The Passion of Joan of Arc

posted on 27 Sep 2011 20:36 by l0ui5 in Movie

The Passion of Joan of Arc
     "หนังเงียบ ที่ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก"
     ภาพยนตร์ในยุคแรกๆ ไม่ได้เริ่มจากภาพสี มีเพลงประกอบ มีฉากอันยิ่งใหญ่ อะไรเลย มันเกิดจากการเอาภาพนิ่ง หลายๆภาพ มาหมุนด้วยความเร็ว จนในยุคหนึ่งเมื่อสามารถทำเป็น Commertial ได้ จุดเริ่มต้นของหนัง film ก็คือหนังเงียบ สำหรับหนังเงียบยุคแรกๆ ยังไม่ได้มีความยาวมากนัก จนกระทั่งเริ่มพัฒนาตามยุคสมัยมาจนถึงยุครุ่งเรืองที่สุดของหนังเงียบ นั่นคือ เมื่อหนังเรื่อง The Passion of Joan of Arc ฉาย ตอนที่หนังเรื่องนี้ได้ออกฉาย มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น อาทิ การแบนฟีล์มเรื่องนี้ในอังกฤษ เพราะ เป็นหนังที่ทำให้คนดูรู้สึก และเข้าถึงตัวละครมากๆๆ (ถ้าเทียบกับปัจจุบัน ก็ราวกับ Avatar ที่ทำให้คนหลงเชื่อว่า แพนดอร่า มีจริง) ซึ่งหนังทำได้ถึงจุดนั้นจริงๆ
      ในบรรดาหนังเงียบๆ ที่ผมดูมาหลายๆเรื่อง หลายเรื่องได้รับคำกล่าวขวัญ ในฐานะ เป็นหนังที่ปลุกกระแส หรือสร้างค่านิยมมากมาย ในบรรดาหนังเงียบที่โด่งดังอาทิ Metropolis หรืออย่าง Nosferatu, Sunrise, The Birth of Nation , Wings(ที่ได้ออสก้าเรื่องแรก) ผมว่าหนังเหล่านี้ ยังนิยามความเป็นหนังได้ไม่ลงตัวเท่าไหร่ แต่เมื่อผมได้ดู The Passion of Joan of Arc แนวคิดเกี่ยวกับหนังเงียบของผมได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
     ในปีนี้ มีหนังที่ทำเพื่อระลึกถึงหนังเงียบเรื่องหนึ่งชื่อ The Artist ซึ่งน่าดูมากๆ เอกลักษณ์ คาแรคเตอร์ของหนังเงียบ จะคือการแสดงที่ Over-Acting เล็กๆ เพราะ หนังไม่สามารถสื่อสารกับคนได้ด้วยคำพูด บางทีประโยคของหนังที่ขึ้นมา มันก็ขัดจังหวะการดำเนินเรื่อง ทำให้การดำเนินเรื่องช้า ในยุคปลายๆของหนังเงียบ หนังบางเรื่องยาวมาก คนที่จะดูหนังเงียบได้จนจบ ต้องใช้สมาธิ และความตั้งใจดูค่อนข้างสูงมาก เพราะหนังสื่อสารกับคนด้วยการแสดง ไม่ใช่คำพูด ในหนังเรื่อง Sunset Boulevart ก็มีประโยคหนึ่งพูดไว้โดนใจผมมากเลยว่า การแสดงของนักแสดงในยุคหนังเงียบนั้น มีพลังในการสื่อสารกับคนดู มากกว่าหนังคนพูดซะด้วยซ้ำ ซึ่งผมค่อนข้างเห็นด้วยในระดับหนึ่งน่ะ โดยเฉพาะกับหนังเรื่องนี้ที่ผมจะพูดต่อไป
      ถ้าเปรียบว่า Citizen Kane เป็นหนังที่ใช้องค์ประกอบความเป็นหนังได้ดีที่สุด ผมก็จะบอกว่า The Passion of Joan of Arc เป็นหนังในยุคก่อน Citizen Kane ที่ใช้องค์ประกอบความเป็นหนังได้ดีที่สุด เช่นกัน
