กฎหมาย จริยธรรม คุณธรรม

ปล... อ่านแล้วโดนมากคับ เลยเอามาให้อ่านกัน ก๊อปมาเต็มๆจาก
http://www.adslthailand.com/forum/viewtopic.php?p=273064

สังคมไทยวันนี้ กำลังเรียกร้อง ถามหาคุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติตามกฎหมาย นักวิชาการ สื่อมวลชน นักธุรกิจ และกลุ่มผู้เสียประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งอ้างว่าคณะของตนกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรมเพื่อประเทศชาติ และประชาชนส่วนใหญ่ แต่ทว่าวิธีการที่ดำเนินการกลับใช้วิธีการนอกกฎหมาย วิธีการนอกระบบ มากดดัน และ ขับไล่ผู้ที่มาตามระบบ
ระบบประชาธิปไตยของเราจะเป็นเช่นไร หากว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องพ้นจากตำแหน่ง และ ถูกขับไล่ด้วยวิธีการนอกระบบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการปฏิวัติ รัฐประหาร
หากนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง กับ นายกรัฐมนตรีมาจากการยึดอำนาจ ปฏิวัติ รัฐประหาร ต้องมีจุดจบเหมือนกัน ต่อไปใครจะเลือกแนวทางการเลือกตั้ง เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ เลยว่าการปฏิบัติตามกฎหมาย จะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย

ทุกอย่างล้วนแต่ขึ้นอยู่กับอารมณ์และกระแสสังคม มากกว่าความถูกต้องของกฎหมาย และหลักการของระบบประชาธิปไตย
ความไม่อดทน และไม่เรียนรู้ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และนำปัญหาของบุคคล มาเป็นปัญหาของระบบ นำข้อด้อย ข้อเสียของบุคคล มาเป็นข้อด้อย ข้อเสียของระบบ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทย

จำได้ไหมครั้งหนึ่ง สังคมไทยเคยเบื่อหน่ายต่อพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยอมรับให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อไปไม่ได้ แต่ยอมรับได้ และเชิดชูมากยิ่งขึ้น เมื่อพล.อ.เปรม เป็นองคมนตรี และรัฐบุรุษ และเป็นประธานองคมนตรี ในเวลาต่อมา

จำได้ไหมครั้งหนึ่ง เราเคยดูถูกดูแคลนคุณบรรหาร ศิลปอาชา ว่าเป็นนักการเมืองที่มีภาพพจน์ไม่ดี และไม่ยอมรับการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ของคุณบรรหาร มีการสร้างกระ แสขับไล่ แต่เมื่อคุณบรรหาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลับบอกว่าคุณบรรหาร เป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองที่น่าเคารพ ยกย่อง

จำได้ไหมครั้งหนึ่งเราเคยรักคุณชวน หลีกภัย เรียกร้องให้คุณชวน เป็นวีรบุรุษ กู้ชาติหลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ต่อมากลับมีการปลุกกระแสขับไล่คุณชวน หลีกภัย จนพรรคประชาธิปัตย์ ต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อพรรคไทยรักไทย

จำได้ไหมครั้งหนึ่งเราชื่นชมพรรคไทยรักไทย ลงคะแนนเสียงให้มากถึง 11 ล้านเสียงและ 19 ล้านเสียง ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำได้มาก่อน แต่วันนี้ กลับมีการสร้างกระแสขับไล่หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่คนส่วนใหญ่เลือกมาให้เป็นนายกรัฐมนตรี เอง

ปรากฏการณ์เหล่านี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นวุฒิภาวะทางอารมณ์ของคนในสังคม ไทย เลือกที่จะใช้วิธีการปลุกกระแส ขับไล่ กดดันนอกระบบ มากกว่าที่จะใช้วิธีการตามระบบประชาธิปไตย
การยื่นกระทู้ถาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเข้าชื่อถอดถอน การยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง การยื่นฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดิน และอีกหลายวิธีการที่จะดำเนินการกับผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง
แต่ความไม่อดทน การไม่รอคอย การต้องการเห็นผลทันตา เป็นลักษณะเด่นของสังคมไทย ที่ผู้หวังประโยชน์ จากการล้มรัฐบาล ขับไล่นายกรัฐมนตรี ในแต่ละยุคสมัย เข้าใจเป็นอย่างดี และนำมาใช้ประโยชน์ได้เสมอ

