Up & Drag me to Hell

posted on 14 Jun 2009 20:50 by l0ui5  in Movie

Up & Drag me to Hell

     คำเตือน Spoil และกรุณาอ่านโดยใช้วิจารณญาณส่วนตัว

     ไปดูมาระยะหนึ่งแล้วสำหรับทั้งสองเรื่องนี้ แต่ไม่อยู่ในอารมณ์อยากเขียนซักเท่าไหร่

     เป็นหนังสองเรื่องที่เข้า อเมริกาพร้อมกัน และเป็นสองเรื่องที่ได้คำวิจารณ์ในระดับ 90+ ของเวปมะเขือเน่า หายากพอควรเลย ที่หนังจะเป็นที่ชื่นชอบของนักวิจารณ์ขนาดนั้น เอาว่ะ ยังไงก็ไปดูอยู่แล้วทั้งสองเรื่อง แต่ขอบอกก่อนว่า อ่านแล้วอาจจะอติต่อผมก็ได้ เพราะเอาเข้าจริงผมไม่ชอบทั้งสองเรื่องเลย

     แซม รามี่ น้อยคงจะไม่รู้จัก เพราะพี่แกกำกับ Spiderman มา 3 ภาค และจะมีภาค 4 ในอีกสองปีข้างหน้า(2011) รู้สึกว่าจะลงวันแล้ว สัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคมเนี่ย ถ้าจำไม่ผิด มากำกับหนังแนวแรกๆที่พี่แกชอบทำก็คือ แนวสยองขวัญ เป็น ผกก.ไตรภาค Evil Dead จำได้ว่าไม่เคยดูซักภาค สำหรับ Drag Me to Hell นี่ Trailer เจ๋งมาก เล่าเรื่องเป็นฉากๆ ทำให้ความอยากดูทะยานถึงขีดสุด แต่ตัวหนังกลับไม่ได้ต่างอะไรไปจากตัวอย่างหนังมากเท่าที่ควร(มันเหมือนหนังไทยที่เอาของเด็ดมาใส่ใน Trailer หมดและ แล้วหนังมันจะเหลืออะไรเนี่ย) ฉะนั้นเข้าไปดูด้วยอาการไปเรื่อยๆ ผีมาก็สะดุ้ง แหะๆ แล้วไง ผมว่าหนังมันแหวะๆไร้สาระว่ะ โดยเฉพาะปากยัยแก่นั่น ผมว่ามันแหวะๆแบบไร้สาระ แล้วหนังเป็นบ้าอะไร ไปขุดสุสานคนตายมาเพื่อส่งมอบกระดุมเม็ดเดียว เห้อ บ้าและไร้สาระเข้าขั้นทีเดียว จบออกมาถามว่าได้อะไรบ้าง กลวงสุดๆ มีคนเคยบอกว่า หนังที่ไม่น่าดูซ้ำมากที่สุดก็คือหนังผี เพราะรอบสองเราจะไม่ตื่นเต้นและตกใจอีกแล้ว ฮืมน่าจะจริง หนังจบ ก็จบไปเลย ไม่ได้รู้สึกว่าอยากดูอีกแบบ Star Trek เหอๆๆ คือถ้าวัดกันเรื่องโปรดักชั่น มันกินขาดอยู่แล้วอะ มันคล้ายๆกับ The Prestage ที่คริส โนแลน พักจากการทำ Batman เป็นต้น ประมาณนี้ สิ่งเดียวที่ผมประทับใจคือฝีมือของนักแสดง ซึ่งแซม รามี่กำกับได้เยี่ยมยอดมาก หนังต่อเนื่อง และพาไปเรื่อยๆได้โดยมีจุดเชื่อมโยงท่าสนุก แต่ก็เท่านั้นแหละ แค่มันไม่น่าจดจำเท่านั้น