      การจะสร้างหนังยุคนั้น ถ้าไม่ใช่ผกก. ที่เลวจนเกินไป การจะคิดแต่ละฉากออกมาได้ มันไม่ง่ายเอาซะเลย หนังยุคบุกเบิก เป็นอะไรที่นาค้นหาเอาซะมากๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่จะบอกว่า การดูหนังเงียบ เป็นอะไรที่ยากมากๆๆ และผมไม่ชอบเอาซะเลย ผมเริ่มจากได้ดู Metropolis ที่ยาวมากๆๆ และดูไม่รู้เรือง ความอดทนผมน้อยมากในการดูหนังเงียบเรื่องแรกๆ แต่พอจากนั้นภูมิคุ้มกันผมเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ มีหนังเงียบหลายๆเรื่องที่ผมชอบ หนังของแชปปิ้น หลายเรื่อง ผมชอบมากทีเดียว อย่าง City Light เป็นหนังเงียบทีผมชอบที่สุดของแชปปิ้น หรือย่าง Sunrise หนังเงียบที่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผมได้มากทีเดียว แต่กับหนังเรื่องนี้ มันคือที่สุดของหนังเงียบจริงๆๆ
     หลังจากเกริ่นเรื่องหนังเงียบมาซะเยอะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า ผมโหลดเรื่องนี้มาดู (พูดแบบไม่อายใครครับ) ผมเชื่อว่า รสนิยมการดูหนังของผม ต่างจาก ค่ามาตรฐานของคนไทยมาก ผมจึงไม่มีทางหาหนังเรื่องนี้จากร้านขายหนังในเมืองไทยได้แน่ๆ แต่นั่นก็คุ้มค่าที่ผมจะได้พูดถึงหนังเรื่องนี้
     Joan of Arc ความคาดหวังแรกของผมคือ หนังเงียบ ที่เป็น Epic มีฉากรบที่สวยงามที่สุดของหนังเงียบ (อันที่จริงผมแค่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้น่ะ แต่ก็เดาไม่ออกว่าหนังจะไปในทิศทางไหน หรือยังไงมันถึงกลายเป็นหนังเงียบที่ดีที่สุดโลกไปได้) ผมก็เคยได้ยินชื่อ Joan of Arc มาจากเกม(Age of Empire) ภาพนั้นเลยติดตาเอาซะมากๆครับ แต่เมื่อได้ดูหนังพบว่า ไม่ใช่เลยซักนิดเดียวครับ
     หนังไม่มีฉากรบพุ่งกันซักนิด หนังจะว่าไปใช้สถานที่ถ่ายทำเพียง 2-3 ที่เท่านั้นเอง ถือว่าน้อยมากๆ นักแสดงประกอบไม่มาก ศูนย์กลางของหนังอยู่ที่ Joan คนเดียวเท่านั้น งบประมาณการถ่ายทำน่าจะไม่มาก ระยะเวลาถ่ายก็ไม่มาก แถมหนังยังประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้น แถมพล็อตเรื่องก็ฟังดูน่าเบื่อซะด้วย แต่...
     นี่เป็นหนังที่บีบอารมณ์คนดูได้มากที่สุด ถึงขั้นมากๆๆๆ เรื่องหนึ่งทีเดียว ด้วยการที่ หนังมีองค์ประกอบไม่มาก หนังมีศูนย์กลางที่เด่นชัด และชัดเจนเอาซะมากๆ เนื้อเรื่องที่ดูธรรมดาไม่มีอะไร แต่เทคนิคการตัดต่อ ความหมายของฉาก การโคลสอัพ การเคลื่อนกล้อง ทุกอย่างลงตัว ให้อารมณ์ และสมบูรณ์แบบมากๆ ซึ่งผมได้อ่านดูหลายๆที ต่างพร้อมใจกันเขียนว่า สมบูรณ์แบบ อย่างที่สุด ของหนังเรื่องหนึ่งที่จะทำได้