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 นี้ ขบวนการโค่นล้มนายกรัฐมนตรี ก็ใช้วิธีการที่เคยใช้กันมาตลอด คือการปลุกระดมประชาชน การชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี และการยั่วยุให้เกิดการปะทะ เพื่อให้สถานการณ์การการเมืองตึงเครียด และกล่าวหารัฐบาลทำร้ายประชาชน ไม่มีความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไป ไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป

แต่ทว่าครั้งนี้แตกต่างกว่าทุกครั้ง ตรงที่รัฐบาลนี้ นายกรัฐมนตรีคนนี้ มาจากการเลือกตั้ง หากถูกกดดัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่งแล้ว จะออกไปด้วยวิธีใด และจะมีการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ด้วยวิธีการเช่นใด จะมั่นใจได้อย่างไรว่าหากเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้รัฐบาลใหม่แล้ว จะไม่ถูกขับไล่จากผู้ไม่สมประโยชน์ ที่แอบอ้างประชาชน อีก
หลักการของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่ยืนยันไม่ลาออกจากตำแหน่ง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับผู้ขับไล่ ก็ไม่แตกต่างจากหลักการของคุณชวน หลีกภัย ที่เคยยืนยันไม่ออก ไม่ยุบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่นกัน
คาถาเดียวของคุณชวน ก็คือ หากไม่พอใจผม ไม่ชอบธรรม เห็นว่าผมทำไม่ถูก ก็ไม่ต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องเลือกผม
นั่นหมายความว่าคุณชวน ก็ใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อปกป้องตัวเองและรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่แตกต่างจากคุณทักษิณ ที่บอกว่าผมมาตามระบบ มี 19 ล้านคนเลือกให้ผมมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมไม่มีเจตนาที่จะลาออก หากว่าประชาชนไม่พอใจ ไม่ชอบการทำงานของผม เลือกตั้งครั้งต่อไปก็ไม่ต้องเลือกผม ไม่ต้องเลือกพรรคไทยรักไทย
ถ้าประชาชนไม่เลือก ไม่ลงคะแนนให้ พรรคไทยรักไทยและทักษิณ ชินวัตร ก็ถึงกาลอวสาน

นี่คือระบบประชาธิปไตย นี่คือหลักการ และหัวใจของระบบประชาธิปไตย ที่ต้อง การให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง และให้ความสำคัญกับ การเลือกตั้ง ในแง่มุม หรือนัยยะ การยอมรับของประชาชน และ การใช้อำนาจแทนประชาชนที่ไว้วางใจ ไม่ใช่มองการเลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการที่มาของตำแหน่ง เสมือนหนึ่งพิธีกรรม ดั่งเช่นที่มีการพูดกันประชาธิปไตย 4 วินาที ซึ่งพยายามจะอธิบายว่าประชาชนมีอำนาจเพียงแค่ 4 วินาทีในขณะที่กาบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการพยายามอธิบายให้เกิดการเข้าใจผิด และดูถูกการตัดสินใจของประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อีกทั้งดูถูก ไม่เชื่อวิธีการควบ คุม วิธีการเพิกถอน วิธีการถอดถอน วิธีการลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนได้ถึงวิธีคิด วิธีปฏิบัติของบุคคลนั้น ว่าเป็นผู้ไม่ยอมรับระบบและหลักการแห่งประชาธิปไตย ไม่ยอมรับการเลือกตั้ง ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ

จึงไม่น่าแปลกใจที่ สนธิ ลิ้มทองกุล จะเคลื่อนไหวปลุกระดมขับไล่นายกรัฐมนตรี ด้วยวิธีการนอกระบบทั้งหมดทั้งมวลเท่าที่จะคิดหา และทำได้ เพราะสนธิ ไม่เคยเชื่อมั่นวิธีการในระบบมาแต่ต้น เนื่องจากตลอดชีวิตการทำงานของเขา อยู่ด้วยระบบอภิสิทธิ์ และ สิทธิพิเศษ มาโดยตลอด จนกระทั่งไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ ไม่มีอภิสิทธิ์ในชีวิต เนื่องจากรัฐบาลนี้ไม่ให้ เช่นที่รัฐบาลอื่นเคยให้ สนธิ จึงอดรนทนไม่ได้ ที่จะต้องใช้ชีวิตเช่นปกติชนทั่วไป จึงต้องขับเคลื่อนประชาชน ปลุกระดมประชาชนด้วยข้อความที่ทำให้เข้าใจผิดและเกลียดชัง มาขับไล่รัฐบาล
สนธิ กำลังใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อชำระแค้นทางการเมือง ทางธุรกิจ และชีวิตของตนเอง ด้วยวิธีการนอกระบบ
แต่น่าแปลกใจสำหรับนักวิชาการ และ สมาชิกวุฒิสภาที่ใกล้หมดวาระในอีกไม่กี่วันข้างหน้าที่ไปรวมตัวกัน เข้าชื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก กลับอาศัยโอกาสนี้ผสมโรงเข้าไปด้วย ซึ่งไม่ต่างจากการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการนอกระบบ

นักวิชาการระดับปริญญาเอกจำนวนมาก และ สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมาก ย่อมรู้ดี เข้าใจดีถึงหลักการของระบบประชาธิปไตย และความสำคัญของการเลือกตั้ง การอยู่ในอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง มีนัยยะอย่างไรต่อระบบประชาธิปไตย อย่างยั่งยืน มิใช่ประชาธิปไตยแบบชั่วครั้งชั่วคราว หรือประชาธิปไตยแบบตามใจฉัน
น่าประหลาดใจที่คณบดีรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวนอกระบบ สนับสนุนวิธีการที่ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

หากการเคลื่อนไหว กดดันนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ประสบความสำเร็จ คงต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่าเหตุแห่งการพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี มี การพ้นไปเพราะประชา ชนขับไล่ ไว้ด้วย และตำรารัฐศาสตร์ ก็ต้องเขียนกันใหม่ ว่า นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งกับนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้ง ต่างกันเพียงแต่วิธีการที่มา แต่ไม่แตกต่างในแง่ของความชอบธรรมที่จะได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
ในเมื่อท่านทั้งหลายมีจุดมุ่งหมายที่แจ่มชัดเหลือเกินว่าต้องการขับไล่นายกรัฐ มนตรี ด้วยเหตุที่ไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วไยท่านจึงสนับสนุนวิธีการที่ขัดต่อกฎหมาย จึงสนับสนุนวิธีการที่มุ่งหมายให้ประชาชนออกมาเผชิญหน้า สนับสนุนวิธีการที่ใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ
ในเมื่อท่านใช้วิธีการหรือสับสนับสนุนวิธีการที่ไม่เป็นไปตามหลักการ และระบบประ ชาธิปไตย ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ท่านยังเข้าใจว่าท่านเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม อีกหรือไม่

ผู้ไม่รักษากฎหมาย ผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ย่อมไม่อาจเรียกเป็นผู้มีคุณธรรม และยิ่งไม่อาจเรียกเป็นผู้มีจริยธรรม เพราะท่านกำลังละเมิดกฎกติกาของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สงบเรียบร้อยในสังคม
ในเมื่อท่านมิอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้มีคุณธรรม และมิอาจเรียกได้ว่าเป็นผู้มีจริยธรรม แล้วเหตุใดท่านจึงจะเรียกร้องให้ผู้อื่นมีจริยธรรม และมีคุณธรรม ตลอดจนการปฏิบัติตามกฎหมาย
ก็ในเมื่อท่านยังไม่กระทำ แล้วท่านจะใช้สิทธิใดไปเรียกร้องผู้อื่นกระทำ

