สอนลูกให้เป็นคนดี หรือ สอนลูกให้พอเพียง

       ผมเป็นคนยุคที่เกิดมา พ่อแม่จะสอนลูกให้ เรียนสูงๆ ขยันๆ จบมาจะได้ทำงานดีๆ เงินเดือนสูงๆ แต่กระนั้นเลยเด็กบางคนมันก็โง่แบบโงหัวไม่ขึ้น พ่อแม่ก็จะมีอีกประโยคต่อมาว่า ถึงลูกจะเรียนไม่เก่ง ก็ขอให้เป็นคนดีของสังคม พอผมโตขึ้นถึงระดับนี้แล้ว ลองมาคิดไปคิดมาก็พบว่า ต่อไปถ้าผมมีลูก แล้วสอนลูกแบบนี้ ผมว่ามันยังไม่ใช่แนวคิดที่ถูกและดีที่สุดนัก วันนี้ผมจะมาแนะนำแนวคิดบางอย่างที่ผมคิดได้ โดยเฉพาะการปลูกฝังว่า เมื่อโตขึ้น ลูกควรจะใช้ชีวิตอย่างไรจะดีที่สุด ในวันนี้ผมยังไม่มีลูกน่ะครับ แต่คิดเอาไว้ก่อน ซึ่งต่อๆไปก็อาจจะมีแนวคิดอื่นที่ดีกว่า เอาว่านี่เป็นแนวคิดที่ผมคิดได้ดีที่สุดขณะนี้แล้วกัน และเอามาแบ่งปัน

      ผมลองวิเคราะห์ว่าทำไมคนยุคพ่อแม่เรา จะมีแนวคิดว่า เรียนสูงๆ ทำงานดีๆ เงินเดือนดีๆ ก็จะพบว่า คนรุ่นเค้าเป็นรุ่นที่ผ่านอะไรมาเยอะ ผ่านความลำบากมาเยอะกว่าที่จะสบาย ไอ้เด็กรุ่นใหม่อย่างเราๆเกิดมาก็สบาย ไม่ต้องลำบากหาเช้าชามเย็นชาม หาเช้ากินค่ำ หรือต้องไปขออะไรใครเค้ากิน ซึ่งนั่นทำให้คนยุคเราติดนิสัย ความสบาย และความขี้เกียจ ผมก็คนหนึ่งละที่ติดสบายเกินไป และขี้เกียจเกินไป พอเรียนจบมาทำงาน ก็จะพยายามหางานง่ายๆสบายๆ เงินเดือนสูงๆ มีโอกาสก้าวหน้า(สำหรับคนมีวิสัยทัศน์) สำหรับคนที่ความฉลาดปานกลาง ก็จะพยายามหาลู่ทางสะดวก ง่ายๆ เงินเดือนพอประมาณ มีกินมีใช้อย่างสุขขี พ่อแม่พอเห็นเช่นนี้ก็ดีใจที่ลูกประสบความสำเร็จ เรียนจบ ได้งานดี เงินดี แต่หารู้ไม่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภาพลวงตาดีๆ คนยุคเราบริโภคความสบายที่ซื้อมาด้วยเงิน เงินที่ได้มาง่าย มันก็ไหลออกง่าย บางคนฉลาดหน่อยมีระบบการจัดการเงินเข้าเงินออกที่ดี ทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ตัวเอง คนไหนฉลาดน้อยหน่อย(อย่างผม) ก็ไม่สนร็อก มีก็ใช้ ไม่มีก็ไม่ใช้ ผมรู้สึกว่าทุกอย่างนี่ ผิดหมดเลยอ่ะครับ การเสพติดความสบาย ทำให้คนเกิดความมักง่าย และเห็นแก่ตัวสูงมากๆ ผมสังเกตพนักงานระดับลูกน้องของบริษัทแห่งหนึ่ง ขี้บ่น และชอบนินทา ได้งานมาก็บ่น หัวหน้าเรียกไปคุยก็จะเนกาทีฟไว้ก่อนว่าโดนเรียกไปด่า เหล่านี้ผมไม่รู้สึกถึงคุณภาพชีวิตของคนมันจะขึ้นอยู่กับงานที่ดีๆ และเงินที่เยอะๆตรงไหนเลย คนรุ่นเราแบกรับสภาวะความเครียดที่ได้จากความสบาย เนื่องจากสบายมากเกินไปเลยเครียดเพราะต้องหาเงินมาซื้อ มาเสพความสบาย มีความอยากในรูปแบบแปลกๆอาทิ อยากได้ iPad อยากได้รถสวยๆ อยากได้ทอง อยากได้เพชร ผู้หญิงก็ซื้อโน่นซื้อนี่ ทำโน่นทำนี่ ห่วงสวย ห่วงหล่อ ของเหล่านี้ว่าไปมันก็ไม่เห็นจำเป็นกับชีวิตซักเท่าไหร่เลยน่ะ มันควรจะเป็นมีก็ดี ไม่มีก็ได้ซิ