     นางเอกหนังเรื่องนี้ เธอเล่นหนังเรื่องเดียวในชีวิต ก็คือหนังเรื่องนี้ เล่นเป็น Joan สาวนักรบซึ่งขับไล่อังกฤษออกจากฝรั่งเศส เธอถูกจับโดยไส้ศึกฝรั่งเศสที่เข้ากับอังกฤษ เหตุการณ์เป็นเหตุการณ์ในโบสถ์ ซึ่งพยายามทำให้เธอรับสารภาพว่า สิ่งที่เธอทำทั้งหมด ไม่ได้เพราะเธอได้รับคำบัญชาจากพระเจ้า แต่เป็นซาตาน ในหนังพยายามนำเสนอเหตุการณ์ที่บาทหลวง พยายามทำให้เธอสารภาพความผิด ทั้งคำพูด(ในหนังเป็นข้อความขึ้นมา) โดยการหาข้ออ้างต่างๆมากมาย ในจุดนี้ หนังทำได้ลงตัวเอาซะมากๆ ในจังหวะที่ Joan ตอบคำถามแต่ละข้อ ภาพจะโคลสอัพนิ่งๆ ไปที่หน้าของเธอ ทำให้เรารับรู้ถึงอารมณ์ ความคิดของตัวละครได้เต็มที่ ซึ่งเธอแสดงออกมาได้ดีมากๆ สำหรับคำตอบของเธอ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้บาทหลวงทั้งหลายหงุดหงิดใจ และไม่พอใจ เทคนิคการถ่ายภาพของเรื่องนี้ เท่ห์มากๆๆครับ ภาพหนังตัดสลับระหว่าง ใบหน้าของ Joan ที่โคลสอัพ กับภาพเคลื่อนไหวของบาทหลวงที่ลุกลี้ลุกลน ผมเชื่อว่า ใครๆที่ได้เห็นฉากพวกนี้ จะรับรู้ถึงอารมณ์ของทั้งตัวละคร Joan กับตัวละครบาทหลวง ได้ชัดเจนมากๆๆ ฉากที่ผมชอบที่สุด ก็เชื่อว่า ใครที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ก็คงถึงกับขนลุกเหมือนกับผม นั่นคือ ฉากที่กำลังจะลงทัณฑ์ ทรมาน Joan ด้วยเทคนิคการตัดต่อ ที่สลับไปมาระหว่างเครื่องลงทัณฑ์ที่หมุนอยู่ กับ ภาพโคลสอัพน้ำตาคลอของJoan สลับไปมาด้วยความเร็วที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้หัวใจของคนดูเต้นแรงไปกับตัวละคร และจนถึงจุดไคลน์แม็กซ์ของฉากนั้น มันเป็นอะไรที่ลงตัว ด้วยความหมาย และเหตุผลของมัน อย่างที่สุดเลยล่ะครับ
     หนังเงียบโดยทั่วไป บางทีการขึ้นมาของตัวอักษร ทำให้หนังช้าลงมาก และค่อนข้างน่าขัดใจ ไร้เหตุผล แต่กับหนังเรื่องนี้ มันมากกว่านั้นครับ หนังไม่ได้พยายามจับคำพูดทุกตัวละค หนังพยายามใช้ภาพสื่อสารให้ถึงขีดสุดก่อน จากนั้นค่อนขึ้นข้อความเป็นประโยค ที่เป็นเหตุการณ์ ที่ทำให้หนังดำเนินต่อไป ได้อย่างลงตัวมากๆๆ ผมว่าเป็นหนังที่ลงตัวเรื่องการขึ้นตัวอักษรได้มากที่สุด เลยทีเดียวละ
      เราเป็นคนดูยุคหลัง กับหนังที่เราได้ดู เค้าได้มีการใส่เสียงออเคสตร้าเข้ามาแล้วละ อยากจะบอกว่า ถ้าใครได้ดูเวอร์ชั่นพวก Retore เนี่ย จะยิ่งได้อรรถรสเข้าไปอีก เพราะเสียงเพลงที่ประกอบเข้ามา ทำให้อารมณ์ของหนังทะยานสูงขึ้นไปอีกมากๆๆ ผมขนลุกแทบทุกครั้ง ที่หนังกำลังดำเนินไปถึงจุดไคลน์แม็กซ์ของแต่ละฉาก โดยเฉพาะฉากจบ ที่เราสามารถวิเคราะห์ ตีความการตัดสลับไปมาของหนังได้ และเหตุของการเกิดขึ้นในเหตุการณ์จังหวะจบของหนังพอดี มันลงตัวและสมบูรณ์แบบจริงๆน่ะครับ