สิทธิแห่งความเป็นครูอาจารย์ ย่อมไม่ได้รับการยกเว้นเช่นบุคคลทั่วไปในสังคมที่เรียกขานตัวเองเป็นนิติรัฐ มิใช่หรือ ตรงกันข้าม ความเป็นครูอาจารย์ ยิ่งเป็นสิ่งกำหนดกรอบและแนวปฏิบัติแก่ท่านชัดเจนว่าไม่ควรใช้วิธีการนอกระบบ หรือวิธีการที่กฎหมายมิได้กำหนดไว้
หรือท่านคิดจะใช้อาญาเถื่อนกำจัดสิ่งที่มาตามกฎหมายหากแต่ท่านเข้าใจว่าเป็นอาญาเถื่อน
แต่ถึงกระนั้น ภาพ อาญาเถื่อน ที่ท่านมองเห็น ก็เป็นเพียงมุมมองของท่าน ยังมีมุมมองอีกหลายสิบล้านมุมมอง ที่อาจไม่เห็นเช่นเดียวกับท่าน
ท่านใช้สิทธิอันใด มาตัดสินว่ามุมมองหรือภาพที่ท่านเห็นเป็นมุมมองหรือภาพที่ถูก ต้อง โดยไม่สอบถามผู้อื่น
ท่านพึงตระหนักว่าสิ่งที่ท่านกระทำในขณะนี้ จะเป็นบันทึกในประวัติศาสตร์ และจดจารไว้ในตำราเรียน เช่นเดียวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
วันหนึ่งข้างหน้า ท่านจะตอบคำถามนักเรียนของท่านได้อย่างไร ว่าหลักการแห่งประชาธิปไตย เป็นอย่างไร และการใช้วิธีการนอกระบบกำจัดผู้ที่มาตามระบบ ภายใต้กรอบแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่กระทำได้ใช่หรือไม่
หากเป็นเช่นนี้ แล้วเราจะยึดถือระบบประชาธิปไตยไปเพื่ออะไร เราจะเรียนรู้รับธรรมนูญไปเพื่ออะไร เราจะให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งไปเพื่ออะไร
คำจำกัดความของ กฎหมาย - คุณธรรม จริยธรรม คืออะไร
ท่านที่อวดอ้างว่าตนเองยึดถือกฎหมายเป็นแนวทางแห่งชีวิต และเปี่ยมอุดมด้วยคุณธรรม จริยธรรม ได้โปรดตอบผู้รู้น้อยด้วยเถิด.

หมายเหตุ : ข้อเขียนนี้ ผู้เขียนไม่ใช่ทั้งนักวิชาการและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากแต่เขียนขึ้นจากความนึกคิดของประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ที่เฝ้าดูเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศไทยมาหลายครั้งหลายหน จึงอยากจะถ่ายทอดความคิดไว้ ณ ที่นี้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นกับทุกๆ ท่านที่ได้อ่าน มิได้มีเจตนาที่จะลบหลู่ดูหมิ่นครูอาจารย์ ท่านใด อีกทั้งยังประสงคือย่างยิ่งที่จะได้รับคำตอบ คำชี้แนะจากผู้รู้ทั้งหลายที่ผ่านทางเข้ามา
ขอบคุณครับ

ณัฐพงษ์
(คุณเป็นผู้ให้มุมมองที่เข้าใจเมืองไทย ขอบคุณมากครับ)

------- อันนี้ภาค 2 ต่อ...

แนวทางของผู้ที่รักประชาธิปไตย ต่อต้านการรัฐประหาร

พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปฯ ออกมาสัญญาเป็นมั่น เป็นเหมาะว่า จะมอบอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือน และคืนเสรีภาพตามหลักสากลซึ่งก็คือ หลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษย์ชนและพลเมือง ภายในเวลา ๒ สัปดาห์ ดูเป็นสัญญาที่สวยหรู ของพวก NGO ที่สนับสนุนการยึดอำนาจในครั้งนี้ บนความเจ็บปวดและน้ำตาของผู้ยึดมั่นในหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการปกครองโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ทนไม่ได้กับการฉีกรัฐธรรมนูญไปต่อหน้าต่อตา อีกพวกหนึ่งที่เจ็บปวดกับการปฏิวัติครั้งนี้ ก็คือพวกที่สนับสนุนนายกทักษิณที่มีอยู่กว่าสิบล้านคนทั่วประเทศ คณะปฏิรูปจะใช้เวลาแค่สองอาทิตย์เยียวยาความรู้สึกที่ครุกรุ่นของผู้คนเหล่านี้ ฝันไปรึเปล่าครับ!

