It's a Wonderful Life (1946)

posted on 02 Oct 2011 11:07 by l0ui5 in Movie
It's a Wonderful Life (1946)
     "Frank Capra Masterpiece"
     หลังจากที่ผมได้ดู Mr.Smith Goes to Wasington มี 2 สิ่งที่ทำให้เกิด Chain Raction ต่อ คือ ผมต้องหาหนังของ Frank Capra มาดูต่อ และผมต้องหาหนังของ James Stewart มาดูต่อ และเมื่อทั้งสองเข้าคู่กันทีไร ผมว่าหนังมันมีอะไรมากกว่าที่ผมคาดหวังไว้เอามากๆๆ และมากๆๆจริงๆ นั่นคือ หนังเรื่องนี้ It's a Wonderful Life พอผมดูหนังเรื่องนี้จบ นอกจากน้ำตาที่อาบแก้มทั้งสองข้างแล้ว ผมยังไม่มีอารมณ์ดูหนังเรื่องอื่นต่ออีกซักพัก เพราะหนังเรื่องนี้ดีมากๆๆ ดีซะจนว่า กลายเป็นหนังอันดับ 2 ที่ผมชอบ ตลอดกาลไปเลยในการเข้าชาร์ตครั้งแรก เป็นรองเพียง Seven Samurai เท่านั้น
     Frank Capra ซักวันผมจะเขียนถึง ผกก. คนนี้ครับ น่าเสียดายที่ผมดองรีวิวของ Mr.Smith Goes to Washington มานานก็ไม่ได้เขียน หนังเรื่องนั้นพูดถึงการต่อสู้ของความซื่อสัตย์ กับคอรัปชั่น ในแง่การเมือง ซึ่งผมว่านี่เป็นหนังที่สะท้อน จิกกันการปกครองระบอบรัฐสภาได้เป็นอย่างนี้ เมื่อเงินมีอำนาจเหนือทุกอย่าง หนังสไตล์ของ Frank Capra ตัวละครจะสะท้อนอะไรบางอย่างกับเงิน ซึ่งเป็นหนังแนวทีผมชอบมากๆๆ เพราะเป็นหนังที่พยายามบอกคนดูว่า เงินมันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต พูดโดยมีเหตุุุผล ไม่ใด้เห็นเงินจริงๆแบบหนังบางเรื่องอย่าง The Gold Rush หรือ The Treasure of the Sierra Madre (1948) บอกตามตรงว่าไม่ชอบเลยครับ ส่วนวิธีการเล่าเรื่องของ Capra ก็มักจะทำให้ตัวละครตกอับไปข้างหนึ่ง แล้วนำเสนอวิธีแก้ปัญหาเพื่อให้เขาสามารถลุกขึ้นมาต่อสู้และเอาชนะได้ในที่สุด ในMr.Smith ตัวละครนั้น แพ้ไปแล้วครับ แต่เพราะจนแล้วจนรอดนี่เป็นหนังฮอลิวู๊ด ยังไงมันก็มีวิธีการที่พระเอกจะชนะได้ในที่สุดครับ
     James Steward ถ้าผมจำไม่ผิด ผมดูหนังเรื่องแรกของพี่แกคือ Vertigo ̣จากนั้นก็ North by Northwest และหนังอีกหลายเรื่องของ Hitchcock แต่ยังไม่มีบทไหนที่ตราตรึงในผมมากเท่ากับ MrSmith พี่แกมีความโดดเด่นหลายอย่าง ทั้งหล่อ สูง(สาวๆสมัยนั้นคงกรี๊ดน่าดู) คาแรคเตอร์ของพี่แกคือ เป็นคนที่ใสซื่อต่อโลกหรือไม่ก็ซื่อสัตย์ ซื่อตรง เป็นคนตรงไปตรงมา และก็สะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ มีวาทะเด็ดๆที่ออกมาจากหนังเยอะมาก และจบด้วยความสามารถทางการแสดง ก็แล้วแต่หนังแต่ละเรื่องว่าจะไปทางใด และเมื่อใดที่ได้เข้าคู่กับผกก.ที่ถูกคู่ โดยเฉพาะ Frank Capra ก็มีเหตุให้หนังมันสุดยอดยิ่งๆขึ้นไป James Stweart เคยได้ออสก้าครั้งเดียว ตอนเล่น The Philadephia Story ส่วน Frank Capra ได้ไป 3 ครั้ง เป็นรองเพียง John Ford เท่านั้น
