หนัง: สูงสุดคืนสู่สามัญ

     วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับการประกาศผลออสก้าที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้ซักหน่อย เมื่อ The Artist หนังเงียบและขาวดำ ได้ออสก้าสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง ตัวหนังแม้ว่าจะไม่ใช่หนังที่ดีที่สุดของปีนี้ แต่ออสก้าก็มักจะเลือกหนังที่เป็นกระแส หรือเป็นที่พูดถึง ชื่นชม กว้างขวางในหมู่คณะกรรมการของออสก้า ซึ่งปีนี้ The Artist แทบจะเรียกได้ว่า เข้าเป้าแทบทุกอย่าง แต่มันจะหมายถึงการพัฒนาการของวงการภาพยนตร์จากสูงสุดคืนสู่สามัญหรือไม่ เราลองมาคิดดูน่ะครับ
     หนังเงียบ ครองตลาดของวงการภาพยนตร์อยู่ไม่นานในช่วงยุค 1920-1929 ก่อนที่ภาพยนตร์เสียงเรื่องแรกจะออกฉายคือ The Jazz Singer แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่ได้ดีเด่อะไรเท่าไหร่นัก แต่ก็เป็นการเปิดประตูจากหนังเงียบ ไปสู่หนังเสียงได้อย่างน่าสนใจ ถึงขั้นว่า เป็นอนาคตของวงการภาพยนตร์ ซึ่งก็ไม่ผิด ตั้งแต่นั้นมาหนังเสียงก็ได้รับความสนใจมากขึนไปเรื่อยๆ จนเริ่มเลือนหายไป จากยุคหนังเงียบมาหนังเสียง และจากหนังขาวดำมาหนังสี จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีได้ก้าวมาถึงวิวัฒนาการที่เรียกว่า 3D ผมเคยเขียนไว้เอ็นทรี่หนึ่ง คือ Avatar จะเป็นหนัง 3D ที่เปลี่ยนยุคของวงการภาพยนตร์ จากหนังงานภาพ 2 มิติธรรมดา สู่งานภาพที่ละเอียดขึ้น ในระดับเห็นเป็นมิติขึ้นมา พอๆกับเร็วของการฉายภาพที่ปัจจุบันอยู่ที่ 25-29 fps ไปสู่ 48fps หรือ 60fps ขนาดของภาพจากเดิม 1:1.33 กลายเป็น 16:9 กลายเป็น 1:2.35 กลายเป็น IMAX กลายเป็น Digital ซึ่งในอนาคตต่อไปเราจักได้เห็นความหลากหลายของวงการภาพยนตร์มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทำไมเมื่อเทคโนโลยีกำลังพัฒนาไปเรื่อยๆแบบนี้ หนังเงียบที่หมดช่องว่างในการยืนอยู่อย่าง The Artist ถึงได้กลับผงาดขึ้นมาในเวทีออสก้าปีนี้
 