คณะปฏิรูปรู้ดีว่าหากประกาศยกเลิกกฎอัยการศึก การเลิกห้ามคนชุมนุมเกินกว่า ๕ คน และการห้ามแสดงความคิดเห็นตามช่องทางต่างๆ แล้ว จะต้องเผชิญกับอะไร ยิ่งภายในคณะปฎิรูปฯยังไม่ไว้วางใจกันเองสักเท่าไร ยิ่งสุ่มเสี่ยงที่จะยอมให้มีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างเสรี ยอมให้มีการชุมนุมของฝ่ายคัดค้านการรัฐประหาร

แต่ในขณะเดียวกัน การใช้อำนาจห้ามไม่ให้มีการชุมนุม และการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ก็จะทำให้คณะปฏิรูปฯสูญเสียแนวร่วมคือพวก NGO และบรรดาสื่อสารมวลชนไปเรื่อยๆองค์กรระหว่างประเทศทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน รวมถึงรัฐบาลของประเทศเสรีประชาธิปไตยก็จะยิ่งไม่พอใจ และเพิ่มแรงกดดันในรูปต่างๆขึ้นทุกที นี่ช่างเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออกจริงๆ (ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Dilemma )

แม้กระทั่งในตอนนี้ ใครได้เข้าไปอ่าน
www.prachathai.com ก็จะพบว่ากลุ่มพวก NGO ที่เคยต่อต้านนายกฯทักษิณ ตอนนี้มันแบ่งออกเป็นสองฝ่าย และกำลังต่อสู้กันเองอย่างดุเดือดเผ็ดมัน อ้างจากบทความของ นายจอน อึ้งภากร ฝ่าย NGO ที่เคยต่อต้าน "ระบอบทักษิณ" แบ่งออกเป็นกลุ่ม A และ กลุ่ม B

กลุ่ม A พวกนี้มีอุดมคติสูง และซื่อสัตย์ต่อหลักการของตนเอง และไม่มีวันที่จะยอมรับการรัฐประหาร ถึงแม้พวกนี้จะเชื่อว่า "ระบอบทักษิณ" ไม่ดี แต่ก็ไม่ยอมรับที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีการนอกรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย พวกนี้อุปมาว่า หมาแม้จะมีงางอกที่ปาก ก็ไม่ทำให้มันเป็นช้างไปได้ มันเป็นหมาอยู่วันยันค่ำ กลุ่มนี้นำโดย นายใจ อึ้งภากร และเป็นกลุ่มที่ดำเนินการแต่งชุดดำ ถือป้ายประท้วงที่สยามพารากอน

ส่วนกลุ่ม B มีความเชื่อว่า การทำรัฐประหารครั้งนี้ แม้ไม่ค่อยจะถูกต้องสักเท่าไร แต่ก็พอกล้อมแกล่มยอมรับได้ แต่ควรจะแก้ไขโดยคืออำนาจให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด ยินดีที่จะรับตำแหน่งเพื่อจะช่วยเหลือคณะปฏิรูปฯ ในการแก้ไขกฎหมาย และดำเนินการปฏิรูปทางการเมือง

พวกกลุ่ม A ทำใจยอมรับพวกนี้ไม่ได้ โดยด่าว่า เป็นพวกลัทธิเก้ เห็นแก่อำนาจตำแหน่งจนลืมตัว เหมือนวัวลืมตีน พวกกลุ่ม B ก็ด่ากราดกลุ่ม A ว่า เป็นพวกเถรตรงยึดตำรายึดคัมภีร์ ยึดแต่ตัวอักษร ไม่ยึดถือหลักการที่สูงกว่า เลยด่านายใจ ว่าจะก่อสถานการณ์วุ่นวายไปให้ฝ่ายเรารักทักษิณได้ประโยชน์ไปทำไมกัน มันเลยแตกกันแล้วครับในตอนนี้

