ทางเลือก

posted on 01 Jun 2011 14:00 by l0ui5 in Gen-Phi
ทางเลือก
     ผมค่อนข้างจะเขียนเอ็นทรี่เกี่ยวกับตนเองน้อยน่ะครับ ยิ่งหลังๆนี่รู้สึกว่าลดลงไปเยอะพอสมควรเลย ที่จริงช่วงนี้มาถึงช่วงอายุที่ต้องตัดสินใจ "เลือก" อะไรมากมาย ให้กับตัวเอง และเอ็นทรี่นี้จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเส้นทาง ต่างๆที่ผมเลือกที่จะไว้ตัดสินใจอีกที่ ว่าผมจะเลือกหนทางไหน
     ก่อนอื่นเลย ผมอยากแนะนำจุดเริ่มต้นของผมซักหน่อยน่ะ มีเอ็นทรี่เก่าๆที่เคยเขียนไว้ แล้วรู้สึกว่ามัน Related กับเอ็นทรี่นี้คือ
http://l0ui5.exteen.com/20070103/backup BackUp ไว้ เผื่อ วันใด ความจำเราเสื่อมขึ้นมา
http://l0ui5.exteen.com/20070105/entry คนเราเกิดมาทำไม
http://l0ui5.exteen.com/20070409/visual-dna เจ๋ง ดีสำหรับ Visual DNA
 
