Crazy Dreamz
posted on 02 Jan 2007 20:48 by l0ui5 in General
Crazy Dreamz
เรื่องนี้เป็นความคิดบ้าๆ ของผู้ชายบ๊องๆ คนหนึ่ง ตอนนี้เขาเรียน คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ปี 2 เทอม 2 กำลังฝันถึงอนาคตที่อยากให้มันเกิดขึ้น
ถ้าถามเมื่อสองปีที่แล้ว ตอนที่เอนทรานซ์ อันดับ 1 วิศวะ คอม จุฬา(ไม่ติดชัวร์ เผื่อฟลุก) อันดับ 2 วิดวะ คอม กะเสด(คาดหวังสูงปี๊ด) อันดับ 3 วิดวะ จุฬา อันดับ 4 วิดวะ กะเสด เห้อ 4 อันดับมีแต่วิดวะ แต่ถ้าถามจริงๆ เราอยากเรียนวิดวะเหรอ ? ก็ตอบยากนะ เราฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าโตขึ้นอยากเปนอะไร คำตอบคือ อยากเป็นครู (สมัยประถม) พอขึ้นมัธยม พอเริ่มเล่นคอมเป็น ถามว่าอยากเป็นอะไร (อยากเป็นคนสร้างคอมพิวเตอร์) แต่พอขึ้นมอปลายปุ๊ป ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป จุดมุ่งหมายในการเรียนมอปลาย ก็เพื่อเป็นสายตรง ในการสอบสายที่เราเคยวาดฝันไว้ เพราะว่าตอนมอต้นเราฝันอยากเป็นคนสร้างคอมฯ ดังนั้นจุดหมายตั้งแต่นั้นมาของเรา คือ วิดวะคอม เราถูกปูพื้นทุกอย่าง เพื่อหนทางแห่งนี้โดยตรงเลย แล้วมันใช่ที่เราฝันตอนนั้นแล้วหรือ
จำได้ว่าตอนนั้น มอ 5 เราเริ่มเปิดเวปเพื่อดูวิชาเรียนตอนมหาลัย ตอนนั้นดูไม่ค่อยรู้เรื่องร็อก เห็นวิชามันน่าสนุกดี ก็เลยเปิดหาอ่านดู วิดวะ คอม มีวิชาน่าสนใจเยอะแยะเลย อยากเรียน AI เผื่อจะสร้างหุ่นยนต์ได้เหมือนในหนัง อะไรพวกนั้นหละ แต่เราก็ยังแอบมีความฝันเล็กๆ อีกสองความฝันที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น อย่างหนึ่งคือ ปรัชญา หมายคนอาจจะงงๆ ว่า ไอ้คนอย่างเราเนี่ยนะจะอยากเรียนปรัชญา ช่ายแล้วคับ ไม่ผิดร็อก ตอนนั้นเราชอบจำคำคมต่างๆ ที่จารึกอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่ง มันมีคำโดนๆ มากมาย(ซึ่งตอนนี้ลืมหมดแล้ว) อย่างเช่น เรามีชีวิตอยู่ เพื่อ อะไร คำว่าเพื่อมีความหมายมากมาย ทั้งในความคิด จิตวิญญาณ ศาสนา ช่วงนั้นเราจึงชอบดูหนังไปในตัวด้วย ในหนังชีวิตหลายๆเรื่อง จะมีคำคมแหลมๆ ซ่อน และทิ่มแทงใจคนดูอยู่ในหนัง บางเรื่องสะท้อนถึงชีวิต ปรัชญา ความเป็นจริง และความฝันรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้งและกลมเกลียว อย่างคำอมตะในหนังเรื่อง สไปเดอร์แมน "The Great Power comes with Great Responsibility." ความสามารถที่ยิ่งใหญ่ มากับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง หรือแม้แต่หนังเรื่อง ฟอเรส กัมพ์ "Love is like a chocolate box, you never know what inside." อะไรประมาณนี้แหละ เป็นความฝันเล็กๆ ที่ติดตัวคนอย่างเราเข้ามาในมหาลัย เป็นหลักปรัชญาที่เรานำมาใช้ในการดำเนินชีวิตบ๊องๆ ของเรา ถามถึงความฝันนี้เหรอ มันสลายไปนานแล้วละ...
ความฝันที่สอง คือ การเป็นนักจิตวิทยา ตอนนี้มีคนมากมาย ที่พอเราพูดถึงจิตวิทยา มันก็จะแซวเรา เพราะเรื่องผู้หญิง ป่าวเลย ช่วงที่เราได้รับแรงบันดาลใจเรื่องนี้มากที่สุด ไม่ได้เกิดจาก มุก นะ แต่เกิดจาก ไอ้ป๊อป เพื่อนสภานิสิตสุดแสบของเรา มันซิ่งมาจาก วิดวะ คอม บางมด ปี 2 เหมือนกับเราในตอนนี้เลย เราว่ามันก็อาจฝันเหมือนๆเรา แต่เรากับมันก็ต่างกันอยู่มาก ถามว่าได้รับแรงบันดาลใจเรื่องอะไร ก็ตอบว่า มันเหมือนความฝันในหนังเลย คนๆหนึ่ง สามารถเข้าถึงจิตใจของอีกคนหนึ่งได้ คนที่จะเรียนจิตวิทยาได้ ไม่ใช่ใครก็จะเรียนแล้วเก่งได้นะ แต่ต้องเป็นคนที่มีไหวพริบ ช่างสังเกต จดจำ เหล่านี้เป็นสมบัติของนักวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น ซึ่งเรื่องพวกนี้ เราค่อนข้างถนัดอยู่แล้ว หนังหลายเรื่อง ที่เล่าถึงความสามารถของนักจิตวิทยาในการอ่านใจคนอื่น เพราะหนัง