Tree of Life

posted on 01 Oct 2011 10:44 by l0ui5 in Movie

"โปสเตอร์หนังที่สวยที่สุดของหนังปีนี้"

Tree of Life

      เวลาผมดูหนัง ผมมักจะคิดอยู่เสมอว่า อะไรเป็นสิ่งที่ ผกก. ต้องการนำเสนอ และวิธีการนำเสนอน่าสนใจแค่ไหน นำมาสู่บทสรุปหนัง การใช้องค์ประกอบต่างๆของศาสตร์หนัง ได้มากน้อยแค่ไหน สำหรับ Tree of Life เป็นหนังที่ต่างออกไปสิ้นเชิงจากหนังปกติที่ผมดู ผมเคยพูดว่า มันเป็น 2001 A Space Oddsey ในฉบับของ ช่วงชีวิตหนึ่งของมนุษย์ มาดูกันว่าทำไมผมคิดเช่นนั้น
       นี่เป็นหนังที่ใช้ภาพเล่าเรื่องมากกว่าบทสนทนา บางทีเราไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวละครกำลังพูดกับใครอยู่ที่ไหน เป็นคำพูดหรือเป็นความคิด ภาพที่เคลื่อนไหวอย่างเร็วๆ มี Movement ตลอดเวลา กับการตัดต่อที่เหมือนกับคำพูด การเล่าเรื่องด้วยภาพ เป็นการท้าทายคนดูยุคใหม่ ที่ไม่ค่อยนิยมบริโภคเครื่องปรุง แต่ชอบอาหารสำเร็จเลย รสนิยมเรื่องเครื่องปรุง เป็นการบอกว่า เราสนใจองค์ประกอบมันมากแค่ไหน ถ้าบริโภคมันตอนที่ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว เราจะไม่่มีทางเข้าใจเลยว่า มันยากแค่ไหนกว่าที่จะได้มันมา Tree of Life เป็นหนังประมาณนี้ คือ ให้ภาพ ให้เสียง ให้อารมณ์ของหนัง เคลื่อนต่อไปเรื่อยๆตามเวลาของมัน ผู้ชม จะต้องเอามันมาผสม คลุกเคล้า เพื่อให้ได้รสชาติของตนเอง ซึ่งรสชาติของแต่ละคนก็จะได้แตกต่างกันออกไป
      ผมรู้สึกว่าองค์ประกอบของ Tree of Life นั้นสมบูรณ์มากๆๆ ที่สุดแล้ว ทั้งงานภาพที่สวยงาม งานแสง งานฉาก งานตัดต่อ เพลงประกอบ ที่ทำให้เราเข้าใจอารมณ์ของเหตุการณ์นั้นๆมากขึ้น ภาพสะท้อนต่างๆที่หนังตัดสลับไปมา เป็นงานของคนดูที่จะต้องเอามันมาตีความ และคลุกเคล้าเข้ากับหนัง ให้เป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์ ผมก็ตีความได้ไม่ทั้งหมดจากหนังร็อกน่ะ โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าบางอย่างที่ผมไม่เข้าใจ ซึ่งผมไม่เข้าใจว่า ในเมื่อคนเราไม่ยอมรับกรอบของสังคม แต่เรากลับยอมรับพระเจ้าได้
     หนังเริ่มต้นกับการเกิด ผสมผสานไปกับการเกิดขึ้นของพระเจ้า เกิดขึ้นของโลก ของสัตว์ เหตุการณ์ในช่วงหนึ่งเล่าด้วยภาพทั้งหมด มันทำให้ผมนึกถึง A Space Oddsey จริงๆน่ะ มันคล้ายๆกันในเรื่องราว แต่รายละเอียด และความละเอียด วิธีการนำเสนอค่อนข้างจะต่างกัน ผมอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมไดโนเสาร์ถึงโผล่มา มันคล้ายๆกับเครื่องปรุงนี้ คนไทยรับรสอย่างหนึ่ง