนั้นยิ่งไปกว่าอีก มันคือความสุขที่ทำให้เราหลุดพ้นจากโลกนี้

    งานกินเงินเดือน ผมแทบไม่ได้ต้องการความท้าทายอะไรเลย ยังสนุกๆ หลั่นล้าๆไปวันๆ เหมือนว่าชีวิตมันไม่ได้มีอะไรที่ยั่งยืนมากมาย ผมรู้ตัวมาซักพักแล้วว่า ชีวิตว่างๆเนี่ย มันเสียเวลาและคุณค่าไปมากมาย มันทำให้เวลาในชีวิตของเราลดลงอย่างไม่จำเป็น งานอะไรก็ได้ ขอเป็นงานที่มันสุจริต แค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ

    มีอีกกลุ่มหนึ่ง พวกนี้เป็นพวกแสวงหาครับ ขอให้ร่ำรวย ผมได้เคยพูดคุยกับคนที่เงินเดือนสูงๆ ไปเที่ยวเมืองนอกเยอะๆ เขาจะถามว่า แล้วไงต่อ ชีวิตเขามีทุกอย่างแล้ว แล้วไงต่อ เขาก็ตอบว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะแสวงหาิ่สิ่งที่มากกว่านั้น มันอาจจะช้า หรือไม่ช้าไปก็ได้ครับ อยู่ที่ว่าเวลามันจะพอรึป่าว คนกลุ่มนี้เขาได้สร้างห่วงของตัวเองขึ้นมาแล้วครับ เขาจะเอาห่วงนั้นออกไปได้รึป่าว ก็แล้วแต่บุญกรรม และวาสนา

    นั่นซิครับ เค้าตอบเมื่อเค้าประสบความสำเร็จ แต่ผมตอบตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน มันเหมือนกันครับ แต่ต่างช่วงเวลา งี้มันอาจจะหมายความว่า ผมได้ผ่านจุดที่รู้ว่าตัวเองประสบความสำเร็จมาแล้ว <- ไม่ครับจุดหมายของผมไม่ใช่เรื่องประสบความสำเร็จครับ มันเป็นเรื่องของ ความจริง อย่างน้อยในชีวิตครั้งหนึ่งของคนเรา ค้นพบสิ่งที่เป็นสัจจะธรรม ความจริงได้ซักอย่าง แค่นั้นก็น่าพึงพอใจแล้วครับ ประสบความสำเร็จมันก็แค่สิ่งๆหนึ่งครับมันไม่น่าจะจับต้องได้ด้วยซ้ำ แสวงหาความจริง กันดีกว่าไหม?

    เอาน่ะ สำหรับคนที่หาทางออกของตัวเองได้แล้วอย่างผม เอาเถอะครับ ใครจะบอกว่ายังไง อาทิ
เมิงไม่มีทางรวยร็อก... อนุโมทนา
เมิงน่าจะมาทำบริษัทตัวเองน่ะ... อนุโมทนา
กรุว่าเมิงน่าจะทำอย่างงี้ได้ บลา บลา บลา... อนุโมทนา
ฯลฯ ... อนุโมทนา

    ขอให้โชคดีสำหรับเหตุผลของแต่ละคนครับ เอาใจช่วยห่างๆ

Revenge of the Fallen

posted on 24 Jun 2009 17:51 by l0ui5  in Movie

Transformer 2 : Revenge of the Fallen

    ว๊าว ...

    ผมว่าไมเคิล เบย์ เป็นบ้าไปแล้วที่ทำหนังเรื่องนี้ ถ้าไม่ใช่พี่แกนี่ผมไม่คิดว่าจะมีใครทำ Transformer ออกมาได้สุดโค่ยขนาดนี้ นอกจากหนังมันจะบ้าและอลังแล้ว มันดูยิ่งใหญ่กว่า Pirates2 และเทียบเท่า The Dark Knight เลยล่ะ

    มาที่นักแสดงกันก่อน ผมว่าไชอา กับเมแกน นี่ดูไหลลื่นกว่าภาคแรกมากมาย คงด้วยประสบการณ์ที่เริ่มสั่งสม ทำให้เขาขากันได้ดี สำหรับตัวละคร(มนุษย์) ที่แย่งซีนไปมากที่สุดคงหนีไม่พ้น พ่อและแม่ของแซม ที่ปัญญาอ่อนเข้าขั้น ผมว่าครอบครัวไหนมีพ่อแม่แบบนี้ คง... ส่วนอีกตัวละครหนึ่งที่ไมเคิล เบย์ต้องเอากลับมาก็คือ จอห์น เทอร์บูแลนซ์ ที่ภาคที่แล้วแกเล่นเป็นเอเจนส์ของเซ็กเตอร์7 มาภาคนี้ตกงาน แค่นี้ก็ทำเอาฮาขี้แตกแล้ว และก็มีรัฐมนตรีที่ส่งมาใหม่ เป็นตัวที่ทำให้อารมณ์ของหนังขึ้นไปอีก สำหรับหุ่น ผมว่าไอ้สองพี่น้องนี่เข้าขากันมันส์ฉะมัด ทำเอาหุ่นตัวที่น่าจะเด่นๆอย่าง ไอรอนไฮด์ หรือ หุ่นแพทย์(จำชื่อไม่ได้) ซึ่งมาจากภาคที่แล้ว ไม่ค่อยมีบทบาทซักเท่าไหร่ เจ้าตัวเล็กนี่ก็กวนไม่ใช่เล่น ที่โดนมิเคล่าจับอ่ะ และก็ตาแก่ Jetfire เท่ห์โคตร ขณะบัมเบิ้ลบี ก็ยังเป็นตัวสำคัญของหนังอยู่เรื่อยไปเช่นเดียวกับไพรม์ ขณะที่ฝั่งดีเซปติคอน เจ้าดีวาสเตอร์นี่ผมว่ามันเทอะทะแล้วไร้ความจำเป็นไงชอบกล กระจอกด๋อยเลย อุตส่าห์รวมกันมาตั้งหลายตัว นอกจากนี้ตัวเด่นๆตัวอื่นๆนอกจาก ฟอลเล่น เม็กกาตรอนและสตาร์สกรีม บทบาทน้อยมาก แทบไม่รู้จักเลยอ่ะ อย่างตัวที่อยู่บนอวกาศ ตัวไรฟร่ะ น่าจะแนะนำกันหน่อย

    มาที่เนื้อเรื่องบ้าง หนังของไมเคิล เบย์ทุกเรื่องแม้งซับซ้อนชิปหาย ประมาณว่าถ้าหนังไม่มีเนื้อหา คนจะมาดูทำไมใช่มะ จะมีก็แต่ The Island ที่เนื้อเรื่องอ่อนไปหน่อย สำหรับเรื่องนี้พล็อตใหญ่ๆผมว่ามันออกการ์ตูนมาก(คงไปก็อปมาซักตอน) แต่ซับพล็อตผมว่า เจ๋งว่ะ ฉากเล็กๆ สนทนาสนุกๆ แต่เร่งอารมณ์ได้มันส์โคตรๆ คือแต่ละฉากที่ตัดไปมานี่มันมีทีเด็ดของมันโดยไม่สะดุดเลย ที่น่าทึ่งคือความเชื่อมโยงของแต่ละจุด มันลงตัวไปได้ยังไงไม่ทราบ และทุกตัวละครไปจบลงที่อิยิปต์ได้อย่างงงงวยๆ(แอบเซ็งตรงที่พี่ Jetfire วาปไปได้ หนังแอบโกงอยู่น่ะเนี่ย)

     จุดที่เบย์ชอบสะดุด คือจุดที่หักมุมในแต่ละพล็อต(ตัดต่อ) ผมสังเกตมาหลายเรื่องแล้วตั้งแต่ Perl Harbel แม้งเอาจนท้องอ่ะ แล้วพระเอกถึงกลับมา(หนังเหี้ยมากเรื่องนั้น) สำหรับเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกัน หนังเอาจนสุดเลยอ่ะ เช่น เล่นเอาจนแซมตายแล้วฟื้นคืนชีพมาพร้อมเมตทริก โหยน่าจะเอาให้ตายไปเลยจริงๆว่ะ หนังเล่นอารมณ์นี้บ่อยคนดูไม่ค่อยชอบน่ะ ภาคนี้เล่นมา 4 ครั้งติดๆเลย เอากับมันดิ

     งานภาพของเบย์ ค่อนข้างน่านับถืออยุ่แล้ว พี่แกสามารถหามุมที่สวยที่สุดและเห็นหลายๆตัวละครในฉากเดียวกัน ที่ผมทึ่งคือ พี่แกถ่ายอะไรกับปิรามิดบ้าง ที่แน่ๆไม่มีระเบิดตูมตามบนปีรามิดแน่นอน แต่เจ้าหุ่นยนต์เล่นซะ น่าทึ่งไม่น้อยทีเดียว เราจะได้เห็นฉากต่อสู้มันส์ๆแน่บน IMAX ซึ่งผมกำลังจะไปดูอีกรอบ 55+

     เรื่องเพลงประกอบ ไม่ค่อยได้ยินเพลงใหม่ๆเท่าไหร่ ตามนิสัยของเบย์เลย ชอบรีไซเคิลของเก่า ตั้งแต่สมัย Armagedon โน่นเลย ฉากอุุกาบาตชนโลก ยังไงก็หยั่งงั้น ภาคนี้ยังมีเลย เอากับเค้าซิ หรือฉากกองทัพเรือง นี่ก็ตั้งแต่ Perl Harbel ซึ่งเพลงก็ไม่ต่าง แต่ภาคนี้รีไซเคิลแค่ Transformer ภาคที่แล้ว ไม่ไปลากเพลงของ The Rock มาใส่เหมือนตอนภาคแรก ผมว่าตัวตีมของ Transformer เองมันก็เจ๋งอยู๋น่ะ หลายจังหวะมันกวนตีนตามสไตล์ดีอ่ะ

