Salvation

posted on 29 May 2009 22:07 by l0ui5  in Movie

Salvation

     ไปดูตั้งแต่เข้าแหละ เพิ่งจะได้อารมณ์พูดถึงหนังซักหน่อย

     ตั้งแต่ช่วงก่อนหนังฉาย(ในไทย) ซึ่งเข้าที่อเมริกาก่อนเป็นสัปดาห์เนี่ย ก็มีนักวิจารณ์ออกมารุมหนังซะเละเชียว ตั้งแต่เรื่องบทที่มันเทียบกับภาคเก่าๆไม่ได้ การแสดงของเบลที่ขัดๆตา ผูู้กำกับ McG ที่ How dare you? อย่างมากที่กล้ามาสานต่อหนังเรื่องนี้ ก็ทำใจครับ เพราะในสายตาของนักวิจารณ์ มักจะมองที่ความสมเหตุสมผลเป็นหลัก และก็กัดหนังไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันถ้าลองไปอ่านในส่วนที่เป็น User Review ก็จะมีหลากหลายครับ ตั้งแต่ชอบมาก จนถึงไม่ชอบ ซึ่งถ้าวัดเป็นสัดส่วนแล้ว User Review ดูดีกว่า Critical Review เยอะอยู่

     มันมีหลายกรณีครับที่พวกนักวิจารณ์คิดผิด คือนักวิจารณ์บางคนเนี่ย รอคำวิจารณ์ของคนอื่นๆออกมาก่อน จะได้ตามน้ำไปก็มีถมไปเชียวครับ โดยเฉพาะนักวิจารณ์ไทย อันนี้คอนเฟิร์มเลย

     การจะพูดถึงหนังให้สนุกนั้นมันต้อง Pure Comment ครับ คือบางจังหวะเข้าไปดูก็แบบไม่สบอารมณ์นัก ทั้งที่คนอื่นเค้าชอบกัน(เยอะแยะครับ)

    สำหรับ T4 เนี่ยผมว่ามันเป็นอะไรที่คนส่วนใหญ่เค้ามองข้ามไปครับอาจจะเพราะ

    เนื่องด้วยแฟนไชร์นี้ บทหนังเป็นอะไรที่แข็งแกร่งมากแต่สองคนเขียนบทนี้ ไม่รู้จะทนจ้างต่อไปได้ไง ทั้งๆที่พี่แกทำ T3 ซะยับเยินเลย ก็ยังดันให้มาเขียนต่อ ขณะว่าตอนที่ McG เสนอบทนี้ให้ Bale พี่แกบอกว่ากล้าดีไงเอาบทหนังห่วยๆมาให้เขาเล่นเนี่ย แน่นอนว่าบทแรกมันห่วยจริงๆครับ ขนาดว่า Bale ยังกล้าบอกปัด แต่เมื่อบทร่างใหม่(ผมไม่ค่อยแน่ใจว่า Jonathan Nolan มาแก้บทให้จริงๆรึป่าว เพราะไม่เห็นใน Credit จริงๆ) พี่ Bale ก็ยอมเล่น ผมว่ามันมีสิ่งที่พี่แกเห็นว่า มันน่าจะเวิร์กอยู่

    ผมว่าถ้า Jonathan มาแก้บทให้จริงเนี่ย ผมว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักร็อกครับ เพราะมันไม่ใช่ Original Idea ของเขา คือสิ่งที่ Jonathan แก้มันจะเป็นการเพิ่มบทของ John Corner ซึ่งบทดั้งเดิมตัดพี่แกทิ้งไปเลย แล้วพี่เบล แกอยากเล่น John Corner บทมันมีมิติพอสมควร แต่ก็เท่านั้นแหละครับ มันทำให้หนังเติมเต็มมากขึ้นเท่านั้น แต่มันยังไม่ดีเทียบเท่ากับของเก่าเท่านั้นเอง

