กฎหมาย จริยธรรม คุณธรรม

ปล... อ่านแล้วโดนมากคับ เลยเอามาให้อ่านกัน ก๊อปมาเต็มๆจาก
http://www.adslthailand.com/forum/viewtopic.php?p=273064

สังคมไทยวันนี้ กำลังเรียกร้อง ถามหาคุณธรรม จริยธรรม และการปฏิบัติตามกฎหมาย นักวิชาการ สื่อมวลชน นักธุรกิจ และกลุ่มผู้เสียประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งอ้างว่าคณะของตนกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรมเพื่อประเทศชาติ และประชาชนส่วนใหญ่ แต่ทว่าวิธีการที่ดำเนินการกลับใช้วิธีการนอกกฎหมาย วิธีการนอกระบบ มากดดัน และ ขับไล่ผู้ที่มาตามระบบ
ระบบประชาธิปไตยของเราจะเป็นเช่นไร หากว่านายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องพ้นจากตำแหน่ง และ ถูกขับไล่ด้วยวิธีการนอกระบบประชาธิปไตย เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการปฏิวัติ รัฐประหาร
หากนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง กับ นายกรัฐมนตรีมาจากการยึดอำนาจ ปฏิวัติ รัฐประหาร ต้องมีจุดจบเหมือนกัน ต่อไปใครจะเลือกแนวทางการเลือกตั้ง เพราะไม่มีหลักประกันใดๆ เลยว่าการปฏิบัติตามกฎหมาย จะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย

ทุกอย่างล้วนแต่ขึ้นอยู่กับอารมณ์และกระแสสังคม มากกว่าความถูกต้องของกฎหมาย และหลักการของระบบประชาธิปไตย
ความไม่อดทน และไม่เรียนรู้ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และนำปัญหาของบุคคล มาเป็นปัญหาของระบบ นำข้อด้อย ข้อเสียของบุคคล มาเป็นข้อด้อย ข้อเสียของระบบ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทย

จำได้ไหมครั้งหนึ่ง สังคมไทยเคยเบื่อหน่ายต่อพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยอมรับให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อไปไม่ได้ แต่ยอมรับได้ และเชิดชูมากยิ่งขึ้น เมื่อพล.อ.เปรม เป็นองคมนตรี และรัฐบุรุษ และเป็นประธานองคมนตรี ในเวลาต่อมา

จำได้ไหมครั้งหนึ่ง เราเคยดูถูกดูแคลนคุณบรรหาร ศิลปอาชา ว่าเป็นนักการเมืองที่มีภาพพจน์ไม่ดี และไม่ยอมรับการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ของคุณบรรหาร มีการสร้างกระ แสขับไล่ แต่เมื่อคุณบรรหาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลับบอกว่าคุณบรรหาร เป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองที่น่าเคารพ ยกย่อง

จำได้ไหมครั้งหนึ่งเราเคยรักคุณชวน หลีกภัย เรียกร้องให้คุณชวน เป็นวีรบุรุษ กู้ชาติหลังภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่ต่อมากลับมีการปลุกกระแสขับไล่คุณชวน หลีกภัย จนพรรคประชาธิปัตย์ ต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งต่อพรรคไทยรักไทย

จำได้ไหมครั้งหนึ่งเราชื่นชมพรรคไทยรักไทย ลงคะแนนเสียงให้มากถึง 11 ล้านเสียงและ 19 ล้านเสียง ในการเลือกตั้ง 2 ครั้งติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำได้มาก่อน แต่วันนี้ กลับมีการสร้างกระแสขับไล่หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่คนส่วนใหญ่เลือกมาให้เป็นนายกรัฐมนตรี เอง

ปรากฏการณ์เหล่านี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นวุฒิภาวะทางอารมณ์ของคนในสังคม ไทย เลือกที่จะใช้วิธีการปลุกกระแส ขับไล่ กดดันนอกระบบ มากกว่าที่จะใช้วิธีการตามระบบประชาธิปไตย
การยื่นกระทู้ถาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเข้าชื่อถอดถอน การยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง การยื่นฟ้องผู้ตรวจการแผ่นดิน และอีกหลายวิธีการที่จะดำเนินการกับผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง
แต่ความไม่อดทน การไม่รอคอย การต้องการเห็นผลทันตา เป็นลักษณะเด่นของสังคมไทย ที่ผู้หวังประโยชน์ จากการล้มรัฐบาล ขับไล่นายกรัฐมนตรี ในแต่ละยุคสมัย เข้าใจเป็นอย่างดี และนำมาใช้ประโยชน์ได้เสมอ

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 นี้ ขบวนการโค่นล้มนายกรัฐมนตรี ก็ใช้วิธีการที่เคยใช้กันมาตลอด คือการปลุกระดมประชาชน การชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี และการยั่วยุให้เกิดการปะทะ เพื่อให้สถานการณ์การการเมืองตึงเครียด และกล่าวหารัฐบาลทำร้ายประชาชน ไม่มีความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไป ไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป

แต่ทว่าครั้งนี้แตกต่างกว่าทุกครั้ง ตรงที่รัฐบาลนี้ นายกรัฐมนตรีคนนี้ มาจากการเลือกตั้ง หากถูกกดดัน ถูกไล่ออกจากตำแหน่งแล้ว จะออกไปด้วยวิธีใด และจะมีการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ด้วยวิธีการเช่นใด จะมั่นใจได้อย่างไรว่าหากเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้รัฐบาลใหม่แล้ว จะไม่ถูกขับไล่จากผู้ไม่สมประโยชน์ ที่แอบอ้างประชาชน อีก
หลักการของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่ยืนยันไม่ลาออกจากตำแหน่ง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับผู้ขับไล่ ก็ไม่แตกต่างจากหลักการของคุณชวน หลีกภัย ที่เคยยืนยันไม่ออก ไม่ยุบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่นกัน
คาถาเดียวของคุณชวน ก็คือ หากไม่พอใจผม ไม่ชอบธรรม เห็นว่าผมทำไม่ถูก ก็ไม่ต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องเลือกผม
นั่นหมายความว่าคุณชวน ก็ใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อปกป้องตัวเองและรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่แตกต่างจากคุณทักษิณ ที่บอกว่าผมมาตามระบบ มี 19 ล้านคนเลือกให้ผมมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมไม่มีเจตนาที่จะลาออก หากว่าประชาชนไม่พอใจ ไม่ชอบการทำงานของผม เลือกตั้งครั้งต่อไปก็ไม่ต้องเลือกผม ไม่ต้องเลือกพรรคไทยรักไทย
ถ้าประชาชนไม่เลือก ไม่ลงคะแนนให้ พรรคไทยรักไทยและทักษิณ ชินวัตร ก็ถึงกาลอวสาน

นี่คือระบบประชาธิปไตย นี่คือหลักการ และหัวใจของระบบประชาธิปไตย ที่ต้อง การให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง และให้ความสำคัญกับ การเลือกตั้ง ในแง่มุม หรือนัยยะ การยอมรับของประชาชน และ การใช้อำนาจแทนประชาชนที่ไว้วางใจ ไม่ใช่มองการเลือกตั้งเป็นเพียงวิธีการที่มาของตำแหน่ง เสมือนหนึ่งพิธีกรรม ดั่งเช่นที่มีการพูดกันประชาธิปไตย 4 วินาที ซึ่งพยายามจะอธิบายว่าประชาชนมีอำนาจเพียงแค่ 4 วินาทีในขณะที่กาบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการพยายามอธิบายให้เกิดการเข้าใจผิด และดูถูกการตัดสินใจของประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อีกทั้งดูถูก ไม่เชื่อวิธีการควบ คุม วิธีการเพิกถอน วิธีการถอดถอน วิธีการลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนได้ถึงวิธีคิด วิธีปฏิบัติของบุคคลนั้น ว่าเป็นผู้ไม่ยอมรับระบบและหลักการแห่งประชาธิปไตย ไม่ยอมรับการเลือกตั้ง ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ

จึงไม่น่าแปลกใจที่ สนธิ ลิ้มทองกุล จะเคลื่อนไหวปลุกระดมขับไล่นายกรัฐมนตรี ด้วยวิธีการนอกระบบทั้งหมดทั้งมวลเท่าที่จะคิดหา และทำได้ เพราะสนธิ ไม่เคยเชื่อมั่นวิธีการในระบบมาแต่ต้น เนื่องจากตลอดชีวิตการทำงานของเขา อยู่ด้วยระบบอภิสิทธิ์ และ สิทธิพิเศษ มาโดยตลอด จนกระทั่งไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ ไม่มีอภิสิทธิ์ในชีวิต เนื่องจากรัฐบาลนี้ไม่ให้ เช่นที่รัฐบาลอื่นเคยให้ สนธิ จึงอดรนทนไม่ได้ ที่จะต้องใช้ชีวิตเช่นปกติชนทั่วไป จึงต้องขับเคลื่อนประชาชน ปลุกระดมประชาชนด้วยข้อความที่ทำให้เข้าใจผิดและเกลียดชัง มาขับไล่รัฐบาล
สนธิ กำลังใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อชำระแค้นทางการเมือง ทางธุรกิจ และชีวิตของตนเอง ด้วยวิธีการนอกระบบ
แต่น่าแปลกใจสำหรับนักวิชาการ และ สมาชิกวุฒิสภาที่ใกล้หมดวาระในอีกไม่กี่วันข้างหน้าที่ไปรวมตัวกัน เข้าชื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก กลับอาศัยโอกาสนี้ผสมโรงเข้าไปด้วย ซึ่งไม่ต่างจากการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการนอกระบบ

นักวิชาการระดับปริญญาเอกจำนวนมาก และ สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมาก ย่อมรู้ดี เข้าใจดีถึงหลักการของระบบประชาธิปไตย และความสำคัญของการเลือกตั้ง การอยู่ในอำนาจที่มาจากการเลือกตั้