     เอ็ฟเฟ็ก โหยผมไม่ค่อยอยากจะเทียบ งบ 200 ล้านดอลเท่ากัน เทียบกับ Terminator แล้ว ไอ้เรื่องหลังมันเอาเงินไปทำห่าไรฟร่ะ ขณะที่ Transformer เอาเงินทุกกระเบียดมาใช้โคตรคุ้มอ่ะ ทั้งหุ่น ทั้งระเบิด เอากันให้ตายห่ากันไปข้างนึง มันสุดๆแล้ว จะเหลือก็แต่ปีนี้มีอีก 2 เรื่องก็คือ Avatar กับ Christmas Carol(เรื่องหลังถ้าไม่ตกไปอยู่ฝั่งแอนิเมชั่นซะก่อน) ที่เอ็ฟเฟ็กน่าจะสูสีกับ Transformer แล้วไปลุ้นออสก้ากัน (ผมให้ Harry ตกกระป๋องไปนานและเพราะมันไม่มีอะไร) คู่ต่อสู้อีกเรื่องที่น่ากลัวก็คือ Star Trek แต่ผมไม่นับ Terminator น่ะ เพราะหนังใช้ทุนสร้างไม่คุ้มเลยว่ะ

     สรุป ผมให้หนังเทียบเท่าก้บ The Dark Knight ปีที่แล้วเลยว่ะ ในเรื่องโปรดักชั่นน่ะ คือ The Dark Knight มันยิ่งใหญ่และซับซ้อน ส่วน Transformer ภาคนี้ ผมให้ความบ้าเว่อ และมันส์สุดๆ(ในโลกภาพยนตร์แล้วตอนนี้) คือ Pirates2 นี่ตกกระป๋องไปเลยผมว่า มันส์ไม่เท่าแน่นอน จุดเสียของเบย์ก็ยังคงเป็นเรื่องการตัดต่อ และความยืดของอารมณ์ที่เล่นไปจนขี้สุดแล้ว เพิ่งจะเริ่มเบ่ง เสียนิสัยจริงๆ ซึ่งมันพอรับได้ ไม่เหมือน Up ที่ผมรับไม่ได้จริงๆ

     เด็กดูคงขี้เยี่ยวราดครับ เพราะมันนานพอดู(2ชั้วโมง 40นาที) แต่ก็ยังสู้ Avatar ไม่ได้ ที่คาเมรอนบอกว่า (190 กว่านาที-ไม่เอา 200 ไปเลยล่ะ) ลองไปบวกลบเอาเองแล้วกันว่าจะไหวรึป่าว ขนาดว่าโรงไอแม็กไม่อยากให้ฉายเพราะหนังเกิน 3 ชั่วโมง(บ้าไปแล้ว) คุ้มกับค่าตั๋วที่สุดเลยครับปีนี้

ปล.ไปดูIMAX มาแล้วผืดหวังมาก ผมว่าคนที่ทำหนังฉายใน IMAX ที่เจ๋งที่สุดตอนนี้ก็คงเป็นพี่คริสโตเฟอร์ โนแลนน่ะแหละ คือพี่แกรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ไม่ใช่เบย์ที่ไปเลียนแบบเค้า(มันเหมือนเทรนด์มากกว่าน่ะ) คือเอาเข้าจริงผมเห็นจังๆอยู่ 2 ซีนใหญ่เท่านั้นที่ใหญ่ขนาดไอแม็ก แต่โปรโมทว่ามี 4 ฉาก (ถ้านับการตัดไปตัดมาก็จะ 4 ฉากพอดี<-เxยมาก) ฉากเจ๋งๆ ผมอยากเห็นมากกว่านี้อ่ะ(แอบเซ็ง) ไม่ค่อยคุ้มกับค่าตั๋วIMAX ที่มันเพิ่มราคาไปเลย แต่สำหรับคนดูครั้งแรกก็อาจจะคุ้มก็ได้น่ะ คือนอกจากฉากแอ๊คชั้น 2 ฉาก ซึ่งไม่ใช่ฉากในตอนจบเนี่ย ไม่มีฉากอื่นของ IMAX เลย ซึ่งต่างจาก The Dark Knight ที่มันจะมีฉากวิวสูง จะถ่ายด้วย IMAX แต่นี่ไม่มี

ปล2. ผมขอลดดีกรีของ Transformer ลงมาหน่อย มันยังเทียบกับ The Dark Knight ไม่ได้ร็อก ผมเชื่อว่าไมเคิล เบย์เนี่ย ขึ้นชื่อเรื่องความมั่วมาก วันนี้ไปดูมารอบสอง แม้งมั่วจริงๆว่ะ ช่วงแอ๊คฃั่น มันแปลกๆไงชอบกล เวอร์ชั่น IMAX ไม่ได้ยาวกว่าโรงทั่วไปน่ะครับ ผมหาฉากเหล่านั้นไม่เจอ แต่ความมันส์นี่เป็นต่อจริงๆ เอาว่าไม่เสียดายตังถ้าจะดูโรงดิจิตอลครับ อิอิ

เรื่องของหมีแพนด้า

posted on 16 Jun 2009 17:24 by l0ui5  in General

เรื่องของหมีแพนด้า

    เห็นมันเป็นกระแสมาพักใหญ่แล้วก็เลยอยากจะพูดคุยบ้างเรื่องความโชคร้ายของคนไทย

    ผมก็ไม่รู้น่ะว่าตอนที่จีนเค้าให้หมีแพนด้ากับเมืองไทย 2 ตัวเนี่ย จุดประสงค์ลับๆของเค้าจะคืออะไร แต่ที่ไม่เข้าใจคือพอแพนด้ามีลูกแล้ว ทำไมเราต้องจ่ายเงินให้จีน แล้วยังต้องคืนลูกแพนด้าให้กับจีนด้วย

    ผมเสริมให้อีกคำถามหนึ่งก็คือ เมื่อคืนลูกแพนด้าตัวนี้ให้จีนแล้ว ความรู้สึกคนไทยจะเป็นยังไง เห่อกันตั้งนานพอคืนไปแล้ว เอาหมีกรูคืนมา รึป่าวน่ะซิ

    มันมีอีกกระแสหนึ่งที่เห่อขึ้นมาพร้อมแพนด้าน้อย ก็คือ ช้างกรูละ มัน Negative Side จริงๆครับบนโลกอินเตอร์เน็ต ผมเรียกพวกนี้ว่า เกรียน

    ลองมานั่งนึกว่า การที่จีนทำแบบนี้เนี่ย มันทำเหมือนไทยเป็นเมืองขึ้นของมันอ่ะ ประมาณว่า ส่งทูตมา แล้วเอาราชบรรณาการกลับไป เพียงแต่ทูตในที่นี้ไม่ใช่คนแต่เป็นหมี ซึ่งดูน่ารักชิงชัง และหายากในประเทศไทย เมื่อถึงเวลา สิ่งที่ประเทศอาณานิคมได้ ก็จะคือเงินทอง และสิ่งที่อยู่ในสัญญา ก็คือลูกหมีแพนด้า

    ชื่อของมันที่กำลังประกวดเนี่ย เมื่อถึงตอนที่กลับไปเมืองจีนแล้ว เค้าจะเปลี่ยนชื่อให้ใหม่รึป่าว(อาจจะไม่) แล้วกรงของมันจะขึ้น Credit ว่า เกิดที่เมืองไทย รึป่าว แล้วคนไทยที่ไปเยือนเมืองจีน เจอหมีไทย จะเป็นยังไง รู้สึกยังไง...ฮืม

    น่าเสียดายอย่างนึงน่ะว่า หมีแพนด้าเนี่ยมันเกิดลูกยาก ถ้ามันเกิดง่ายแบบ หมา แมว หนูเนี่ย แพนด้าจะเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ที่น่ารักมาก และติดท็อปฮิตยิ่งกว่าหมาพันธุ์พุดเดิ้ล หรือหนูแฮมสเตอร์ ซึ่งผมว่าอีกไม่น่าจะนานเมื่อ ผ่านระเบียบเรื่องการโคลนสำเร็จเนี่ย(กี่ร้อยปีเนี่ย) เราจะได้เห็นแพนด้าเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ในไม่ช้า...เพ้อเจ้อเนอะ

    ยังไงก็ช่วงลดอาการเห่อๆลงหน่อยเถอะ เพราะเมื่อใดที่มีการส่งย้ายลูกหมีไปแล้ว ผมว่า ...