    แต่พอเข้าไปดุแล้วผมเข้าใจพี่เบล เลยล่ะว่า บทหนังเนี่ยมันเจ๋งสาดดด เลยอ่ะ ไม่แปลกใจเลยที่เบลจะลงทุนยอมรับบทนี้ คือ การสร้างตัวละครใหม่ที่มีบทบาท มันทำให้หนัง Fresh และแตกต่างโดยสิ้นเชิง บทของมาร์คัส เป็นบทที่เหมือนกับการส่ง Terminator ย้อนกลับไปอดีต แต่มันเหมือนจะตรงกันข้าม Marcus คือคนในอดีต ที่หลงมาอยู่ในอนาคต แล้วถูกทำให้เป็น Terminator ซะด้วย ผมว่าคิดแค่นี้มันก็เจ๋งแล้วสำหรับพล็อตดีๆ แต่มันโชคร้ายที่ว่า หนัง Terminator มีมาตั้ง 3 ภาคแล้วไง คนก็จะรู้สึกว่า พล็อตนี้มันเชยแล้วล่ะ ลองนั่งนึกใหม่ สิ่งที่มาร์คัสเจอ มันจะคล้ายๆกับ 3001 A Final Oddessy แค่ไหน เราจะรู้สึกยังไงเมื่ออยู่ดีๆหลับไปตื่นหนึ่ง แล้วตื่นขึ้นมาใหม่ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า โลกมันจะเปลี่ยนไปยังไง

    ความวุ่นวายของภาคนี้ อยู่ตรงที่ จอห์น ตามหา ไคลน์ รีส ซึ่งต้องลุ้นกันว่าจะหาเจอหรือไม่ ถ้าหาไม่เจอ หรือตาย Time Line จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อันนี้เป็นต้นประเด็นของไตรภาคแรกนี้

    สำหรับ Sub-plot ละ ก็มีหลายอย่างเหมือนกันที่เก็บรายละเอียดได้ดี ตั้งแต่แผลเป็นของ จอห์น คอนเนอร์ หรือ I'll be back. , Come with me if you want to live. เป็นต้น

    หนังเผยเนื้อเรื่องตอน Trailer เยอะเกินไป โดยเฉพาะรู้ว่า มาร์คัสเป็นหุ่นยนต์ ผมว่าจุดนี้ทำเอาหนังไม่ค่อยตื่นเต้นเลยว่ะ เจ็บมากๆ เพราะคนรู้แต่ต้นเรื่องแล้วว่า มาร์คัสเป็นหุ่นยนต์ ไม่ใช่อารมณ์ที่ค่อยๆลุ้นว่า แล้วมาร์คัสเป็นใคร เป็นจุดที่เจ็บมาก ทำให้หนังลดดีกรีความสนุกไปพอสมควร โทษใคร โทษ WB ล้วนๆครับ ผมได้ยินว่าผู้บริหารต้องการเห็น Trailer ออกมาในแนวเปิดมากๆ เพื่อกระตุ้นให้คนดู แต่ขอโทษ ผิดถนัด

     สิ่งที่หายไป หลักๆเลยก็คือ เพลงประกอบ ซึ่งพอเห็นเครดิตแล้ว เห้ย Danny Elfman เหรอว่ะ ทำไมทำเพลงได้ทะแม่งๆจัง คือ ไม่ใช่ไม่ดีน่ะ เพลงช่วงแอ๊คชั่นอ่ะ มันสสส์มาก แต่ว่าไม่ค่อยพึ่ง Original Music เลย อาจจะเพราะ McG ต้องการเปิดแฟนไชร์ใหม่ ก็เลยอยากจะทำตีม แบบที่ ไมเคิล จิอาวาโน่ ทำให้กับ Star Trek แต่ผลลัพท์กับแย่เอาซะมากๆ เพราะ เพลงมันไม่ใช่อ่ะ Danny มองโลกอนาคตได้ตื้นมากอ่ะ คือเพลง และจังหวะเนี่ย มันเหมือนหนัง Action ดาดๆๆ ทั่วไป ที่ไม่มีเครื่องดนตรีหลักที่ให้อารมณ์โลกอนาคตเลยซักนิด