     ผมเชื่อว่า ใครๆก็บอกได้ ว่าก็มันเป็นหนังที่หายาก ไม่มีใครทำกันแล้วซักเท่าไหร่ และยิ่งพอทำออกมาแล้วดูดีไม่ขี้เหร่ กลายเป็นจุดสนใจ เป็นกระแส หนังจึงแทรกตัวออกมาผงาดเหนือหนังที่มีเทคโนโลยีและงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ได้ถูกจังหวะ ถูกเวลา
     ในมุมของผม ความหลากหลายของการนำเสนอของภาพยนตร์ในยุคปัจจุบันมีมากขึ้นกว่าเดิมมากๆ ในอดีต อย่างช่วงที่เปลี่ยนจากหนังเงียบ กลายเป็นหนังเสียง สิ่งที่ผู้กำกับจะเลือกสร้างก็มีแค่ หนังเงียบ หรือหนังเสียง หรือในยุคที่เปลี่ยนจากหนังขาวดำ เป็นหนังสี ผู้กำกับหรือผู้สร้างก็จะเลือกตามความเหมาะสม ตามงบประมาณ หรือตามเหตุปัจจัยต่างๆ แต่กับโลก ณ ปัจจุบัน ทางเลือกของการสร้างภาพยนตร์กว้างขึ้นมากๆๆ เราจะสามารถเลือกสร้างหนังขาวดำ หนังสี หนังสามมิติ หรือหนัง IMAX สามารถเลือกความละเอียดของการถ่ายทำ หรือใส่สิ่งที่เป็น Visual Effect ให้หนังดูยิ่งใหญ่ตระการตา โดยขึ้นอยู่กับความอยากของผู้สร้าง ว่าอยากทำหนังออกมาในแบบไหน เป็นยุคที่เรียกว่า อิสระของคนทำหนัง แตกต่างและหลากหลายรูปแบบ
     เคยมีคนพูดถึงยุคสมัยของหนัง อย่างยุค 50s-60s เป็นยุคของหนังเพลง ยุค 70s เป็นยุคของหนังไซไฟ ยุค 00s ที่ผ่านมาเป็นยุคแห่ง Visual Effect หนังแฟนตาซี ไซไฟ หนังแอ๊คชั่น ผมวิเคราะห์ว่า ในยุค 10s ที่กำลังอยู่นี้ จะเป็นยุคของหนังทางเลือก หนังบางแนวที่หาดูแทบไม่ได้แล้ว ถ้าผู้สร้างตัดสินใจนำมันกลับมาสร้างอีก ก็มีความเป็นไปได้ว่าหนังจะฮีตแบบไม่รู้ตัว นี่ผมไม่ได้พยายามหมายถึง ต่อไปจะมีคนสร้างหนังเงียบกันเยอะขึ้นร็อกน่ะ ผมว่าหนังเงียบในปัจจุบัน มันกลายเป็นแค่ Genre ประเภทหนังประเภทหนึ่งไปเท่านั้น ก็จะมีคนสร้างออกมาเรื่อยๆ แต่ก็จะไม่หวือหวาเท่ากับ The Artist อีก เพราะผมมองว่า การที่ The Artist เป็นหนังทีได้จังหวะในการสร้างออกมาพอดี หนังเรื่องอื่นที่เป็นหนังเงียบต่อไปนี้ จะไม่สามารถกลับมาผงาดในโลกภาพยนตร์ได้อีกง่ายๆ โดยเฉพาะในยุคที่ผมเรียกว่า เป็นยุคของหนังทางเลือก หนังที่เป็นกระแสในปัจจุบันอย่างหนัง 3D แม้ว่าจะมีออกมามาก หนังมีคุณภาพมากๆ หนังรอเพียงเวลาที่จะเปิดตัวสู่ออสก้าให้ได้เท่านั้น หนัง 3D ในสายตาของคณะกรรมการของออสก้า ยังถูกมองว่าเป็นหนังเทคนิค ใช้ทุนสร้างและสิ้นเปลือง พอๆกับกว่าที่ Lord of the Ring จะได้ออสก้ามา ก็ปาเข้าไปภาคสุดท้าย มันไม่ง่ายที่หนังทีเคยตกกระแสไปแล้วจะกลับมาผงาดขึ้นมาใหม่ แต่ยุคนี้จะเป็นยุคแห่งโอกาส เป็นยุคแห่งทางเลือก ทั้งผู้สร้างและคนดูก็เช่นกัน
     ผมว่า The Artist ได้เปิดจังหวะให้ผู้สร้างหนัง หวนระลึกถึงแนวทางที่หลากหลายมากขึ้นในการสร้างหนัง ตามความเหมาะสมและความอยากของตัวผู้สร้างเอง มันจะมีหนังเรื่องใดอีกไหม ที่จะทำเป็นหนังเงียบด้วยเนื้อหาและความเหมาะสมแบบนี้ได้อีก ถามผมผมก็อยากเห็น Martin Scorsese หรือ James Cameron หรือ Spelberg มาทำหนังเงียบเหมือนกันน่ะ แต่มันคงเป็นไปได้ยากจนเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ
     อนาคตของวงการภาพยนตร์ เข้าสู่ยุคเปิดกว้างสำหรับหนังทุกประเภท ทุกแนว หลากหลายวิธีการนำเสนอ แต่ถ้าถามว่าแนวไหนจะเด่นที่สุด ผมก็คงตอบว่าเป็นหนัง Sci-Fi จะกลับขึ้นมาบูมอีกครั้งในยุคนี้ ด้วยการนำเสนอในระบบ 3D แต่ถามว่า หนังธรรมดาใช้ฟีล์ม จะหมดลงไปไหม ผมเชื่อว่า หนังฟีล์ม ต่อไปจะหมดไปแน่ๆ หนังทุกเรื่องจะก้าวสู่ระบบดิจิตอล แต่น่าจะยังไม่ใช่ในทศวรรษนี้แน่ ช่องทางการดูหนังจะเปิดกว้างมากขึ้น อย่าง Youtube หรือดูในโทรศัพท์ ก็จะพัฒนาไปไกลขึ้น แต่ก็ยังเป็นไปได้ยากที่จะสู้หนังที่ดูในโรงหนัง ต่อไปหนัง 2มิติ อาจจะไม่ได้ดูในโรงหนังอีกต่อไป เพราะสื่ออื่น สามารถนำเสนอและเข้าถึงคนดูได้มากกว่า ต่อไปคนเข้าโรงหนังเพื่อดูหนัง 3D หรือ 4D เท่านั้น แต่ว่ามันจะเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

Comment

Comment:

Tweet