Up & Drag me to Hell

posted on 14 Jun 2009 20:50 by l0ui5  in Movie

Up & Drag me to Hell

     คำเตือน Spoil และกรุณาอ่านโดยใช้วิจารณญาณส่วนตัว

     ไปดูมาระยะหนึ่งแล้วสำหรับทั้งสองเรื่องนี้ แต่ไม่อยู่ในอารมณ์อยากเขียนซักเท่าไหร่

     เป็นหนังสองเรื่องที่เข้า อเมริกาพร้อมกัน และเป็นสองเรื่องที่ได้คำวิจารณ์ในระดับ 90+ ของเวปมะเขือเน่า หายากพอควรเลย ที่หนังจะเป็นที่ชื่นชอบของนักวิจารณ์ขนาดนั้น เอาว่ะ ยังไงก็ไปดูอยู่แล้วทั้งสองเรื่อง แต่ขอบอกก่อนว่า อ่านแล้วอาจจะอติต่อผมก็ได้ เพราะเอาเข้าจริงผมไม่ชอบทั้งสองเรื่องเลย

     แซม รามี่ น้อยคงจะไม่รู้จัก เพราะพี่แกกำกับ Spiderman มา 3 ภาค และจะมีภาค 4 ในอีกสองปีข้างหน้า(2011) รู้สึกว่าจะลงวันแล้ว สัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมเนี่ย ถ้าจำไม่ผิด มากำกับหนังแนวแรกๆที่พี่แกชอบทำก็คือ แนวสยองขวัญ เป็น ผกก.ไตรภาค Evil Dead จำได้ว่าไม่เคยดูซักภาค สำหรับ Drag Me to Hell นี่ Trailer เจ๋งมาก เล่าเรื่องเป็นฉากๆ ทำให้ความอยากดูทะยานถึงขีดสุด แต่ตัวหนังกลับไม่ได้ต่างอะไรไปจากตัวอย่างหนังมากเท่าที่ควร(มันเหมือนหนังไทยที่เอาของเด็ดมาใส่ใน Trailer หมดและ แล้วหนังมันจะเหลืออะไรเนี่ย) ฉะนั้นเข้าไปดูด้วยอาการไปเรื่อยๆ ผีมาก็สะดุ้ง แหะๆ แล้วไง ผมว่าหนังมันแหวะๆไร้สาระว่ะ โดยเฉพาะปากยัยแก่นั่น ผมว่ามันแหวะๆแบบไร้สาระ แล้วหนังเป็นบ้าอะไร ไปขุดสุสานคนตายมาเพื่อส่งมอบกระดุมเม็ดเดียว เห้อ บ้าและไร้สาระเข้าขั้นทีเดียว จบออกมาถามว่าได้อะไรบ้าง กลวงสุดๆ มีคนเคยบอกว่า หนังที่ไม่น่าดูซ้ำมากที่สุดก็คือหนังผี เพราะรอบสองเราจะไม่ตื่นเต้นและตกใจอีกแล้ว ฮืมน่าจะจริง หนังจบ ก็จบไปเลย ไม่ได้รู้สึกว่าอยากดูอีกแบบ Star Trek เหอๆๆ คือถ้าวัดกันเรื่องโปรดักชั่น มันกินขาดอยู่แล้วอะ มันคล้ายๆกับ The Prestage ที่คริส โนแลน พักจากการทำ Batman เป็นต้น ประมาณนี้ สิ่งเดียวที่ผมประทับใจคือฝีมือของนักแสดง ซึ่งแซม รามี่กำกับได้เยี่ยมยอดมาก หนังต่อเนื่อง และพาไปเรื่อยๆได้โดยมีจุดเชื่อมโยงท่าสนุก แต่ก็เท่านั้นแหละ แค่มันไม่น่าจดจำเท่านั้น

     มาถึง 25 ปี Pixar ที่ฉลองกันด้วยหนังเรื่องที่ 10 และเริ่มต้นการฉายด้วย Digital 3d ซึ่งผมไม่กะเสียตังไปดูอีก หลังจากดูรอบแรกแล้วผิดหวังสุดๆ ทำไมนะเหรอ 9 เรื่องที่ผ่านมาของ Pixar ผมชอบทุกเรื่องเลยน่ะ ผมว่า Masterpiece ของ Pixar ก็คือ Ratatouille กับ Wall-E มันเจ๋งที่สุดแล้ว แต่สำหรับ Up ผมพยายามมองว่า ไม่มีใครที่อมตะได้ตลอดกาลร็อก สำหรับ Up มีคอนเซ็ปที่น่าสนุกมาก ผจญภัยไปรอบโลกด้วยบ้านที่มีลูกโป่ง ให้ตายเถอะ ผมพยายามตัดความคิดที่ว่า มันเป็นไปไม่ได้ร็อกที่ลูกโป่งจำนวนเท่านั้นจะทำให้บ้านลอยได้(มีการวิจัยมาว่าต้องใช้ลูกโป่งประมาณ 2ล้านลูก(มั้ง) ถึงจะลอยบ้านหลังหนึ่งได้ ในหนังมันประมาณไม่กี่หมื่นลูกร็อก) แต่ก็เอาว่ะ พยายามตัดอารมณ์นั้นทิ้งไป จากตัวอย่างหนังมันทำให้ผมนึกอารมณ์เหมือนกับ 80 days around the world ซึ่งเรื่องนี้ทั้งฉบับที่ได้ออสก้า และของเฉินหลง ผมชอบมากทั้งคู่ เป็นการผจญภัยที่สนุกสนานมาก แต่นี่ หนังกลับหลอกเรากลายเป็นว่า หนังไปแค่อเมซอนเท่านั้น เอาน่าไม่เป็นไร ยังพอทำใจได้ หนังมันทำตามพล็อตที่อุตส่าห์เรียกน้ำตาได้ตอนต้นๆเรื่อง(บิ้วกันสุดๆ) แต่นั้นก็ยังเทียบไม่ได้กับจุดที่เรียกว่าหมาพูดได้ ที่ผมเรียกว่า สิ้นคิดสุดๆแล้วว่ะ ผมก็เลยตอบตัวเองว่า หนังที่ใช้มนุษย์แบบไซไฟ ไม่ต้องไปคิดมากเรื่องที่มันจะจริงแท้แค่ไหน ซึ่งโดยรวม Up ทำผมค่อนข้างผิดหวังทั้งหมดเลย ปกตินักเขียนบท Pixar จะพยายามเข้าถึงความจริงให้มากที่สุด แล้วที่เหลือถึงจะเป็นแฟนตาซี แต่เรื่องนี้ เน้นแฟนตาซีก่อน สมจริงเอามาทีหลังก็ได้ ซึ่งการที่บ้านค่อยๆตกลงสู่พื้นเนี่ย มันจะสมจริงไปไหน คือหนังมันผนวกแฟนตาซี กับโลกความจริง ได้ไม่สมดุลอ่ะ เรื่องความตลกนี่ผิดหวังมากเลย หนังใส่มุกฮาๆค่อนข้างน้อย ประมาณว่า ผกก.ไม่ค่อยรู้จักจังหวะ มีหลายจังหวะที่ตลกได้ แต่ไม่ทำ น่าแปลกที่หนังได้เรต PG ก็เพราะฉากเลือดฉากนั้นฉากเดียว น่ากลัวจริงๆ ส่วนของบทอีกอย่างที่ผมไม่ค่อยชอบคือการยัดเยียดเอาหลายๆฉากที่ไม่จำเป็นมาใส่ โดยเฉพาะฉากงานศพ และอื่นๆ มันล้นไปหน่อยอ่ะ ผมว่าน่ะ เอาจริงๆฉากตอนเครดิต ผมนั่งดูจนจบ ยังชอบกว่าตอนสไลด์ไตเติ้ลตอนแรกๆอีก สรุปก็คือว่าผมไม่ค่อยชอบบทหนังเรื่องนี้เอาซะเลยอ่ะ มาเรื่องอื่นๆบ้าง ภาพก็สวยดี บทพากย์ก็ยอดเยี่ยม ยิ่งดนตรี ต้องซูฮกพี่ไมเคิล จิอาวาโน่ ที่สุดยอดไม่แพ้เรื่องใด แต่ผมว่ายังสู้ Star Trek ไม่ได้ โดยรวมดีหมด ยกเว้นก็แต่บทนะแหละที่ทำผมหงุดหงิดพอควร

     ใครจะว่ายังไงก็แล้วแต่น่ะครับ อีกหนี่งความเห็นที่แตกต่างและไม่สนนักวิจารณ์

วัดเขาวงพระจันทร์

posted on 13 Jun 2009 15:41 by l0ui5  in General

วัดเขาวงพระจันทร์

     ไปมาอีกแล้วกับโปรแกรมเที่ยวประจำเดือนมิถุนายน

     มันโชคร้ายซักนิดเพราะตอนแรกอยากไปไกลๆ แต่เงินหมด(แหะๆ มันจะกลางเดือนแล้ว ก็เลยร่อยหลอเป็นธรรมดา)

    คราวนี้ไปวันเดียวกลับ ไปเช้าเย็นกลับ ใกล้ๆนี่แหละครับไม่ไกล และอย่างเช่นเคย ไม่เคยพกกล้องไป เอาแต่ความประทับใจที่ได้มาจากตาสองข้าง และจิตใจที่เต็มอิ่ม ก็เพียงพอครับ

    เนื่องด้วยเป็นโปรแกรมวันเดียวกลับ ก็แทบไม่พกอะไรไปเลยยกเว้นเงิน ซึ่งมันจะทำให้คล่องตัวมากพอสมควร สำหรับรายละเอียดของวัดนี้ผมจะเล่าไปเรื่อยๆน่ะครับ แล้วจะรู้ว่าทำไมผมถึงไม่เอาอะไรไปด้วย

    ออกเดินทาง ตื่นตอนตี 3 ปลายๆ รถไฟบางเขนออกประมาณ ตี 4 ครึ่ง มันก็แหกขี้ตาตื่นกันละครับงานนี้ เหตุผลที่ต้องไปเช้าๆอย่างนี้ก็เพราะ รถไฟฟรีนั้นเอง(แหะๆ) ถ้าจะรอรอบต่อไปมันก็จะ 7 โมงกว่าๆ ถึงที่หมายเราก็คือจังหวัดลพบุรี สถานีลพบุรี จะประมาณ 9 โมงครึ่ง ซึ่งมันช้าไป ถ้านั่งรอบตี 4 จะถึงประมาณ 7 โมง แล้วไปต่อได้เร็วกว่า(เผื่อจะกินข้าวหรือทำอะไรได้อีกเยอะ)