    ให้ลองนึกถึงตอนดู Terminator ครั้งแรก จังหวะ ตึก ตึกๆๆ เนี่ยมันแบบว่า ใช่เลย เสียงคนเหล็กมันต้องแบบนี้ หรืออย่าง Star Wars ก็ต้องเสียงนั้น ใช่ปะละ แต่ T4 เนี่ย ถ้าเอา Score มานั่งฟังเฉยๆ โดยไม่เคยดูหนัง ผมว่าไม่รู้สึกว่านี่เป็น Score ของโลกอนาคตที่มนุษย์ผ่าน Judgement Day มาเลย สรุปก็โคตรผิดหวังกับ Elfman มาก ผมว่าไม่ใช่แนวแกอ่ะ ก็น่ะ พี่แกยังไม่ได้ออสก้าซํกตัว หนังเรื่องนี้ ถ้าจะให้เหมาะว่าใครควรทำตีมหนังเรื่องนี้ ผมให้ James Horner กับ ALAN SILVESTRI รายแรกนี่ได้ข่าวว่าปีนี้ทำ Avatar ให้ James Cameron ด้วยซิ

    ผมนั่งดูเครดิตคนตัดต่อ Conrad Buff ใครว่ะ พอย้อนกลับไปดู เห้ย พี่แกตัด Titanic, True Lies คือมีเครดิตดังๆในลีสของแกเยอะอยู่ แต่ผะเอิญว่า ผมมองว่าจุดอ่อนที่สุดของ T4 ก็คือการตัดต่อเนี่ยแหละ ช่วงครึ่งแรกเวิร์คมาก แต่พอมาถึงช่วงที่ มาร์คัส พบกับ คอนเนอร์ เห้อ เป็นบ้าไรว่ะ หนังตัดต่อได้แบบว่าหลุดๆไปเลย มันทะแม่งๆ ไงชอบกล

     ช่วงแอ๊คชั่นตัดต่อได้มันส์มาก ช่วงสลีบไปมาก็มันส์ แต่เหมือนช่วงนั้น ทั้ง McG และ Conrad เนี่ยเพี้ยนไปทั้งคู่เลย ผมว่าช่วงนั้นตัดต่อธรรมดาๆมา ก็โอแล้วน่ะ แต่นี่มัน เออ...

    ผมพอเข้าใจนิดนึง ช่วงที่หนังสะดุดบ่อยๆ ก็เพราะกรรไกรเซนเซอร์นี่แหละ ที่ทำให้หนังเหลือแค่เรต PG-13 ทั้งๆที่มันควรจะเรต R ถ้ามันเรต R ผมว่า บทพูดมันจะ fuckๆๆ กันมากกว่านี้ นี่ก็ทำให้อารมณ์ของหนังไม่พีคพอสมควรเลยอ่ะ ลองไปย้อนดู T1-T3 มัน fuckๆๆ กันทั้งเรื่อง แต่ T4 What the hell!!!! ฉากบางฉากก็ตัดออกไปเพราะ Pg-13 เนี่ยแหละ WB คงเซ็งเพราะ Watchmen เจ๊งนี่แหละ T4 ก็เลยโดน WB สั่งการมาให้ทำแค่ PG-13 ก็พอ ผมว่า WB กลายเป็นค่ายหนังที่ ผกก. ที่ติสจัดๆเริ่มเกลียดขี้หน้า ก็ตรง PG-13 นี่ผมว่าหลายเรื่องแล้ว(เจ็บสุดๆก็ I Am Legend ที่ เปลี่ยนจาก Jack Ass(ไอ้ตูดหมึก) เป็น ไอ้กรวก คนละอารมณ์เลย) ... ทำใจ

