วัดเขาวงพระจันทร์
posted on 13 Jun 2009 15:41 by l0ui5 in Generalวัดเขาวงพระจันทร์
ไปมาอีกแล้วกับโปรแกรมเที่ยวประจำเดือนมิถุนายน
มันโชคร้ายซักนิดเพราะตอนแรกอยากไปไกลๆ แต่เงินหมด(แหะๆ มันจะกลางเดือนแล้ว ก็เลยร่อยหลอเป็นธรรมดา)
คราวนี้ไปวันเดียวกลับ ไปเช้าเย็นกลับ ใกล้ๆนี่แหละครับไม่ไกล และอย่างเช่นเคย ไม่เคยพกกล้องไป เอาแต่ความประทับใจที่ได้มาจากตาสองข้าง และจิตใจที่เต็มอิ่ม ก็เพียงพอครับ
เนื่องด้วยเป็นโปรแกรมวันเดียวกลับ ก็แทบไม่พกอะไรไปเลยยกเว้นเงิน ซึ่งมันจะทำให้คล่องตัวมากพอสมควร สำหรับรายละเอียดของวัดนี้ผมจะเล่าไปเรื่อยๆน่ะครับ แล้วจะรู้ว่าทำไมผมถึงไม่เอาอะไรไปด้วย
ออกเดินทาง ตื่นตอนตี 3 ปลายๆ รถไฟบางเขนออกประมาณ ตี 4 ครึ่ง มันก็แหกขี้ตาตื่นกันละครับงานนี้ เหตุผลที่ต้องไปเช้าๆอย่างนี้ก็เพราะ รถไฟฟรีนั้นเอง(แหะๆ) ถ้าจะรอรอบต่อไปมันก็จะ 7 โมงกว่าๆ ถึงที่หมายเราก็คือจังหวัดลพบุรี สถานีลพบุรี จะประมาณ 9 โมงครึ่ง ซึ่งมันช้าไป ถ้านั่งรอบตี 4 จะถึงประมาณ 7 โมง แล้วไปต่อได้เร็วกว่า(เผื่อจะกินข้าวหรือทำอะไรได้อีกเยอะ)
วันที่ผมไปเป็นวันศุกร์ ตอนแรกก็ขึ้นรถไฟไป(อ่อตั๋วที่บางเขนน่ะ ไม่มีขายน่ะครับ ให้หยิบเอา เพราะคนขายตั๋วขี้เกียจตื่น) ตอนแรกก็คนน้อยๆ แต่พอถึงอยุธยาแล้ว ก็เจอแต่เด็กๆครับ ประถม มัธยม เข้าไปเรียนที่ลพบุรีกันตรึม จนถึงขั้นเกือบล้น คนเยอะมาก แถมรถไฟมีจอดรับกลางทางด้วยเยี่ยมไปเลย รถไฟรอบนี้เป็นรอบชานเมืองแถมไม่มีเลท ตรงเวลาเดะ ถึงโน่น 7 โมงกว่าๆนิดหน่อย ก็เดินหาแผนที่เมืองครับ ซึ่งลพบุรี สามารถหาได้รอบเมืองและแทบจะทุกป้ายรถเมล์จะมีแผนที่เมือง ดีมากๆครับ ไม่หลง เมืองอื่นน่าทำตามบ้างน่ะ ก็ไปสถานีขนส่ง ที่จริงนั่งสองแถวไปก็ได้ ไม่ไกลมาก เสือกเดินไปครับ ไม่ไกลจริงๆ เดินไปเกือบ 40 นาที เยี่ยมปะละข้าวไม่ได้กินแต่ก็ได้วิวดีๆครับ เด็กๆม.ต้น ม.ปลาย ราชภัฐ แถวนั้นมีม.เกษตร ลพบุรีด้วย แต่ไม่รู้ตั้งอยู่ไหนเห็นแต่ป้าย