    วันที่ผมไปเป็นวันศุกร์ ตอนแรกก็ขึ้นรถไฟไป(อ่อตั๋วที่บางเขนน่ะ ไม่มีขายน่ะครับ ให้หยิบเอา เพราะคนขายตั๋วขี้เกียจตื่น) ตอนแรกก็คนน้อยๆ แต่พอถึงอยุธยาแล้ว ก็เจอแต่เด็กๆครับ ประถม มัธยม เข้าไปเรียนที่ลพบุรีกันตรึม จนถึงขั้นเกือบล้น คนเยอะมาก แถมรถไฟมีจอดรับกลางทางด้วยเยี่ยมไปเลย รถไฟรอบนี้เป็นรอบชานเมืองแถมไม่มีเลท ตรงเวลาเดะ ถึงโน่น 7 โมงกว่าๆนิดหน่อย ก็เดินหาแผนที่เมืองครับ ซึ่งลพบุรี สามารถหาได้รอบเมืองและแทบจะทุกป้ายรถเมล์จะมีแผนที่เมือง ดีมากๆครับ ไม่หลง เมืองอื่นน่าทำตามบ้างน่ะ ก็ไปสถานีขนส่ง ที่จริงนั่งสองแถวไปก็ได้ ไม่ไกลมาก เสือกเดินไปครับ ไม่ไกลจริงๆ เดินไปเกือบ 40 นาที เยี่ยมปะละข้าวไม่ได้กินแต่ก็ได้วิวดีๆครับ เด็กๆม.ต้น ม.ปลาย ราชภัฐ แถวนั้นมีม.เกษตร ลพบุรีด้วย แต่ไม่รู้ตั้งอยู่ไหนเห็นแต่ป้าย

    เดินไปถึงขนส่ง มองหารถไปโคกสำโรง อยู่เกือบท้ายๆชานชาลา มันทำให้รู้ว่า ผมขึ้นรถไปตอน 8 โมงกว่าๆ ตอนประมาณ 8 โมงครึ่งรถออกมาจอดอีกจุดหนึ่ง และออกตอนเกือบ 9 โมง (มันเหมือนรถเมล์แถวบ้านผมเลยว่ะ โคตรขี้เกียจ) ค่ารถไปวัดเขาวงพระจันทร์ 20 บาท ไม่แพงน่ะ จะอยู่กิโลเมตรที่ 179 บนเส้นพหลโยธิน ถ้าใครขับรถไปก็เส้นนั้นแหละครับ ตรงนั้นเลยจะเห็นป้ายวัดเขาวงพระจันทร์อยู่ การขึ้นรถเมล์ครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่าคนลพบุรี ชอบฟังเพลงลูกทุ่งครับ เยี่ยมเลย แล้วเขาปล่อยผมลงตอน กม. 178 กว่าๆ เดินไปอีกเกือบครึ่งโล(มั้ง) คือแถวนั้นวัดเยอะมาก แต่ละวัดก็จะมีทางเข้า ต้องสังเกตป้ายเอาครับ มีป้ายทางเข้าวัดบอกอยู่แล้ว

    คราวนี้ตรงหน้าทางเข้า ต้องเข้าไปอีก 4.9 กิโลเมตร ตีไป 5 กิโลน่ะครับ จะมีมอไซด์ และเบอร์ของวินเขียนอยู่ ถ้าใครไม่มีรถก็นั่งมอไซด์ไปดีกว่าครั้ง เที่ยวละ 40 บาท ไม่เหนื่อย จดเบอร์เค้าไว้ด้วยละ จะได้โทรเรียกตอนขากลับ แต่สำหรับผมเรอะ เหอะๆ เปลือง เดินเข้าไปครับ แจ่มปะละ เดินเข้าไป 5 กิโล ข้อดีคือชมวิว มีอะไรสวยๆเยอะแถวนั้น อาทิฝูงวัว หลายฝูง, มีฟาร์มของเบตาโกรอยู่ 3 แห่งครับรู้สึกจะฟาร์มไก่(มั้ง), ทุ่งสวยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าต้นอะไร เมื่อเดินไปเรื่อยๆจะรู้สึกว่า 5 กิโลเนี่ยมันไกลชิปเลยว่ะ คือเราห็นภูเขาอยู่ลิบๆนั่น เดินไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็น่าจะถึง ผมซัดไปชั่วโมงกว่าน่ะครับ อาจจะเดินเรื่อยๆไปแหละมั้ง ปกติจะเดินเร็วกว่านี้ จุดสังเกตของระยะทางคือป้ายกิโล ซึ่งเลือนไปหมดแล้ว ได้แต่นับเอาว่า หลักที่ 1,2,3 ผมเจอแค่ 3 หลังเองอ่ะ ไปเรื่อยๆจะเจอโรงเรียน ถ้าเจอโรงเรียนก็คือใกลถึงแล้ว ถ้าจำไม่ผิดชื่อ จุฬาภรณ์ ลพบุรี ซักอย่าง จากนั้นจะถึงหัวโค้ง และถึงวัดเขาวงพระจันทร์พอดีเลยครับ ... เห้อ หมดแรงแล้ว

    ที่เล่ามาเนี่ยคงสงสัยละซิว่าทำไมต้องมาวัดนี้ ลอง search google ดูครับ มันจะมีประวัติที่น่าทึ่งของวัดนี้อยู่ แต่มันจะไม่ค่อยบอกว่าไปยังไง ก็ลองย้อนอ่านๆดูน่ะครับ ผมอธิบายละเอียดยิบ เอาสั้นๆว่า ที่นี่มีรอยพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขา สูงจากพื้น 3790 ขั้น(ประมาณ 4พันอ่ะคิดง่ายๆ) เดินขึ้นไปครับไม่มีทางอื่น แค่นี้ก็ท้าทายมากมาย แต่อย่างที่บอก ผมเดินจากรถไฟไปขนส่ง และจากปากทางวัดเข้ามาที่วัด 5 กิโลครับ จะขึ้นไหวไหมเนี่ย มาลุ้นกัน

    อีกอย่างผมยังไม่ได้กินข้าวเลย(ลืมสนิท) แถมไปวันศุกร์ที่วัด ไม่มีร้านอาหารเปิดเลย เวนอย่างแรง ยังดีมีร้านน้ำ แล้วร้านน้ำมีขนมปังขาย น้ำขวดละ 10 บาทมั้ง และซื้อขนมปังหมูหยอง 6 บาท(ราคาจริง 5 บาท) มารองท้อง ด้วยความหวังว่าคงจะพอใช้แรงขึ้นลงเขาได้ ที่จริงที่นั่นมีโรงเจ เข้าไกินได้ครับ แต่ผมไม่ได้เข้า คือตั้งใจจะขึ้นไปเลย ก็ขึ้นไปเลย ห้องน้ำที่นี่สะอาดมากครับ แต่ต้องถอดรองเท้าเข้า และก่อนออกก็ทำบุญตามศรัทธาครับ

    ขาขึ้น เราต้องเดินไปอีกหน่อย ก็จะเจอบันได ก็จะเจอคนมาขอเงิน ก็ให้ไปเถอะครับ คิดซะว่าเป็นค่าผ่านทาง 5 บาท 10 บาทก็ช่วยๆกัน วันอย่างนี้คนมันน้อยจริงๆอ่ะครับ

    ก่อนจะเริ่มขึ้นก็ไหว้ พระอินทร์ พระพรหม ให้เรียบร้อย มีรูปปั้นอยู่หน้าทางขึ้น แล้วค่อยเริ่มเดินขึนไปครับ ผมบอกเทคนิคหน่อย คือค่อยๆเดินตั้งแต่ก้าวแรก ไม่ต้องรีบครับ รีบไปเดี๋ยวหมดแรง และก็ไม่ควรมองข้างบนมาก หรือหันกลับไปมอง เพราะมันจะทำให้เสียกำลังใจอย่างมากครับ ตอนนั้นน้ำในขวดที่เพิ่งซื้อมา เหลือกินได้ 2 อึก ก็กะว่า ครึ่งทางกับบนยอด แล้วไปลุ้นเอาว่าร้านกลางทางจะเปิดรึป่าว (จะมีร้านน้ำกลางทางไว้เผื่อน้ำหมดครับ) ค่อยๆเดินน่ะครับ แรกๆก็จับราวขึ้นไปเรื่อยๆ พยายามไม่มองข้างบน แต่ก็เห้อ...