มันคือหนังคับ คนเขียนทำยังไงก็ได้ให้คนดูคล้อยตาม แต่ในชีวิตจริง ใครที่ทำเช่นนั้นได้ ถือเป็นยอดคนจริงๆ ปัจจัยรอบข้างมากมายรุมเร้าให้โลกเปลี่ยนไป คนก็เปลี่ยนไป เห็นแก่ตัวขึ้น ทุกอย่าง เราอยากจะเข้าใจเหตุผลเหลือเกินว่าทำไมจิตใจมนุษย์ มันช่างโหดร้ายขึ้นทุกวัน นักจิตวิทยาเก่งๆ สามารถเล่นกับจิตใจมนุษย์ ได้อย่างรู้เท่าทัน เขาสามารถควบคุมให้ คนๆหนึ่ง มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ หรือแย่ลงก็ได้ นี่คือนักจิตวิทยาในอุดมคติของเรา เขาคือคนๆหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือได้ในพริบตาเดียว กับคำพูดเพียงไม่กี่คำ หรือสายตาที่แค่มองผ่านเพียงผิวเผิน ก็เข้าใจทุกอย่าง(เว่อโคด) ถามถึงตอนนี้ หลังจากเราได้เจอ มุก แรงบันดาลใจตรงนี้มันกลับมาอีกครั้งหนึ่งและ เราได้เจอกับคนที่เกือบใช่ คนที่เกือบจะเก่งดังที่เราพูด เธอสร้างความประทับใจ ดั่งจุดประกายแสงเทียนที่มอดดับไปแล้วขึ้นมาใหม่ เธอทำให้เห็นหนทางของความฝัน ว่ามันมีความเป็นไปได้ ความฝันที่เราหลงลืมไปแล้ว มันจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เราไม่ได้บอกว่าเราเบื่อภาควิชานี้แล้วนะ ป่าว ที่เราพิมพ์ไปเมื่อย่อหน้าที่แล้ว มันคือความฝัน ชีวิตจริงกับความฝันมันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เรามีชีวิตบนความฝัน หรือฝันกลางวันบนชีวิตจริง มีไม่กี่คนเท่านั้นหละที่ทำให้ความฝัน ที่เคยฝัน(แล้วไม่ลืมฝัน) ทำได้ดั่งฝัน ชีวิตจริงของเรา คือ คอมพิวเตอร์ เราไม่ล้มเลิก หรือหยุดมันกลางคันเด็ดขาด ยังไงเราก็ต้องให้จบสี่ปี เราเรียนคอม ก็เรียนอย่างสนุกสนาน มีเพื่อนที่ดี มีพี่ที่น่ารัก มีน้องที่ประทับใจ แค่นี้ก็เพียงพอ เพียง [b]เพื่อ[/b] ให้เราใช้ชีวิตในสังคมนี้จนจบผ่านไปได้ คอมพิวเตอร์ คืองานที่เราจะต้องทำ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ความฝันของเราอีกต่อไปแล้ว คอมพิวเตอร์มันคือเศษเสี้ยวความฝันหนึ่งของเราเท่านั้น 4 ปีที่เรียน จบไปเราอาจไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับคอมเลยก็ได้ หรืออีก 6 ปีต่อไปนี้ เราจะกลายเป็นนักจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่...
ความฝันบ๊องๆ ถ้ามีใครอ่านถึงตรงนี้ ก็คือ เราจะเรียน วิดวะคอม ให้จบ สี่ปี จากนั้นเราก็ซิ่วไปเรียน ปีหนึ่งใหม่ ที่คณะสังคม ภาควิชาจิตวิทยา เรียนอีก สี่ปี เมเจอร์อะไรเหรอ เราก็ยังไม่แน่ใจนัก ถ้าที่กะเสด ใกล้เคียงกับสายที่เราอยากเรียนสุดก็คงเป็น จิตอุตฯ ช่วงเวลาสี่ปีที่กลับไปเรียนใหม่นี้ เราก็คงจะเรียนโทควบไปด้วย คงเป็น โทวิดวะคอม กะเสดเนี่ยแหละ มันเรียนภาคค่ำ และก็อาจจะมีบริหารราม อีกตัว ที่เราจะแทรกเข้าไป สี่ปีถัดจากเราจบปริญญาตรีจากวิดวะคอมกะเสด เราจะยังคงไม่ทำงาน เราจะเรียนอีก สี่ปีเนี่ยแหละ พอจบสี่ปีนั้นแล้ว เราคงเป็นคนที่แกร่งกร้าวิชา มีจุดยืนที่แน่ชัด ทำตามความฝันของตัวเองสำเร็จได้
ก็นั่นอีกแหละ มันคือ ความฝันของคนบ๊องๆคนหนึ่ง ถามว่ามันจะเป็นไปได้ไหม มันก็เปนไปได้ เราอยากเดินตามความฝันนั้น แต่มันจะเป็นได้จริงเหรอ ย้อนกลับไปตอนที่เราอยู่มอ 6 ถ้าเราถามแม่เราว่า "แม่ ลูกอยากเรียน จิตวิทยา" แม่จะตอบเราว่าอะไร เราเดาว่า ถ้าเป็นตอนนั้น คำตอบของแม่เราจะเป็น "ก็แล้วแต่ลูกแหละ" หรือไม่ก็ "คิดดูให้ดีนะ สี่ปีถัดจากนี้ ก็แล้วแต่ลูกตัดสินใจแหละ" อืม คำตอบจะเป็นประมาณนั้น แต่ถ้าเราบอกแม่เราตอนนี้ว่า "ลูกอยากซิ่วไปเรียนจิตวิทยา ตอนจบวิดวะคอม ปี4 แล้ว" แม่เราจะตอบว่าอะไร ท่านคงแอบเศร้าที่เราเสียเวลาไปสี่ปีนี้มันสูญป่าวเหรอนี่ เงินที่อุตส่าส่งให้เรียนสี่ปี กลับเป็นสิ่งที่ลูกไม่ชอบ เหรอ? เราจะรับคำตอบนั้นจากแม่เราได้รึป่าวเราก็ไม่แน่ใจนักนะ แต่ถ้าได้ แม่เราจะตอบประมาณว่า "ลูกเสียเวลาไป 4 ปีแล้ว ดังนั้น 4 ปีนี้ ลูกต้องทำงานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อชดใช้ 4 ปีที่มันเสียไป แทนที่ 4 ปีจากนี้ลูกจะได้ทำงานมีหลักมีแหล่ง ลูกกลับต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่ง จุดยืนมันจะเปลี่ยนไป ชีวิตก็จะเปลี่ยนไป มันมีผลต่อการยอมรับจากรุ่นน้อง เพื่อน พี่ มากมาย ครูอาจารย์ เขาจะคิดยังไง เพื่อนที่เป็นความหวังให้เรา มันจะพูดว่าอะไรเมื่อเจอเรา "เฮ้ย ไอ้เม มึงซิ่วไปเรียนจิตวิทยาเนี่ยนะ" ลูกคิดดูเองแล้วกัน" ฮืม คิดแล้วหนักใจจริงๆเลยอะ
เราอยากจะบอกอย่างหนึ่ง ตั้งแต่ที่เราเคยฝันมา เราไม่เคยทำมันได้จริงซักอย่างเดียว ไม่รู้เพราะฝันแต่ละอย่าง เราไม่สามารถเดินตามความฝันนั้นได้ หรือฝันนั้นมันไกลเกินเราจะไขว่คว้าก็ไม่รู้ ตอน มอ3 เราเคยฝันว่าอยากเป็น ปธ.นักเรียน เราไม่รู้ร็อกว่ามันเท่ห์ยังไง เราเห็นเพื่อนเราอยากทำกัน เราก็เลยเข้าไปช่วย ทีแรกเราเป็นแค่ รอง.ปธ เท่านั้นหละ แต่สุดท้าย เพื่อนเรา ขอให้เราเป็น ปธ. สภา(สมัยนั้นมันบ้าการเมืองกัน มีปธ. นักเรียน, รองปธ. เวลาประชุมกันก็ต้องเปิดสภา จึงมีปธ. สภา) มันดูตลกๆนะ เราไม่มีตำแหน่งในคณะกรรมการ แต่ ณ. ที่ประชุม เราใหญ่สุด เราคุมการประชุม ทุกคนต้องฟังเรา... มันเป็นตำแหน่งที่แปลกมาก เมื่อสมัยตอนเรายังเด็กอยู่ จบ 1 ปี เราก็แทบไม่รู้เลยว่าเราทำอะไรไปบ้าง แต่ที่เราได้มาก็คือ ความเชื่อใจที่น้องได้จากตัวเรา น้องแต่ละคนที่เคยทำงานกับเรา ประทับใจเรา ให้เกียรติเรา เพราะเราเปนรุ่นพี่คนหนึ่ง ที่น้องรักและชื่นชม แต่มันก็แค่นั้น มันไม่ใช่ความฝันที่เราอยากจะทำเลย... ความฝันต่อมา ก็คือ ความฝันที่จะได้เป็น นายก อบ.ก. เนี่ยแหละ เราได้แรงบันดาลใจจากพี่กลุ่มหนึ่ง เราประทับใจเขาแทบตาย มันเหมือนฝันเลย ถ้าได้ไปยืนอยู่ตรงจุดนั้น แบบเดียวกับพี่เขา ไม่ว่าขวากนามจะเยอะแค่ไหน แต่เราก็อยากจะลองไปให้ถึงจุดนั้น แต่มาวันนี้ อุปสรรคอันนั้น ไม่ใช่ขวากนาม หรือภยันอันตรายใดๆ แต่เป็นทางที่เราจะเลือก เดินข้ามไป หรือไม่ข้ามต่างหาก มันต่างจากความฝันที่เราคิดไว้โดยสิ้นเชิง ทางที่เราสามารถเดินผ่านไปได้ หรือไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรา คนรอบข้างที่เขามองเรา หลายคนยกย่อง นับถือ เคารพ ให้เกียรติ มากมาย แต่อีกหลายคนเช่นกัน ชิงชัง ขยะแขยง ไส้เน่า อุบาศว์ ทำไมเราต้องแก่งแย่งกับพวกปัญญาอ่อนเหล่านี้ด้วย ทางที่เราจะเลือกนี้มันแทบจะไม่ได้อยู่ที่ตัวเราอีกแล้วเลย ถึงคนอื่นจะยอมรับ นับหน้าคาดตาเราไว้ ว่าปีหน้าแกเป็นนะ แต่ถามใจเรา ตอนเราอยู่ปี 1 ใครที่เคยอ่าน First Dream ก็คงจะได้ ตอนนั้นเราพูดเลยว่า เราจะเป็น พอมาปี 2 คำพูดก็เปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง มาตอนนี้เราพูดถึงทางเลือก มันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะเป็นนายก เมื่อถึงตอนนั้น มันจะอยู่ที่ว่า เราเลือกที่จะเดินทางนั้น หรือเลือกที่จะไม่เดินทางนั้นเสียมากกว่า ... เราคิดว่า ฝันนี้ก็คงจะเป็นอีกฝันหนึ่ง ที่เป็นเพียงแค่ฝัน และอาจไม่เกิดขึ้นจริงในอีกสองปีข้างหน้า