เดินไปถึงขนส่ง มองหารถไปโคกสำโรง อยู่เกือบท้ายๆชานชาลา มันทำให้รู้ว่า ผมขึ้นรถไปตอน 8 โมงกว่าๆ ตอนประมาณ 8 โมงครึ่งรถออกมาจอดอีกจุดหนึ่ง และออกตอนเกือบ 9 โมง (มันเหมือนรถเมล์แถวบ้านผมเลยว่ะ โคตรขี้เกียจ) ค่ารถไปวัดเขาวงพระจันทร์ 20 บาท ไม่แพงน่ะ จะอยู่กิโลเมตรที่ 179 บนเส้นพหลโยธิน ถ้าใครขับรถไปก็เส้นนั้นแหละครับ ตรงนั้นเลยจะเห็นป้ายวัดเขาวงพระจันทร์อยู่ การขึ้นรถเมล์ครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่าคนลพบุรี ชอบฟังเพลงลูกทุ่งครับ เยี่ยมเลย แล้วเขาปล่อยผมลงตอน กม. 178 กว่าๆ เดินไปอีกเกือบครึ่งโล(มั้ง) คือแถวนั้นวัดเยอะมาก แต่ละวัดก็จะมีทางเข้า ต้องสังเกตป้ายเอาครับ มีป้ายทางเข้าวัดบอกอยู่แล้ว
คราวนี้ตรงหน้าทางเข้า ต้องเข้าไปอีก 4.9 กิโลเมตร ตีไป 5 กิโลน่ะครับ จะมีมอไซด์ และเบอร์ของวินเขียนอยู่ ถ้าใครไม่มีรถก็นั่งมอไซด์ไปดีกว่าครั้ง เที่ยวละ 40 บาท ไม่เหนื่อย จดเบอร์เค้าไว้ด้วยละ จะได้โทรเรียกตอนขากลับ แต่สำหรับผมเรอะ เหอะๆ เปลือง เดินเข้าไปครับ แจ่มปะละ เดินเข้าไป 5 กิโล ข้อดีคือชมวิว มีอะไรสวยๆเยอะแถวนั้น อาทิฝูงวัว หลายฝูง, มีฟาร์มของเบตาโกรอยู่ 3 แห่งครับรู้สึกจะฟาร์มไก่(มั้ง), ทุ่งสวยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าต้นอะไร เมื่อเดินไปเรื่อยๆจะรู้สึกว่า 5 กิโลเนี่ยมันไกลชิปเลยว่ะ คือเราห็นภูเขาอยู่ลิบๆนั่น เดินไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็น่าจะถึง ผมซัดไปชั่วโมงกว่าน่ะครับ อาจจะเดินเรื่อยๆไปแหละมั้ง ปกติจะเดินเร็วกว่านี้ จุดสังเกตของระยะทางคือป้ายกิโล ซึ่งเลือนไปหมดแล้ว ได้แต่นับเอาว่า หลักที่ 1,2,3 ผมเจอแค่ 3 หลังเองอ่ะ ไปเรื่อยๆจะเจอโรงเรียน ถ้าเจอโรงเรียนก็คือใกลถึงแล้ว ถ้าจำไม่ผิดชื่อ จุฬาภรณ์ ลพบุรี ซักอย่าง จากนั้นจะถึงหัวโค้ง และถึงวัดเขาวงพระจันทร์พอดีเลยครับ ... เห้อ หมดแรงแล้ว
ที่เล่ามาเนี่ยคงสงสัยละซิว่าทำไมต้องมาวัดนี้ ลอง search google ดูครับ มันจะมีประวัติที่น่าทึ่งของวัดนี้อยู่ แต่มันจะไม่ค่อยบอกว่าไปยังไง ก็ลองย้อนอ่านๆดูน่ะครับ ผมอธิบายละเอียดยิบ เอาสั้นๆว่า ที่นี่มีรอยพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขา สูงจากพื้น 3790 ขั้น(ประมาณ 4พันอ่ะคิดง่ายๆ) เดินขึ้นไปครับไม่มีทางอื่น แค่นี้ก็ท้าทายมากมาย แต่อย่างที่บอก ผมเดินจากรถไฟไปขนส่ง และจากปากทางวัดเข้ามาที่วัด 5 กิโลครับ จะขึ้นไหวไหมเนี่ย มาลุ้นกัน
อีกอย่างผมยังไม่ได้กินข้าวเลย(ลืมสนิท) แถมไปวันศุกร์ที่วัด ไม่มีร้านอาหารเปิดเลย เวนอย่างแรง ยังดีมีร้านน้ำ แล้วร้านน้ำมีขนมปังขาย น้ำขวดละ 10 บาทมั้ง และซื้อขนมปังหมูหยอง 6 บาท(ราคาจริง 5 บาท) มารองท้อง ด้วยความหวังว่าคงจะพอใช้แรงขึ้นลงเขาได้ ที่จริงที่นั่นมีโรงเจ เข้าไกินได้ครับ แต่ผมไม่ได้เข้า คือตั้งใจจะขึ้นไปเลย ก็ขึ้นไปเลย ห้องน้ำที่นี่สะอาดมากครับ แต่ต้องถอดรองเท้าเข้า และก่อนออกก็ทำบุญตามศรัทธาครับ
ขาขึ้น เราต้องเดินไปอีกหน่อย ก็จะเจอบันได ก็จะเจอคนมาขอเงิน ก็ให้ไปเถอะครับ คิดซะว่าเป็นค่าผ่านทาง 5 บาท 10 บาทก็ช่วยๆกัน วันอย่างนี้คนมันน้อยจริงๆอ่ะครับ
ก่อนจะเริ่มขึ้นก็ไหว้ พระอินทร์ พระพรหม ให้เรียบร้อย มีรูปปั้นอยู่หน้าทางขึ้น แล้วค่อยเริ่มเดินขึนไปครับ ผมบอกเทคนิคหน่อย คือค่อยๆเดินตั้งแต่ก้าวแรก ไม่ต้องรีบครับ รีบไปเดี๋ยวหมดแรง และก็ไม่ควรมองข้างบนมาก หรือหันกลับไปมอง เพราะมันจะทำให้เสียกำลังใจอย่างมากครับ ตอนนั้นน้ำในขวดที่เพิ่งซื้อมา เหลือกินได้ 2 อึก ก็กะว่า ครึ่งทางกับบนยอด แล้วไปลุ้นเอาว่าร้านกลางทางจะเปิดรึป่าว (จะมีร้านน้ำกลางทางไว้เผื่อน้ำหมดครับ) ค่อยๆเดินน่ะครับ แรกๆก็จับราวขึ้นไปเรื่อยๆ พยายามไม่มองข้างบน แต่ก็เห้อ...
จะมีห้างระหว่างทางค่อนข้างมาก แทบจะทุกๆ 300 ขั้นเลยก็ว่าได้ คือผมพยายามนับขั้นไปด้วยเรื่อยๆน่ะครับ เพื่อจะประมาณว่าถึงไหนแล้ว แต่บอกได้เลยว่าการนับขั้นเนี่ย จะทำให้เราเหนื่อยขึ้นครับ เพราะว่าสมองเราคิดมันสิ้นเปลืองพลังงานพอสมควรทีเดียว ฉะนั้นผมแนะนำน่ะ ให้ทำสมาธิไปทุกขั้นในขณะที่เรากำลังเดิน ไม่ควรพูดคุยกันให้มาก รวบรวมสติไปที่ฝ่าเท้า ค่อยๆขึ้นครับ มันจะเหนื่อยน้อยลง หรือนับลมหายใจก็ได้ แบบว่ากะจังหวะการหายใจและการเดินให้ดี จะเอาตัวรอดได้ครับ
ระหว่างจุด Pitstop บางจุดก็จะมีพระพุทธรูป ก็ควรจะไหว้ทุกๆขั้นครับ เป็นสิริมงคลและเป็นกำลังใจ และไม่ควรหยุดทุก Pitstop ครับ เพราะนอกจากจะหมดกำลังใจ หมดแรงแล้ว ยังเสียเวลาด้วยน่ะครับ
จุดตรงที่มีขายน้ำ(เผื่อคนที่ไม่ได้เตรียม) ซ้ำน้ำเค้าซะนะครับ 20 บาท ถึงจะแพงแต่ก็ต้องเห็นใจเพราะเขาต้องแบกขึ้นมา แล้วน้ำเย็นซะด้วย จะบอกว่าตอนนั้นผมนี่หมดแรงแทบล้มไปนอนแล้วละครับ ก็ได้น้ำ 20 บาทนี่แหละ ซัดไป 1 ขวดเต็มๆ เอาตัวรอดไปได้ครับ ผมพัก 2 จุดเท่านั้น(ถ้าจะไม่ผิด) จุดแรกคือ Pitstop ที่ 2000 ก้าว(คือนึกว่าร้านกลางทางแม้งปิดวันนี้ คิดในใจว่าตายแน่) รู้สึกศาลาจะชื่อ สรศักดิ์ ดาวน้อย มีตุ๊กแกตัวใหญ่มากอยู่ครับ ผมน่าจะสลบไปงีบหนึ่งอ่ะ พอออกเดิน ขามันไม่มีแรงเดินเลยอ่ะ แต่ด้วยกำลังใจ Pitstop ถัดไปดันมีร้านขายซะงั้น ก็เลยพักอีกรอบ กินน้ำไป 1 ขวด ก็เลยเดินขึ้นต่อไหว
Step ต่อจากนี้มันก็โหดมากอะครับ มันเหลือประมาณ 1700+ กว่าขั้นเนี่ย แต่ละขั้นมันไม่ได้ใช้แรงกายแล้วละครับ มันเหลือแต่แรงใจ คือเราจะขึ้นไหวหรือไม่ไหวเนี่ย อยู่ที่กำลังใจล้วนๆ ผมตั้งใจว่าจะไปให้ถึง มันก็จะไปถึงจริงๆแหละครับแบบไม่พักเลย คือพักหายใจที่ขั้นบันไดไม่หยุดตรง Pitstop มันทรหดมากครับ ตรง Pitstop เกือบสุดท้าย จะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากอยู่ มันเหมือนจุดที่ใกล้สุดยอดแล้วละครับ ปลายทางจริงๆจะมีก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งขวางทางตรงกลางอยู่ ระวังโดนหลอกน่ะครับ คือมันจะมีอีกก้อนหนึ่งอยู่ประมาร 3 ใน 4 ของทาง ตอนแรกผมก็นึกว่าก้อนนั้น แต่ไม่ใช่นะครับ ก้อนหินมันจะอยู่ตรงกลางเลย แล้วก็เป็นทางเข้าวัด
ถึงแล้ว เย่ไม่ออกน่ะซิครับ หมดแรง มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ขึ้นมาก่อนผมมาเป็นครอบครัว ผมไปคนเดียว ก็แย่ๆครับ ข้างบนนี่มีน้ำฝน กินไปเยอะๆเลยครับ ชื่นใจ ลมข้างบนแรงพอควร ถือว่าอากาศดีครับ ไปไหว้พระทีหลายที่พอสมควร ไหว้พระให้ร่างกายฟื้นน่ะครับ มันทำให้กำลังใจเราดีขึ้นมากเลย ข้างบนนี่มีทำบุญหนังสือสวดมนต์ครับ แนะนำว่าให้ทำกันเยอะๆ ร่วมสร้างหนังสือสวดมนต์นี่ได้บุญเยอะน่ะครับ ถ้าใครยังมีแรงก็เดินไปที่กุฏิหลวงปู่ได้ ผมหมดแรงครับ ไหว้พระเสร็จ นั่งอยู่ตรงรอยพระพุทธบาทพักหนึ่ง ก็แอบงีบไปนอน ควรจะเหลือเวลาบนนี้ประมาณซัก 2-3 ชั่วโมงกำลังดีครับ ได้พักอย่างเต็มที่จะดีมาก เพราะขาลงนี่หนักไม่แพ้ขาขึ้นจริงๆ
สรุปเวลากันซะหน่อยก่อน รถออกจากลพบุรีจริงๆเนี่ยประมาณ 9 โมงครับ มาถึงตรงหน้าวัด น่าจะประมาณ 9.45 เดินเข้าไปถึงที่วัดประมาณ 11.15 ถึงบนยอดประมาณ 13.00 ครับ ใช้เงินไปแล้ว 20 บาท ค่ารถ + 1 บาทค่าห้องน้ำ+ 16 ค่าน้ำกับขนมปัง+10 บาทค่าผ่านทางขึ้นเขา+ 20 บาทค่าน้ำระหว่างทาง+1 บาทค่าหนังสือสวดมนต์
คือตังมันไม่พอครับ ตอนนั้นมีแบงค์ใหญ่ 500 บาท และเงินเหลือติดตัว 20 บาท ซึ่งผมกะว่าจะเป็นค่ารถกลับเท่านั้น ก็เลยไม่ได้ทำบุญมากมาย ทำเท่าที่มีครับ