       ในอีกกรณีหนึ่งถ้าเด็กมันโตมาไม่ฉลาดซักเท่าไหร่ พ่อแม่ก็หวังให้ลูกเป็นคนดี เอ้า คนสมัยนี้ ดีๆหาง่ายจังเนอะ แต่กระนั้นก็เถอะ เราจะบอกว่าใครคนหนึ่งมันเป็นคนดี วัดกันยังไง จะบอกว่า มันไม่มีอะไรที่วัดเป็นรูปธรรมได้ว่า คนๆนี้เป็นคนดีเลยน่ะ ลองคิดตามดูน่ะครับว่า คนๆหนึ่งขโมยของก็ไม่เคย โกหกก็ไม่ โกงใครก็ไม่ทำ แต่ว่าทั้งชีวิตชอบแกล้งแมว แกล้งหมา ดึงหูดึงหาง ไล่เตะ ถามว่าคนๆนี้มันเป็นคนดีรึป่าว ลองอีกตัวอย่างน่ะครับ คนๆหนึ่งเป็นคนในบุญสุนทาน ชอบทำบุญ ชอบชวนเพื่อนไปทำบุญ วันพระก็เข้าวัด เช้าก็ตักบาตร สวดมนต์เช้าค่ำ แต่เป็นคนไม่เอาไหน ขี้เกียจ ตามงานไม่ค่อยจะคืบหน้า ทำงานเช้า เจ้านายว่าแล้วว่าอีก นี่คนดีของสังคมเหรอครับเนี่ย ผมว่าเราใช้มิเตอร์วัดความดีของคนไม่ได้ร็อกครับ เหมือนกับ เอามิเตอร์มาวัดความรู้สึกว่า อารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดีเงี้ย มันวัดกันไม่ได้ การที่พ่อแม่คาดหวังว่าลูกโตขึ้นจะเป็นคนดี มันเป็นแค่ความรู้สึก และเป็นแค่สิ่งที่เห็น ถ้าอย่างลูกแอบไปกินเหล้าสูบบุหรี่ ไม่ให้พ่อแม่เห็น คนอื่นเห็นก็ว่าเป็นเด็กไม่ดี แต่พ่อแม่ไม่รู้ ก็ชมว่าลูกเป็นคนดี เหล้าไม่ดื่มบุหรี่ไม่ดูด ความดีมันยังหน้าด้านสร้างภาพได้อีก เราคาดหวังอะไรกับความดีของคนยุคนี้ไม่ได้เลย แถมบางทีเรายังติดความเชื่อว่า ผู้หญิงไม่ชอบคนดี เอ้า... แล้วงี้เราจะยอมเป็นคนดีเหรอ ?

