รถไฟฟ้า มาหานะเธอ
posted on 16 Oct 2009 09:30 by l0ui5 in Movie
รถไฟฟ้า มาหานะเธอ
ในบรรดา 6 ผู้กำกับ 365ฟีล์ม เนี่ย ผมว่า ผกก.ปิ๊ง เนี้ย ด้อยวิทยายุทธสุดในทั้งหมด ซึ่งผมก็เชื่อว่าทั้งแก๊งค์รู้ตรงนี้ดี จึงได้พยายามหายอดฝีมือในด้านอื่นๆ มาช่วยเสริมให้หนังของพี่แกดีขึ้น แต่นั่นก็ทำได้แค่ให้คนดูวัยรุ่น กรี๊ด กร๊าดขึ้นมาได้พอสมควร แต่ผมว่ามันทำได้เท่านั้นแหละ
น่าเสียดายกับตัวอย่างหนังที่ตัดออกมาได้ดีมาก แต่ตัวหนังนั้นกลับลุ่มๆดอนๆ แต่ก็ไปถึงฝั่งได้สำเร็จในตอนจบ ไอ้ช่วงลุ่มๆดอนๆเนี่ย ทำเอาผมท้อใจมากพอสมควร กว่าจะทนดูให้จบ เพื่อให้ได้ไคลน์แม็กที่ดูดีกว่าหนังทั้งเรื่องได้
มี 2 สิ่งเท่านั้นในหนังที่ผมชอบ ก็คือ งานด้านภาพ พี่เก้ง สุดยอดจริงๆครับ ทำเอากรุงเทพฯสวยมั๊ก น่าอยู่สัดๆ ทั้งที่คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯทุกวันอย่างผม ยังรู้สึกอึ้งในการนำมุมภาพที่ เห้ย มันสวยได้ว่ะ มาอยู่ในหนัง ให้กลิ่นอายเหมือนกับว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองที่น่าอยู่ ทั้งๆที่มันไม่น่าอยู่เลยซักนิด
อีกหนึ่งอย่างที่ผมชอบ ก็คือ ฉากเหตุผล(ไคลน์แม็กซ์) ไปถึงฉากจบ โดยเฉพาะฉากจบ มันโดน แหะๆ มันทำให้ผมนึกถึงใครบางคนที่เคยทำแบบนี้ให้ และทำให้เราเข้าใจว่าทำไมต้อง BTS ไม่ใช่ MRT
นอกนั้นบอกตามตรงผมไม่ค่อยชอบเลยซักอย่าง ตัวพระนางสองคนแคสได้ดี คือทั้งสองคนเข้ากับบทดี แต่ไหงมันรั่วทั้งคู่เลยฟร่ะ นั่นเพราะบทล้วนๆ คือสถานการณ์รั่วเนี่ย มันเป็นความรู้สึกของวัยรุ่น เหมือนกรีดดารา แต่เป็นกรี๊ดผู้ชายหล่อ หนังเอาจุดนี้เป็นจุดขาย ซึ่งบอกตามตรง ผมไม่ค่อยชอบดูหนังที่เอา Teenage เป็นจุดขายซักเท่าไหร่ เช่น Fame, Twilight, Hanah Montana, 17 Again หนังของ Zac หรืออย่าง Bandslam หนังที่ขาย Teenage ผมไม่คิดจะดูร็อก เพราะมันสนอง Need เกินไป มันขาดความเป็นศิลปะไปพอสมควร
เข่นกันกับรถไฟฟ้า ความเป็นศิลปะของหนังหายไปค่อนข้างมาก แต่พอได้ในมุมกล้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้ว โดยเฉพาะฉากรถไฟฟ้าสวนกันในช่วงท้ายๆของหนังก่อนจะจบ หนังที่ดีควรจะมีนัยยะที่ดูแล้วสะท้อนถึงความเป็นไปของหนัง ไม่ใช่เอาแต่ล้อเลียน หรือ ขายจุดที่มันเข้าถึงคนได้กลุ่มเดียว
ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้เจาะตลาดมากไปหน่อยคับ คือมันจะดูลงตัวเลยกับคนดูที่ โสด หมวย ไม่มีคนมาจีบ แต่คนในมุมอื่นอาจจะมองหนังเรื่องนี้แคบลง และสำหรับผม หนังมันเหมือนหนังจีบกันทั่วไป และดันอารมณ์ให้สะท้อนคำตอบของการมีแฟน เพื่ออะไรเท่านั้น
สิ่งที่ผมแอนตี้รุนแรง และเป็นการอดทนดูอย่างมาก คือดนตรีและฉากความคิด ซึ่งนี่มัน การ์ตูนเลยนี่หว่า คือ เท่าที่ผมเห็นมา หนังคนแสดง ที่ตัดไปฉากความคิดของตัวละครเนี่ย แป๊กๆ ห่วยๆแทบทั้งนั้น คือมันไม่เข้ากับภาพหลังของหนังอ่ะ คือ ไอ้เรื่องความคิดของตัวละครเนี่ย มันมาจากการ์ตูนทั้งนั้น เพราะถ้าการ์ตูนไม่มีฉากคิดระหว่างการต่อสู้ เราจะรู้ได้ไงว่าเขาคิดอะไร แต่กับหนังคนแสดง พอเอามาใส่แล้ว มันเหมือนน้ำใส่ในน้ำมัน มันเข้ากันไม่ได้อ่ะ ดูแล้วรู้สึกหงุดหงิด ที่จริงไม่ต้องใส่ฉากมา แค่เป็นเสียงพูดก้องเอ็คโค่ในใจขึ้นมาก็พอแล้ว ไม่ต้องตัดไปให้ฉากหลังเปลี่ยนด้วยร็อก มันไม่เข้ากับหนังเลย
ส่วนเรื่องดนตรี เพลงที่หนังดันแทบตาย ผมได้ยินแค่เสียงกีตาร์ดีดประมาณ 2-3 รอบ แล้วเพลงจบดันเป็นของเฉลียงไปซะงั้นอ่ะ เออประหลาดเฟ้ย คือดนตรีเนี่่ย มันต้องให้อารมณ์หนัง เพลงหลายๆเพลง เนื้อหาเพลงเข้ากับเนื้อหาของหนัง แต่ทำนอง มันไม่เข้ากับจังหวะหนังซะเลย เออถ้าผมไม่เคยฟังเพลงนั้นๆมา ผมต้องตั้งใจฟังเนื้อหาเพงใช่ไหม ไม่ใช่ฟังแค่ทำนองแล้วจับอารมณ์ว่า เพลงมันให้อารมณ์ไหน เหรอ อย่างงี้งั้นเหรอ ไม่ใช่ม้าง
มุกฮาแก๊กในหนัง ผมว่าแป๊กซะเยอะว่ะ ขนาดว่ามีหลุดคำว่าดราม่าออกมา คนในโรงเงียบกริบ ผมดันฮาอยู๋คนเดียว เห้อ มุกมันแคบไปหน่อยไหม
หมดแระไม่รู้จะต่อว่ายังไง ผิดที่ผมเองที่คาดหวังไว้เยอะไปหน่อยเพราะงานภาพของพี่เก้ง ไม่น่าผิดหวัง แต่หลายๆอย่างมันดูไม่ลงตัวยังไงชอบกล แต่ก็ถือเป็นหนังที่โปรโมทไว้ดี น่าจะได้ดิบได้ดีกับจังหวะการโปรโมทที่ลงตัว หนังน่าจะไถไปเรื่อยๆและจบที่ร้อยล้านได้ไม่ยาก แต่น่าจะไม่แซง 5 แพร่งเพราะเรื่องนั้น น่าจะขายคนวงกว้างได้มากกว่า
อีกอย่างที่ยังคงงงกับเรตติ้งเมืองไทย รถไฟฟ้าได้เรต ทั่วไป ฮืม ทั่วไป แต่แปะฉายตัวอย่างหนังด้วย มหาลัยสยองขวัญ มันน่าไหมละ ผมให้ PG คับ

ขอบคุณที่นำมาบอกกล่าวค่ะ
#1 By Yu on 2009-10-16 10:01