ฝันที่สาม มันเป็นอะไรที่เลื่อนลอย เคว้างคว้าง อาจเป็นเพราะ เป็นความฝันที่มันห่างไกล อีกนานกว่าจะไปถึง ชีวิตเราผ่านมาจะ 20 ปีเอง อีก 2 ช่วงของ 20 ปี เราถึงจะไปได้ถึงตรงนั้น คือ CEO ตอนมอต้น เรายังไม่รู้เลยว่าคืออะไร ตอนมอปลายแค่พอได้ยินชื่อ พอขึ้นมหาลัย เราก็รู้แค่ว่า ใครที่เป็น CEO ได้ จะต้องเป็นคนที่ไม่ธรรมดาในทุกๆด้าน แต่คนที่เก่งระดับเทพของ CEO ก็คือ สุดยอด ของสุดยอดคน ปัจจุบัน เราเข้าใจแค่ว่าCEO เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ของคณะกรรมกาบริหาร ของบริษัท ห้างหุ้นส่วนนั้นๆ ซึ่งคนที่จะเป็นคนรับคำปรึกษา จะเป็นพวก หัวหน้าบริษัท คนที่อยู่สูงที่สุดของห้างหุ้นส่วนนั้นๆ CEO อาจจะเป็นแค่นั้น คอยให้คำปรึกษา แนะนำ เพราะทุกนาทีของ CEO มีค่ามาก จนตีราคาค่างวดเป็นชั่วโมงได้ ละหลายหมื่น หลายแสน แต่เราได้บวกมุมมองของเราเพิ่มไปบางอย่าง CEO ต้องเป็นคนที่เข้าใจคน อ่านใจคนได้ เปรียบเสมือน ขงเบ้ง ที่เพียงแค่มอง ก็สามารถเข้าใจในทุกเหตุการณ์ต่างๆได้ เราสร้างความฝันนี้ขึ้นมา มันไม่แน่ร็อกว่าจะเป็นจริง เพราะมันอีกนานเหลือเกิน ตอนนั้นเราอาจเป็นตาแก่ บ๋องๆ เดินแก้ผ้าโตงๆ ตามโรงพยาบาลบ้าทั่วไป หรืออาจจะเป็นขอทานตกอับ นั่งอยู่ข้างสะพานลอยก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเรายังอยากจะเดินตามฝันนั้น มันมีอะไรมากกว่าที่เราจะต้องเรียน หลังจากจบสี่ปีจากวิดวะคอมนี้ไป จิตวิทยาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เปนไปได้ ถ้าเรามีโอกาสได้เรียน นั่นหมายถึงเราจะเข้าใจอะไรเกี่ยวกับคนได้อีกเยอะ บริหาร คงเป็นสิ่งจำเป็นอยู่แล้วสำหรับ CEO และถ้าเรายังคงไม่ยอมจำนนกับคอมพิวเตอร์ การต่อโท วิดวะคอม คงจะช่วยอะไรเราได้อีกเยอะเลย
ถ้าคุณอ่านพารากราฟ สี่อันย้อนขึ้นไปจากอันนี้ จะพบว่า ไอ้หนทางบ๊องๆ ที่เราฝันนั้น ถ้าเราทำ มันก็อาจจะเกิดเป็นความฝันที่สามของเราได้ มันจะไม่กลายเป็นความฝันบ๊องๆ ของคนบ้าๆคนหนึ่ง CEO มันไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกทางเดินเช่นนี้ แต่นี้คือคนทางหนึ่งที่เราสร้างไว้ เพื่ออนาคตอันแสนไกล ที่ไม่รู้เราจะมีชีวิตอยู่ถึงไหมด้วยซ้ำ ความฝันบ๊องๆนั้น รวมไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากมี และเราอยากเป็น ความฝันนี้ แค่ตอนนี้เราก็ท้อแล้ว เพราะจากพารากราฟ สามอันย้อนจากอันนี้ อุปสรรคแรกสุดที่เราต้องเจอ เราก็บรรยายไว้หมดแล้ว ถ้าให้เราฝอยมากกว่านี้ แค่นี้คงยังไม่หมด ทั้งหมดที่เรากล่าวมา มันเหมือนเป็นปรัชญาชีวิตของเรา จุดมุ่งหมายปลายทางของเรา เราฝันเอาไว้ไกลมาก ไม่รู้มันจะเป็นแค่ความฝันอีกไหม ไม่รู้มันจะห่างไกลเกินความจริงแค่ไหน ไม่รู้ว่าทางที่เราจะเลือก มันแค่เราเลือกที่จะเดินข้ามไป หรือไม่ข้ามต่างหาก เฮ้อ... ชีวิตหนอชีวิต
ใครที่ทนอ่านมาได้ถึงตอนนี้ และติดตามอ่านมาตลอด คงเข้าใจชีวิตบ้าๆของผมดีแล้วละ ผมจะเฉลยหนึ่งในปรัชญาชีวิตของผม ตั้งแต่เข้ามาในมหาลัยแห่งนี้ข้อหนึ่งให้ฟัง ว่า "การที่ใครซักคนจะโด่ดเด่นขึ้นมาในสังคม ตราบใดที่เขายังเป็นคนธรรมดาอยู่ ยังไงก็ยังเป็นคนธรรมดานั้นอยู่วันยังค่ำ เมื่อใดที่คนธรรมดา กล้าลุกขึ้นมา ทำอะไรที่มันโดดเด่นและแตกต่าง ก็เหมือนเสมือนกับ ชาวนาเห็นแกะดำ ถ้าไม่ถูกเชือดตาย ก็กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์" คิดแค่นี้ ถามว่าคุณจะยอมเป็นแค่ คนๆหนึ่งในโลกใบนี้เหรอ แค่นี้คุณจะยอมเป็นคนธรรมดา เป็นแกะขาว ที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลก แค่นั้นเหรอ ยังไงคุณก็ต้องตายอยู่แล้ว เราจะยอมตายเหมือนคนปกติ หรือยอมตายอย่างมีศักดิ์ศรี หรือยอมตายอย่างไร้คุณค่า ก็อยู่ที่ตัวคุณเองจะเลือก ชีวิตมีแค่ 0 กับ 1 มีแค่ ทำ กับ ไม่ทำ ข้อแม้อื่นๆ มันก็แค่ปัจจัยเสริม ความน่าจะเป็น สุดท้ายแล้ว ยังไงคุณก็ต้องเลือกว่า จะทำ หรือ ไม่ทำอยู่ ดี
ปล. เรานั่งพิมพ์เมื่อนานมาแล้วละ ตั้งแต่ปีที่แล้ว อิอิ(28/12) แต่เน็ตดันเน่านาน ก็เลยมาอัพใช้ให้ หุๆๆ
เรื่องนี้เป็นความคิดบ้าๆ ของผู้ชายบ๊องๆ คนหนึ่ง ตอนนี้เขาเรียน คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ปี 2 เทอม 2 กำลังฝันถึงอนาคตที่อยากให้มันเกิดขึ้น