       ไอ้เรื่องความดีเนี่ย ว่าไปถ้าเราลองไม่สนใจเรื่องมิเตอร์ แล้วกำหนดรูปธรรมง่ายๆ อย่างเช่น โตขึ้นลูกไม่ติดยา ไม่ติดเพื่อนอันธพาล มาเงินหาเลี้ยงตัวเองได้ แค่นี้ก็พอ ก็ถือเป็นเป้าหมายของพ่อแม่ ที่ค่อนข้างจะสร้างความหวังไว้กับลูกน้อยที่ไม่รู้โตขึ้นจะเป็นคนยังไง ผมว่าไอ้เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องที่ มันเป็นของมันเอง พ่อแม่เพียงแค่จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมไว้สำหรับ รองรับการเติบโตของเด็กเท่านั้น ผมชอบแนวคิดปรัชญาของ คาลิล ยิปราน เรื่องการมีลูกมากๆๆ ลูกเกิดมาทางเรา แต่ไม่ใช่ของเรา เราให้ทุกอย่างกับเขาได้ นอกจากความคิดของเขาเอง ถ้าเราไปคาดหวังอะไรกับเด็กมันมาก ความกดดัน ความเครียด ฯ มากมายมันรุมเร้าน่ะ ผมก็เคยอยู่ในจุดที่เป็นความคาดหวังของครอบครัว และสังคม มันก็มีความเครียดที่ต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งนั่นมันทำให้ประสิทธิภาพ ศักยภาพของตัวผมเองลดลงไปไม่น้อย

      แนวคิดที่ผมจะปลูกฝังแบบ Inception ใส่ลูกของผมคือ "ความพอเพียง" ผมรู้สึกมาซักพักแล้วว่า เราเกิดมามีเป้าหมายอะไร เป้าหมายของทุกคนเหมือนกัน เพียงแต่ ใครจะสามารถเข้าใจ หรือใครจะสามารถบิดเบือนมันไปได้แค่ไหน บางคนรู้ แต่ก็พยายามหาข้ออ้างมาเพื่อสร้างอีกเหตุผลหนึ่ง บางคนถูกบางสิ่งบางอย่างครอบงำ เป้าหมายชีวิตของผมใสมาก ผมรู้แล้วว่ามันคืออะไร ซึ่งการจะได้มา อย่างหนึ่งคือ ผมต้องเริ่มจากคำว่า พอเพียง ความพอเพียงเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง ความพอเพียงเป็นพื้นฐานของการทำงาน ความพอเพียงเป็นพื้นฐานของการใช้จ่าย ความพอเพียงเป็นพื้นฐานของแนวคิดในการดำเนินชีวิตในสังคม ถ้าเรามีความพอเพียง เราจะไปขโมยใครเค้ากินไหม เรามีเท่าไหร่ เราใช้เท่านั้นอย่างชาญฉลาดพร้อมมีเงินเก็บ เราไม่อยากได้กับสิ่งที่ไม่จำเป็น หรือถ้าไม่จำเป็นแต่พอเหลือ ก็ใช้ได้พอสมควร เราจะไปฆ่าใครเพื่อความพอเพียงนั้นเพื่ออะไร เราจะมักมากไปทำไมเมื่อเราพอเพียง เราจะมีปัญหาอะไรกับเจ้านายไหมถ้าเราคิดว่า เราทำแค่เท่าที่เราทำได้ อะไรที่เราทำไม่ได้เราก็จะไม่ฝืนมัน เจ้านายด่าว่าทำไม่ได้ แต่แล้วจะทำไม เราทำได้เท่านี้ นี่คือความพอเพียงโดยเบื้องต้นเท่านั้นเองน่ะครับ เป็นแนวคิดที่ผมรู้สึกว่า เห้ย กรุก็รู้ กรุก็เข้าใจ แต่ทำไมกรุไม่ทำซักทีฟร่ะ !

      ผมคิดว่าถึงเวลาที่ผมจะพอเพียงได้แล้ว เพราะตอนนี้ผมมีเมียแล้ว กลายเป็นว่า เธอทำให้ผมค้นพบว่า ชีวิตของเราไม่ได้ต้องการงานที่ดีๆ เงินที่เยอะๆ แต่สิ่งที่เราต้องการคือ ความพอเพียง การใช้ชีวิต และความสุขมากกว่า เงินอาจจะสร้างความสุขได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ในระดับที่สูงกว่านั้น เมื่อผมเริ่มคิดถึงความพอเพียงได้ ก็เป็นเหตุให้ ผมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่กรุงเทพฯอีกต่อไป ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำงาน ณ บริษัทแบงค์เหลืองแห่งหนึ่งที่ผมเคยเขียนไว้ในเอ็นทรี่เก่าๆ ตอนนี้ผมเป็นอิสระจากพันธนาการเรื่องเงินแล้ว ไม่ใช่ว่าผมไม่ต้องการ แต่มันไม่สามารถซื้ออะไรผมได้อีก สิ่งที่ผมต้องการตอนนี้คือ เวลา เราใช้เวลาไปกับการทำงานมากแค่ไหน มันจำเป็นขนาดนั้นไหม เราเอาเวลา ไปทำอะไรได้เยอะแยะครับ เดี๋ยวนี้ผมทำงานแบบพอเพียงสุดๆ เข้างาน ออกงาน ใช้เวลาอยู่กับแฟนผมมากๆ ผมรู้สึกว่าเวลานั้นมีค่ามากกว่า งาน และเงิน หลายเท่าตัวเลยทีเดียว