     ตอนผมดูหนังเรื่องนี้ไปได้ครึ่งเรื่อง ผมเริ่มรู้สึกขนลุก เพราะรู้สึก ได้ว่านี่เป็นหนังที่สร้างอารมณ์ร่วมให้กับคนดูค่อนข้างมาก นี่เป็นหนังเงียบน่ะเนี่ย แต่ทำได้มากขนาดนี้ แถมหนังยังอุดมไปด้วยความเป็นหนังอย่างลงตัว ใช้องค์ประกอบต่างๆของหนังได้อย่างคุ้มค่า ทั้งการเคลื่อนไหวกล้อง งานฉาก งานภาพ งานตัดต่อ ทุกอย่างลงตัวทั้งหมด ฉากที่เป็นที่สุดของหนัง กับจังหวะการตัดต่อที่ลงตัว ตอนนั้นผมขนลุกซู่เลย ขนาดว่า ต้องรีบเปิดเน็ต หารีวิวหนังเรื่องนี้อ่านโดยทันใด ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ทำไมมันลงตัวได้ขนาดนี้ และผมก็ได้เจอจริงๆครับ กับคนที่พูดว่า นี่เป็นหนังเงียบ ที่ทำให้ หนังเงียบ ยิ่งใหญ่ถึงขีดสุดในยุคนั้น
      ผมว่านักบริโภคหนังรุ่นหลังๆ จะมองว่าหนังเงียบเป็นหนัง Art ที่ดูยาก เพราะต้องใช้ความตั้งใจ และสมาธิค่อนข้างมากในการดู มันคล้ายๆกับหนังสไตล์ของเจ้ย ของเป็นเอก หนังสายเมืองคานส์ ที่จะดูยากๆหน่อย แต่ไม่เลยครับ ในยุคหนึ่งของโลกภาพยนตร์ หนังแนวนี้มีกันเกลื่อนกลาด และยิ่งใหญ่มากๆ เมืองไทยยุคหนึ่งก็เคยเป็นอย่างนั้น หนังแนวนี้ไม่ได้ดูยากเกินไป เพียงแต่เราคิดว่า หนังมันเก่า ไม่สนุก ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่ผมจะบอกว่า การที่เราได้ดูหนังเก่าๆ สิ่งหนึ่งที่ผมชอบสังเกต คือ ธรรมชาติที่เปลี่ยนไป เครื่องแต่งกาย สีผม เพลง แนวคิดต่างๆในยุคนั้น ค่านิยมหลายๆอย่าง วิถี การใช้ชีวิต ยิ่งหนังไทยเก่าๆ ผมชอบดูน่ะครับ การได้เห็นกรุงเทพฯ ยุคก่อนๆ เออ มันเป็นแบบนี้แหะ มันน่าสนใจว่า ด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี โลกเราเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยเหรอ
     นี่เป็นหนังแนะนำสำหรับคอหนังเลยน่ะครับ แน่ๆว่าไม่มีซับไทยแน่ๆ ศัพท์ค่อนข้างเฉพาะทางเล็กน้อยแต่ก็พอรู้เรื่องในระดับหนึ่ง หนังจะออกแนวศาสนาพอสมควร แต่ก็ไม่มีปัญหากับคนไทยนัก ผมว่าความยิ่งใหญ่ของหนังเรื่องนี้ คือการ นำพาอารมณ์ของคนดู ไปถึงจุดที่หนังต้องการนำเสนอได้ ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้หนังเรื่องนี้ถูกแบนในหลายประเทศ เพราะกลัวการถูกปลุกระดมจากคนที่ได้ดู ผมว่าหนังทำถึงจุดนั้นได้เลยน่ะครับ จะว่าไปนี่ก็เป็นหนังรุ่นบุกเบิกที่ทำให้มีหนังสร้างอารมณ์ให้คนดูอย่างของ Hitchcock หรือแบบ Nolan ในปัจจุบันเลยน่ะครับ ถ้าไม่มีเรื่องนี้ นึกไม่ออกเหมือนกันว่า หนังที่จะบีบคั้นอารมณ์ของคนดูได้ขนาด The Dark Knight หรือ Physco จะมีรึป่าวน่ะซิครับ
      หนังเรื่องนี้ 18+ ครับ ไม่มีฉาก Sex หรือฉากรุนแรง แต่ หนังเรื่องนี้ ฆ่าคนได้ครับ

edit @ 28 Sep 2011 13:15:12 by !!! L0ui5

Comment

Comment:

Tweet

ผมซื้อแผ่นก็อบหนังเรื่องนี้แถวสีลมครับ บรรยายไทยด้วย
มันเป็นหนังที่ทรงพลังเอามากๆทีเดียว

#2 By andy (118.172.243.235) on 2011-10-26 10:49

Hot! Hot! Hot! review ได้น่าสนใจค่ะ

#1 By anges on 2011-09-28 17:08