Daily-Life

วันเงินเดือนออก

posted on 29 Jul 2009 16:33 by l0ui5  in Daily-Life

วันเงินเดือนออก

    ในที่สุดก็ทำงานเกือบครบเดือน(อีก 2-3 วันก็ครบแระ) แต่เงินเดือนออกก่อน วันที่ 28 ฮืม ความรู้สึกมันเป็นแบบนี้เอง ก็คือ ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยซักนิด เงินเดือนออก ก็ เรอะ แล้วไง คืออารมณ์มันเหมือนตอนได้เงินจากที่บ้านตอนปกติเมื่อเรียน คือไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตรับผิดชอบอะไรมากขึ้น หรือลดลงแม้แต่น้อย

    มองย้อนกลับไป ว๊าวทำงานมาเดือนนึงแล้วเหรอเนี่ย เร็วดี แต่กว่าจะผ่านแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ไปได้ เหนื่อยไม่ใช่น้อย แต่ละวันก็จะต้องมานั่งคิด นั่งเครียด ทำงาน ให้มันผ่านไปทีละวัน แผนยาวๆมันวางไว้ และก็ให้งานมันเสร็จไปเรื่อยๆตามแผน เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เร่งงานเท่าไหร่ เพราะงานส่วนใหญ่จะพอทำได้อยู่แล้ว ก็เอาเวลาว่างไปนั่งเล่นเน็ตเรื่อยเปื่อยตามภาษา (ก้อรู้ว่าเจ้านายไม่ได้ว่าอะไร แล้วก็ชิวๆด้วยอ่ะ)

    มันแอบรู้สึกนิดๆตรงที่เราต้องตรงเวลา และรักษาคำพูดมากขึ้นในการทำงาน(ปกติก็เป็นคนที่สองอย่างนี้ค่อนข้างดีอยู่แล้ว) ก็เลยสบายๆชิวๆ งานไม่ได้ต้องดีเลิศมากมาย เพราะหลักการทำงานจริงๆ มันก็คือ ทำให้ได้ตามที่รับปากก็พอ ส่วนเรื่องแบ่งเวลา มันก็เริ่มทำได้ค่อนข้างดี แต่ยังคงต้องปรับอะไรอีกมาก เพราะนี่เพิ่งจะเดือนแรก และพ้นโปรไปเอง

    ก็ได้มารู้จักคำว่าประกันสังคม ที่จะหัก 5% จากเงินเดือนเรา ฮืม มีงี้ด้วยเว้ย ขโมยเงินกันง่ายๆ ช่วงนี้รัฐเค้ามีโปรโมชั่นเหลือ 3% (เพื่อไรหว่า) สุดท้ายสิ้นปีก็จะคืนเงินให้เรา ก็แอบไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะหักไปทำไม เห็นได้ข่าวว่าเอาไว้เบิกเวลาเจ็บป่วย แต่ได้ข่าวมาอีกว่าเบิกยากมาก เรื่องมาก มากกกก ฮืม คราวนี้พอมีเงินเดือน ก็ต้องเตรียมเสียภาษี ฮืม วุ่นวายจริงๆ แต่ยังดีที่ยังไม่ถึงช่วงเสียภาษี คงมาลุ้นตอนสิ้นปีว่า เงินรายได้ปีนี้จะเกินยอดที่เค้าให้เสียภาษีประจำปีรึป่าว

    คราวนี้เราก็จะต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองบ้าง กำลังดูอยู่ว่า จะสมัครพวกประกันชีวิต หรือกองทุนเงิน อะไรพวกนี้ไหม อาจจะเพื่อลดภาษี และเอาไว้เผื่อใช้ตอนแก่ๆ แต่ก็คิดว่าไม่จำเป็นเท่าไหร่ แต่ก็คิดๆไ้ว้ก่อนคงไม่เสียหาย เผื่อเรื่องเหตุฉุกเฉินด้วย

    มันเคยมีเทรนด์ ที่คนทำงานได้เงินเดือนครั้งแรกเค้าจะทำกัน ก็คือ เอาเงินให้แม่... ฮืม ฝันไปเถอะ เงินเดือนแรกผมจะเอาไปซื้อมือถือ HTC Androy อยากได้มานาน ทำงานเก็บเงินซื้อเองได้ครั้งแรกนี่ เจ๋งดีว่ะ

     รับปริญญา ใช่แล้ว เงินเดือนออกช่วงนี้พอดี ก็เอาเงินก้อนเล็กๆไปใส่ซอง อุตส่าห์พยายามสร้างกระแสอยากถ่ายรูปกับเพื่อนๆ ก็ได้ถ่ายอ่ะน่ะ ได้ตัวเองดันลืมหาตากล้องไว้ ได้เพื่อนมาช่วยถ่ายตอนวันรับจริง ก็ได้รูปหลายๆรูปอยู่ เสียดายรูปอีกหลายๆรูปตอนวันซ้อมพอสมควร

    มันเพิ่งเดือนแรกอ่ะ เอาไว้ปีหน้า จะใส่ซองละเยอะๆ และก็ควักแบงค์ใหญ่ๆ มาให้น้องๆที่ทำให้อย่างประทับใจดีกว่า (น้องภาคน่าจะได้เยอะพอสมควรน่ะเนี่ยปีเนี้ย)

     เอาละสุดท้ายแระ เงินเดือนออก ได้ฤกษ์ได้ยามทำบัญชีซักที แต่สงสัยเดือนนี้จะขีดแดง เพราะซื้อมือถือ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยจะได้ประมาณเดือนต่อๆไปถูก เผื่อว่าจะซื้ออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงนี้อยากได้ DVD Harry แบบกล่องเหล็ก มี Commentary แผ่นสองซะด้วย ติดใจตรงภาค 2 อ่ะ มี Additional Scene 19 ฉาก มันเพิ่มมาจากไหนเยอะแยะเชียว แต่คงจะเดือนหน้า แหะๆๆ

ถึง ท่านผู้ทรงถ่อย

posted on 14 May 2009 16:14 by l0ui5  in Daily-Life

ถึง ท่านผู้ทรงถ่อย

Link: http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9520000053824

     ว๊าว เห็นชื่อหัวข้อข่าวนี้แล้วแบบว่า เออ โคตรจะสุภาพเลยท่าน คิดได้ไง

     ผมว่าสภาไทยนี่เทรนด์ไม่เบาทีเดียว มีประโยคเด็ดๆออกมาจากการประชุมสภานี่หลายครั้งและ ถึงครั้งนี้มันอดที่จะพูดถึงไม่ได้เลยทีเดียว

    เรามาวิเคราะห์คำกันก่อนซักหน่อย คำว่า ท่านนำหน้าคำใดๆเนี่ย เป็นความหมายของการให้เกียรติ คำว่าผู้ทรง แสดงว่ามีความสามารถมากในด้านนั้น ส่วนคำว่า ถ่อย นี่มันน่าจะแปลว่าเลยเหมือนหมา สรุปว่า ท่านผู้ทรงถ่อยนี่ แปลว่า คนที่มีความสามารถเหมือนหมามาก จนน่านับถือ ???

    คนคิดนี่เก่งนะครับเนี่ย ถ้าเป็นพวกผู้ดีเนี่ยคิดไม่ได้น่ะเนี่ยคำนี้ มันเป็นส่วนผสมของ พ่อเป็นคนรวย ส่วนแม่เป็นช่างก่อสร้าง คำสองคำสุดขั้วอย่างนี้ถึงมาผูกกันได้อย่างงงๆ

     เปลี่ยนเรื่องดีกว่า ไปดู Angle and Demon มา ขี้เกียจเขียนบรรยาย เราว่ามันดีกว่า Da Vinci Code พอสมควร หนังมีให้ลลุ่นอยู่เรื่อยๆ แต่ข้อเสียอย่างนึงคือ เหมือนมันจะยัดเยียดความรู้บ้าๆบอๆมาให้เรามากไปหน่อย คือ ผมว่าหนังจะสนุกมากถ้าเราสนใจประวัติศาสตร์เรื่องนี้ ตัดความเป็นจริงทิ้งไป แล้วผสมๆกับแนวค้นหา ผจญภัยสุดมัน แต่ผมว่าคนส่วนใหญ่เค้าไม่ค่อยจะรู้เรื่องร็อกน่ะครับ หนังมันก็จะทำได้แค่ สืบสวนไปเรื่อยๆ ดูมันส์เท่านั้น แต่ไม่ได้อรรถรสใดๆ

    หนังเรืองนี้ถูกบอยคอร์ดน้อยลง เพราะว่า ถ้าไปบอยคอร์ดมากๆ คนทำหนังมันก็จะได้ใจ สร้างภาคต่อไปอีก แต่นี่เงียบฉี่เลย เหอๆ เจ๊งชัวร์ดูแล้ว ที่หนังไม่ค่อยเป็นที่รักของนักวิจารณ์ก็เพราะ หนังดีๆเนื้อหาดีๆไม่ทำว่ะ ไปทำหนังที่มันนอกจากจะไม่จริงแล้ว ยังกระทบความเชื่อของคนอีก หลายคนมองว่า แดน บราวน์เป็นนักลวงโลก ผมว่าชั้นยอดเลย เปรียบเหมือนพี่แกเป็น ซาตานแห่งโลกศาสนาเลยก็ว่าได้

    แต่น่าสนใจคำตอบที่พี่แกใส่มาใน Angle and Demon น่ะ เรื่องวิทยาศาสตร์กับศาสนา ผมยังเชื่อน่ะว่า ซักวันวิทยาศาสตร์จะชนะศาสนา และเมื่อนั้นมาถึง มันจะยิ่งกว่าล่มสลายอีก

    ผมลองมานั่งคิด ถ้าตัวเองเป็นคนในอีกซัก 10000 ปีข้างหน้า ที่โลกเลิกนับถือศาสนาแล้ว ผมก็จะคิดว่า ไอ้คนศตวรรษที่ 0 ถึง 2500 เนี่ย แม้งโง่ งมงายว่ะ <--- ชัวร์

    B-)

ไปทำอะไรที่ ปีนัง

posted on 05 May 2009 18:34 by l0ui5  in Daily-Life

ไปทำอะไรที่ ปีนัง

    ปีนังเป็นเมืองที่เก่า และมีชื่อเสียงมากสำหรับคนไทย(สมัยก่อน) ร.6 ท่านก็ทรงเสด็จไปประพาสที่นั่นหลายครั้ง แล้วที่นั่นมันมีอะไรดี ที่ดึงดูดให้คนอย่างผมไปได้

    คำตอบคือ ไม่มีครับ... 55+

    ที่จริงคืออยากไปสิงคโปร์ แต่แบบว่าช่วงนี้โปรโมชั่นของ Air Asia แม้งแพงชิป ก็เลยเอาว่ะ ลองไล่ๆลงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงสิงคโปร์ แต่ก็ไปไม่ถึง

    ก่อนอื่นออกตัวก่อนว่า เตรียมตัวไปประมาณ 4 วัน คือคิดว่าจะไป ก็ไปเลย ไปทำไมเหรอ เมนหลักก็คือเขียนไดอารี่แหละ และก็ไปพักผ่อน(แต่ดูเหมือนไม่รู้สึกว่าไปพักผ่อนเลยว่ะ)

    ออกเดินทาง 1 พฤษภาคม วันศุกร์ วันแรงงาน ฮืมลืมคิดไปว่า หลายคนขอหยุดเป็น 5 วัน ฉะนั้นวันนี้คนจะกลับบ้านไป

    ผมเริ่มการเดินทางจาก กรุงเทพฯ หัวลำโพง ไปยังหาดใหญ่ โดยรถไฟฟรีเที่ยว 171 ปรากฏว่า ไอ้รถไฟนั่งฟรีเนี่ย มันเหมือนยืนฟรีมากกว่า เพราะผมยืนไป 8 ชั่วโมง และก็นั่งไป 8 ชั่วโมง เห้อ... หมดแรง

    ไปถึงโน่นเช้าๆ ก็นั่งรถไฟไปบัตเตอร์เวิร์ธต่อ (อันที่จริงนั่งจากกรุงเทพฯ-บัตเตอร์เวิร์ธ เลยก็ได้ แต่แพงอ่ะ นั่งรถไฟฟรีไปผ่อนที่หาดใหญ่ดีกว่า)

    ไปถึงบัตเตอร์เวิร์ธ ก็นั่งเรือข้ามฝากไปปีนัง ถ้าตามแผนนั้นจะไม่ค้างปีนัง และนั่งรถไฟต่อรอบดึกไปกัวลาลัมเปอร์ และนั่งรถไฟต่อจากกัวลาลัมเปอร์ไปสิงคโปร์ แต่ Noting is according to plan (...Valkyrie)

    ตั๋วรถไฟไป KL เต็ม คือเป็นทริปตายเอาตาบหน้าจริงๆ พอตั๋วไม่มี ก็เอาว่ะ นอนปีนังแม้งเลย 2 คืนแล้วค่อยกลับ ตกลงตามนั้น...