ฝรั่งรับรสอย่างหนึ่ง ถ้า เทอร์เรนซ์ มาลิก เป็นคนไทย กับฉากไดโนเสาร์ฉากนี้ จะตีความถึง การเกิดในชาติๆหนึงที่เป็นไดโนเสาร์ มีไดโดนเสาร์ 4 ตัวในหนัง มีตัวหนึ่งที่ต่างจากตัวอื่น แล้วเดินมาเหยียบตัวหนึ่ง มันเหมือน พ่อ และลูกอีก 3 คนซึ่งสะท้อนเหตุการณ์ ต่อๆมาในหนังว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับตัวละครโลกปัจจุบัน ผมชอบช่วงนี้มากน่ะ เหมือนเราได้ดูภาพสวยๆ ประกอบกับเพลงเพราะๆ และมีจังหวะพีคของแต่ละฉากนั้น เป็นอะไรที่ เจ๋งเอามากๆๆ อาทิ เพลงดำเนินไปเรื่อยๆจนถึงไคลน์แม็กซ์ ภาพก็ตัดไปเรื่อยๆจนถึงการเกิด ลงตัวมาก และสวยงามมากเลยทีเดียว ตอนที่ผมดูฉากนี้ ผมพยายามคิดลำดับภาพการเล่าเรื่องไปในหัวเรื่อยๆ ว่าฉากนี้คืออะไร ผมว่ามาลิค เป็นคนที่เล่าเรื่องได้ต่อเนื่องมากๆคนนึงเลยน่ะ
     เหตุการณ์ที่ดูเหมือนหนังยุคนี้มากที่สุด คือการเล่าเรื่องด้วยการกระทำของตัวละคร เมื่อหมด Intro มาแล้ว กิจกรรมต่างๆที่ตัวละครทำ เป็นสิ่งที่เหมือนสะสมความคิด ความรู้สึก อารมณ์บางอย่าง ซึ่งเหตุการณ์ต่อๆไปที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลพวงมาจาก เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นๆ ทั้งนั้น และจนที่สุดเมื่อหนังถึงจุดสิ้นสุด เราก็สามารถโอนถ่ายอารมณ์นั้นไปผนวกกับการแสดงของ Sean Penn และเหตุผลช่วงท้ายของหนังได้อย่างลงตัวมากๆๆ นี่เป็นหนังที่ทำอารมณ์ได้ยอดเยี่ยมมากๆเรื่องหนึ่งในปัจจุบัน ไม่ได้บีบคั้นแบบ The Dark Knight หรือไม่ได้ให้อารมณ์เจ็บปวดแบบ The Passion of Joan of Arc แต่มันเป็นอารมณ์ที่เต็มอิ่ม มันเป็นอารมณ์ที่ทำให้เรารู้สึกถึงความเหมาะสมของชะตากรรมของตัวละครที่เกิดขึ้นในหนัง แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จบ Life is flash by จริงๆล่ะครับ
     หนังพยายามเล่าถึงความตายหลายๆครั้ง พอพูดถึงความตาย ก็จะพูดถึงพระเจ้าเหมือนว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายของชีวิต แม้แต่ช่วงท้ายๆของหนังเอง ผมก็ตีความไปถึงสวรรค์ ในมุมของผกก. ที่ต้องการนำเสนอ ว่าสุดท้ายแล้วเมื่อชีวิตเราดับดิ้นลงไป ทุกอย่างก็จะหวนคืนมา ในภาพที่เราอยากได้ ในมุมที่เราอยากเป็น ส่วนของ Sean Penn เป็นส่วนที่พยายามรำลึกถึงเหตุการณ์ในช่วงชีวิตหนึ่ง กับความคิดที่ตัวเองอยากให้เป็น เหมือนเป็นปมในใจของตัวละครเองที่พยายามหาทางออก และหาความหมายของชีวิต