    จะมีห้างระหว่างทางค่อนข้างมาก แทบจะทุกๆ 300 ขั้นเลยก็ว่าได้ คือผมพยายามนับขั้นไปด้วยเรื่อยๆน่ะครับ เพื่อจะประมาณว่าถึงไหนแล้ว แต่บอกได้เลยว่าการนับขั้นเนี่ย จะทำให้เราเหนื่อยขึ้นครับ เพราะว่าสมองเราคิดมันสิ้นเปลืองพลังงานพอสมควรทีเดียว ฉะนั้นผมแนะนำน่ะ ให้ทำสมาธิไปทุกขั้นในขณะที่เรากำลังเดิน ไม่ควรพูดคุยกันให้มาก รวบรวมสติไปที่ฝ่าเท้า ค่อยๆขึ้นครับ มันจะเหนื่อยน้อยลง หรือนับลมหายใจก็ได้ แบบว่ากะจังหวะการหายใจและการเดินให้ดี จะเอาตัวรอดได้ครับ

    ระหว่างจุด Pitstop บางจุดก็จะมีพระพุทธรูป ก็ควรจะไหว้ทุกๆขั้นครับ เป็นสิริมงคลและเป็นกำลังใจ และไม่ควรหยุดทุก Pitstop ครับ เพราะนอกจากจะหมดกำลังใจ หมดแรงแล้ว ยังเสียเวลาด้วยน่ะครับ

    จุดตรงที่มีขายน้ำ(เผื่อคนที่ไม่ได้เตรียม) ซ้ำน้ำเค้าซะนะครับ 20 บาท ถึงจะแพงแต่ก็ต้องเห็นใจเพราะเขาต้องแบกขึ้นมา แล้วน้ำเย็นซะด้วย จะบอกว่าตอนนั้นผมนี่หมดแรงแทบล้มไปนอนแล้วละครับ ก็ได้น้ำ 20 บาทนี่แหละ ซัดไป 1 ขวดเต็มๆ เอาตัวรอดไปได้ครับ ผมพัก 2 จุดเท่านั้น(ถ้าจะไม่ผิด) จุดแรกคือ Pitstop ที่ 2000 ก้าว(คือนึกว่าร้านกลางทางแม้งปิดวันนี้ คิดในใจว่าตายแน่) รู้สึกศาลาจะชื่อ สรศักดิ์ ดาวน้อย มีตุ๊กแกตัวใหญ่มากอยู่ครับ ผมน่าจะสลบไปงีบหนึ่งอ่ะ พอออกเดิน ขามันไม่มีแรงเดินเลยอ่ะ แต่ด้วยกำลังใจ Pitstop ถัดไปดันมีร้านขายซะงั้น ก็เลยพักอีกรอบ กินน้ำไป 1 ขวด ก็เลยเดินขึ้นต่อไหว

    Step ต่อจากนี้มันก็โหดมากอะครับ มันเหลือประมาณ 1700+ กว่าขั้นเนี่ย แต่ละขั้นมันไม่ได้ใช้แรงกายแล้วละครับ มันเหลือแต่แรงใจ คือเราจะขึ้นไหวหรือไม่ไหวเนี่ย อยู่ที่กำลังใจล้วนๆ ผมตั้งใจว่าจะไปให้ถึง มันก็จะไปถึงจริงๆแหละครับแบบไม่พักเลย คือพักหายใจที่ขั้นบันไดไม่หยุดตรง Pitstop มันทรหดมากครับ ตรง Pitstop เกือบสุดท้าย จะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากอยู่ มันเหมือนจุดที่ใกล้สุดยอดแล้วละครับ ปลายทางจริงๆจะมีก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งขวางทางตรงกลางอยู่ ระวังโดนหลอกน่ะครับ คือมันจะมีอีกก้อนหนึ่งอยู่ประมาร  3 ใน 4 ของทาง ตอนแรกผมก็นึกว่าก้อนนั้น แต่ไม่ใช่นะครับ ก้อนหินมันจะอยู่ตรงกลางเลย แล้วก็เป็นทางเข้าวัด

    ถึงแล้ว เย่ไม่ออกน่ะซิครับ หมดแรง มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ขึ้นมาก่อนผมมาเป็นครอบครัว ผมไปคนเดียว ก็แย่ๆครับ ข้างบนนี่มีน้ำฝน กินไปเยอะๆเลยครับ ชื่นใจ ลมข้างบนแรงพอควร ถือว่าอากาศดีครับ ไปไหว้พระทีหลายที่พอสมควร ไหว้พระให้ร่างกายฟื้นน่ะครับ มันทำให้กำลังใจเราดีขึ้นมากเลย ข้างบนนี่มีทำบุญหนังสือสวดมนต์ครับ แนะนำว่าให้ทำกันเยอะๆ ร่วมสร้างหนังสือสวดมนต์นี่ได้บุญเยอะน่ะครับ ถ้าใครยังมีแรงก็เดินไปที่กุฏิหลวงปู่ได้ ผมหมดแรงครับ ไหว้พระเสร็จ นั่งอยู่ตรงรอยพระพุทธบาทพักหนึ่ง ก็แอบงีบไปนอน ควรจะเหลือเวลาบนนี้ประมาณซัก 2-3 ชั่วโมงกำลังดีครับ ได้พักอย่างเต็มที่จะดีมาก เพราะขาลงนี่หนักไม่แพ้ขาขึ้นจริงๆ

    สรุปเวลากันซะหน่อยก่อน รถออกจากลพบุรีจริงๆเนี่ยประมาณ 9 โมงครับ มาถึงตรงหน้าวัด น่าจะประมาณ 9.45 เดินเข้าไปถึงที่วัดประมาณ 11.15 ถึงบนยอดประมาณ 13.00 ครับ ใช้เงินไปแล้ว 20 บาท ค่ารถ + 1 บาทค่าห้องน้ำ+ 16 ค่าน้ำกับขนมปัง+10 บาทค่าผ่านทางขึ้นเขา+ 20 บาทค่าน้ำระหว่างทาง+1 บาทค่าหนังสือสวดมนต์

    คือตังมันไม่พอครับ ตอนนั้นมีแบงค์ใหญ่ 500 บาท และเงินเหลือติดตัว 20 บาท ซึ่งผมกะว่าจะเป็นค่ารถกลับเท่านั้น ก็เลยไม่ได้ทำบุญมากมาย ทำเท่าที่มีครับ

    มาขาลงบ้าง เริ่มลงตอน 14.40น. ถึงข้างล่าง 15.20น. จะบอกว่าโหดพอๆกับตอนขึ้นครับ เพราะขาจะสั่น แล้วเราจะเป็นมากที่ต้องจับราวตลอดเวลาเลย เพราะผมพยายามจะลงให้เร็ว แต่มันก็ค่อนข้างยากครับ สรุปคือรูดเสาไปตลอดทางเลย ร้อนๆเย็นๆตามอารมณ์ของท้องฟ้าครับ พอไปเจอคนงาน เขาใช้วิธีนั่งรูดเสาลงมาครับ แบบว่าเห็นตอนเกือบสุดปลายทางเซ็งเลย ถ้าเห็นตั้งแต่ต้นทางจะทำบ้าง(อันตรายนะครับเตือนไว้ก่อน) มาถึงโดยไม่กินน้ำซักหยดและไม่หยุดพัก แต่หมดแรงครับ อีกอย่างหนึ่งคือ ผมไม่ได้จดเบอร์วินมอไซด์ครับ เพราะเดินเข้ามา ฉะนั้นขากลับจึงไม่มีรถ และผมก็เลยต้องเดินกลับ!!!!

    โอ้ย อย่างแรง เพราะพลังผมหมดไปประมาณ 3 ก๊อกและ คือสภาพโทรมมาก เป็นการเดินเลือดมาก เพราะเล็บขบอีก เดินไม่ตรงและเซไปเซมา เดินออกมาประมาณ 3 กิโล โชคดีที่โบกรถได้คันหนึ่งมาส่งให้ข้างหน้า แทบหมดแรงครับ ถึงข้างหน้าตอนประมาณ 16.40น. ก็นึกเอาครับว่าผมเดินไกลแค่ไหน แถมฝนกำลังจะตกด้วยตอนนั้น(ยังดีที่ไม่ตก ถ้าตกนี่แย่เลย)

    มาข้างหน้าหมดแรงซื้อน้ำ รอรถ คราวรอรถนี่ก็ไม่ได้จำไว้อีกครับว่ารถสีอะไร แถมช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนงานกะกลางคืนกำลังรอขึ้นรถไปเข้าเวร ผมก็ไม่ได้เอะใจมากมายจนรถคันแรกผ่านไป ก็แอบเซ็งๆ เพราะไม่แน่ใจว่าใช่รถเขาลพบุรีรึป่าว เอาว่าถ้ารถมันมีป้ายลพบุรี ก็ขึ้นไปน่ะครับ คราวนี้เอาเข้าจริงมันก็มีหลายสายน้ะ ถ้ารถเมล์มันจะสีแดงออกส้มๆหน่อย จะมีสองสายคือ ลพบุรี-ลำนารายณ์ กับ ลพบุรี-บ้านหมี่ แถมด้วยรถตู้ กรุงเทพ-บ้านหมี่ ผมก็เพิ่งรู้ว่ารถตู้มันผ่านแถวนี้ด้วย ไม่งั้นขาไปผมก็นั่งรถตู้ไปแล้วครับต่อเดียว แต่ขากลับนี่มาขึ้นที่ขนส่งดีกว่าน่ะ ตอนนั้นค่อนข้างเย็นมากแล้ว คือรถที่ผมพลาดไปเนี่ยมันประมาณตอน 16.50น. ผมก็หวังในใจลึกๆว่าน่าจะยังไม่หมด รถรอบถัดมาตอนประมาณ 17.20น. ฉะนั้นกลับเย็นไปไม่ดีครับ มันจะเสียวๆไม่มีรถเอา

    อีกอย่างหนึ่งก็คือ เสื้อกับกางเกงครับ คือเหงื่อมันจะออกมาก พอนั่งพักตากลม เสื้อมันก็จะแห้ง แล้วเดินต่อ ก็เหงื่ออีกครับ รู้สึกได้เลยว่ามันจะคันๆเพราะขี้เกลือจากเสื้อติดเหงื่อที่ระเหยออกไป แต่มันก็ไม่มีที่อาบน้ำอยู่ดีแหละครับ เผื่อใครจะได้เตรียมเสื้อไปเปลี่ยน

    อีกอย่าง ผมยังไม่กินข้าวเลยตอนนั้น

    แทบตายครับ นั่งรถไปถึงขนส่งตอนเกือบๆ 6 โมง ทีแรกผมกะจะนั่งรถไฟฟรีกลับตอนประมาณ 5 โมงครึ่ง พอรู้ว่าไม่ทัน ก็เปลี่ยนใจไปนั่งรถทัวร์ดีกว่าครับ อย่างน้อยก็มีแอร์ คือรถไฟอีก 2 เที่ยวเนี่ย มันก็เสียตังเหมือนกันอ่ะครับ คือรอบ 6 โมง และ 6ครึ่ง เนี่ย สู้ขึ้นรถทัวร์กลับไม่ง่ายกว่าเหรอครับ น่าจะถูกกว่าด้วย 80 บาทเอง ที่สำคัญซื้อตั๋วที่สถานีนะครับ ไม่ควรซื้อบนรถเพราะอาจจะแพงกว่า(สายนี้เค้าไม่มีนายตรวจมั้ง) ผมไปกินข้าวก่อน ใกล้ตายแระ อารมณ์นี้ต้องของร้อนเท่านั้นแหะๆ

    รถออกตอนทุ่มตรงครับ ถึงกรุงเทพฯ ผมขอให้ลงตรงโรงพยาบาลวิภาวดี เค้าก็จอดให้ครับ ตอนประมาณ 21.50น. ครับ วันศุกร์รถขาเข้าไม่ค่อยติดเท่าไหร่ เท่าที่รู้สึกตัวน่ะครับเขาเปิด X-Men2 และก็แวะขนส่งสระบุรี นอกนั้นจำไม่ได้ครับหลับตลอดทาง หมดแรง พร้อมกับซัดพาราไป 2 เม็ด ปวดหัวมากด้วยครับ ไม่ได้กินข้าวมาจนถึงเย็น

    ถึงบ้านแล้วครับ ไปกลับวันเดียว ทำให้รู้ว่าไปลพบุรี รถไฟเร็วกว่ามากมายครับ ก็เหนื่อยไม่ใช่น้อย จิตวิญญาณลอยล่องไปไกลแล้วครับช่วงนี้ อิอิ

   ได้ของฝากติดตัวมาอย่าง เอาว่าเป็นรอยประทับของคนที่ไปวัดเขาวงพระจันทร์มา ก็คือรอยตรงคอเสื้อ ที่ดำขึ้น หน้าก็ดำขึ้นอย่างชัดเจน ก็เพราะแดดอันร้อนจ้าน่ะแหละ ประทับรอยเอาไว้ ตอนอาบน้ำนี้แอบตกใจเล็กน้อย เหอๆๆ

    ผมแปลกใจมากที่คนไปเที่ยวรอยพระพุทธบาทที่นี่น้อยมาก แม้ว่าจะไม่ใช่เทศกาลแต่คนน้อยจนน่าตกใจครับ ได้ลองขอพรที่นี่ ว่าอยากได้งานทำครับ อยู่แบบนี้มันเบื่อๆ คืนนั้นก็มีรุ่นพี่โทรมาหาบอกว่าที่น้องส่งเรซูเม่มา เออขลังว่ะ ก็รอพี่เค้านัดวันสัมภาษณ์สัปดาห์หน้า สุดๆจริงๆ แต่ก็เหนื่อยที่สุดอ่ะ แนะนำให้ลองไปดูครับ ครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ถึงตายร็อก แต่ก็เกือบ ไม่ต้องบ้าบิ่นอย่างผมก็ได้น่ะ เหอๆๆ

ปล. ขอบคุณภาพปลากรอบจากหลายๆที่น่ะครับ ผมไม่ได้เอากล้องไปน่ะก็เอาของคนอื่นมาแปะๆ อนุโมทนาน่ะครับ
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6336409/E6336409.html
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6336864/E6336864.html
http://www.watthummuangna.com/board/showthread.php?t=3410

ทำบุญผ่านโทรศัพท์มือถือ

      ไปเจอมาลองทำกันดูน่ะครับ กด 1900 222 200 ทำบุญให้วัดพระบาทน้ำพุ กด 1 ครั้ง ทำบุญ 9 บาทครับ

     คือทำบุญอย่าไปคิดมากครับ ผมว่าเป็นวิธีการให้ทานแบบไฮโซสุดๆ ที่ว่าอย่าไปคิดมาก เพราะมันอาจจะมีค่านายหน้า หัวคิว จะถึงวัดไหม อะไรพวกนี้อ่ะ อย่างที่บอกอย่าไปคิดมาก เราทำไปครั้งหนึ่ง มันได้คืนมาเต็มๆอยู่แล้วถ้าเราไม่ไปคิดอะไรมากมาย

    ผมกดไป 3 รอบและ แหะๆ

    จะได้บุญมากขึ้นถ้าช่วยกันบอกต่อน่ะครับ

เมื่อคนเคยเมา นั่งดูคนเมา

     เป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่อยากให้พวกขี้เมาทั้งหลายลองทำดูน่ะ

    สำหรับคนที่กินเบียร์ กินเหล้าหนักๆ ก็ตัวเองเป็นคนเมา จึงมักจะไม่สังเกตตัวเองซักเท่าไหร่ว่าเมาแล้วมันทุเรจแค่ไหน หรือไม่ก็ตื่นมาก็จำไม่ได้ว่าทำอะไรไป ต้องให้คนรอบข้างมาเล่าให้ฟัง เห้อ เมาแต่ละครั้งนี่ไม่ค่อยคิดถึงตัวเองเลยเนอะ

    ลองเปลี่ยนบทบาทดูมั่งอ่ะ คือปกติเวลาเมาที่ไหน จะต้องหาคนที่ไม่กินไปด้วย เพราะคนที่มันไม่กินเนี่ย มันจะดูแลเราได้ ถ้าเมาจนเละจริงๆ

    ลองเปลี่ยนเป็นคนไม่กินเหล้า แล้วนั่งดูคนกินจนเมาบ้าง จะรู้สึกเลยว่า มันทุเรจอะไรขนาดนั้น เออว่ะ จริง

    คนที่ไม่เคยกินเหล้า พอได้กลิ่นเหล้าจะเฉยๆ (ผมลองถามมาหลายคนและ มันไม่รู้ร็อกว่ากินเข้าไปแล้วจะเป็นไง) แต่สำหรับคนที่เคยกินจนเป็นน้ำอย่างผมเนี่ย บางครั้งได้กลิ่นเหล้าก็แทบอ้วกและ และยิ่งเห็นคนที่กินโดยไม่บันยะบันยังเนี่ย จะอ๊วกตาม

     เรื่องมันมีอยู่ว่า ตามสูตรคือ เหล้าไม่หมด เปิดแล้ว เดี๋ยวเหล้าระเหย ไม่รู้ใครมันปลูกฝังมา เหลือ 2 ขวด ขวดละครึ่งขวด เหลือกินอยู่สองคน

    ไอ้เราก็ไม่กิน ตั้งใจว่าจะไม่กิน ถือศีล 5 อยู่ก็เลยไม่อยากผิดศีล ก็ไม่กิน แต่นั่งให้กำลังใจเพื่อนสองคน ลุ้นว่าจะกินหมดรึป่าว ผมก็พยายามพูดน่ะว่า ไม่หมดไม่เห็นเป็นไรเลย แต่ก็น่ะ สูตรนั้น ใครสอนว่ะ

    ก็นั่งดูมันกิน แต่ละอึกนี่ทำเอาคนไม่กินแทบอ๊วก สภาพมันก็ปลิ้นซะจนไม่มีคำพูดไดๆ

    เอิ๊ก ... อี๊บ มันเป็นอาการเหมือนจะอ๊วก แต่ไม่อ๊วก แบบว่ากลืนเข้าไปใหม่ ...ฮอย!!!!

    แค่เห็นก็ทรมานแทนและ สุดท้ายก็กินกันไม่หมด ยอมไปนอนซักที ...เห้อ

    ช่วงนี้พยายามจะลดๆหน่อย คือไม่พยายามจะกิน แต่ชวนไปได้ แต่ไม่กิน แล้วไม่นั่งเบื่อด้วย เพราะเรารู้ดีเลยว่า ช่วงจังหวะเมาๆเนี่ย สนุกนักแล คือเราเคยเป็นคนกิน พอมาเป็นคนนั่งดู มันก็อยู่ได้ ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ แค่ว่า มีสติ กับไม่มีสติเท่านั้น

    ผมว่าสติเป็นเรื่องสำคัญน่ะ อย่าทำให้มันหายบ่อยๆละ

'Home' สารคดีที่ Must see

posted on 03 Jun 2009 13:51 by l0ui5  in Movie

'Home' สารคดีที่ Must see

     อยู่ดีๆเปิดไปเจอตัวอย่างหนังสารดคีเรื่องหนึ่ง ถึงกับอึ้ง ยังไงก็จะต้องไปดูพรุ่งนี้ให้ได้

    “ญานน์ อาร์ทูส์-แบร์ทรองด์”(ใครว่ะ) นอกจากทำหน้าที่กำกับแล้วยังร่วมเขียนบทพร้อมกับใช้เวลาในการสร้างร่วม 3 ปี เพราะต้องเดินทางหาโลเกชั่นเพื่อถ่ายทำให้ได้ภาพแปลกตากว่า 54 ประเทศ เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อโลก จึงต้องตระเวนถ่ายทำเพื่อเก็บสต๊อกภาพที่มีความยาวถึง 488 ชั่วโมงแล้วนำมาตัดต่อให้เหลือเพียง 120 นาทีสำหรับภาพยนตร์สารคดีเรื่องเยี่ยม “โฮม (Home) เปิดหน้าต่างโลก” ที่ เอ็มพิคเจอร์ส เตรียมนำ มาให้แฟนๆ ในไทยได้ชมกันเพราะถึงเวลาที่มนุษย์ทุกผู้คนต้องรู้จักปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อมโลกก่อนที่จะสายเกินไป เนื่องจากมนุษย์ได้ทำลายสมดุลธรรมชาติมามากมายแล้ว

    สำหรับการเดินทางเพื่อเสาะหาโลเกชั่นนั้นยังได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่าง ๆ ในกรุงปารีสที่จัดหาลูกมือภาคสนามมาร่วมเป็น ส่วนหนึ่งของทีมสร้าง เพราะการถ่ายทำต้องถ่ายทำทั้งบนภาคพื้นดินและบนอากาศโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ เพื่อขนผู้กำกับและช่างกล้องพร้อมผู้คุมงานภาพขึ้นไปถ่ายทำบนท้องฟ้าเพื่อให้ภาพสมบูรณ์และงดงามชนิดชาวไทยไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นการนำเสนอให้รู้ว่าบนโลกของเรายังมีสิ่งที่งดงามอลังการที่มนุษย์เราต้องช่วยกันรักษาไว้เพราะโลกใบนี้ก็คือ “บ้าน” ของมนุษย์ทุกคน

    4 มิถุนายนนี้เตรียมพบได้บนจอใหญ่ที่  อเพ็กซ์ สกาล่า สยามแสควร์เท่านั้น.