      มาพูดถึงหนังเรื่องนี้ไป หนังสร้างเซอร์ไพรส์ให้ผมตอนแรก เมื่อมีการพูดถึงพระเจ้า ผมละคิดในใจว่า แอบเสียดาย หนังมันจะไปในทางไหนหว่า แต่ก็พบว่าผมคิดผิดไปเลย การสร้างฉากเปิดเรื่องให้ออกแฟนซีๆหน่อย ก็เพื่อเป็นการสร้างเหตุการณ์ให้กับตัวละคร ได้เข้าถึงกับความจริงบางอย่าง ตัวละครพระเอกในเรื่องนี้เป็นคนที่มีความฝัน และมีความมุ่งมั่นที่จะทำความฝันให้สำเร็จ แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ไม่สามารถทำมันได้ แต่เหตุที่เขาไม่สามารถทำได้ กลับเป็นสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นมากมาย สิ่งที่เขาทำ เป็นสิ่งที่เขาไม่อยากทำมาตั้งแต่แรก แต่ที่เขาทำ ทำเพราะความจำเป็นที่ต้องทำ หนังพยายามบีบอารมณ์ตรงจุดนี้ ให้คนดูรู้สึกตามตัวละครไปเรื่อยๆ มันเหมือนอารมณ์เก็บกดที่พร้อมจะระเบิดออกมาทุกเมื่อ หนังพยายามนำเสนอตัวละครในมุมที่เป็นความคิดของเขาฝ่ายเดียวมาเรื่อย จนถึงจุดๆหนึ่ง ซึ่งเป็นจุด Twist&Turn ผมว่าจุดนี้ หนังเลือกใช้การนำเสนอจากตอนเปิดเรื่องได้ดี เอาพระเจ้ามาเกี่ยวซึ่งผมมองว่ามันก็เป็นมุมมองหนึ่งที่ดีเลยน่ะ หนังช่วงนี้นำเสนอมุมมองในอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งเป็นการเปิดโลกกว้างของตัวพระเอกเอง เขาไม่เคยสังเกตุ ไม่เคยตระหนักมาก่อน ว่าสิ่งที่เขาทำมันสำคัญต่อคนที่เป็นอยู่ของเขาแค่ไหน หนังใช้โอกาสนี้นำเสนอวิธีที่เรียกว่า Inductive (ภาษาคอมเรียกว่า Prove by Induction) คือการสมมติว่าถ้าเกิดเหตุการณ์คู่ขนาน ในเวลาเดียวกัน แต่ต่างตรงที่ว่า ถ้าพระเอกไม่มีตัวตนขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมว่าจุดนี้แจ่มสุดๆๆ และตอนจบเมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ปกติ ทางออกของหนังฮอลิวู๊ดย่อมกลับมา มันคือตอนจบที่สวยงามและลงตัว ดังประโยคที่ว่า Help always comes when you need it the most