     แต่ผมว่านั่นยังไม่ใช่ความหมายของความพอเพียงซักเท่าไหร่ แล้ว ความพอเพียง คือ อะไร

    ความพอเพียง คือการไม่แสวงหาสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือ ทำในสิ่งที่ "พอดี" เราต้องการโทรศัพท์แพงๆ ทำไม ถ้าเราตอบโจทย์นี้ไม่ได้ ก็จะเป็นคำว่าฟุ่มเฟือย แต่ถ้าเราต้องใช้มันจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดเพราะมันคือความจำที่อาจจะเกินพอดี แต่นั่นคือความจำเป็น ในมุมอื่นๆอาทิ การทำงาน การทำงานแบบพอเพียง คือให้เวลากับการทำงานอย่างเต็มที่ในเวลางาน และให้เวลากับสิ่งอื่นๆเต็มที่นอกเวลางาน คือทำงานพอดี ไม่หนักเกินไป ไม่เบาเกินไป มีสายบ้าง เลทบ้างตามสมควร ความสุขกับงานที่ทำที่พอดี คือ ทำในสิ่งที่อยากทำพอๆกับ ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ ในการทำงานมีทั้งงานที่เราอยากทำ งานต้องทำ งานที่ไม่อยากทำ เราควรจะพยายามทำให้งานประเภทต่างๆ มีความสมดุลกัน เช่น เรากำลังทำงานที่ไม่อยากทำอยู่ พอทำจนเสร็จแล้ว เราก็ให้เวลากับตัวเองทำงานที่อยากทำ เป็นต้น 

