การหนีไม่ใช่หนทางรอดของ "ความทุกข์"

 
     เอ็นทรี่ที่แล้วผมเขียนเรื่อง "ความทุกข์" ไว้ คราวนี้จะมาต่อว่า แล้วเราจะหาทางเพื่อที่จะหลบหลีก หรือเอาตัวรอดจากความทุกข์ ได้ยังไง
 
      ที่ผมเกริ่นหัวเรื่องไว้แบบนี้ ก็เพื่อเตือนสติว่า การที่เราได้ความทุกข์มา มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่เราจะเอาตัวรอดจากความทุกข์เหล่านี้ เพราะความทุกข์ เป็นความจริงของโลก คือ ไม่ว่ายังไงเราก็มีความทุกข์ แค่เกิดเราก็ทุกข์แล้ว แต่แค่เราไม่รู้สึกตัว แม่คลอดลูกออกมา กว่าที่ลูกจะออกมา มันก็ทุกข์เสียยิ่งกว่าทุกข์ แต่แปลกที่พอคลอดสำเร็จแล้ว เรากลับมาความสุข ไม่ว่าจะทุกข์แค่ไหน แม่ก็สุขใจ โอ้โหหลอกตัวเองไปโน่น คนเรามองเห็นความสุขแค่เพียงชั่ววูบ ความทุกข์แค่เพียงชั่ววูบ จากนั้นก็หายไป ไม่ได้มองความทุกข์ ถึงความทุกข์จริงๆ คนที่มองเห็นความทุกข์จริงๆ เขาจะต้องมองอดีต ปัจจุบัน อนาคต มองเหตุ มองปัจจัย อะไรที่ปัจจุบันเราสบาย แต่อนาคตเราลำบาก มันก็คือความทุกข์ ถ้าอดีตลำบาก ปัจจุบัน อนาคตสบาย มันก็คือทุกข์เช่นกัน แต่เรากลับจะมองมันว่าเป็นความสุข เพราะอนาคตคือความสุข ซึ่งถ้าเรามองต่อไปอีก อนาคตที่มีความสุข มันก็ไม่ได้จีรังยั่งยืน มันย่อมจะมีเหตุ และปัจจัยอื่น มาทำให้เกิดความทุกข์อยู่เรื่อยไป ความสุขที่เรามีอยู่หรือที่กำลังจะได้มา หาใช่ความสุขที่จีรัง ยั่งยืนเสมอไปไม่
 
     ที่ผมเกริ่นมาทั้งหมดจากทั้งเอ็นทรี่ที่แล้ว และตอนต้นของเอ็นทรี่นี้ ก็เพื่ออยากเตือนสติให้กับพวกเราทั้งหลาย ว่าโลกเรามันไม่มีอะไรยั่งยืน ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่แน่นอนคือสิ่งที่ไม่แน่นอน สิ่งที่ไม่แน่นนอนกลับเป็นสิ่งที่แน่นอน และเป็นสัจจธรรม เป็นความจริงของโลกใบนี้ การเกิดคือทุกข์ คนเราไม่เข้าใจ ว่าเกิดมามันจะทุกข์ได้ยังไง ผมว่าคนเราเห็นความทุกข์อยู่ทุกหนแห่ง แต่เรากลับมองว่า นั้นไม่ใช่ทุกข์ บางคนยิ่งมองความทุกข์เป็นความสุขก็เป็นได้ มันอยู่ที่บุญบารมี กรรมที่ได้เคยทำมา ไม่ว่าจะกรรมดี หรือกรรมชั่ว บางอย่างเป็นตัวฉุดเราให้เกิดสิ่งที่ดี บางอย่างก็ทำให้เราเลวลงไป หนทางที่ดีที่สุดคือการเผชิญหน้ากับความทุกข์และต่อสู้กับมัน อะไรยิ่งทุกข์ เราก็จะต้องวิ่งเข้าหา เพื่อแก้ปัญหา ว่าแต่ทำยังไงละ
 
      การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง คือการเข้าใจความคิด ความรู้สึกของตัวเอง นี่เป็นขั้นต้นของการต่อสู้กับความทุกข์ เมื่อเรามีเหตุการณ์ที่เป็นความทุกข์มากระทบ สิ่งแรกที่เราจะต้องรู้ให้ได้ คือ ความรู้สึกนั้นเป็น ความโลภ ความโกรธ หรือความหลง ผมว่าการเริ่มต้นแบบนี้เป็นอะไรที่พูดง่าย แต่ทำยากมาก การรู้อารมณ์ คือการบอกกับตัวเอง พูดกับตัวเอง มีคนๆหนึ่งเดินสะดุดเท้าเรา เราโกรธ เรารับรู้อารมณ์โกรธของตัวเอง ในขั้นต้นเมื่อเรารับรู้อารมณ์นี้ได้แล้ว ก็จะมีสติที่จะคอยพิจารณาต่อไปว่า นี่คือความโกรธ เราจะทำยังไงกับมัน
 
     เมื่อเราระลึกได้ว่าโกรธ เราจะมีเวลาในการพิจารณา ดูตัวเองว่า ขณะนี้เราโกรธ เราจะทำยังไง ร้องโอ้ยว่าเจ็บ หรือเหวี่ยงหมัดขวาเข้าไปเต็มกราม หรือปล่อยให้มันดับ ให้มันหายไปในจิตใจ การพิจารณาในขั้นที่สองนี้ ต้องใช้การฝึกฝนพอสมควรที่จะแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมาได้ คนส่วนใหญ่เมื่อมีอารมณ์เข้ามากระทบ ก็จะแสดงออกด้วยสัญชาติญาณของตัวเอง อย่างเช่น คนที่ขี้โมโหฉุนเฉียว เมื่อมีคนมาเหยียบเท้า เขาก็จะแสดงอารมณ์ฟึดฟัด หงุดหงิดใส่ เป็นอารมณ์สัญชาติญาณที่แสดงออกโดยเราไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าเราสามารถรับรู้อารมณ์นั้นได้ว่ามันคืออะไร แล้วเราให้เวลากับมันในการพิจารณาว่า เมื่อมีคนมาเหยียบเท้า เราจะทำยังไง สิ่งที่เป็นตัววัดว่า การพิจารณาของเรา ได้ผ่านขั้นนี้แล้ว คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้สัญชาติญาณในการตัดสิน เรายังสามารถตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้องได้หรือไม่ ถ้าสามารถทำได้ เราก็จะสามารถผ่านการต่อสู้กับความทุกข์นี้ไปได้
 