      เป็นบทหนังที่ผมชอบมากๆเรื่องหนึ่ง รวมถึงวิธีการนำเสนอที่ได้ใจจริงๆครับ ผมชอบช่วง Twist̃&Turn ของหนังเรื่องนี้มาก เพราะมันเป็นการเก็บตกเหตุการณ์ต่างๆในเรื่อง เพื่อนำไปสู่บทสรุป ผมเริ่มรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ช่วงกลางๆเรื่อง จังหวะที่อ เขารู้สึกตัวแล้วว่า เขาจะไม่สามารถได้ทำตามสิ่งที่เขาฝันเอาไว้ได้ แต่นั่นมันก็แลกมาด้วยอะไรบางอย่างครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆที่สุดในชีวิตของเขา ตอนฉากฮันนีมูนของหนังเรื่องนี้ มันมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ผมรู้สึกแวปแรกเลยว่า มันต้องมีอะไรเด็ดๆแน่ๆ และมันก็เป็นจริงครับ ผมว่าฉากฮันนีมูน ของหนังเรื่องนี้โรแมนติกมากๆ และนำเสนอออกมาได้โดนใจพอสมควร นั่นเป็นฉากที่ผมตื้นตันสุดๆ ประทับใจมากๆๆ
      ตอนจบมันอาจจะเป็นอะไรที่คุณเคยคาดหวังได้จากหนังฮอลิวู๊ด แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังตื้นตันกับความรู้สึกนั้นคือ นี่คือสิงที่ดีที่สุดที่เขาสมควรได้รับ ทุกสิ่งทุกอย่างลงตัว สมเหตุสมผล และมีพลังอย่างมาก แต่หนังเรื่องนี้ เหมือนจะมีความตั้งใจเล็กๆ ให้คนที่ขาดศรัทธาในพระเจ้า ไม่ให้ดูแคลนพระองค์น่ะครับ นี่เป็นอีกความรู้สึกนึ่งที่แฝงเข้ามาน่ะครับ ที่อาจเป็นเหตุให้หนังเรื่องนี้ไม่สามารถชนะใจผมจนเป็นหนังอันดับ 1 ในดวงใจได้ รวมถึงความยิ่งใหญ่ในการนำเสนอ เพลงประกอบที่โดดเด่นแต่ยังไม่ตราตรึงไหร่นัก แต่การแสดงของ James Stewart นี่ได้ใจผมไปเลย ไม่ผิดหวัง หนังเรื่องนี้เหมาะกับการดูช่วง คริสมาส มากๆครับ ผมรู้สึกถึงอารมณ์นั้นได้ดี แล้วหนังจบในเหตุการณ์ช่วงนั้นพอดีครับ
      น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ออสก้า เพราะดันไปอยู่ในปีเดียวกับ The Best Year of our Life ซึ่งมีอะไรบางอย่างคล้ายๆกันมากกับหนังเรื่องนี้ แต่ผมว่าเรื่องนี้ ดีกว่ามากๆๆเลยละครับ มันจะดีแค่ไหนถ้าชีวิตเรามีทุกอย่างที่สมบูรณ์ และมีความสุขแบบตัวละครในหนังเรื่องนี้ละครับ
      สวยงาม และน่าจดจำมากๆๆ เหตุที่หนังเรื่องนี้สามารถทะยานไปสู่หนังอันดับ 2 ของผมได้ ก็เพราะมีบางอย่างที่หนังคล้ายกับ Seven Samurai ครับ คือ งานที่พระเอกทำ มันคือสิ่งที่เขาไม่อยากทำ แต่เขามีความจำเป็นที่ต้องทำ และความจำเป็นนั้น ได้ตอบสนองให้เขาพบกับสิ่งที่มันเหนือความคาดหมายที่ตัวเองควรจะได้รับซะด้วยซ้ำ และการต่อสู้เพื่อเอาชนะระบอบทุนนิยม นี่เป็นหนังที่พระเอกสามารถเอาชนะความอยากของตัวเองในระบอบนี้ได้อย่างสวยงามมากๆๆ สะท้อนตัวผมเองในอีกมุมมองนึงได้ดีทีเดียว
     หนังเรื่องนี้ PG น่ะครับ เด็กๆก็น่าจะดูได้ แต่ผู้ใหญ่ คงมีข้อคิดและความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้น่ะครับ

Comment

Comment:

Tweet