มาขาลงบ้าง เริ่มลงตอน 14.40น. ถึงข้างล่าง 15.20น. จะบอกว่าโหดพอๆกับตอนขึ้นครับ เพราะขาจะสั่น แล้วเราจะเป็นมากที่ต้องจับราวตลอดเวลาเลย เพราะผมพยายามจะลงให้เร็ว แต่มันก็ค่อนข้างยากครับ สรุปคือรูดเสาไปตลอดทางเลย ร้อนๆเย็นๆตามอารมณ์ของท้องฟ้าครับ พอไปเจอคนงาน เขาใช้วิธีนั่งรูดเสาลงมาครับ แบบว่าเห็นตอนเกือบสุดปลายทางเซ็งเลย ถ้าเห็นตั้งแต่ต้นทางจะทำบ้าง(อันตรายนะครับเตือนไว้ก่อน) มาถึงโดยไม่กินน้ำซักหยดและไม่หยุดพัก แต่หมดแรงครับ อีกอย่างหนึ่งคือ ผมไม่ได้จดเบอร์วินมอไซด์ครับ เพราะเดินเข้ามา ฉะนั้นขากลับจึงไม่มีรถ และผมก็เลยต้องเดินกลับ!!!!
โอ้ย อย่างแรง เพราะพลังผมหมดไปประมาณ 3 ก๊อกและ คือสภาพโทรมมาก เป็นการเดินเลือดมาก เพราะเล็บขบอีก เดินไม่ตรงและเซไปเซมา เดินออกมาประมาณ 3 กิโล โชคดีที่โบกรถได้คันหนึ่งมาส่งให้ข้างหน้า แทบหมดแรงครับ ถึงข้างหน้าตอนประมาณ 16.40น. ก็นึกเอาครับว่าผมเดินไกลแค่ไหน แถมฝนกำลังจะตกด้วยตอนนั้น(ยังดีที่ไม่ตก ถ้าตกนี่แย่เลย)
มาข้างหน้าหมดแรงซื้อน้ำ รอรถ คราวรอรถนี่ก็ไม่ได้จำไว้อีกครับว่ารถสีอะไร แถมช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนงานกะกลางคืนกำลังรอขึ้นรถไปเข้าเวร ผมก็ไม่ได้เอะใจมากมายจนรถคันแรกผ่านไป ก็แอบเซ็งๆ เพราะไม่แน่ใจว่าใช่รถเขาลพบุรีรึป่าว เอาว่าถ้ารถมันมีป้ายลพบุรี ก็ขึ้นไปน่ะครับ คราวนี้เอาเข้าจริงมันก็มีหลายสายน้ะ ถ้ารถเมล์มันจะสีแดงออกส้มๆหน่อย จะมีสองสายคือ ลพบุรี-ลำนารายณ์ กับ ลพบุรี-บ้านหมี่ แถมด้วยรถตู้ กรุงเทพ-บ้านหมี่ ผมก็เพิ่งรู้ว่ารถตู้มันผ่านแถวนี้ด้วย ไม่งั้นขาไปผมก็นั่งรถตู้ไปแล้วครับต่อเดียว แต่ขากลับนี่มาขึ้นที่ขนส่งดีกว่าน่ะ ตอนนั้นค่อนข้างเย็นมากแล้ว คือรถที่ผมพลาดไปเนี่ยมันประมาณตอน 16.50น. ผมก็หวังในใจลึกๆว่าน่าจะยังไม่หมด รถรอบถัดมาตอนประมาณ 17.20น. ฉะนั้นกลับเย็นไปไม่ดีครับ มันจะเสียวๆไม่มีรถเอา
อีกอย่างหนึ่งก็คือ เสื้อกับกางเกงครับ คือเหงื่อมันจะออกมาก พอนั่งพักตากลม เสื้อมันก็จะแห้ง แล้วเดินต่อ ก็เหงื่ออีกครับ รู้สึกได้เลยว่ามันจะคันๆเพราะขี้เกลือจากเสื้อติดเหงื่อที่ระเหยออกไป แต่มันก็ไม่มีที่อาบน้ำอยู่ดีแหละครับ เผื่อใครจะได้เตรียมเสื้อไปเปลี่ยน