ถ้าถามเมื่อสองปีที่แล้ว ตอนที่เอนทรานซ์ อันดับ 1 วิศวะ คอม จุฬา(ไม่ติดชัวร์ เผื่อฟลุก) อันดับ 2 วิดวะ คอม กะเสด(คาดหวังสูงปี๊ด) อันดับ 3 วิดวะ จุฬา อันดับ 4 วิดวะ กะเสด เห้อ 4 อันดับมีแต่วิดวะ แต่ถ้าถามจริงๆ เราอยากเรียนวิดวะเหรอ ? ก็ตอบยากนะ เราฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าโตขึ้นอยากเปนอะไร คำตอบคือ อยากเป็นครู (สมัยประถม) พอขึ้นมัธยม พอเริ่มเล่นคอมเป็น ถามว่าอยากเป็นอะไร (อยากเป็นคนสร้างคอมพิวเตอร์) แต่พอขึ้นมอปลายปุ๊ป ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป จุดมุ่งหมายในการเรียนมอปลาย ก็เพื่อเป็นสายตรง ในการสอบสายที่เราเคยวาดฝันไว้ เพราะว่าตอนมอต้นเราฝันอยากเป็นคนสร้างคอมฯ ดังนั้นจุดหมายตั้งแต่นั้นมาของเรา คือ วิดวะคอม เราถูกปูพื้นทุกอย่าง เพื่อหนทางแห่งนี้โดยตรงเลย แล้วมันใช่ที่เราฝันตอนนั้นแล้วหรือ
จำได้ว่าตอนนั้น มอ 5 เราเริ่มเปิดเวปเพื่อดูวิชาเรียนตอนมหาลัย ตอนนั้นดูไม่ค่อยรู้เรื่องร็อก เห็นวิชามันน่าสนุกดี ก็เลยเปิดหาอ่านดู วิดวะ คอม มีวิชาน่าสนใจเยอะแยะเลย อยากเรียน AI เผื่อจะสร้างหุ่นยนต์ได้เหมือนในหนัง อะไรพวกนั้นหละ แต่เราก็ยังแอบมีความฝันเล็กๆ อีกสองความฝันที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น อย่างหนึ่งคือ ปรัชญา หมายคนอาจจะงงๆ ว่า ไอ้คนอย่างเราเนี่ยนะจะอยากเรียนปรัชญา ช่ายแล้วคับ ไม่ผิดร็อก ตอนนั้นเราชอบจำคำคมต่างๆ ที่จารึกอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่ง มันมีคำโดนๆ มากมาย(ซึ่งตอนนี้ลืมหมดแล้ว) อย่างเช่น เรามีชีวิตอยู่ เพื่อ อะไร คำว่าเพื่อมีความหมายมากมาย ทั้งในความคิด จิตวิญญาณ ศาสนา ช่วงนั้นเราจึงชอบดูหนังไปในตัวด้วย ในหนังชีวิตหลายๆเรื่อง จะมีคำคมแหลมๆ ซ่อน และทิ่มแทงใจคนดูอยู่ในหนัง บางเรื่องสะท้อนถึงชีวิต ปรัชญา ความเป็นจริง และความฝันรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้งและกลมเกลียว อย่างคำอมตะในหนังเรื่อง สไปเดอร์แมน "The Great Power comes with Great Responsibility." ความสามารถที่ยิ่งใหญ่ มากับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง หรือแม้แต่หนังเรื่อง ฟอเรส กัมพ์ "Love is like a chocolate box, you never know what inside." อะไรประมาณนี้แหละ เป็นความฝันเล็กๆ ที่ติดตัวคนอย่างเราเข้ามาในมหาลัย เป็นหลักปรัชญาที่เรานำมาใช้ในการดำเนินชีวิตบ๊องๆ ของเรา ถามถึงความฝันนี้เหรอ มันสลายไปนานแล้วละ...
ความฝันที่สอง คือ การเป็นนักจิตวิทยา ตอนนี้มีคนมากมาย ที่พอเราพูดถึงจิตวิทยา มันก็จะแซวเรา เพราะเรื่องผู้หญิง ป่าวเลย ช่วงที่เราได้รับแรงบันดาลใจเรื่องนี้มากที่สุด ไม่ได้เกิดจาก มุก นะ แต่เกิดจาก ไอ้ป๊อป เพื่อนสภานิสิตสุดแสบของเรา มันซิ่งมาจาก วิดวะ คอม บางมด ปี 2 เหมือนกับเราในตอนนี้เลย เราว่ามันก็อาจฝันเหมือนๆเรา แต่เรากับมันก็ต่างกันอยู่มาก ถามว่าได้รับแรงบันดาลใจเรื่องอะไร ก็ตอบว่า มันเหมือนความฝันในหนังเลย คนๆหนึ่ง สามารถเข้าถึงจิตใจของอีกคนหนึ่งได้ คนที่จะเรียนจิตวิทยาได้ ไม่ใช่ใครก็จะเรียนแล้วเก่งได้นะ แต่ต้องเป็นคนที่มีไหวพริบ ช่างสังเกต จดจำ เหล่านี้เป็นสมบัติของนักวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น ซึ่งเรื่องพวกนี้ เราค่อนข้างถนัดอยู่แล้ว หนังหลายเรื่อง ที่เล่าถึงความสามารถของนักจิตวิทยาในการอ่านใจคนอื่น เพราะหนัง มันคือหนังคับ คนเขียนทำยังไงก็ได้ให้คนดูคล้อยตาม แต่ในชีวิตจริง ใครที่ทำเช่นนั้นได้ ถือเป็นยอดคนจริงๆ ปัจจัยรอบข้างมากมายรุมเร้าให้โลกเปลี่ยนไป คนก็เปลี่ยนไป เห็นแก่ตัวขึ้น ทุกอย่าง เราอยากจะเข้าใจเหตุผลเหลือเกินว่าทำไมจิตใจมนุษย์ มันช่างโหดร้ายขึ้นทุกวัน นักจิตวิทยาเก่งๆ สามารถเล่นกับจิตใจมนุษย์ ได้อย่างรู้เท่าทัน เขาสามารถควบคุมให้ คนๆหนึ่ง มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ หรือแย่ลงก็ได้ นี่คือนักจิตวิทยาในอุดมคติของเรา เขาคือคนๆหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือได้ในพริบตาเดียว กับคำพูดเพียงไม่กี่คำ หรือสายตาที่แค่มองผ่านเพียงผิวเผิน ก็เข้าใจทุกอย่าง(เว่อโคด) ถามถึงตอนนี้ หลังจากเราได้เจอ มุก แรงบันดาลใจตรงนี้มันกลับมาอีกครั้งหนึ่งและ เราได้เจอกับคนที่เกือบใช่ คนที่เกือบจะเก่งดังที่เราพูด เธอสร้างความประทับใจ ดั่งจุดประกายแสงเทียนที่มอดดับไปแล้วขึ้นมาใหม่ เธอทำให้เห็นหนทางของความฝัน ว่ามันมีความเป็นไปได้ ความฝันที่เราหลงลืมไปแล้ว มันจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เราไม่ได้บอกว่าเราเบื่อภาควิชานี้แล้วนะ ป่าว ที่เราพิมพ์ไปเมื่อย่อหน้าที่แล้ว มันคือความฝัน ชีวิตจริงกับความฝันมันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เรามีชีวิตบนความฝัน หรือฝันกลางวันบนชีวิตจริง มีไม่กี่คนเท่านั้นหละที่ทำให้ความฝัน ที่เคยฝัน(แล้วไม่ลืมฝัน) ทำได้ดั่งฝัน ชีวิตจริงของเรา คือ คอมพิวเตอร์ เราไม่ล้มเลิก หรือหยุดมันกลางคันเด็ดขาด ยังไงเราก็ต้องให้จบสี่ปี เราเรียนคอม ก็เรียนอย่างสนุกสนาน มีเพื่อนที่ดี มีพี่ที่น่ารัก มีน้องที่ประทับใจ แค่นี้ก็เพียงพอ เพียง [b]เพื่อ[/b] ให้เราใช้ชีวิตในสังคมนี้จนจบผ่านไปได้ คอมพิวเตอร์ คืองานที่เราจะต้องทำ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ความฝันของเราอีกต่อไปแล้ว คอมพิวเตอร์มันคือเศษเสี้ยวความฝันหนึ่งของเราเท่านั้น 4 ปีที่เรียน จบไปเราอาจไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับคอมเลยก็ได้ หรืออีก 6 ปีต่อไปนี้ เราจะกลายเป็นนักจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่...
ความฝันบ๊องๆ ถ้ามีใครอ่านถึงตรงนี้ ก็คือ เราจะเรียน วิดวะคอม ให้จบ สี่ปี จากนั้นเราก็ซิ่วไปเรียน ปีหนึ่งใหม่ ที่คณะสังคม ภาควิชาจิตวิทยา เรียนอีก สี่ปี เมเจอร์อะไรเหรอ เราก็ยังไม่แน่ใจนัก ถ้าที่กะเสด ใกล้เคียงกับสายที่เราอยากเรียนสุดก็คงเป็น จิตอุตฯ ช่วงเวลาสี่ปีที่กลับไปเรียนใหม่นี้ เราก็คงจะเรียนโทควบไปด้วย คงเป็น โทวิดวะคอม กะเสดเนี่ยแหละ มันเรียนภาคค่ำ และก็อาจจะมีบริหารราม อีกตัว ที่เราจะแทรกเข้าไป สี่ปีถัดจากเราจบปริญญาตรีจากวิดวะคอมกะเสด เราจะยังคงไม่ทำงาน เราจะเรียนอีก สี่ปีเนี่ยแหละ พอจบสี่ปีนั้นแล้ว เราคงเป็นคนที่แกร่งกร้าวิชา มีจุดยืนที่แน่ชัด ทำตามความฝันของตัวเองสำเร็จได้
ก็นั่นอีกแหละ มันคือ ความฝันของคนบ๊องๆคนหนึ่ง ถามว่ามันจะเป็นไปได้ไหม มันก็เปนไปได้ เราอยากเดินตามความฝันนั้น แต่มันจะเป็นได้จริงเหรอ ย้อนกลับไปตอนที่เราอยู่มอ 6 ถ้าเราถามแม่เราว่า "แม่ ลูกอยากเรียน จิตวิทยา" แม่จะตอบเราว่าอะไร เราเดาว่า ถ้าเป็นตอนนั้น คำตอบของแม่เราจะเป็น "ก็แล้วแต่ลูกแหละ" หรือไม่ก็ "คิดดูให้ดีนะ สี่ปีถัดจากนี้ ก็แล้วแต่ลูกตัดสินใจแหละ" อืม คำตอบจะเป็นประมาณนั้น แต่ถ้าเราบอกแม่เราตอนนี้ว่า "ลูกอยากซิ่วไปเรียนจิตวิทยา ตอนจบวิดวะคอม ปี4 แล้ว" แม่เราจะตอบว่าอะไร ท่านคงแอบเศร้าที่เราเสียเวลาไปสี่ปีนี้มันสูญป่าวเหรอนี่ เงินที่อุตส่าส่งให้เรียนสี่ปี กลับเป็นสิ่งที่ลูกไม่ชอบ เหรอ? เราจะรับคำตอบนั้นจากแม่เราได้รึป่าวเราก็ไม่แน่ใจนักนะ แต่ถ้าได้ แม่เราจะตอบประมาณว่า "ลูกเสียเวลาไป 4 ปีแล้ว ดังนั้น 4 ปีนี้ ลูกต้องทำงานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อชดใช้ 4 ปีที่มันเสียไป แทนที่ 4 ปีจากนี้ลูกจะได้ทำงานมีหลักมีแหล่ง ลูกกลับต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่ง จุดยืนมันจะเปลี่ยนไป ชีวิตก็จะเปลี่ยนไป มันมีผลต่อการยอมรับจากรุ่นน้อง เพื่อน พี่ มากมาย ครูอาจารย์ เขาจะคิดยังไง เพื่อนที่เป็นความหวังให้เรา มันจะพูดว่าอะไรเมื่อเจอเรา "เฮ้ย ไอ้เม มึงซิ่วไปเรียนจิตวิทยาเนี่ยนะ" ลูกคิดดูเองแล้วกัน" ฮืม คิดแล้วหนักใจจริงๆเลยอะ