     กับการอ่านเอ็นทรี่นี่คิดว่าคงต้องใช้การตีความกันสูงหน่อยน่ะครับ
     ผมเคยคิดน่ะว่าจุดเปลี่ยนชีวิตที่สำคัญมากๆจุดหนึ่ง คือช่วงเปลี่ยนแปลงระหว่าง เรียนจบ ไปสู่การทำงาน ซึ่งบางคนจะมีก่อนหน้านั้นอีกจังหวะคือ เปลี่ยนจากเรียนม.ปลาย เป็นมหาลัย แต่ผมว่าจุดนั้นเราไม่ได้เปลี่ยนทางเลือกของเรา เพราะทางเลือกขณะนั้นคือการเรียน เราเพียงเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนเพื่อน เปลี่ยนครูอาจารย์ เปลี่ยนวิชาที่เรียน เปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิต ทั้งหมดนั้นคือเปลี่ยน แต่ไม่ใช่สิ่งที่ผมเรียกว่า "ทางเลือก"
     คำว่า "ทางเลือก" ที่ผมหมายถึงในเอ็นทรี่นี้ คือ วิถีการดำเนินชีวิต ที่ผมเรียกช่วงเปลี่ยนแปลงระหว่างเรียนจบไปสู่การทำงาน นั่นคือวิถีการดำเนินชีวิตเราเปลี่ยนครับ จากเดิมเราเคยขอเงินพ่อแม่ เรียน ได้ทุน ต่างๆ วิถีชีวิตของเราตอนนั้นคือการรับ แต่เมื่อเราต้องเริ่มทำงาน เราต้องรู้จากการให้ก่อน เราถึงได้รับ ซึ่งจุดนั้นมันมีทางเลือกของชีวิตมากมาย หลายคนตัดสินใจพลาดกับทางเลือก แต่ก็ยังสามารถกลับมาได้ บางคนพลาดแล้วไปแล้วไปลับ บางคนเลือกได้แหล่มมาก บางคนเลือกได้พอเพียง ผมว่าการเลือกนี่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของคนไปอีกหลายๆปี ทั้งฐานะ ความมั่นคง ชื่อเสียง และอื่นๆมากมาย ซึ่งทางเลือกนั้นบางทีประกอบกันด้วยเหตุเบื้องต้น อาทิ ผลการเรียน สกิลต่างๆที่ได้ฝึกฝนมา ภาษา บุคลิกภาพ ความสามารถด้านต่างๆมากมายเป็นองค์ประกอบของการเลือกและผลสัมฤทธิ์ในการเลือกต่อไป บางทีมันก็วัดดวง ขึ้นกับโชคด้วยเหมือนกันน่ะ
     ตอนผมยังไม่จบและได้ทำงาน ผมไม่รู้สึกเลยซักนิสว่าผมกำลังเลือกอยู่ ผมรู้สึกเหมือนปล่อยตนเองให้ลอยออกไปเรื่อยๆ ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีอนาคตที่วาดฝันไว้ ไม่มีอะไรต่อ อนาคต Blank... มากๆๆ พอเรียนจบ ก็ไม่ได้รู้สึก หรือสำนึกอะไรมากขึ้นเลย ทำงานก็ทำต่อไป ชีวิต อนาคตยังคง Blank... เหมือนเดิม จนกระทั่งถึงวันๆหนึ่ง...
      ผมจำอะไรไม่ค่อยได้นักสำหรับวันนี้ จำไม่ได้ว่าวันเริ่มต้นแท้ๆของมันวันที่เท่าไหร่ ผมเคยที่สัมผัสมันอย่างแผ่วเบามาซักพักหนึ่งเมื่อตอนอยู่หอเก่า ผมเคยไปวัดเขาวงพระจันทร์
http://l0ui5.exteen.com/20090613/entry วัดเขาวงพระจันทร์
     เพื่อไปทดสอบอะไรอะไรซักหน่อย วันนั้นเป็นวันที่ผมได้งานทำ นับว่าเป็นอะไรที่อึ่ง และทึ่งไปเลย
     จากนั้นมาก็เกิดอะไรขึ้นกับผมหลายครั้งจนจำไม่ได้ ไม่รู้อะไรดลใจ ไม่รู้อะไรที่มาสะกิดความคิดของผมเอง ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะบวชน่ะ แบบแอนตี้รุนแรงด้วย ไม่บวช จนกระทั่งเมื่อผมอยากแต่งงาน ก็มีแต่คนบอกว่า ให้ผมบวชก่อน 25 มีทั้งหมอดู มีพระ บอกให้ผมบวช บวชก่อนแต่ง ได้ยินมาหลายครั้งแระ ถ้าบวชแล้วชีวิตจะดีมากๆ จนในที่สุดผมก็ตัดสินใจว่า โอเค จะบวชก่อนแต่งงาน จากนั้นก็ไม่รู้มีอะไรเกิดขึ้นมากมายอีกครั้ง จนเกิดแนวคิดบางอย่างขึ้นว่า เห้ย กรุก็บวชแบบจริงจังได้นี่หว่า จะไปแอนตี้อะไรว่ะ เอาละครับทันใดนั้นชีวิตผมเกิดทางแยกที่เป็นทางเลือกขึ้นมาในฉับพลัน
---
      มาคั่นจังหวะเป็นโน๊ต ซักหน่อยน่ะครับ ถึงจุดนี้ ชีวิตผมมีทางเลือกคือ ใช้ชีวิตปกติ แต่งงาน มีเมีย มีลูก นี่ทางเลือกแรก และทางเลือกที่ 2 คือ บวช...