     แล้วถามว่า ต้นไม้เกี่ยวอะไร หนังเรื่องนี้ฉากภาพเกี่ยวกับต้นไม้เยอะมาก แต่มันก็แทบจะไม่มีอะไรเลยถ้าไม่ผ่านการตีความ ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ต้นไม้มันขึ้นจากดิน ไปสู่อากาศครับ เหมือนเริ่มจากศูนย์ ไปสู่ความว่างเปล่า สุดท้ายแล้วไม่มีอะไร มันโตขึ้นไปเรื่อยๆสุดท้ายก็ตาย ก็เหมือนชีวิตคนที่ค่อยๆเติบโต ซึ่มซับเอาความคิดความรู้สึกเข้าไป ต้นไม้แห่งชีวิต ในหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เวลาครับ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา(ผมคิดว่าจุดนี้ ผกก. พยายามไม่ใส่เหตุการณ์เรื่องเวลาเข้าไป เพราะมองเวลาเป็นอะไรที่ไม่มีผลต่อเหตุการณ์น่ะครับ) ดังนั้น ต้นไม้เมื่อรับเอาเหตุการณ์ต่างๆเข้าไป มันโตขึ้น โตขึ้น จนถึงจุดๆหนึ่ง หนังไม่ได้เล่าตอนจบของต้นไม้น่ะครับ น่าเสียดายจริงๆ
       หนังเรื่องนี้ให้รสชาติที่แปลกๆเวลาดู มันอิ่มมากเมื่อดูจบ อารมณ์ของหนังระดับหนึ่ง ส่งผลให้คนดูต้องมาครุ่นคิดต่อ เหมือนจิบกาแฟ จิบชา หลังอาหาร เพื่อให้ความคิดทั้งหมดมันตกตะกอนว่า หนังเล่าเรื่องอะไร และเราตีความอะไรได้จากหนัง ผมว่าสำหรับคนที่เรียนเกี่ยวกับศาสตร์ของหนัง คงมีเรื่องราวให้พูด ให้ตีความมากมายกับหนังเรื่องนี้ มันทำให้ผมคิดว่า ทำไมจึงไม่มีหนังที่เราจะตีความทางพุทธ ได้บ้างซะที เพราะหนังเรื่องนี้ มันพูดถึง พระเจ้า เอาถ่ายเดียว บางฉากที่ผมรู้สึกถึงความหมายทางพุทธ แต่รู้ว่า ผกก. เค้าไม่ใช่ ก็เลยยังตกตะกอนไม่ได้ว่า เค้าต้องการสื่ออะไร หรือแค่เล่าเรื่องให้ล้อกันในความหมายธรรมดา ผมว่าคนที่ได้ดูเรื่องนี้แต่ละคนคงจะมีความเข้าใจและรู้สึกถึงหนังได้ต่างๆกัน แต่ผมไม่ค่อยมั่นใจนักว่าหนังจะอมตะยืนยาวเหมือน A Space Oddsey หรือไม่ เพราะความที่มันเกี่ยวกับพระเจ้ามากเกินไป มันออกเป็นหนังที่สะท้อนการเล่าเรื่อง รวมถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับศาสนาค่อนข้างเยอะ แม้จะไม่มีอะไรแต่ผมก็เชื่อว่าคนดูจะรู้สึกได้ครับ
      สำหรับคนไทยหนังเรื่องนี้คงเป็นแค่หนังภาพสวย ฉากสวย เพลงเพราะๆ เราจะได้เห็นการแสดงของแบรด พิตต์ และ เจสซิก้า คริสเตียน รวมถึงแววตาของ Sean Penn (แค่แววตาน่ะครับ) ที่เป็นการแสดงมากกว่าคำพูด แต่สำหรับผมถือว่านี่เป็นหนังที่เข้าขั้นดูยากเลยล่ะ คงไม่เหมาะกับคนไทยจริงๆ หนัง 1̀5+ น่ะครับ

Comment

Comment:

Tweet

อยากดูอยู่ครับ รอแผ่นเดือนตุลานี้แหละ sad smile

#2 By Rachel Komolsut on 2011-10-01 13:04

ฟังดูแล้วน่าสนใจจังค่ะ สงสัยต้องลองไปให้เพื่อนที่เป็นคอหนังดูบ้างแล้วละ

#1 By turtlesealand on 2011-10-01 11:25