     ผมมองว่าความพอเพียง เป็นอะไรที่สามารถปลูกฝังได้ง่าย อย่างลูกจะซื้อของเล่นชิ้นหนึ่ง ผมก็บอกว่า ถ้าลูกเก็บเงินได้ครึ่งหนึ่ง สมมติของราคา 100 บาท ถ้าลูกเก็บได้ 50 บาทพ่อจะซื้อให้ พอลูกเก็บได้ 50 บาทก็ใช่ว่าจะซื้อให้ลูกเลยน่ะ ให้ถามลูกว่า ระหว่างของ 200 บาท กับของ 100 บาท ให้เลือกได้อย่างหนึ่ง จะเอาอะไร ถ้าลูกตอบว่า 200 ผมก็จะให้ลูกเก็บเงินต่อให้ได้ 100 บาท แล้วต่อยอดไปเรื่อยๆ แต่ถ้าลูกบอกขอ 100 บาท ก็จะถามต่อว่า ถ้าวันข้างหน้าลูกอยากได้ของ 200 บาท ลูกต้องเก็บเงินเอง 200 บาทถึงจะซื้อ แต่ถ้าไม่เอา 100 บาท ลูกจะเก็บเงินแค่ 100 บาทเพื่อซื้อของ 200 บาท อ่านแล้วงงไหมครับ ที่จริงมันก็อยู่ที่ความฉลาดของเด็กด้วยละครับว่าจะเข้าใจความหมายที่ผมสื่อไหม ที่ผมพยายามจะบอกในย่อหน้านี้ คือ ผมจะพยายามทำทุกวิถีทาง ไม่ให้ลูกมันได้ของเล่นอะครับ แต่มันก็ต้องมีวิธีที่แยบยน จนกระทั่งถึงจุดๆหนึ่ง ที่เราก็จะยอมซื้อให้ในที่สุด ในมุมหนึ่งลูกอาจจะมองว่า พ่อแม่ขี้เหนียว แต่อีกมุมหนึ่งถ้าเด็กมันฉลาดหน่อย มันน่าจะพอเข้าใจว่า มันคือความฟุ่มเฟือย สิ่งที่ผมอยากจะปลูกฝังคือ ความจำเป็นของเงินในการใช้ชีวิต หรือ ความสุขในการใช้ชีวิต เวลาพาลูกไปเที่ยว ก็จะพยายามถามว่า อยากทำอะไร ผมจะไม่ถามว่าอยากเที่ยวอะไร เวลาเราไปเที่ยว คนเราก็มันจะคิดว่าแค่ไปเที่ยว แต่คำว่าอยากทำเนี่ย มันคือกิจกรรมครับ ไปนั่งปิคนิกกันริมชายหาด ไปว่ายน้ำ ไปเดินป่า ไปส่องนก นี่คือกิจกรรมที่ทำครับ กิจกรรมพวกนี้ ให้ความรู้สึก ความสุขมากกว่าการไปเที่ยวเฉยๆเยอะมากน่ะครับ ซึ่งนั่นจะเป็นการปลูกต้นกล้าเล็กๆในความคิด ฟังดูมันอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับความพอเพียง ที่ผมพูดถึงเรื่องเที่ยว ก็คือพูดถึงเรื่องการสร้างความสุขครับ ความสุขที่เกิดจากตัวเราเอง จากครอบครัว คนเราจะยึดติดกับความสุขนั้นครับ ครั้งหนึ่งผมไปเที่ยว ผมก็จะจำภาพความประทับใจครั้งนั้นไว้ ด้วยความที่ คาดหวังจะสร้างครอบครัวที่สามารถไปเที่ยวด้วยกัน ณ จุดนั้นได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช้เงิน นี่คือสิ่งที่เกิดจากรากต้นอ่อนที่ถูกปลูกไว้ในความคิดผมตั้งแต่วันที่ไป เราจะโหยหาความสุขเล็กๆ ให้กลายเป็นความสุขใหญ่ๆ ซึ่งความสุขนั้นมาจากการกระทำที่ไม่ได้เกิดจากเงิน การได้ของหรูๆแพงๆ การแต่งหน้าสวยๆ ผมพูดถึงการเที่ยว คือการเข้าหาธรรมชาติ ซึ่งเป็นอีกสาระสำคัญหนึ่งของ คำว่า พอเพียงน่ะครับ

     พอเพียง เพียงพอ เหมือนการกินอาหาร เราควรจะกินแค่อิ่มใช่ไหม ของบางอย่างเหมือนบุฟเฟ่ต์ กินมากไปอิ่มเกินก็ไม่ดี กินน้อยไปไม่อิ่มก็ไม่ดี นี่คือสิ่งที่ผมจะลองพยายามต่อยอดและสอนลูก สอนเมีย ให้มีแนวคิดการใช้ชีวิตที่พอ ประมาณนี้ให้ได้น่ะครับ

    ผมไม่เชื่อว่า เงินจะทำให้เราพอได้ ความสุขต่างห่างหากที่ทำให้เรา "พอ"

 

edit @ 24 Aug 2011 14:38:04 by !!! L0ui5

Comment

Comment:

Tweet

www.annann201.com/
เรียนทำ สอนทำขนมปัง เบเกอรี่บ้านครูแอน
ขนมปังเบเกอรี่บ้านครูแอน: เปิดสอน เรียนทำขนมปัง เรียนทำเบเกอรี่ สอนทำขนมปัง สอนทำเบเกอรี่ เค้ก ติดต่อ.0807799503n Line ID : annann201 ครูแอน.

#3 By บ้านครูแอน สอนทำ เรียนทำ เบเกอรี่ (110.171.135.236|110.171.135.236) on 2014-06-09 07:38

ให้ข้อคิดที่ดีครับ

#1 By wiriya (202.29.18.56) on 2011-09-02 13:06