ฮันนี่มูนพีเรียด ของคณะปฏิรูปฯ จึงสั้นเหลือเกิน ทางที่จะเลือกเดิน แต่ละทางก็มีความสุ่มเสี่ยงสูงทั้งนั้น แนวทางที่กลุ่มปฏิรูปฯ ตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นทางออก ก็คือการที่จะต้องหากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว และน่าจะตั้งพวกของตัวเอง เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อเป็นตรายาง และเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ไม่มีความคิดที่สร้างสรรเลย สฤษฎิ์ ก็ทำแบบนี้ รสช. ก็ทำแบบนี้) แต่ก็ยังจะต้อง "ชักใย" อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน และควรจะต้องคืนสิทธิในการพูดความคิดเห็นคืนมา (The right of free speech) และ การชุมนุมคืนมา ไม่อย่างนั้น แนวร่วมที่ไม่ว่าจะเป็น NGO หรือ สื่อ ก็จะต่อต้าน ซึ่ง กลุ่ม B ดังกล่าวข้างต้น น่าจะมีจำนวนหนึ่งที่จะกลับมาต่อต้าน ต่างประเทศและองค์กรสิทธิเสรีภาพต่างๆก็จะกดดันมากขึ้นทุกที เพราะทำตัวไม่ต่างจากรัฐบาลพม่าแต่หากจะเลือกที่จะจนเลิกการปิดกั้นความคิดเห็น และการชุมนุม พวกกลุ่มต่อต้านเดิมก็จะออกมาชุมนุม และด่ากราดแน่นอน ช่างเป็นการตัดสินใจที่ยากยิ่งเสียจริงๆ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ไม่ว่า คณะปฎิรูป จะเลือกที่จะปิดกั้นความคิดเห็นและการรวมตัวกันก็ไม่เป็นผลดี และหากจะเลือกให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยเสรีและการชุมนุมทางการเมืองก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน ล้วนแล้วแต่เป็นผลร้ายทั้งสิ้น ไม่มีทางใดที่จะเป็นผลดีเลย และเป็นทางเลือกที่จะนำไปสู่ทางหายนะของคณะปฏิรูปทั้งสิ้น แต่คณะปฏิรูปฯน่าจะเลือกที่จะปิดกั้นสื่อมากกว่า แต่การที่ยิ่งคณะปฏิรูปยิ่งจะปิดกั้น ก็ยิ่งจะสูญเสียการสนับสนุนจากมวลชนมากขึ้นไปทุกที และเราก็จะมีแนวร่วมมากขึ้นทุกที

ในส่วนของเราเอง เราคงต้องสร้างเงื่อนไขให้คณะปฏิรูป จำกัดสิทธิเสรีภาพไว้มากและนานที่สุด เพื่อพลังประชาชนจะออกมาต่อต้าน และขับพวกมันออกไป หนทางหนึ่งที่จะทำให้คณะปฏิรูปต้องกอดอำนาจและลิดรอนสิทธิเสรีภาพไว้นานที่สุดก็คือ ทำให้มันกลัว ทำได้อย่างไร?

คณะปฏิรูปฯเอาคอพาดเขียงตั้งแต่วันแรกที่คิดก่อการแล้วครับ ตอนนี้ คปค. คงพยายามขอให้ในหลวงพระราชทานอภัยโทษให้ หรือให้สภาตรายางที่กำลังจะแต่งตั้งออก พรบ. นิรโทษกรรมให้ เพื่อจะได้ไม่มีใครหาเรื่องได้อีก ดังนั้น เราควรสร้างข้อเรียกร้อง หรือ หลักการ ที่ทำให้ คปค. ไม่อาจจะที่จะอยู่เฉยได้ ต้องลงมาควบคุมการแสดงความคิดเห็น และการชุมนุมให้ได้

ผมเสนอว่า เราควรกำหนดหลักการโดยอาศัยหลักกฎหมายที่มั่นคง กระจายแนวคิดที่ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ คปค.ล้มล้างยังคงมีสภาพอยู่

แต่การทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น จึงไม่มีผลผูกพันใดๆ ผมรู้ว่า คปค.จะอ้าง (ตามแนวทางของ วิษณุ และ บวรศักดิ์) ว่า หลักการที่ว่าอำนาจปฏิวัติรัฐประหารเป็นอำนาจอธิปไตยของชาติ ซึ่งถือว่าเป็นหลักรัฐธรรมนูญที่เป็นจารีตประเพณีทางการปกครองของไทย ตามที่ศาลฎีกาได้ตัดสินเป็นหลักไว้มากมาย