    เรื่องนักแสดง ผมว่านักแสดงยกชุดของเรื่องนี้ สุดยอดทั้งนั้น จะมีที่ผมว่าต่ำกว่าเกณฑ์หน่อยก็พี่ Bale นี่แหละ แกหลุดเยอะทีเดียวเลยว่ะ แบบว่าจังหวะนี้มันควรจะผ่อนๆลงมาหน่อย แต่พี่แกเหมือนผีเข้าสิงไงชอบกล ใส่อารมณ์มากไปหน่อย เหมือนคนบ้าเลย เหอๆๆ ส่วนคนเด่นสุดก็ แซม เวิร์ธทิงตันเนี่ย ผมว่า พี่แกจะกลายเป็น the next ลีโอนาโด้ ดิคาปริโอเลยว่ะ (เจมส์ คาเมรอน ปั้นซุปเปอร์สตาร์อีกคนแล้ว) ส่วนจอมขโมยซีนของผมก็หนีไม่พ้น ไคลน์ รีส เล่นโดย แอนตอน ยินเซ่น ซึ่งเล่นเป็นเชอคอฟใน Star Trek ด้วย เด็กนี่อนาคตไกล อายุ 20 เอง อ่อนกว่าผมอีก

    เทคนิคการถ่ายภาพ เออ เป็นหนังสงครามที่ไม่ค่อยจะเวิร์คในหลายๆฉาก คิดว่าผกก.ภาพ คงอยากจะใส่ลูกเล่นในหนังพอสมคว ว่ากันว่า McG ย้อมแมว เฮ้ย เอาฟีล์มไปทำอะไรซักอย่าง ให้ได้โทนภาพเก่าๆหน่อย ผมสรุปให้ว่า ผกก.ภาพ คนนี้แม้งอ่อนจัดจริงๆ คือ ภาพจากหลายๆฉากเนี่ย มันจะถ่ายมุมนี้ทำบ้าอะไรว่ะ มันไม่ได้ให้อารมณ์อะไรเลย โดยเฉพาะ One-Shot Scene ตอนต้นเรื่อง ที่พี่เบล ขึ้นฮอ แล้วโดนบอม ตก เป็น one- single shot ที่ผมว่า งี่เง่ามาก เป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของหนังที่รับไม่ได้จริงๆ หลายๆฉากที่มัน เออ อ่อนหัดว่ะ ผมว่าไม่แปลกเลยที่ไอ้คลิปที่ พี่เบล แกด่าตากล้องเนี่ย จะเป็นเพราะความอ่อนหัดของ ผกก. ภาพจริงๆ

     เรื่องเอ๊ฟเฟ๊ก ก็สุดยอดน่ะ ฉากที่น่าจดจำที่สุดในหนัง ผมให้รถมอไซด์ ที่มันเฟี้ยวได้ใจมาก

    สรุปว่า หนังมันไม่ค่อยดีเพราะอะไร ผมเลือก การตัดต่อ ตามด้วย ตากล้อง แล้วถึงจะเป็นบท เพราะผมชอบบท แต่ Sub-plot มันเบาๆไปหน่อย ก็หวังว่า wb คงจะไม่ดองหนังภาคต่อนีนานเกินไป(นานเกิน 10 ปี) ยังไงแฟนไชร์นี้ไม่ตายแน่นอน มีหลายประเด็นที่คนจะคุยกันและลุ้นว่าหนังจะทำต่อยังไง อาทิ ไคลน์ รีส จะกลายเป็นอาสาสมัครคนแรกที่ย้อนกลับไปช่วย ซาราห์ คอนเนอร์ ได้ยังไง จอห์น คอนเนอร์จะตายยังไง และสงครามจะจบยังไง ผมว่ามันยากน่ะที่จะทำให้จบใน 3 ไตรภาค แต่ต้องลุ้นกันต่อไป

    ผมชอบไอเดียที่ว่า ตัวละครของมาร์คัส มันเหมือนๆกับ ฮัน โซโล ใน Star Wars คือตัวละครเป็นตัวที่มีขบถในใจ คือ ไม่ได้อยากจะเป็นตัวแทนของกองกำลังกู้โลกนัก แต่สถานการณ์ทำให้เหมือนเป็นเช่นนั้น ส่วน จอห์น คอนเนอร์ ก็คล้ายๆกัน ลุค ที่เป็นตัวสำคัญ เหมือนพระเอก แต่ก็เป็นพระรอง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet