พระสายป่า

posted on 29 Feb 2012 15:09 by l0ui5 in Gen-Phi

พระสายป่า


    สำหรับคนที่ติดตามผมทางทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ค ก็คงจะสงสัยกันว่า ไอ้นี่ พระบวชใหม่ มันบ้ารึป่าว ไปนั่งถ้ำ เข้าป่า พระบวชพรรษาแรกเค้าไม่ให้ธุดงค์ ไอ้นี่ก็จะดั้นด้นไปอีก มันพอจะมีคำอธิบายได้ประมาณ 30% ครับ ถ้าอยากรู้แบบสุดๆ ก็คงต้องมาฟังผมเล่าเองเน้อ แล้วดูความตั้งใจ จะได้รู้ว่าที่ผมไปเจอมา ผมไม่ได้เพ้อเจ้อจริงๆ
 
    นี่ถ้าผมไม่ได้บวช ก็คงไม่ได้เข้าใจพระสายป่าจริงๆ ว่าท่านปฏิบัติกันยังไง ที่ผมได้ไปเข้าถ้ำ เข้าป่านี่ มันเป็นส่วนเล็กๆของการปฏิบัติแนวทางพระสายป่าเท่านั้นเองน่ะ ก่อนอื่นผมคงต้องเล่าถึงพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเป็นพระป่าชื่อดังมากๆ ที่ออกธุดงค์ในป่าเมืองไทย อาจารย์มั่นท่านหนักแน่นในพระวินัยมาก รวมถึงยึดมั่นตามวิถีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด หลังออกพรรษา ท่านก็จะพาศิษย์ทั้งหลายเข้าป่า ไปปฏิบัติธรรม พอถึงจุดต่างๆ ก็จะให้แยกย้ายกันออกปฏิบัติเดี่ยว อย่างเคร่งครัด อย่างหลวงตามหาบัว ก็เป็นศิษย์รุ่นหลังๆของอาจารย์มั่น เหมือนกันน่ะ
 
     พูดถึงพระป่า ใครๆเค้าก็จะนึกถึงอาจารย์มั่น กันก่อนเสมอ พอๆกับคนเล่นพระที่จะนึกถึงสมเด็จหลวงพ่อโต แนวทางการปฏิบัติของท่าน คือการบำเพ็ญเพียรนั่งกัมมัฏฐานในป่าเนี่ย มันมีหลายเหตุผลมากน่ะ ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าท่านก็ชอบที่จำบำเพ็ญเพียรในป่า นิยมเดินจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง ไม่นิยมที่จะขึ้นรถม้า ขึ้นเกวียน แนะนำให้พระถือธุดงค์วัตร คือ ธุดงค์ 13 ข้อ ของพระที่ต้องการปฏิบัติอย่างเคร่งๆ อาทิ ฉันข้าวมือเดียว ฉันข้าวในบาตร ถือผ้าบังสุกุล ไม่นอน ไม่ปักกลดใกล้บ้านคน ฯ เหล่านี้เป็นการฝึกตัวเอง ให้อยู่ในสภาพที่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆได้ ให้ตัวเองไม่ยึดติดกับที่ใดที่หนึงเกินไป ไม่ติดคำว่าสบาย การบำเพ็ญเพียรในสมัยพุทธกาล ลำบากกว่าในสมัยปัจจุบันมาก เพราะสมัยนั้นยังไม่มีวัด ซึ่งค่อยๆสร้างมาเรื่อยๆ แต่เมืองไทยสมัยนี้ วัดเพียบ การเดินทางก็สะดวก อย่างในสมัยพระอาจารย์มั่น รถรามันก็ยังไม่เยอะขนาดนี้ ป่าก็ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสิงห์ สา รา สัตว์ป่า มากมาย การไปนั่งบำเพ็ญเพียรในป่า ก็มีโอกาสที่จะเจองู เจอช้าง เจอเสือ ได้ง่าย ก็คิดดูว่าพระป่าสมัยนั้นเฉียดตายกันมากแค่ไหน อยู่ในป่า นอนในถ้ำ เจอทั้งสรรพสัตว์มากมาย ท่านเหล่านั้นล้วนได้ดีกันทั้งนั้น พระอาจารย์มั่นท่านยึดตามวิถีการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า คือใช้ชีวิต อยู่ในป่า ไม่ยึดติดในความสะดวกสบาย ได้พบเจอสิ่งต่างๆมากมายทั้งที่เหนือธรรมชาติก็ดี อะไรแปลกๆก็ดี อยู่ในป่ามันต่างจากอยู่ในเมืองมาก เหมาะกับการฝึกปฏิบัติโดยแท้
 