     มาถึง 25 ปี Pixar ที่ฉลองกันด้วยหนังเรื่องที่ 10 และเริ่มต้นการฉายด้วย Digital 3d ซึ่งผมไม่กะเสียตังไปดูอีก หลังจากดูรอบแรกแล้วผิดหวังสุดๆ ทำไมนะเหรอ 9 เรื่องที่ผ่านมาของ Pixar ผมชอบทุกเรื่องเลยน่ะ ผมว่า Masterpiece ของ Pixar ก็คือ Ratatouille กับ Wall-E มันเจ๋งที่สุดแล้ว แต่สำหรับ Up ผมพยายามมองว่า ไม่มีใครที่อมตะได้ตลอดกาลร็อก สำหรับ Up มีคอนเซ็ปที่น่าสนุกมาก ผจญภัยไปรอบโลกด้วยบ้านที่มีลูกโป่ง ให้ตายเถอะ ผมพยายามตัดความคิดที่ว่า มันเป็นไปไม่ได้ร็อกที่ลูกโป่งจำนวนเท่านั้นจะทำให้บ้านลอยได้(มีการวิจัยมาว่าต้องใช้ลูกโป่งประมาณ 2ล้านลูก(มั้ง) ถึงจะลอยบ้านหลังหนึ่งได้ ในหนังมันประมาณไม่กี่หมื่นลูกร็อก) แต่ก็เอาว่ะ พยายามตัดอารมณ์นั้นทิ้งไป จากตัวอย่างหนังมันทำให้ผมนึกอารมณ์เหมือนกับ 80 days around the world ซึ่งเรื่องนี้ทั้งฉบับที่ได้ออสก้า และของเฉินหลง ผมชอบมากทั้งคู่ เป็นการผจญภัยที่สนุกสนานมาก แต่นี่ หนังกลับหลอกเรากลายเป็นว่า หนังไปแค่อเมซอนเท่านั้น เอาน่าไม่เป็นไร ยังพอทำใจได้ หนังมันทำตามพล็อตที่อุตส่าห์เรียกน้ำตาได้ตอนต้นๆเรื่อง(บิ้วกันสุดๆ) แต่นั้นก็ยังเทียบไม่ได้กับจุดที่เรียกว่าหมาพูดได้ ที่ผมเรียกว่า สิ้นคิดสุดๆแล้วว่ะ ผมก็เลยตอบตัวเองว่า หนังที่ใช้มนุษย์แบบไซไฟ ไม่ต้องไปคิดมากเรื่องที่มันจะจริงแท้แค่ไหน ซึ่งโดยรวม Up ทำผมค่อนข้างผิดหวังทั้งหมดเลย ปกตินักเขียนบท Pixar จะพยายามเข้าถึงความจริงให้มากที่สุด แล้วที่เหลือถึงจะเป็นแฟนตาซี แต่เรื่องนี้ เน้นแฟนตาซีก่อน สมจริงเอามาทีหลังก็ได้ ซึ่งการที่บ้านค่อยๆตกลงสู่พื้นเนี่ย มันจะสมจริงไปไหน คือหนังมันผนวกแฟนตาซี กับโลกความจริง ได้ไม่สมดุลอ่ะ เรื่องความตลกนี่ผิดหวังมากเลย หนังใส่มุกฮาๆค่อนข้างน้อย ประมาณว่า ผกก.ไม่ค่อยรู้จักจังหวะ มีหลายจังหวะที่ตลกได้ แต่ไม่ทำ น่าแปลกที่หนังได้เรต PG ก็เพราะฉากเลือดฉากนั้นฉากเดียว น่ากลัวจริงๆ ส่วนของบทอีกอย่างที่ผมไม่ค่อยชอบคือการยัดเยียดเอาหลายๆฉากที่ไม่จำเป็นมาใส่ โดยเฉพาะฉากงานศพ และอื่นๆ มันล้นไปหน่อยอ่ะ ผมว่าน่ะ เอาจริงๆฉากตอนเครดิต ผมนั่งดูจนจบ ยังชอบกว่าตอนสไลด์ไตเติ้ลตอนแรกๆอีก สรุปก็คือว่าผมไม่ค่อยชอบบทหนังเรื่องนี้เอาซะเลยอ่ะ มาเรื่องอื่นๆบ้าง ภาพก็สวยดี บทพากย์ก็ยอดเยี่ยม ยิ่งดนตรี ต้องซูฮกพี่ไมเคิล จิอาวาโน่ ที่สุดยอดไม่แพ้เรื่องใด แต่ผมว่ายังสู้ Star Trek ไม่ได้ โดยรวมดีหมด ยกเว้นก็แต่บทนะแหละที่ทำผมหงุดหงิดพอควร

     ใครจะว่ายังไงก็แล้วแต่น่ะครับ อีกหนี่งความเห็นที่แตกต่างและไม่สนนักวิจารณ์

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet