The Godfather

posted on 11 Oct 2011 17:13 by l0ui5 in Movie
The Godfather
 
     หนังในตำนานของเซียนหนังทั้งหลาย ที่ไม่ว่าใครๆที่ได้ดูต่างก็ชื่นชอบ และชื่นชมในหนังที่เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด และใช้องค์ประกอบของศาสตร์ภาพยนตร์ได้สวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งคำว่า ยอดเยี่ยม คงไม่เพียงพอกับหนังเรื่องนี้ คลาสซิก และอมตะ นี่คือคำที่หนังได้แสดงให้เราเห็นในทุกแง่มุม
     เริ่มจากนักแสดงเลยแล้วกัน ในภาคแรก เราจะได้เห็นสุดยอดการแสดงของMarlon Brando อันสุขุม ลุ่มลึก คมเข้ม และโหดเหี้ยม มีฉากหนึ่งที่คอหนังสมัยนั้น จำเป็นภาพติดตา คือภาพที่ดอน วีโต้นั่งลูบหัวแมวอยู่ ในมาดของเจ้าพ่อมาเฟีย ที่ลุ่มลึก ก็ยังมีส่วนที่แฝงด้วยความอ่อนไหว ซึ่งแน่นอนว่า Marlon Brando พี่แกไม่พลาดออสก้าแน่ๆ คนต่อมาก็คือ Al Pacino ใบบทของไมเคิล ที่กลายเป็น Godfather คนต่อไป ผมว่าสิ่งที่เด่นที่สุดของ อัลไพน์ คือ แววตาที่ดุดัน ลึกลับ หนักแน่น ด้วยความที่ตัวอัลไพน์ เองค่อนข้างจะเยือกเย็นและสุขุมอยู่แล้ว การมารับบทนี้ มันก็ยิ่งเด่นเข้าไปใหญ่ แต่ถึงกระนั้นในภาค 2 เราจะได้เห็นความสามารถของพี่แกได้หนักแน่นกว่า โดยเฉพาะฉากที่ต้องประทะคารมกับตัวละครในครอบครัว ซึ่งพี่แกก็ดูโหดเหี้ยมกว่าภาคแรกมากเป็นไหนๆ และเป็นตัวละครที่มีแนวคิดที่หลุดกรอบไปจากวิถีปกติมาก ผมชอบแนวคิดที่ว่า "ตำรวจเป็นใครทำไมถึงฆ่าไม่ได้" ซึ่งในหนังเป็นเหตุการณ์ที่ตัวละครบอกว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แนวคิดพวกนี้ทำให้ Godfather คนที่สองจึงโดดเด่นไม่แพ้คนแรก ตัวละครที่น่าจดจำต่อไปก็คือ ซันนี่ ผมว่าหลายคนชอบบุคคลิกพี่แกน่ะ คือเป็นคนที่สนุกสนาน เอาจริงเอาจัง แต่เหมือนจะใจร้อนมากไปหน่อย ผมว่าคนดูก็น่าจะประเมินได้ว่า ซันนี่ ไม่น่าที่จะเป็น Godfather ที่ดีได้แน่ๆ และจุดจบของตัวละครนี้ ก็เป็นไปตามคาด ในเหตุการณ์ ในจังหวะที่มันจะเป็นได้อย่างลงตัว ต่อไปก็ทอม และอีกตัวละครหนึ่งในภาค 2 ก็คือ Robert DeNero ที่รับบทเป็นดอน สมัยวัยรุ่น ผมว่ามันใกล้เคียงมากๆน่ะ จากการแสดงของ Marlon Brando ในภาคแรก ผมว่ามันเป็นการเติมเต็มตัวละครได้ค่อนข้างดีเลยล่ะ ซึ่ง Rober DeNiro ก็ได้ออสก้าด้วยน่ะ น่าเสียดายที่ Al Pacino ที่เข้าชิง 2 ครั้งจาก 2 ภาคแต่ไม่ได้ออสก้าจากเรื่องนี้เลย
