ทำไมถึงเลือกงานกินเงินเดือน
posted on 02 Jul 2009 18:10 by l0ui5 in Generalทำไมถึงเลือกงานกินเงินเดือน
เป็นคำถามที่คนที่รักอิสระชอบถามกันว่า งานกินเงินเดือนเมื่อไหร่จะรวย ต้องเป็นขี้ข้าชาวบ้าน ทำงานเหนื่อยแทบตาย ค่าแรงก็ไม่เท่าไหร่ วันนี้ผมจะเอาอีกมุมมองมาให้คิดกัน
สำหรับผมน่ะ เชื่อว่าน่าจะมีหลายๆคนเหมือนกัน คือมองว่า เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับชีวิต คนประเภทผมเนี่ย บั้นปลายของเขาชีวิตก็จะเรียบง่าย หรือไม่ก็บวชไม่สึก (ของผมนี่น่าจะเคสหลัง) คือไม่ได้รู้จะหวังไปทำไมว่า ชีวิตต้องมีเงินมีรถมีบ้านนั่นเป็นความฝันของนักวัตถุนิยมโดยแท้ หรือพวกที่ไม่เชื่อว่าชาติภพมีจริง ประมาณว่า ขอรวยๆชาตินี้ขอมีความสุขก่อน เมื่อมีความสุขค่อยคิดถึงเรื่องภพนี้ภพหน้า มันเป็นเรื่องไกลตัว บางคนอาจจะขอรวยไม่มาก แต่พอมีพอกิน พอซื้อบ้าน ซื้อรถ คนพวกนี้จะคิดว่า เออน่า ยังไม่ตายเร็วๆนี้ร็อก
สำหรับคนประเภทผมน่ะ จะมองว่า ความตายไม่ยั่งยืน คืออาจจะตายวันนี้เลยก็ได้ พรุ่งนี้ คิดถึงความตายวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ไม่ทำอะไรที่มันเกินตัว ยิ่งใหญ่ มันจะเหมือนพวกไม่กระตือรือร้นน่ะ แต่คิดดีๆดิ คิดใหม่ คนพวกนี้น่ะ เป็นคนเอาจริงเอาจังกับชีวิต มากกว่าพวกที่อยากรวย อยากมีเงินทองซะอีก คนกลุ่มวัตถุนิยมจะหวังให้ตัวเองมีชีวิตรอดจนได้ใช้เงินใช้ทอง ขอรวยก่อนค่อยตาย ขอมีเมียก่อนค่อยตาย น้อยคนจะคิดว่าพรุ่งนี้ตัวเองอาจจะตายก็ได้ แต่กลุ่มนี้จะผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ประมาณว่า เอาน่ะ ไม่ตายร็อก คำถามก็คือ สิ่งต่างๆเหล่านั้น เราจะทุ่มเทไปทำไม ในเมื่อสุดท้ายแล้วเราก็จะตายเหมือนกัน
ก่อนอื่น ผมเคย Twist ไว้ว่า คนสองประเภทคือ จิตนิยมกับวัตถุนิยม คุยกันไม่รู้เรื่องครับ สำหรับคนที่เป็นพวกวัตถุนิยม ก็จงโปรดอย่าสะเออ อ่านแล้วเม้นท์วรนุชไว้ ผมจะ... ตอนนี้ผมเป็นพวกจิตนิยมครับ
คนแบบผมจะมองว่าชีวิตมันไม่จีรังยั่งยืน ถ้ายิ่งเราค้นพบทางที่จะหลุดพ้นวังวนเหล่านี้ไปได้เร็วเท่าไหร่ นั่นหมายถึงความทุกข์ที่เราได้เจอก็จะลดลงเท่านั้น
เหตุผลที่ผมเลือกงานกินเงินเดือนก็เพราะ ผมจะได้ไม่ต้องคอยวิตกกังวลว่า เราต้องดูแลคนอีกเท่าไหร่ ไม่ต้องรักษายอด ทำงานตามที่เค้าให้ทำ เสร็จไม่เสร็จไม่ซีเรียสมาก เพราะงานผมเสร็จอยู่แล้ว(นั่นเป็นอะดรีนารีนอย่างหนึ่ง) เรื่องความรับผิดชอบ ไม่ต้องห่วงอนาคตไกลๆ 10 ปี 20 ปี มองใกล้ๆเป็นโปรเจคๆไป ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินใช้ เพราะยังไงบริษัทต้องจ่ายทุกเดือน
บางคนอาจจะแย้งว่า ถ้าบริษัทมันไปไม่รอด ผมก็หาบริษัทใหม่ซิครับ ง่ายจะตาย คือไม่ยึดติดว่าจะต้องเป็นใหญ่เป็นโต มีอะไรก็ทำไป เดือนนี้อาจจะเป็น programmer เดือนหน้าอาจจะเป็น sales ก็ได้ ใครจะไปรู้
มันเหมือนคนไร้ความกระตือรือร้นยังไงชอบกล แต่จะบอกว่า เรื่องงานไม่ใช่เรื่องที่ผมจำเป็นต้องกระตือรือร้นนัก มันมีเรื่องที่ใคร่จะน่าสนใจกว่านั้นมากมาย เช่น ความจริงคืออะไร วิธีการไปนิพพานหรือการนั่งสมาธิให้เห็นณาณ เรื่องพวกนี้ท้าทายกว่าการเป็น CEO อีก (ไม่บอกไม่อยากเชื่อน่ะเนี่ย) เพราะถึงยังไง CEO ก็เป็นได้ไม่กี่ปีก็จากไป มันเป็นสรณะ ครับ เป็น CEO แล้วไง แต่ถ้าเราหลุดจุดนั้นยิ่งไปกว่าอีก มันคือความสุขที่ทำให้เราหลุดพ้นจากโลกนี้
งานกินเงินเดือน ผมแทบไม่ได้ต้องการความท้าทายอะไรเลย ยังสนุกๆ หลั่นล้าๆไปวันๆ เหมือนว่าชีวิตมันไม่ได้มีอะไรที่ยั่งยืนมากมาย ผมรู้ตัวมาซักพักแล้วว่า ชีวิตว่างๆเนี่ย มันเสียเวลาและคุณค่าไปมากมาย มันทำให้เวลาในชีวิตของเราลดลงอย่างไม่จำเป็น งานอะไรก็ได้ ขอเป็นงานที่มันสุจริต แค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ
มีอีกกลุ่มหนึ่ง พวกนี้เป็นพวกแสวงหาครับ ขอให้ร่ำรวย ผมได้เคยพูดคุยกับคนที่เงินเดือนสูงๆ ไปเที่ยวเมืองนอกเยอะๆ เขาจะถามว่า แล้วไงต่อ ชีวิตเขามีทุกอย่างแล้ว แล้วไงต่อ เขาก็ตอบว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะแสวงหาิ่สิ่งที่มากกว่านั้น มันอาจจะช้า หรือไม่ช้าไปก็ได้ครับ อยู่ที่ว่าเวลามันจะพอรึป่าว คนกลุ่มนี้เขาได้สร้างห่วงของตัวเองขึ้นมาแล้วครับ เขาจะเอาห่วงนั้นออกไปได้รึป่าว ก็แล้วแต่บุญกรรม และวาสนา
นั่นซิครับ เค้าตอบเมื่อเค้าประสบความสำเร็จ แต่ผมตอบตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน มันเหมือนกันครับ แต่ต่างช่วงเวลา งี้มันอาจจะหมายความว่า ผมได้ผ่านจุดที่รู้ว่าตัวเองประสบความสำเร็จมาแล้ว <- ไม่ครับจุดหมายของผมไม่ใช่เรื่องประสบความสำเร็จครับ มันเป็นเรื่องของ ความจริง อย่างน้อยในชีวิตครั้งหนึ่งของคนเรา ค้นพบสิ่งที่เป็นสัจจะธรรม ความจริงได้ซักอย่าง แค่นั้นก็น่าพึงพอใจแล้วครับ ประสบความสำเร็จมันก็แค่สิ่งๆหนึ่งครับมันไม่น่าจะจับต้องได้ด้วยซ้ำ แสวงหาความจริง กันดีกว่าไหม?
เอาน่ะ สำหรับคนที่หาทางออกของตัวเองได้แล้วอย่างผม เอาเถอะครับ ใครจะบอกว่ายังไง อาทิ
เมิงไม่มีทางรวยร็อก... อนุโมทนา
เมิงน่าจะมาทำบริษัทตัวเองน่ะ... อนุโมทนา
กรุว่าเมิงน่าจะทำอย่างงี้ได้ บลา บลา บลา... อนุโมทนา
ฯลฯ ... อนุโมทนา
ขอให้โชคดีสำหรับเหตุผลของแต่ละคนครับ เอาใจช่วยห่างๆ
#1 By Akara_gat on 2009-07-02 18:58