---
      มาพิจารณาดูทางเลือกที่ 2 ว่าเกิดขึ้นได้ยังไง มีช่วงหนึ่งน่ะ น่าจะเริ่มต้นจริงจังประมาณเมษาปีนี้เอง ผมมีความเชื่อบางอย่างที่รุนแรงมากจนน่าตกใจ แต่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก
     นึกออกแล้วละ มีเรื่องหนึ่งที่กระทบแนวคิดผมมาก คือ เรื่องความยึดติดใน วัตถุนิยม ของคนๆหนึ่งครับ เหตุเกิดจาก ณ ปัจจุบัน ผมทำงานอยู่ ณ บริษัทปล่อยกู้บริษัทหนึ่ง ผมทำ Report มันทำให้ผมได้เห็นตัวเลข ยอดกู้ของบริษัท เห็นแนวโน้ม ซึ่งทำให้ผมรู้สึกละเหี่ยใจมากๆที่ว่า ทำไมแนวโน้มการกู้หนี้ยืมสินของคนมันถึงเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างบริษัทนี้ ก็เอาผลประกอบการโดยนำเสนอยอดกู้ โดยประกาศว่า ผลประกอบการไตรมาสของบริษัทโตขึ้น จากยอดกู้รวม บลาๆๆๆ ผมเลยตั้งประเด็นว่า มันน่าดีใจตรงไหนที่ผลประกอบการบริษัทโตขึ้น เงินบริษัทเพิ่มจากหนี้สินของคนอื่น พอแนวคิดนี้หลุดไปไม่นาน ก็มีคนหนึ่งตอบมาว่า ทำไมก็ดีออก หมายถึงคนไทยมีกำลังจ่ายมากขึ้น เศรษฐกิจประเทศกำลังดี ฮืม ฮืม ผมร้องอ๋อเลย เออเนอะ ที่แท้โลกมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ถูกครอบงำด้วยวัตถุนิยม และเงิน ระบอบเงินมันกำลังกัดกร่อนวิถีชีวิตของเรา เป็นครั้งแรกแบบจริงจังที่ผมรู้สึกว่า ผมจะอยู่ในระบอบนี้ต่อไปไม่ได้
     จากนั้นมาผมเริ่มอ่านแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตหลังยุคภัยพิบัติ ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจ ซึ่งกลุ่มคนกลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มที่คาดหวังจะให้เกิดภัยพิบัติขึ้น แต่นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า "การเตรียมการ" การเตรียมการเพื่อรับมือกับภัยพิบัตินี้ ได้นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจ คือ วิธีการเตรียมตัว ทางกาย และทางใจ ทางกายคือการจัดเตรียมสิ่งของต่างๆ สถานที่ปลอดภัย ศูนย์เฝ้าระวังและวิธีการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ส่วนทางใจ คือการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะที่จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดภัยพิบัติ อาทิหวั่นวิตก ความสูญเสียจำนวนมาก คุณภาพชีวิตที่จะตกต่ำลงอย่างขีดสุด วิธีคิดเพื่อเอาตัวรอดหลังจากเกิดภัยพิบัติ ผมว่าจุดนี้เป็นจุดที่น่าสนใจมากๆๆ ผมเป็นคนที่ค่อนข้างเชื่อในเรื่องภัยพิบัติ คือไม่ใช่ว่าโลกจะแตกน่ะครับ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นมันน่าจะคือการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติครั้งใหญ่ที่จะมีผลต่อมนุษย์ นั่นคือสิ่งที่ผมเชื่อว่าโลกกำลังเตรียมที่จะฟักตัว และรอวันทวงคืนจากมนุษย์ การเตรียมการเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเตรียมใจเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า และนั่นทำให้ผมรู้ว่า คนที่ยึดติดกับวัตถุนิยม เงินๆทองๆ อำนาจ ลาภยศ บารมี ต่างๆมากมาย ล้วนไม่จีรังในยุคต่อไป เมื่อโลกเกิดภัยพิบัติ ระบอบที่เรียกว่า เงินตรา จะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่าไม่มีประโยชน์ ตึกรามบ้านช่องถล่ม รถวิ่งไม่ได้ ไฟฟ้าก็ไม่มี อาหารก็หายาก แต่สิ่งที่จะทำให้มนุษย์อยู่ได้ในโลกนี้ คือความดี นั่นคือสิ่งที่ผมเคยพูดถึงไว้ใน
    
     ผมไม่ได้คาดหวังให้เกิดภัยพิบัติน่ะครับ เกิดก็ดี ไม่เกิดก็ไม่เป็นไร แต่การที่ผมได้ศึกษาเรื่องต่างๆเหล่านี้มากเข้า ทำให้ทางเลือกที่ 2 ผมค่อนข้างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และเกี่ยวข้องกับคำถามสุดคลาสซิกสำหรับมนุษย์ คือ เราเกิดมาทำไม คำตอบนี้ง่ายมากเมื่อเราอยู่ในพุทธศาสนาครับ ถ้าเราเลือกคำตอบนี้ เราก็มีแนวทางที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ให้เราสามารถไปสู่หนทางที่เป็นนิพพานได้ ไม่ง่ายก็ไม่ยาก ไม่ชาตินี้ก็อีกไม่กี่ชาติถัดไป อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ลงไปจมอยู่กับสิ่งที่ทำให้ตัวเองตกต่ำลง นั่นคือเป้าหมายสำหรับทางเลือกที่ 2 สำหรับผม
     จากนั้น ผมได้เริ่มศึกษาพระไตรปิฎก อย่างไม่จริงจังมากนัก อ่านแบบผ่านๆ แล้วก็รู้สึกได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้า ไม่ได้เกิดปุบปับ แต่เป็นขั้นตอน เป็นพัฒนาการ เป็นลำดับของมันอย่างต่อเนื่อง ศีล227 เริ่มต้นจากข้อปาราชิก คือความผิดข้อที่รุนแรงที่สุด จากนั้นค่อยๆพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และมีองค์ประกอบ มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นทำให้ผมรู้สึกทึ่งน่ะ นี่เป็นสิ่งที่น่าศึกษามากๆๆ แต่โลกเราปัจจุบันมองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไกลตัว ห่างไกลมากๆๆ เรามุ่งเน้นคนที่ความสามารถ ความรู้ที่ไม่จำเป็นมากๆ รวมถึงหลงลืมกับเป้าหมายชีวิตที่มันควรจะเป็น มันเหมือนคำถามที่ถามต่อไปเรื่อยๆ เรียบจบแล้วทำอะไร/ทำงาน ได้งานแล้วทำอะไร/เก็บเงินแต่งงาน แต่งงานแล้วทำอะไร/มีลูก มีลูกแล้วทำอะไรต่อ/เลี้ยงลูก รอลูกโต เรียนจบ พอลูกจบแล้วทำไง/รอวันตาย งั้นแท้จริงแล้ว เราเกิดเพื่อรอวันตาย เท่านั้นเองเหรอ มันคุ้มกันไหมกับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์เนี่ย บางคนอาจจะบอกว่า เราก็มีเป้าหมายของเรา เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็กๆที่พัฒนาคน พัฒนาโลก ผมถามง่ายๆแล้วกันน่ะว่า ผ่านไปอีก 200 ปีจะมี"เห็น"สิ่งที่คุณทำไหม 
     หลังจากที่ผมศึกษาสิ่งต่างๆมาได้ซักพักหนึ่ง ผมเริ่มมีความเชื่อ และความสนเท่ห์ ความสนใจ ใครที่จะพิสูจน์สิ่งที่ผมศึกษามา ซึ่งผมพบว่าเอาเข้าจริงแล้ว การที่ผมจะพิสูจน์เรื่องนี้ทำได้ยากมากถ้าผมยังเป็นปุถุชนธรรมดา แต่ผมมีความต้องการที่จะพิสูจน์เรื่องพวกนี้อย่างแรงกล้า อยากเห็น อยากได้ยิน อยากเข้าใจในสิ่งที่หลุดพ้นขอบเขตจำกัดของมนุษย์ เราเป็นได้เหนือกว่านั้นครับ เราเป็นได้มากกว่า เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย วนเวียนในสังวัฏสังสาร เราสามารถไปยังที่ต่างๆได้ นั่นคือสิ่งที่ผมมีความต้องการ และอยากทำให้ได้อย่างแรงกล้ามากๆๆ ซึ่งผมเรียกว่า การพัฒนาศักยภาพของตนเองไปสู่ขีดที่ไม่มีที่สิ้นสุด นี่เป็นความท้าทายในทางเลือกที่ 2 ของผมครับ