     ที่ผมยกเรื่องพระป่าขึ้นมา ก็เพราะสำนักที่ผมไปปฏิบัติธรรมอยู่นี้ เค้าพยายามที่จะยึดตามแบบสายของพระอาจารย์มั่นในเรื่องการเดินธุดงค์ในป่า แต่ด้วยเนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โลกที่มันเจริญขึ้น การที่จะเข้าป่าได้นั้นมันไม่ง่าย และยิ่งสมัยนี้ ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมศาสนาก็มาออกคำสั่งไม่ให้พระเข้าไปในป่า หรือพื้นที่อุทยานเพราะกลัวพระจะเป็นอันตราย ผมว่ามันก็จะยิ่งเข้าไปใหญ่ มันจะเป็นการทำให้พระสายป่า ลดลงไป เหลือน้อยเต็มทน ที่ผมเข้าไปนี่ก็ถือว่าแอบ ลักลอบเข้าไปน่ะ มันผิด แต่ถ้าพูดกันตามตรง ป่ามันพื้นที่ของใคร มันเป็นพื้นที่สาธารณะของเราทุกคน จะไปห้ามมันก็ยากละน่ะ ด้วยเหตุนี้สำนักผมจึงดึงสถานที่ต่างๆอาทิ ถ้ำ ป่าเขา ต้นไม้ จอมปลวก สถานที่ต่างๆที่มีภูมิ มีเจ้าที่แรงๆ ทำเหมือนด่าน ให้พระได้ไปนั่งปฏิบัติธรรมกัน ลองสังเกตุสำนักปฏิบัติธรรมบางที่ จะขึ้นชื่อด้วยถ้ำ เช่น วัดถ้ำพระธรรมมาสน์ วัดถ้ำแกลบ คือเป็นทั้งสถานที่ปฏิบัติธรรม เมื่อปฏิบัติธรรมได้แล้วก็ไปนั่งถ้ำ ก็จะได้เจอสภาวะธรรมที่แปลกแตกต่างออกไป พบกับอารมณ์ที่แตกต่างออกไป
 
     ที่ผมไป ยังไม่อาจเรียกได้ว่าธุดงค์เต็มๆ เพราะผมไปด้วย ญาณ4(ล้อ) นอนกลางวัน กลางคืนเข้าถ้ำ ปฏิบัติได้สองสามชั่วโมงก็นอนในถ้ำอีก ถ้ำไหนสวยๆ ก็เพลิดเพลินกันการเดินชมถ้ำ นั่งได้ไม่นานก็หมดแรงนอน บางถ้ำก็อยู่ไกลเกิ้น เดินไป 2-3 ชั่วโมงกว่าจะถึง นั่งคืนหนึ่ง กลับมาหลงทางอีก สารพัดที่จะเจอ เจอทั้งงู ทั้งตะขาบ หนู ยุง ชีปะขาว สัตว์หน้าตาประหลาดไม่เห็นจะรู้จักมากมาย ซึ่งเมื่อเราได้ปฏิบัติมากๆเข้า การพบกับสรรพสัตว์เหล่านี้ ก็จะรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาของพระธุดงค์เลย สมัยนั้นเค้าปฏิบัติกันได้ แล้วทำไมปฏิบัติแค่นี้ถึงจะทำไม่ได้ แต่สิ่งที่เราได้คือสภาวะธรรมที่แตกต่างออกไป อารมณ์ที่แตกต่างออกไป เป็นเบื้องต้นของการสัมผัสชีวิตของพระสายป่า ที่หายากขึ้นในทุกวันนี้
 
     ผมคงเล่าเหตุผลที่ผมไปท่องเที่ยว เข้าป่า เข้าถ้ำได้เพียงเท่านี้แหละเน้อ ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่คงจะเล่าให้ฟังตรงนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะสภาวะธรรม และคุณธรรมต่างๆที่ผมได้ไปพบไปสัมผัสมา คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อกันแล้วว่า เทวดามีจริง นรก สวรรค์มีจริง เพราะเขามองไม่เห็น การที่เรามองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี วิทยาศาสตร์สามารถที่จะพิสูจน์ได้เบื้องต้นแต่หาสาเหตุไม่ได้ จะมีก็แต่ศาสนาพุทธเท่านั้นแหละที่บอกไว้ชัดเจนว่านี่นั่นคืออะไร ถ้าใครอยากรู้ว่าผมไปเจออะไรมาบ้าง ก็ลองหาเวลามานั่งสนทนาธรรมกันเน้อ สาาาธุ

Comment

Comment:

Tweet

สาธุๆ -/l\-

#2 By mokona on 2012-04-11 09:45

สาธุครับ พระหลุยส์

#1 By nuttawit noi (115.67.64.105) on 2012-02-29 18:14