ในประเด็นนี้เราต้องแก้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆที่เคยถูกล้มจากรัฐประหาร ไม่มีมาตรา 65 ("บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้")

การมีมาตรา 65 ในรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ย่อมมีความหมายว่า รัฐธรรมนูญไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะหากยอมรับว่ามีการรัฐประหารได้ มาตรานี้จะไม่มีโอกาสที่จะมีผลบังคับใช้เลย

นักกฎหมายชอบอ้างหลักกฎหมายว่า ให้ถือตามแนวทางการตีความที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ ไม่ตีความตามแนวทางที่ไร้ผล และตามหลักกฎหมาย บทบัญญัติที่เป็นลายลักษณ์อักษร มีค่าบังคับเหนือจารีตประเพณี

ดังนั้นจะอ้างจารีตประเพณีทางการปกครองเพื่อรองรับรัฐประหารไม่ได้ และเมื่ออ้างความชอบธรรมไม่ได้ผู้มีส่วนร่วมในการรัฐประหารครั้งนี้ จึงเป็นกบฎตามประมวลกฎหมายอาญา

และนอกเหนือจากนี้ แนวคิดดังกล่าวนี้ เป็นการปฏิเสธอำนาจการปกครองของพวกมัน ที่ไม่มีผู้ใดที่มีอำนาจโดยใช้กำลังจะยอมได้ เพราะจะทำให้อำนาจที่ตั้งอยู่บนความเกรงกลัวจะเสื่อมลงไป

คปค. อาจจะขอพระราชทานอภัยโทษ โดยอ้างว่ามีพระปรมาภิไธย หรือให้สภาตรายางออกกฎหมายนิรโทษกรรม ดังนี้เราคงต้องอ้างหลักกฎหมายผลไม้ของต้นไม้ที่มีพิษ (Fruit of Poison Tree) ที่ว่า หากการกระทำเริ่มแรกไม่ชอบด้วยกฎหมายไปเสียแล้วการกระทำ หรือนิติกรรมใดๆที่อาศัยการกระทำเหล่านั้นเป็นฐานทางกฎหมาย ย่อมไม่ชอบและเสียเปล่าไปด้วย แม้จะอ้างว่ามีพระปรมาภิไธย แต่จำไมได้แล้วหรือ ที่ศาลปกครองสูงสุดเคยตัดสินให้ พระราชกฤษฎีกาที่มีพระปรมาภิไธยเหมือนกัน ไม่มีผลบังคับใช้ นายอักขราทร (ว่าที่นายกรัฐบาลทหาร) เป็นประมุขศาลปกครองตอนนั้นไม่ใช่หรือ

ดังนั้นอย่ามาอ้างพระปรมาภิไธย (วิชาหอกสนองคืนผู้ใช้) และหากเรายังคงยึดถือว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ยังมีผลบังคับใช้ บรรดาบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการ อันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่รัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น (มาตรา 231)

ดังนั้น การที่หัวหน้าคณะปฎิรูปลงนามสนองพระบรมราชโองการใดๆไป ล้วนแต่ผิดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น และไม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่แรก เป็นผลให้ประกาศ หรือกฎหมาย ต่อๆมา ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปด้วยทั้งหมด

กล่าวโดยสรุป หากวางและเรียกร้องตามแนวคิดนี้ พวกคณะปฏิรูปฯ จะเป็นกบฏตลอดกาล และไม่มีวันล้างมลทินตามกฎหมายได้ซึ่งคณะปฎิรูปฯ ย่อมไม่มีทางที่จะยอมให้แนวคิดเช่นนี้แพร่หลายออกไปได้โดยเด็ดขาด เพราะจะนอนตาไม่หลับตลอดชีวิต และหากมีใครหรือกลุ่มใดก็ตามเผยแพร่แนวคิดเช่นนี้ คณะปฏิรูปจะต้องปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และห้ามการชุมนุมแน่นอน(ขณะนี้ก็ประกาศห้ามแล้ว) เพราะมันอันตรายเกินไป และยังจะทำให้ฝ่ายรักนายกทักษิณ และฝ่ายต่อต้านรัฐประหารออกมาเรียกร้องขุมนุมมากขึ้นทุกที เขียนด่าทุกวัน ออกข่าวด่าทุกวัน