เราอยากจะบอกอย่างหนึ่ง ตั้งแต่ที่เราเคยฝันมา เราไม่เคยทำมันได้จริงซักอย่างเดียว ไม่รู้เพราะฝันแต่ละอย่าง เราไม่สามารถเดินตามความฝันนั้นได้ หรือฝันนั้นมันไกลเกินเราจะไขว่คว้าก็ไม่รู้ ตอน มอ3 เราเคยฝันว่าอยากเป็น ปธ.นักเรียน เราไม่รู้ร็อกว่ามันเท่ห์ยังไง เราเห็นเพื่อนเราอยากทำกัน เราก็เลยเข้าไปช่วย ทีแรกเราเป็นแค่ รอง.ปธ เท่านั้นหละ แต่สุดท้าย เพื่อนเรา ขอให้เราเป็น ปธ. สภา(สมัยนั้นมันบ้าการเมืองกัน มีปธ. นักเรียน, รองปธ. เวลาประชุมกันก็ต้องเปิดสภา จึงมีปธ. สภา) มันดูตลกๆนะ เราไม่มีตำแหน่งในคณะกรรมการ แต่ ณ. ที่ประชุม เราใหญ่สุด เราคุมการประชุม ทุกคนต้องฟังเรา... มันเป็นตำแหน่งที่แปลกมาก เมื่อสมัยตอนเรายังเด็กอยู่ จบ 1 ปี เราก็แทบไม่รู้เลยว่าเราทำอะไรไปบ้าง แต่ที่เราได้มาก็คือ ความเชื่อใจที่น้องได้จากตัวเรา น้องแต่ละคนที่เคยทำงานกับเรา ประทับใจเรา ให้เกียรติเรา เพราะเราเปนรุ่นพี่คนหนึ่ง ที่น้องรักและชื่นชม แต่มันก็แค่นั้น มันไม่ใช่ความฝันที่เราอยากจะทำเลย... ความฝันต่อมา ก็คือ ความฝันที่จะได้เป็น นายก อบ.ก. เนี่ยแหละ เราได้แรงบันดาลใจจากพี่กลุ่มหนึ่ง เราประทับใจเขาแทบตาย มันเหมือนฝันเลย ถ้าได้ไปยืนอยู่ตรงจุดนั้น แบบเดียวกับพี่เขา ไม่ว่าขวากนามจะเยอะแค่ไหน แต่เราก็อยากจะลองไปให้ถึงจุดนั้น แต่มาวันนี้ อุปสรรคอันนั้น ไม่ใช่ขวากนาม หรือภยันอันตรายใดๆ แต่เป็นทางที่เราจะเลือก เดินข้ามไป หรือไม่ข้ามต่างหาก มันต่างจากความฝันที่เราคิดไว้โดยสิ้นเชิง ทางที่เราสามารถเดินผ่านไปได้ หรือไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรา คนรอบข้างที่เขามองเรา หลายคนยกย่อง นับถือ เคารพ ให้เกียรติ มากมาย แต่อีกหลายคนเช่นกัน ชิงชัง ขยะแขยง ไส้เน่า อุบาศว์ ทำไมเราต้องแก่งแย่งกับพวกปัญญาอ่อนเหล่านี้ด้วย ทางที่เราจะเลือกนี้มันแทบจะไม่ได้อยู่ที่ตัวเราอีกแล้วเลย ถึงคนอื่นจะยอมรับ นับหน้าคาดตาเราไว้ ว่าปีหน้าแกเป็นนะ แต่ถามใจเรา ตอนเราอยู่ปี 1 ใครที่เคยอ่าน First Dream ก็คงจะได้ ตอนนั้นเราพูดเลยว่า เราจะเป็น พอมาปี 2 คำพูดก็เปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง มาตอนนี้เราพูดถึงทางเลือก มันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะเป็นนายก เมื่อถึงตอนนั้น มันจะอยู่ที่ว่า เราเลือกที่จะเดินทางนั้น หรือเลือกที่จะไม่เดินทางนั้นเสียมากกว่า ... เราคิดว่า ฝันนี้ก็คงจะเป็นอีกฝันหนึ่ง ที่เป็นเพียงแค่ฝัน และอาจไม่เกิดขึ้นจริงในอีกสองปีข้างหน้า
ฝันที่สาม มันเป็นอะไรที่เลื่อนลอย เคว้างคว้าง อาจเป็นเพราะ เป็นความฝันที่มันห่างไกล อีกนานกว่าจะไปถึง ชีวิตเราผ่านมาจะ 20 ปีเอง อีก 2 ช่วงของ 20 ปี เราถึงจะไปได้ถึงตรงนั้น คือ CEO ตอนมอต้น เรายังไม่รู้เลยว่าคืออะไร ตอนมอปลายแค่พอได้ยินชื่อ พอขึ้นมหาลัย เราก็รู้แค่ว่า ใครที่เป็น CEO ได้ จะต้องเป็นคนที่ไม่ธรรมดาในทุกๆด้าน แต่คนที่เก่งระดับเทพของ CEO ก็คือ สุดยอด ของสุดยอดคน ปัจจุบัน เราเข้าใจแค่ว่าCEO เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ของคณะกรรมกาบริหาร ของบริษัท ห้างหุ้นส่วนนั้นๆ ซึ่งคนที่จะเป็นคนรับคำปรึกษา จะเป็นพวก หัวหน้าบริษัท คนที่อยู่สูงที่สุดของห้างหุ้นส่วนนั้นๆ CEO อาจจะเป็นแค่นั้น คอยให้คำปรึกษา แนะนำ เพราะทุกนาทีของ CEO มีค่ามาก จนตีราคาค่างวดเป็นชั่วโมงได้ ละหลายหมื่น หลายแสน แต่เราได้บวกมุมมองของเราเพิ่มไปบางอย่าง CEO ต้องเป็นคนที่เข้าใจคน อ่านใจคนได้ เปรียบเสมือน ขงเบ้ง ที่เพียงแค่มอง ก็สามารถเข้าใจในทุกเหตุการณ์ต่างๆได้ เราสร้างความฝันนี้ขึ้นมา มันไม่แน่ร็อกว่าจะเป็นจริง เพราะมันอีกนานเหลือเกิน ตอนนั้นเราอาจเป็นตาแก่ บ๋องๆ เดินแก้ผ้าโตงๆ ตามโรงพยาบาลบ้าทั่วไป หรืออาจจะเป็นขอทานตกอับ นั่งอยู่ข้างสะพานลอยก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเรายังอยากจะเดินตามฝันนั้น มันมีอะไรมากกว่าที่เราจะต้องเรียน หลังจากจบสี่ปีจากวิดวะคอมนี้ไป จิตวิทยาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เปนไปได้ ถ้าเรามีโอกาสได้เรียน นั่นหมายถึงเราจะเข้าใจอะไรเกี่ยวกับคนได้อีกเยอะ บริหาร คงเป็นสิ่งจำเป็นอยู่แล้วสำหรับ CEO และถ้าเรายังคงไม่ยอมจำนนกับคอมพิวเตอร์ การต่อโท วิดวะคอม คงจะช่วยอะไรเราได้อีกเยอะเลย
ถ้าคุณอ่านพารากราฟ สี่อันย้อนขึ้นไปจากอันนี้ จะพบว่า ไอ้หนทางบ๊องๆ ที่เราฝันนั้น ถ้าเราทำ มันก็อาจจะเกิดเป็นความฝันที่สามของเราได้ มันจะไม่กลายเป็นความฝันบ๊องๆ ของคนบ้าๆคนหนึ่ง CEO มันไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกทางเดินเช่นนี้ แต่นี้คือคนทางหนึ่งที่เราสร้างไว้ เพื่ออนาคตอันแสนไกล ที่ไม่รู้เราจะมีชีวิตอยู่ถึงไหมด้วยซ้ำ ความฝันบ๊องๆนั้น รวมไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากมี และเราอยากเป็น ความฝันนี้ แค่ตอนนี้เราก็ท้อแล้ว เพราะจากพารากราฟ สามอันย้อนจากอันนี้ อุปสรรคแรกสุดที่เราต้องเจอ เราก็บรรยายไว้หมดแล้ว ถ้าให้เราฝอยมากกว่านี้ แค่นี้คงยังไม่หมด ทั้งหมดที่เรากล่าวมา มันเหมือนเป็นปรัชญาชีวิตของเรา จุดมุ่งหมายปลายทางของเรา เราฝันเอาไว้ไกลมาก ไม่รู้มันจะเป็นแค่ความฝันอีกไหม ไม่รู้มันจะห่างไกลเกินความจริงแค่ไหน ไม่รู้ว่าทางที่เราจะเลือก มันแค่เราเลือกที่จะเดินข้ามไป หรือไม่ข้ามต่างหาก เฮ้อ... ชีวิตหนอชีวิต
ใครที่ทนอ่านมาได้ถึงตอนนี้ และติดตามอ่านมาตลอด คงเข้าใจชีวิตบ้าๆของผมดีแล้วละ ผมจะเฉลยหนึ่งในปรัชญาชีวิตของผม ตั้งแต่เข้ามาในมหาลัยแห่งนี้ข้อหนึ่งให้ฟัง ว่า "การที่ใครซักคนจะโด่ดเด่นขึ้นมาในสังคม ตราบใดที่เขายังเป็นคนธรรมดาอยู่ ยังไงก็ยังเป็นคนธรรมดานั้นอยู่วันยังค่ำ เมื่อใดที่คนธรรมดา กล้าลุกขึ้นมา ทำอะไรที่มันโดดเด่นและแตกต่าง ก็เหมือนเสมือนกับ ชาวนาเห็นแกะดำ ถ้าไม่ถูกเชือดตาย ก็กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์" คิดแค่นี้ ถามว่าคุณจะยอมเป็นแค่ คนๆหนึ่งในโลกใบนี้เหรอ แค่นี้คุณจะยอมเป็นคนธรรมดา เป็นแกะขาว ที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลก แค่นั้นเหรอ ยังไงคุณก็ต้องตายอยู่แล้ว เราจะยอมตายเหมือนคนปกติ หรือยอมตายอย่างมีศักดิ์ศรี หรือยอมตายอย่างไร้คุณค่า ก็อยู่ที่ตัวคุณเองจะเลือก ชีวิตมีแค่ 0 กับ 1 มีแค่ ทำ กับ ไม่ทำ ข้อแม้อื่นๆ มันก็แค่ปัจจัยเสริม ความน่าจะเป็น สุดท้ายแล้ว ยังไงคุณก็ต้องเลือกว่า จะทำ หรือ ไม่ทำอยู่ ดี
ปล. เรานั่งพิมพ์เมื่อนานมาแล้วละ ตั้งแต่ปีที่แล้ว อิอิ(28/12) แต่เน็ตดันเน่านาน ก็เลยมาอัพใช้ให้ หุๆๆ
ตอน ม.2 - ม. 4 ความฝันแน่วแน่มาก ว่าอยากจะเรียนวิศวะ-โยธา
แต่ตอนนี้ ไม่มีจุดหมายอะไรเลย ไม่รู้ว่าจุดหมายนั้น หายไปเมื่อไหร่ แต่พอมารู้ตัวอีกที มันก็หายไปหมดแล้ว ไม่เหลืออะไรเลย
แต่เรื่องจิตวิทยา เป็นเรื่องที่ชอบมาตลอด ตั้งแต่ ม. 1 จนถึงตอนนี้ก็ยังชอบ
เคยคิดอยากจะเรียนจิตแพทย์เหมือนกัน แต่ความรู้สึกมันบอกว่า จบมาแล้วจะทำอะไร แล้วเราก็ตอบไม่ได้
ตอนนี้อยู่ ม. 5 ไม่มีอะไรเป็นจุดหมายเลย แม้แต่คณะที่อยากเรียน ไม่มีเลยจริงๆ
กาลังแซดอยู่เนี่ย...
#1 By Pingjian-Z on 2007-01-02 21:18