     ปัญหามันอยู่ก็ตรงนี้หละครับ มันอยู่ที่ทางเลือกของผม เส้นหนึ่งจะนำผมไปสู่สิ่งที่ผมอยากค้นหา อยากพิสูจน์ และอยากเข้าใจ ส่วนอีกเส้นหนึ่งเป็นเส้นอิสระ ชีวิตที่ไม่มีข้อจำกัด(ปัจจุบันผมอยู่บนเส้นทางเส้นนี้) ชีวิตที่ไร้ขอบเขต สองโลกนี้มันช่างมีความเย้ายวลและแตกต่างกันซะเหลือเกิน สังเกตว่าผมไม่ได้พูดเรื่องวันโลกแตกอีกแล้วน่ะครับ เรื่องนั้นเป็นเพียงเหตุผลสนับสนุน ไม่ใช่เหตุผลหลัก
     สิ่งนั้น คือ "ความอยาก" ถ้ามองว่าความอยากกับความต้องการมันคือสิ่งเดียวกัน ก็ใช่ครับ และผมเชื่อว่าตอนนี้สิ่งที่ผมอยาก มันเหลือเพียงอย่างเดียว และเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่ฉุดผมไม่ให้ผมก้าวเข้าสู่ทางเลือกที่ 2 อย่างมั่นคงได้ ผมพยายามแสวงหาทุกอย่างเพื่อตอบสนองมัน ผมใคร่อยากรู้ ใคร่ตอบคำถามตัวเอง เมื่อไหร่ที่ผมจะพอ เมื่อไหร่ที่ผมจะรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น ทุกครั้งที่มันผ่านไป ความรู้สึกที่ว่า เราทำไปเพื่อทำไมมันเพิ่งสูงขึ้น มันทำให้ชีวิตเรามีความสุขตรงไหน สุดท้ายแล้วมันก็แค่นั้น แต่พอเมื่อเวลาผ่านไปอีกวัน ความต้องการเดิมนั้นเราก็กลับมา เหมือนลูปที่ไม่มีทางวนจบ ผมอยากจะหลุดลูปนั้น แต่ไม่รู้จะทำยังไงดี ยังไม่เข้าใจมัน และยังต้องการตอบสนองมัน "มันต้องมีเหตุการณ์บางอย่าง"ที่ทำให้ผมหลุดจากลูปนั้นเข้าไปสู่ทางเลือกที่ 2 อย่างเต็มตัว แต่เพราะเหตุการณ์นั้นมันยังไม่เกิดขึ้นกับผมซักที มันเลยทำให้ผมยังคงจมอยู่ที่ทางเลือกทั้งสอง รอวันที่ผมจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและฟันธงซักที
      ทางเลือก ไม่ง่ายที่จะตัดสินใจ เราต้องให้เหตุผลกับการตัดสินใจ บางทีตัดสินใจแล้วเปลี่ยนไม่ได้ บางทีเปลี่ยนได้ ทางเลือกทำให้ชีวิตเราเหมือนเดิม หรืออาจทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป วันนี้ผมจะยังไม่มีคำตอบ ยังไม่มีการเลือกเกิดขึ้น แต่เมื่อไหร่ที่ผมพร้อม ผมจะมาบอกทางเลือกนั้น และเล่าเหตุผลให้ฟังครับ

Comment

Comment:

Tweet

มีบางมุมแอ้คิดคล้ายกับคุณนะ
เราก็คนหนึ่งที่วกวนอยู่ในโลกวัตถุนิยมเหมือนกัน และยังเป็นอยู่เรื่อยๆ อยากได้โน่นนี่ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากวางแล้วล่ะ.. ทางเลือกยังล่องลอยอยู่ ไม่เลือกทางไหน แต่การไม่เลือกทางไหนก็คือเลือกนั่นแหละ.. ยังงงๆ กับชีวิตอยู่เลยเหมือนกัน..

แอ้อยากเป็นอิสระ ว่าจะหาเวลาไปวิปัสสนา (ก็ได้แต่ "จะ" อยู่นั่น) อยากรู้ว่าเส้ืนทางสายนั้น จะให้ความอิสระกับเราได้จริงไหม..

ขอให้เจอสิ่งที่ใช่นะคะ big smile

#1 By แอ้ on 2011-06-01 18:19