สถานการณ์ก็จะกลับไปวุ่นวายเหมือนก่อนรัฐประหาร ซึ่งจะทำให้คนที่เคยสนับสนุนเพราะอยากให้บ้านเมืองสงบเปลี่ยนใจ และคณะรัฐประหารจะทนไม่ได้ จนอาจจะต้องกลับมาควบคุมการแสดงความคิดเห็นและห้ามการชุมนุมตลอดไป ซึ่งเมื่อปิดกันการแสดงความคิดเห็น การชุมนุม ก็จะมีแรงต้านจากประชาชน และต่างประเทศมากขึ้นทุกที่ และจะต้องหายนะในที่สุดโดยพลังของประชาชนไม่ต่างอะไรกับพล.อ.สุจินดา ไม่มีทางออกเป็นอย่างอื่น....

งืมๆๆ อ่านแล้วเข้าใจอะไรได้เยอะเลย หุๆๆๆ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ความจริงอีกด้านหนึ่งที่คนมองผ่านไป และยังมีอีกหลายด้านให้มอง แต่งานนี้ผมเห็นด้วยเต็มๆ เรื่องของสนธิ ลิ้ม ก็ไม่อยากให้มองผ่านไปเพราะสมัยของอดีต พณ.ท่านก็มีการใช้เขาอยู่ ผลประโยชน์ต่างตอบแทนคือ สนธิ ลิ้ม เขามีเส้นสายอยู่ทั่วทุกวงการ เขาปั้นคนมาเป็นมือเท้าไว้เยอะแยะ เขาเป็นยิ่งกว่าที่ข่าวออกเสียอีก

ในส่วนของนักกฏหมายขอให้ความเห็นว่า ไม่ใช่นักกฏหมายทุกคนเห็นเช่นนั้น แต่เมื่อใดอ้างกฏทั้งๆที่ขาดเจตนารมณ์แบบนี้ นักกฏหมายส่วนมากไม่เห็นด้วย แต่เพราะพื้นฐานเราถูกให้เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ประกอบกับกฏหมาย ดังนั้นเราแบ่งอารมณ์กับกฏหมายออกจากกันอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงาน มันก็เหมือนกับความเคยชินของพวกหมอหรือพยาบาลที่ชินกับเสียงร้องโวยวายของคนไข้เพราะเข้าใจธรรมชาติ เรามองความไม่ชอบธรรมอย่างชินชาเพราะเราเข้าใจธรรมชาติ

#1 By mrwar on 2008-01-17 09:45


ฟรีสัมมนา ‘เคล็ดลับพัฒนา 3Q - เชาวน์ปัญญา อารมณ์ คุณธรรม’ ลูกน้อย + workshop


กลับมาอีกครั้งกับสาระและกิจกรรมดีๆสำหรับครอบครัวในงาน RAIS Family Village: Seminar & Workshop ’08 อาทิตย์ที่ 27 เม.ย. 51/ 9.30 - 13.00 น. ณ ร.ร.นานาชาติแอ็ดเวนต์รามคำแหง (ซ.รามคำแหง 119)
ภายในงานประกอบไปด้วยกิจกรรมต่างๆ อาทิ เสวนาในหัวข้อ ‘เคล็ดลับพัฒนา 3Q ลูกน้อย - เชาวน์ปัญญา อารมณ์ คุณธรรม’ โดยจิตแพทย์เด็กชื่อดัง / Workshop สำหรับคุณแม่และคุณหนูๆ / ฟังเคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญเรื่อง ‘เรียนอย่างไรให้เก่งทั้ง 2 ภาษา’ / เกมส์ / การแสดง เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมนี้เปิดกว้างสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีบุตรอายุระหว่าง 0-11 ปี

*รับจำนวนจำกัด! สำรองที่นั่ง 50 ท่านแรกรับ Gift Set จากผู้สนับสนุนใจดี
*มีอาหารว่าง...ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการร่วมงาน!

สำรองที่นั่ง: คุณปุ๊ก / คุณโอ๋ โทร. 02-3700316-7 ต่อ 117, 107
มือถือ 086-9953285, 089-4521679
www.rais.ac.th

#2 By rais (203.130.134.100) on 2008-04-08 09:13