    สุดยอด ห้ามพลาด

Link : http://www.youtube.com/watch?v=G8IozVfph7I
Credit : http://movie.mthai.com/view/31/37658-.movie#comment

Salvation

posted on 29 May 2009 22:07 by l0ui5  in Movie

Salvation

     ไปดูตั้งแต่เข้าแหละ เพิ่งจะได้อารมณ์พูดถึงหนังซักหน่อย

     ตั้งแต่ช่วงก่อนหนังฉาย(ในไทย) ซึ่งเข้าที่อเมริกาก่อนเป็นสัปดาห์เนี่ย ก็มีนักวิจารณ์ออกมารุมหนังซะเละเชียว ตั้งแต่เรื่องบทที่มันเทียบกับภาคเก่าๆไม่ได้ การแสดงของเบลที่ขัดๆตา ผูู้กำกับ McG ที่ How dare you? อย่างมากที่กล้ามาสานต่อหนังเรื่องนี้ ก็ทำใจครับ เพราะในสายตาของนักวิจารณ์ มักจะมองที่ความสมเหตุสมผลเป็นหลัก และก็กัดหนังไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันถ้าลองไปอ่านในส่วนที่เป็น User Review ก็จะมีหลากหลายครับ ตั้งแต่ชอบมาก จนถึงไม่ชอบ ซึ่งถ้าวัดเป็นสัดส่วนแล้ว User Review ดูดีกว่า Critical Review เยอะอยู่

     มันมีหลายกรณีครับที่พวกนักวิจารณ์คิดผิด คือนักวิจารณ์บางคนเนี่ย รอคำวิจารณ์ของคนอื่นๆออกมาก่อน จะได้ตามน้ำไปก็มีถมไปเชียวครับ โดยเฉพาะนักวิจารณ์ไทย อันนี้คอนเฟิร์มเลย

     การจะพูดถึงหนังให้สนุกนั้นมันต้อง Pure Comment ครับ คือบางจังหวะเข้าไปดูก็แบบไม่สบอารมณ์นัก ทั้งที่คนอื่นเค้าชอบกัน(เยอะแยะครับ)

    สำหรับ T4 เนี่ยผมว่ามันเป็นอะไรที่คนส่วนใหญ่เค้ามองข้ามไปครับอาจจะเพราะ

    เนื่องด้วยแฟนไชร์นี้ บทหนังเป็นอะไรที่แข็งแกร่งมากแต่สองคนเขียนบทนี้ ไม่รู้จะทนจ้างต่อไปได้ไง ทั้งๆที่พี่แกทำ T3 ซะยับเยินเลย ก็ยังดันให้มาเขียนต่อ ขณะว่าตอนที่ McG เสนอบทนี้ให้ Bale พี่แกบอกว่ากล้าดีไงเอาบทหนังห่วยๆมาให้เขาเล่นเนี่ย แน่นอนว่าบทแรกมันห่วยจริงๆครับ ขนาดว่า Bale ยังกล้าบอกปัด แต่เมื่อบทร่างใหม่(ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า Jonathan Nolan มาแก้บทให้จริงๆรึป่าว เพราะไม่เห็นใน Credit จริงๆ) พี่ Bale ก็ยอมเล่น ผมว่ามันมีสิ่งที่พี่แกเห็นว่า มันน่าจะเวิร์กอยู่

    ผมว่าถ้า Jonathan มาแก้บทให้จริงเนี่ย ผมว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักร็อกครับ เพราะมันไม่ใช่ Original Idea ของเขา คือสิ่งที่ Jonathan แก้มันจะเป็นการเพิ่มบทของ John Corner ซึ่งบทดั้งเดิมตัดพี่แกทิ้งไปเลย แล้วพี่เบล แกอยากเล่น John Corner บทมันมีมิติพอสมควร แต่ก็เท่านั้นแหละครับ มันทำให้หนังเติมเต็มมากขึ้นเท่านั้น แต่มันยังไม่ดีเทียบเท่ากับของเก่าเท่านั้นเอง

    แต่พอเข้าไปดุแล้วผมเข้าใจพี่เบล เลยล่ะว่า บทหนังเนี่ยมันเจ๋งสาดดด เลยอ่ะ ไม่แปลกใจเลยที่เบลจะลงทุนยอมรับบทนี้ คือ การสร้างตัวละครใหม่ที่มีบทบาท มันทำให้หนัง Fresh และแตกต่างโดยสิ้นเชิง บทของมาร์คัส เป็นบทที่เหมือนกับการส่ง Terminator ย้อนกลับไปอดีต แต่มันเหมือนจะตรงกันข้าม Marcus คือคนในอดีต ที่หลงมาอยู่ในอนาคต แล้วถูกทำให้เป็น Terminator ซะด้วย ผมว่าคิดแค่นี้มันก็เจ๋งแล้วสำหรับพล็อตดีๆ แต่มันโชคร้ายที่ว่า หนัง Terminator มีมาตั้ง 3 ภาคแล้วไง คนก็จะรู้สึกว่า พล็อตนี้มันเชยแล้วล่ะ ลองนั่งนึกใหม่ สิ่งที่มาร์คัสเจอ มันจะคล้ายๆกับ 3001 A Final Oddessy แค่ไหน เราจะรู้สึกยังไงเมื่ออยู่ดีๆหลับไปตื่นหนึ่ง แล้วตื่นขึ้นมาใหม่ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า โลกมันจะเปลี่ยนไปยังไง

    ความวุ่นวายของภาคนี้ อยู่ตรงที่ จอห์น ตามหา ไคลน์ รีส ซึ่งต้องลุ้นกันว่าจะหาเจอหรือไม่ ถ้าหาไม่เจอ หรือตาย Time Line จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อันนี้เป็นต้นประเด็นของไตรภาคแรกนี้

    สำหรับ Sub-plot ละ ก็มีหลายอย่างเหมือนกันที่เก็บรายละเอียดได้ดี ตั้งแต่แผลเป็นของ จอห์น คอนเนอร์ หรือ I'll be back. , Come with me if you want to live. เป็นต้น

    หนังเผยเนื้อเรื่องตอน Trailer เยอะเกินไป โดยเฉพาะรู้ว่า มาร์คัสเป็นหุ่นยนต์ ผมว่าจุดนี้ทำเอาหนังไม่ค่อยตื่นเต้นเลยว่ะ เจ็บมากๆ เพราะคนรู้แต่ต้นเรื่องแล้วว่า มาร์คัสเป็นหุ่นยนต์ ไม่ใช่อารมณ์ที่ค่อยๆลุ้นว่า แล้วมาร์คัสเป็นใคร เป็นจุดที่เจ็บมาก ทำให้หนังลดดีกรีความสนุกไปพอสมควร โทษใคร โทษ WB ล้วนๆครับ ผมได้ยินว่าผู้บริหารต้องการเห็น Trailer ออกมาในแนวเปิดมากๆ เพื่อกระตุ้นให้คนดู แต่ขอโทษ ผิดถนัด

     สิ่งที่หายไป หลักๆเลยก็คือ เพลงประกอบ ซึ่งพอเห็นเครดิตแล้ว เห้ย Danny Elfman เหรอว่ะ ทำไมทำเพลงได้ทะแม่งๆจัง คือ ไม่ใช่ไม่ดีน่ะ เพลงช่วงแอ๊คชั่นอ่ะ มันสสส์มาก แต่ว่าไม่ค่อยพึ่ง Original Music เลย อาจจะเพราะ McG ต้องการเปิดแฟนไชร์ใหม่ ก็เลยอยากจะทำตีม แบบที่ ไมเคิล จิอาวาโน่ ทำให้กับ Star Trek แต่ผลลัพท์กับแย่เอาซะมากๆ เพราะ เพลงมันไม่ใช่อ่ะ Danny มองโลกอนาคตได้ตื้นมากอ่ะ คือเพลง และจังหวะเนี่ย มันเหมือนหนัง Action ดาดๆๆ ทั่วไป ที่ไม่มีเครื่องดนตรีหลักที่ให้อารมณ์โลกอนาคตเลยซักนิด

    ให้ลองนึกถึงตอนดู Terminator ครั้งแรก จังหวะ ตึก ตึกๆๆ เนี่ยมันแบบว่า ใช่เลย เสียงคนเหล็กมันต้องแบบนี้ หรืออย่าง Star Wars ก็ต้องเสียงนั้น ใช่ปะละ แต่ T4 เนี่ย ถ้าเอา Score มานั่งฟังเฉยๆ โดยไม่เคยดูหนัง ผมว่าไม่รู้สึกว่านี่เป็น Score ของโลกอนาคตที่มนุษย์ผ่าน Judgement Day มาเลย สรุปก็โคตรผิดหวังกับ Elfman มาก ผมว่าไม่ใช่แนวแกอ่ะ ก็น่ะ พี่แกยังไม่ได้ออสก้าซํกตัว หนังเรื่องนี้ ถ้าจะให้เหมาะว่าใครควรทำตีมหนังเรื่องนี้ ผมให้ James Horner กับ ALAN SILVESTRI รายแรกนี่ได้ข่าวว่าปีนี้ทำ Avatar ให้ James Cameron ด้วยซิ

    ผมนั่งดูเครดิตคนตัดต่อ Conrad Buff ใครว่ะ พอย้อนกลับไปดู เห้ย พี่แกตัด Titanic, True Lies คือมีเครดิตดังๆในลีสของแกเยอะอยู่ แต่ผะเอิญว่า ผมมองว่าจุดอ่อนที่สุดของ T4 ก็คือการตัดต่อเนี่ยแหละ ช่วงครึ่งแรกเวิร์คมาก แต่พอมาถึงช่วงที่ มาร์คัส พบกับ คอนเนอร์ เห้อ เป็นบ้าไรว่ะ หนังตัดต่อได้แบบว่าหลุดๆไปเลย มันทะแม่งๆ ไงชอบกล

     ช่วงแอ๊คชั่นตัดต่อได้มันส์มาก ช่วงสลีบไปมาก็มันส์ แต่เหมือนช่วงนั้น ทั้ง McG และ Conrad เนี่ยเพี้ยนไปทั้งคู่เลย ผมว่าช่วงนั้นตัดต่อธรรมดาๆมา ก็โอแล้วน่ะ แต่นี่มัน เออ...

    ผมพอเข้าใจนิดนึง ช่วงที่หนังสะดุดบ่อยๆ ก็เพราะกรรไกรเซนเซอร์นี่แหละ ที่ทำให้หนังเหลือแค่เรต PG-13 ทั้งๆที่มันควรจะเรต R ถ้ามันเรต R ผมว่า บทพูดมันจะ fuckๆๆ กันมากกว่านี้ นี่ก็ทำให้อารมณ์ของหนังไม่พีคพอสมควรเลยอ่ะ ลองไปย้อนดู T1-T3 มัน fuckๆๆ กันทั้งเรื่อง แต่ T4 What the hell!!!! ฉากบางฉากก็ตัดออกไปเพราะ Pg-13 เนี่ยแหละ WB คงเซ็งเพราะ Watchmen เจ๊งนี่แหละ T4 ก็เลยโดน WB สั่งการมาให้ทำแค่ PG-13 ก็พอ ผมว่า WB กลายเป็นค่ายหนังที่ ผกก. ที่ติสจัดๆเริ่มเกลียดขี้หน้า ก็ตรง PG-13 นี่ผมว่าหลายเรื่องแล้ว(เจ็บสุดๆก็ I Am Legend ที่ เปลี่ยนจาก Jack Ass(ไอ้ตูดหมึก) เป็น ไอ้กรวก คนละอารมณ์เลย) ... ทำใจ

    เรื่องนักแสดง ผมว่านักแสดงยกชุดของเรื่องนี้ สุดยอดทั้งนั้น จะมีที่ผมว่าต่ำกว่าเกณฑ์หน่อยก็พี่ Bale นี่แหละ แกหลุดเยอะทีเดียวเลยว่ะ แบบว่าจังหวะนี้มันควรจะผ่อนๆลงมาหน่อย แต่พี่แกเหมือนผีเข้าสิงไงชอบกล ใส่อารมณ์มากไปหน่อย เหมือนคนบ้าเลย เหอๆๆ ส่วนคนเด่นสุดก็ แซม เวิร์ธทิงตันเนี่ย ผมว่า พี่แกจะกลายเป็น the next ลีโอนาโด้ ดิคาปริโอเลยว่ะ (เจมส์ คาเมรอน ปั้นซุปเปอร์สตาร์อีกคนแล้ว) ส่วนจอมขโมยซีนของผมก็หนีไม่พ้น ไคลน์ รีส เล่นโดย แอนตอน ยินเซ่น ซึ่งเล่นเป็นเชอคอฟใน Star Trek ด้วย เด็กนี่อนาคตไกล อายุ 20 เอง อ่อนกว่าผมอีก

    เทคนิคการถ่ายภาพ เออ เป็นหนังสงครามที่ไม่ค่อยจะเวิร์คในหลายๆฉาก คิดว่าผกก.ภาพ คงอยากจะใส่ลูกเล่นในหนังพอสมคว ว่ากันว่า McG ย้อมแมว เฮ้ย เอาฟีล์มไปทำอะไรซักอย่าง ให้ได้โทนภาพเก่าๆหน่อย ผมสรุปให้ว่า ผกก.ภาพ คนนี้แม้งอ่อนจัดจริงๆ คือ ภาพจากหลายๆฉากเนี่ย มันจะถ่ายมุมนี้ทำบ้าอะไรว่ะ มันไม่ได้ให้อารมณ์อะไรเลย โดยเฉพาะ One-Shot Scene ตอนต้นเรื่อง ที่พี่เบล ขึ้นฮอ แล้วโดนบอม ตก เป็น one- single shot ที่ผมว่า งี่เง่ามาก เป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของหนังที่รับไม่ได้จริงๆ หลายๆฉากที่มัน เออ อ่อนหัดว่ะ ผมว่าไม่แปลกเลยที่ไอ้คลิปที่ พี่เบล แกด่าตากล้องเนี่ย จะเป็นเพราะความอ่อนหัดของ ผกก. ภาพจริงๆ

     เรื่องเอ๊ฟเฟ๊ก ก็สุดยอดน่ะ ฉากที่น่าจดจำที่สุดในหนัง ผมให้รถมอไซด์ ที่มันเฟี้ยวได้ใจมาก

    สรุปว่า หนังมันไม่ค่อยดีเพราะอะไร ผมเลือก การตัดต่อ ตามด้วย ตากล้อง แล้วถึงจะเป็นบท เพราะผมชอบบท แต่ Sub-plot มันเบาๆไปหน่อย ก็หวังว่า wb คงจะไม่ดองหนังภาคต่อนีนานเกินไป(นานเกิน 10 ปี) ยังไงแฟนไชร์นี้ไม่ตายแน่นอน มีหลายประเด็นที่คนจะคุยกันและลุ้นว่าหนังจะทำต่อยังไง อาทิ ไคลน์ รีส จะกลายเป็นอาสาสมัครคนแรกที่ย้อนกลับไปช่วย ซาราห์ คอนเนอร์ ได้ยังไง จอห์น คอนเนอร์จะตายยังไง และสงครามจะจบยังไง ผมว่ามันยากน่ะที่จะทำให้จบใน 3 ไตรภาค แต่ต้องลุ้นกันต่อไป

    ผมชอบไอเดียที่ว่า ตัวละครของมาร์คัส มันเหมือนๆกับ ฮัน โซโล ใน Star Wars คือตัวละครเป็นตัวที่มีขบถในใจ คือ ไม่ได้อยากจะเป็นตัวแทนของกองกำลังกู้โลกนัก แต่สถานการณ์ทำให้เหมือนเป็นเช่นนั้น ส่วน จอห์น คอนเนอร์ ก็คล้ายๆกัน ลุค ที่เป็นตัวสำคัญ เหมือนพระเอก แต่ก็เป็นพระรอง

Chipmunks

posted on 26 May 2009 18:25 by l0ui5  in Movie

Chipmunks

     ว๊าว ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าจะชอบซีรีย์ชุดนี้จนได้

    เหตุเกิดจากตอนที่ทำเป็นหนัง Alvin and the Chipmunk นี่ก็ไม่ได้ดูในโรงกับเค้าร็อก แผ่นก็ยังไม่ได้ดู แต่ว่าอยู่มาวันหนึ่งเปิดไปเจอ Teaser ของหนังภาคต่อ Alvin and the Chipmunk เข้า แล้วแบบว่า เห้ย แม้งเจ๋งว่ะ เป็นอะไรที่โคตรง่าย แต่ว่ามันเจ๋งแสด เอาลิ้งค์มาให้ไว้ดู

Link : http://munkyourself.com/

    ลองดูแร้วจะรู้สึกว่า ของง่ายๆที่หากินยาก ผมชอบตอนที่เจ้าแอลวิลมันวิ่งมาหวังโชว์เดี่ยวนี่แหละ

    ก็เลยเปิด Youtube ดู Trailer ภาคแรก อืม เรื่องเป็นอย่างงี้นี่เอง เจ้า Chipmunks มันชอบร้องเพลง ก็ไปเจอเพลงๆหนึ่งเข้า โดนๆเหมือนกัน ชื่อว่า Christmas Don't Be Late เออเจ้า Alvin นี่กวนดีแหะ เพลงก็น่ารัก เจ้าตัวเล็กก็น่ารักดี ที่แท้ซีรีย์ Chipmunks นี่ก็เก่าเก็บกรุเหมือนกัน สงสัยต่องหามาดู

Link: http://www.youtube.com/watch?v=lzTG0fTLAlU

    พอดูทั้งสองคลิปนี้จบ ก็จะติดใจเข้า Chipmunks อย่างผมนี่แหละ