      Mario Puzo เป็นนักเขียนเจ้าของบทประพันธ์ และร่วมดัดแปลงบทกับ Francis Ford Coppola จนเขาทั้งสองได้ออสก้าบทดัดแปลงยอดเยี่ยม ทั้งสองภาคติด เป็นอันการันตีความยอดเยี่ยมของหนัง ซึ่งหนังทั้งสองภาคมีวิธีการเล่าเรื่องที่เรียกว่า แทบจะต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่าตัวละครจะเป็นตัวละครเดิม แต่เทคนิคการนำเสนอ ถูกดัดแปลงให้เข้ากับเหตุการณ์ และวิธีการเล่าเรื่องในหนัง ในภาคแรก การเล่าเรื่องจะดำเนินไปเรื่อยๆ หนังเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงการเปลี่ยนแปลง และการเถลิงใหม่ของ Godfather คนต่อไป เป็นเหมือนไม้ผลัดระหว่าง ดอน กับ ไมเคิล ซึ่งไมเคิล ไม่ได้มีแนวคิดที่จะเป็น Godfather มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ด้วยเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในหนังส่งผลให้ตัวละครมีแนวคิด และการตัดสินใจที่เปลี่ยนไป ผมว่าโครงเรื่องนี้คล้ายๆกับการเล่าเหตุการณ์ของตัวละครหนึ่ง ตั้งแต่เกิดจนโต และจนตาย ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันในการเล่าเรื่อง ในจุดนี้ความยากอยู่ที่ การสร้างประเด็นให้พีคในแต่ละช่วง รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะต้องมีความหมายมากกับตัวละคร ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าง ดอนโดนยิง การวางแผนฆ่าตำรวจ เมียชาวซิซีเลียน ของไมเคิลโดนฆ่า พวกนี้เป็นปมที่รุนแรง และทำให้ตัวละครนั้นเข้มแข็งขึ้นมา ในส่วนของภาคสอง หนังแบ่งออกเป็นสองส่วนชัดเจน ส่วนแรกคือ การเล่าต้นกำเนิดของดอน ย้อนไปตั้งแต่สมัยบุกเบิกจากอิตาลี่ มาอเมริกา และวิธีการเถลิงขึ้นเป็น Godfather ของดอน และอีกส่วนหนึ่งคือ เหตุการณ์ที่ดำเนินต่อของภาคแรก คือ การเอาตัวรอด และการดำเนินต่อไปของ Godfather คนที่สอง หนังนำเสนอสองส่วนนี้ตัดไปตัดมา ด้วยการล้อกันของเหตุการณ์ ซึ่งเหมือนกับว่า เหตุการณ์ในอดีต มักจะละม้ายคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน แต่ที่เด็ดขาดกว่า คือความเฉียบขาดและจังหวะในการนำเสนอ ซึ่งจุดที่พีคที่สุดคงหนีไม้พ้น จังหวะที่ ไมเคิลฆ่าเฟรดโด้ ย้อนกับ จังหวะที่ทั้งครอบครัวรวมกันอย่างพร้อมหน้า ผมว่าที่ผกก. พยายามเล่าแบบนี้ เพราะอยากจะนำเสนอความแตกต่างของยุคสมัย และการเป็นไปของตัวละคร ว่าถึงแม้เหตุการณ์จะคล้ายๆกัน แต่ก็ไม่มีอะไรที่เหมือนกัน บทพูดที่ผมชอบมากสุดในภาค 2 อยู่ที่คิวบา ที่ไมเคิลพูดว่า "ทหารพวกนี้จ้างมา แต่กบฎมาด้วยใจ ยังไงกบฏก็ชนะ" ผมว่ามันเป็นหนึ่งในประโยคที่เจ๋งมากเลยน่ะ แต่ถ้าภาคแรก มันต้องประโยคนี้เลย "I'm gonna make him an offer he can't refuse"
     งานภาพ ผมว่าเป็นอะไรที่คลาสซิกใช้ได้เลยน่ะ แม้มันจะไม่ยอดเยี่ยมถึงขนาด Citizen Kane แต่ก็มีฉากที่น่าจดจำมากๆๆ ซึ่งผมค่อนข้างชอบทีเดียวเมื่อเราเข้าใจความหมายมัน นั่นคือ ฉากจบของภาคแรก อันเป็นฉากที่ไมเคิลอยู่ในห้อง แล้วเมียของไมเคิลเข้ามาถามว่า เขาฆ่าแฟนของคอนนี่ รึป่าว ผมว่าคำตอบของไมเคิล เป็นอะไรที่เจ๋งมากๆเลยน่ะ ทั้งแววตา และคำพูดที่เหมือนจะพูดตรงๆ แต่ในใจนั้นเก็บกดและอำมหิตมาก ฉากต่อมาคือเธอเดินออกจากห้องนั้นไปในห้องครัว เพื่อจะกินอะไรบางอย่าง จากนั้นในห้องของไมเคิลก็มีคน 2-3 คนเดินเข้ามาและพูดคุย ภาพตัดไปมาตรงนี้ได้สวยงามมากๆ และจบด้วยฉากปิดประตูห้องของไมเคิล แล้วเครดิตก็ขึ้นมา ผมรู้สึกได้เลยว่าฉากจบนี้มันทรงพลังพอๆกับ Rosebud ของ Citizen Kane หรือ ฉากสุสานใน Seven Samurai มันเป็นฉากที่สวยงามและมีความหมายค่อนข้างมาก นั่นหมายถึง โลกที่เธอไม่สามารถเข้าไปอยู่ได้ สิ่งที่เธอต้องการมันไม่มีอีกแล้ว และโดยเฉพาะจังหวะปิดประตู มันขึ้นมาพร้อมกับเพลงประกอบอันทรงพลัง ประตูบานนั้นได้ปิดลงแล้ว ไมเคิลกลายเป็น Godfather อย่างเต็มตัว ผมว่าฉากนี้ทั้งฉาก มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ไมเคิล กับแฟนสาวในภาคสองต่ออย่างมากๆ ส่วนตอนจบในภาคสอง แม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นงานภาพเจ๋งๆขนาดนี้อีก แต่งานภาพก็มีความคลาสซิกไม่แพ้ภาคแรกเลยทีเดียว
      งานตัดต่อ ซึ่งผมคงจะพูดคู่ไปกับงานภาพเลย ช็อตไคลน์แม็กซ์ต่างๆในหนังเรื่องนี้ ล้วนมีการตัดต่อที่มีเสน่ห์ และทำให้หนังทรงพลังมากๆๆ อย่างไคลน์แม็กซ์ช่วงใกล้จบของภาคแรก ที่เป็นไมเคิล ไปรับอุปการะลูกบุญธรรมของคอนนี่ ตัดไปพร้อมๆกับฉากลอบสังหารตระกูลมาเฟียสำคัญๆ เพลงประกอบ จังหวะที่ทรงพลัง ทุกอย่างรวมกัน ทำให้อารมณ์คนดูขณะนั้นขนลุก ขนพอง ไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ตกใจ และอึ้งไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฉากนี้เป็นฉากหนึ่งที่มีอิทธิพลมากในโลกภาพยนตร์ คือเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่ขัดแย้งกัน เกิดพร้อมกันในจังหวะเดียวกัน มันเป็นทั้งแรงบันดาลใจ และความรู้สึกที่เต็มอิ่มของการศาสตร์ภาพยนตร์นี้ ฉากเปิดหนังภาคแรก ก็เป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาเหมือนกันน่ะ ผมชอบการเล่าเรื่องจากความมืด ไปสู่การนำเสนอตัวละครที่เป็นชื่อหนัง ภาพค่อยๆดึงออกจากคนๆหนึ่งที่กำลังพูดอยู่กับใครบางคน เรียกได้ว่าเป็นการเปิดเรื่องให้ผู้ชมมีความสงสัยในเหตุการณ์ว่า หนังกำลังจะเล่าอะไร และหนังกำลังดึงคนดูไปทางไหม ผมว่าคนที่ดูหนังเรื่องนี้ แล้วสามารถเข้าใจอารมณ์ตอนฉากเปิดหนังนี้ขึ้นมาได้ จะมีความรู้สึกว่า หนังเรื่องนี้มีพลังดึงดูดความสนใจบางอย่างของคนดูอย่างมาก มันเหมือนเป็นฉากที่เตรียมการให้คนดูได้พบกับอะไรต่างๆที่ระทึก ลึกลับ และอึดอัดไปกับตัวละคร ส่วนการเปิดมาของภาคสอง เป็นเหมือนการเล่าเรื่องใหม่ เปิดขึ้นมาด้วยความตาย และจบด้วยความตาย เป็นความตายที่คล้ายกัน แต่ต่างกัน ความน่าสนใจผมว่ามันไม่เท่ห์เท่ากับภาคแรกเลยน่ะ ผมว่าหนังท้าทายการเล่าเรื่องด้วย การวางแผน โดยเฉพาะในภาคหนึ่ง จังหวะที่ไมเคิลช่วยดอนที่อยู่โรงพยาบาล จนถึง ฉากที่เขาฆ่าตำรวจสำเร็จ ผมว่ามันเป็นความระทึกต่อเนื่อง คนที่เพิ่งจะเคยดูหนังครั้งแรกก็จะเอาใจช่วยตัวละครว่าจะสามารถทำสำเร็จได้หรือไม่ การเล่าเรื่องโดยการเล่าด้วยอารมณ์ของตัวละคร เป็นจุดเด่นของ ผกก. เลยด้วยซ้ำน่ะ พอถึงจุดนั้น มันเหมือนหนังได้ผ่านจุดไคลน์แม็กซ์แรกของหนังได้อย่างสวยงามเลยทีเดียวละ ในขณะที่ภาคแรกผ่านจุดไคลน์แม็กซ์แรกไปแล้ว หนังภาคสองไม่ได้มีจุดขายที่เด่นขนาดนั้น หนังพยายามสร้างปมขัดแย้งในความสัมพันธ์ของตัวละครอยู่อย่างต่อเนื่อง มันเป็นปมที่ผูกแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขีดสุดจึงไปจบลงที่ไคลน์แมกซ์ช่วงท้าย ผมเรียกว่า ภาคแรกมี 2 ไคลน์แม็กซ์ คือตอนกลางเรื่องกับตอนท้าย ส่วนภาค 2 ก็มี 2 ไคลน์แม็กซ์ เกิดขึ้นช่วงท้ายทั้งสองเหตุการณ์
      งานเพลง ตีมหลักเป็นหนึ่งในเพลงที่เรียบง่าย เบาๆแต่ทรงพลัง มันมาในจังหวะที่ตัวละครกำลังมีปมเหตุการณ์บางอย่าง ซึ่งเพลงให้ความรู้สึกเหมือนกับ ฉากที่ดอนลูบหัวแมว คือ ลึกล้ำ ลุ่มลึก โหดเหี้ยม แต่ก็ยังมีความอ่อนไหวในจิตใจอยู่เพียงเล็กน้อย ผมรู้สึกว่าดนตรีมีส่วนผสมของเครื่องดนตรีสไตล์อิตาลีอยู่หลายส่วนทีเดียว ผมว่างานเพลงภาคแรก โดดเด่นกว่าภาคสองมากๆๆ น่ะ ตรงที่ ภาคแรกมันมีจังหวะ ที่เข้ากับเพลงหลักมากกว่าภาคสอง ซึ่งพยายามรักษาเอกลักษณ์ของเพลงไว้ ซึ่งมันก็ยังมีอีกหลายเพลงที่ให้ความรู้สึกที่ทรงพลังและหนักแน่น ตามเหตุการณ์ของตัวละครนั้นอยู่แล้ว ชื่นชอบ ชื่นชม แต่ก็ไม่ได้ชอบถึงขนาดนั้น
     ผมไม่ใช่คนที่เทิดทูญหนังแนว แอนตี้ฮีโร่ หรือ พระเอกเป็นผู้ร้ายนัก แต่ผมก็ยังชื่นชมในจรรยาบรรณของมาเฟีย ซึ่งจุดนี้(มั้ง) ที่ทำให้คนดูค่อนข้างชอบเหตุการณ์และตัวละครที่มีเอกลักษณ์ บุคคลิกชัดเจนขนาดนี้ เหตุผลที่ผมไม่ชอบ เพราะ ผมชอบ เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้มากกว่า (ฮาาา) ผมเคยเห็นคนพยายามเปรียบเทียบบุคคลิกของตัวละครใน The Godfather กับเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้น่ะ พบว่ามันก็มีอะไรบางอย่างที่คล้ายๆกัน แต่ผมค่อนข้างชอบบุคคลิกของ โจวเหวินฟ่ะ(สวี่เหวินเฉียง) กับ ติงลี่ มากกว่าน่ะ (ที่จริงคือมันมีเรื่องโรแมนติกมากกว่า ซึ่งทำให้หนังไม่ได้ดูโหดเหี้ยม ลึกลับขนาดนี้) ในความรู้สึกของผมเอง รู้สึกว่า The Godfather เป็นหนังที่มึดกว่า The Dark Knight เสียด้วยซ้ำ นั่นทำให้เวลาดูหนังเรื่องนี้ผมค่อนข้างกดดันและเครียดมากๆ เพราะต้องใช้ความคิดและอารมณ์ไปกับการดูค่อนข้างมาก แต่ก็ถือว่าไม่ผิดหวังทีเดียว อันที่จริงผมก็ไม่เคยคิดว่า การดูรอบที่สองของหนังเรื่องนี้ จะให้ความรู้สึกที่ต่างจากตอนดูครั้งแรกโดยสิ้นเชิง
     หนังที่ได้อิทธิพลจาก The Godfather มีมากมาย ถามผมว่า Internal Affair หรือ Goodfella, Casino หนังมันมีกลิ่นไอที่เป็นอิทธิพลของ The Godfather อยู่มากมาย เหมือนว่า The Godfather เป็นตันแบบของหนังแนวนี้ที่ประสบความสำเร็จ และมีหนังเรื่องอื่นๆที่สร้างด้วยความเคารพหนังเรื่องนี้ ผกก.เรื่องชื่อในแนวนี้คงนี้ไม่พ้น Martin Scorsese น่าเสียดายที่ตัว Francis Ford Coppola ไม่อยากสร้างหนังแนวนี้อีก (อาจเพราะความผิดหวังในหนังภาค 3 ก็เป็นได้น่ะ ซึ่งผมก็ไม่ดูเหมือนกัน) แล้วอะไรที่ทำให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับท็อปๆ ของหนังยอดเยี่ยมตลอดกาล ผมก็มาลองคิดๆดู ก็พบว่า หนังมันได้สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับวงการหนังในยุคนั้น ผมว่าคนดูจบคงมีหลายคนอยากเป็นแบบไมเคิล หรือเป็นแบบดอน ซึ่งนั่นรวมถึงอิทธิพลต่อผู้สร้างหนัง มีคนเคยบอกว่า หนังบางเรื่อง มีอิทธิพลต่อคนบางคนถึงขั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตไปในแนวทางนั้น
     ผมว่า The Godfather ในยุคนั้น มันถึงขั้นนี้เลยอ่ะครับ คนดูรุ่นปัจจุบัน หลังๆพอได้ดูหนังเรื่องนี้ ก็มีความรู้สึกเช่นกัน นั่นคงเป็นเหตุให้หนังเรื่องนี้ น่าจะอยู่เป็นเจ้าพ่อของหนังเรื่องนี้ต่อไปอีกนานทีเดียวเลยล่ะ หนัง 18+ น่ะครับ เรื่องอารมณ์และความรุนแรง

edit @ 14 Oct 2011 09:58:08 by !!! L0ui5

Comment

Comment:

Tweet

Houses are not very cheap and not everybody is able to buy it. Nevertheless, <a href="http://goodfinance-blog.com/topics/home-loans">home loans</a> was invented to help people in such situations.

#2 By BryantNicole (91.212.226.143) on 2011-10-25 04:25

เคยดูละ เกือบหลับนะ

ขอโทษด้วย.. ที่เกือบหลับ

#1 By P (125.27.2.35) on 2011-10-14 10:17