      ในการฝึกขั้นที่สองนี้ นับว่าเป็นขั้นที่ยากอย่างแท้จริง และต้องใช้เวลาฝึกฝน คนที่จะสามารถทำให้เหตุการณ์หรืออารมณ์ที่มากระทบกับใจเรา แล้วดับไปได้ด้วยการไม่แสดงออก หรือไม่ยินดียินร้าย ต้องใช้การฝึกในส่วนอื่นๆเพิ่มเติมเข้ามา เพื่อร่วมเสริมการฝึกส่วนนี้ ซึ่งเรียกว่า การเจริญสมาธิ หรือการปฏิบัติกัมมัฏฐานเข้าช่วย
      การฝึกสมาธิหรือการเจริญกรรมมัฏฐานนั้น ประกอบด้วย 2 องค์ที่สำคัญ คือ สมถกัมมัฏฐาน และ วิปัสนากัมมัฏฐาน สำหรับการฝึกสองขั้นที่ผมแนะนำไปนี้เป็นการฝึกวิปัสนา ซึ่งเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่เราจะสามารถหนีรอดไปจากความทุกข์ที่แท้จริงได้ แต่มันไม่ได้จะทำกันง่ายๆ มันจึงมีการฝึก สมถ ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิให้จิตสงบ และสามารถเล่นฤทธิ์ได้ เพื่อเป็นตัวหนุนการฝึกวิปัสนาในขั้นที่ 2 นี้ให้สามารถฝึกได้เร็ว
     การฝึก สมถ นั้นไม่ยาก นั่นคือการนั่งยังไงก็ได้ให้สงบ แต่ในความเป็นจริงมันไม่สงบง่ายๆ มันจึงมีสิ่งที่เรียกว่าสภาวะ หรือ ญาณ เกิดขึ้น การเล่นญาณ หรือการเข้าญาณ นั้น เป็นการเล่นกับสภาวะของจิตใจ คือเราอยากจะสงบ แต่มันไม่สงบ เมื่อมันไม่สงบ เราก็เล่นกับจิตเพื่อให้มันหาความสงบ วิธีการเล่นคือการกำหนดจิตให้เคลื่อนไหวไปทั่วทั้งร่างกาย แล้วมันจะกำหนดจิตยังไงละ มันก็คือการเพ่งความรู้สึกไปที่ส่วนต่างๆของร่างกาย เพ่งไปทีมือ เพ่งไปที่ท้องน้อย จากนั้นให้ความรู้สึกมันเคลื่อนไปตรงอวัยวะต่างๆ การที่เราจะได้สภาวะญาณนั้น จิตของเราต้องสามารถเคลื่อนไหวไปทั่วร่างกายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นั่นคือ สั่งให้ไปหัวก็ไป สั่งให้ไปขาก็ไป ไปนิ้วโป้งก็ไป เมื่อสภาวะนี้ไหลไปได้ทั่วทั้งร่างกาย จะเกิดการหมุนของจิต วิ่งจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน ในรายของคนที่มีบารมีมากๆ มโนทวารของเขาจะเปิด และจิตสามารถไหลออกจากร่างได้ เมื่อใดที่สามารถทำเช่นนั้นได้ เราก็จะได้เห็นของดีกันแล้วละทีนี้
     การฝึก สมถ ในย่อหน้าที่ผ่านมานี้ จากประสบการณ์ของผมเองพบว่า การที่เราไม่มีอาจารย์คอยแนะนำและชี้แนะวิธีที่ถูกต้องให้ เป็นเสมือนการงมเข็มตามบุญบารมีของตัวเอง คือถ้าเราสั่งสมบารมีมามากพอ เราก็จะสามารถค้นพบได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าไม่ ฝึกให้ตายก็ทำไม่ได้
      การฝึก สมถ ไม่ใช่วิธีการที่จะพ้นทุกข์ แต่การฝึก สมถ จำเป็นเพื่อเสริมการฝึกวิปัสนา ให้สามารถไปถึงในขั้นที่ว่าเมื่อมีอารมณ์มากระทบ แล้วหายไปได้อย่างรวดเร็ว กลายเป็นสัญชาติญาณไปได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็คงไม่ต้องบอกกันน่ะครับว่า อะไรจะเกิดขึ้น
      ผมเชื่อว่าคงจะมีน้อยคนที่จะตามอ่านมาถึงตรงจุดนี้ เพราะ เมื่ออ่านไปเรื่อยๆจะรู้สึกว่า ผมใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบธรรมดา พูดถึง วิธีการดับทุกข์ของพุทธศาสนา สิ่งหนึ่งที่ผมพบ และได้จากการบวชมาในช่วง 3 เดือนนี้ มันทำให้ผมได้รู้ว่า อะไร คือ "ความจริง" ของชีวิต เราเกิดมาทำไม อะไรคือความทุกข์ และที่สำคัญที่สุด เราจะหาทางดับทุกข์นั้นได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าทุกคนที่บวชแล้วจะได้เห็นตรงนี้ การที่เราจะได้เห็นสิ่งที่ผมได้เห็นนั้น มันอยู่ที่บุญบารมีของคนๆนั้นด้วย บางคนบวชแล้ว อยู่วัด ทำกิจของสงฆ์ให้ครบถ้วนบริบูรณ์เสร็จสรรพ แต่สิ่งหนึ่งที่กลับไม่ได้ไป คือ การปฏิบัติที่ถูกต้อง บวชเพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนา ผมว่า มันไม่ได้เติมเต็มอะไรให้กับตัวเองเลย ก่อนบวชต้องลองตั้งคำถามว่า บวชแล้วเราได้อะไร ไม่ใช่บวชเพื่ออะไรน่ะ บางคนบวชเพื่อพ่อแม่ หรือบวชเพราะจำใจ แต่บวชแล้วเราได้อะไร ควรจะเป็นคำถามในใจของผู้บวชทุกท่านว่า ท่านอยากได้อะไร แล้วท่านออกแสวงหาสิ่งนั้นหรือยัง
      คำถามคือ ผมบวช แล้วผมเห็นอะไร เรื่องนี้เป็นอะไรที่เล่ายากมาก เอาเป็นว่าที่ผมเล่ามาทั้ง 2 เอ็นทรี่นี้ เป็นส่วนเน้นๆที่ผมเข้าใจ และเขียนอธิบายออกมาได้ประมาณนี้แหละครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเว่อหรืออวดอุตริมากเกินไป ให้เชื่อเถอะครับว่า นรก สวรรค์ มีจริง และมันไม่ได้อยู่ที่อกเรา มันมีอยู่จริงๆบนโลกใบนี้ เทวดา พรหม มีจริง พระอริยะ พระอรหันต์ มีจริง และที่สำคัญที่สุด พระพุทธเจ้ามีจริง คำสอนของท่านเป็นสัจจธรรม คือเป็นจริง ทุกประการไม่ผิดเพี้ยน ขอเพียงแต่ท่านปฏิบัติให้ถึงจุดที่บารมีของท่านจะสามารถรับรู้และสัมผัสได้ ท่านจะยอมรับโดยดุษฎีเลยว่า พุทธศาสนา คือของจริง !

Comment

Comment:

Tweet

สาธุขอรับ

#1 By kentreez , rilakkuma (115.87.214.25) on 2012-03-07 01:49