อีกอย่าง ผมยังไม่กินข้าวเลยตอนนั้น
แทบตายครับ นั่งรถไปถึงขนส่งตอนเกือบๆ 6 โมง ทีแรกผมกะจะนั่งรถไฟฟรีกลับตอนประมาณ 5 โมงครึ่ง พอรู้ว่าไม่ทัน ก็เปลี่ยนใจไปนั่งรถทัวร์ดีกว่าครับ อย่างน้อยก็มีแอร์ คือรถไฟอีก 2 เที่ยวเนี่ย มันก็เสียตังเหมือนกันอ่ะครับ คือรอบ 6 โมง และ 6ครึ่ง เนี่ย สู้ขึ้นรถทัวร์กลับไม่ง่ายกว่าเหรอครับ น่าจะถูกกว่าด้วย 80 บาทเอง ที่สำคัญซื้อตั๋วที่สถานีนะครับ ไม่ควรซื้อบนรถเพราะอาจจะแพงกว่า(สายนี้เค้าไม่มีนายตรวจมั้ง) ผมไปกินข้าวก่อน ใกล้ตายแระ อารมณ์นี้ต้องของร้อนเท่านั้นแหะๆ
รถออกตอนทุ่มตรงครับ ถึงกรุงเทพฯ ผมขอให้ลงตรงโรงพยาบาลวิภาวดี เค้าก็จอดให้ครับ ตอนประมาณ 21.50น. ครับ วันศุกร์รถขาเข้าไม่ค่อยติดเท่าไหร่ เท่าที่รู้สึกตัวน่ะครับเขาเปิด X-Men2 และก็แวะขนส่งสระบุรี นอกนั้นจำไม่ได้ครับหลับตลอดทาง หมดแรง พร้อมกับซัดพาราไป 2 เม็ด ปวดหัวมากด้วยครับ ไม่ได้กินข้าวมาจนถึงเย็น
ถึงบ้านแล้วครับ ไปกลับวันเดียว ทำให้รู้ว่าไปลพบุรี รถไฟเร็วกว่ามากมายครับ ก็เหนื่อยไม่ใช่น้อย จิตวิญญาณลอยล่องไปไกลแล้วครับช่วงนี้ อิอิ
ได้ของฝากติดตัวมาอย่าง เอาว่าเป็นรอยประทับของคนที่ไปวัดเขาวงพระจันทร์มา ก็คือรอยตรงคอเสื้อ ที่ดำขึ้น หน้าก็ดำขึ้นอย่างชัดเจน ก็เพราะแดดอันร้อนจ้าน่ะแหละ ประทับรอยเอาไว้ ตอนอาบน้ำนี้แอบตกใจเล็กน้อย เหอๆๆ
ผมแปลกใจมากที่คนไปเที่ยวรอยพระพุทธบาทที่นี่น้อยมาก แม้ว่าจะไม่ใช่เทศกาลแต่คนน้อยจนน่าตกใจครับ ได้ลองขอพรที่นี่ ว่าอยากได้งานทำครับ อยู่แบบนี้มันเบื่อๆ คืนนั้นก็มีรุ่นพี่โทรมาหาบอกว่าที่น้องส่งเรซูเม่มา เออขลังว่ะ ก็รอพี่เค้านัดวันสัมภาษณ์สัปดาห์หน้า สุดๆจริงๆ แต่ก็เหนื่อยที่สุดอ่ะ แนะนำให้ลองไปดูครับ ครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ถึงตายร็อก แต่ก็เกือบ ไม่ต้องบ้าบิ่นอย่างผมก็ได้น่ะ เหอๆๆ
ปล. ขอบคุณภาพปลากรอบจากหลายๆที่น่ะครับ ผมไม่ได้เอากล้องไปน่ะก็เอาของคนอื่นมาแปะๆ อนุโมทนาน่ะครับ
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6336409/E6336409.html
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6336864/E6336864.html
http://www.watthummuangna.com/board/showthread.php?t=3410

#1 By มุมเล็กๆ ของญาดา on 2009-06-13 16:53