    ฮืม...

    ขี้เกียจพิมพ์มาก แต่จะบอกว่า ไปครั้งนี้ แผนที่ก็ไม่มี ปีนังวางแผนเที่ยวไว้ 2 ที่ คือ Penung Hill กับ วัด Kok Lek Sok(มั้ง) แต่เอาเข้าจริงกว่าจะไป Penung Hill ถูก ก็หลงรถไปหลายรอบ แต่ก็สนุกดี เดินรอบ Georgetown เลยว่ะ ...(ใครไม่เคยไปก็อ่านข้ามๆไปน่ะ คงไม่รู้เรื่องร็อก)

    โรงแรมอยู่แถวๆ Love Lane อยู่ 75' Traveller แอบเรื่องมากไปหน่อย แบบว่านั่งรถไฟมาปวดเมื่อยจัด ขอนอนห้องแอร์ จริงๆ ถ้าไม่ห้องแอร์ ถูกๆก็ไม่กี่ตังเอง แต่น่ะ

    สุดท้ายกลับรถไฟบัตเตอร์เวิร์ธ-กรุงเทพฯ แล้วแถมเลทไปอีก 5 ชั่วโมง(เยี่ยมจริงๆ หัวรถจักรเสีย) สุดท้ายก็กลับมาถึงวันที่ 5 พฤษภาคม ใช้เงินไป 4000 บาท

    ที่จริงตามแผนกะว่าจะใช้แค่ 2000 น่ะ ที่เกินก็ ค่ารถไฟขากลับ และก็ค่าโรงแรม ที่มักมากไปหน่อย นอกนั้นก็ไม่ผิดแผนอะไร

    ไปแล้วได้อ่ะไร ไปมาก็พบว่า ...เที่ยวเมืองไทยดีกว่าไหม สวยกว่าเยอะ

    เปิดโลกทัศน์ตัวเองแหละครับ เอาง่ายๆเลย เงินเที่ยวเรื่องเล็ก แต่การได้ไปในเมืองที่เราไม่รู้จัก พูดไทยก็พูดไม่ได้ สะปีก อิงหลิช เริ่มรู้สึกว่าพอจะเอาตัวรอดได้น่ะ แต่เรื่องอาหารนี่ ...เออ จะสั่งข้าวมันไก่ นี่ต้องพูดอะไรว่ะ จะสั่งหมี่เหลือง ... Yellow Noodle รึป่าว  ทำให้เรารู้ว่าอะไรที่เราควรปรับปรุงในเรื่องของภาษาครับ

    คนมาเลเชีย ส่วนใหญ่จะพอพูดภาษาอังกฤษได้ครับ ก็เลยไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่ เอาไว้ถ้ามีโอกาสไปอีกจะมาเล่าให้ฟัง

ปล. ทริปนี้ ไม่มีรูปซักรูป ของฝากก็ไม่ค่อยมา ยาจกมาก รูปไม่มีเพราะไม่ได้ยืมกล้องใครไป คนรู้ว่าไปก็ไม่กี่คน แต่ก็สนุกดีครับ ปวดหลังโคตรๆ

ปล.2 ปีนังไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาได้ แต่มันสวยไม่เท่าเมืองไทยร็อกครับ แต่ถ้าไปดูความเจริญและความเข้ากันของวัฒนธรรม(เดี๋ยวจะเขียนอีกหัวข้อนึง) จะพบว่า ฮืม...

วันตับไหม้แห่งชาติ

posted on 23 Apr 2009 13:40 by l0ui5  in Daily-Life

วันตับไหม้แห่งชาติ

    ไอ้ที่ว่าตับไหม้นี่ ไม่ได้ไหม้จริงน่ะ แค่คำเปรียบเทียบ

    คือเมื่อวานเนี่ย 22 เมษายน ว่ากันว่าเป็นวันที่กรุงเทพฯร้อนสุดในรอบปี และแถมเป็นวัน Earth Day ซึ่งแปลว่า เป็นวันกรุงเทพฯร้อนตับไหม้แห่งปีเลยก็ว่าได้

    ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกวัดได้ประมาณ 37.2 องศาเซลเซียส ก็ร้อนอยู่ นึกว่า ทำไมนั่งรถไปทำงาน มันช่างหงุดหงิด และน่าทรมานเช่นนี้

    พอหน้าสัมผัสกับลมร้อน เล่นเอาตับแทบไหม้ มันบ่อนทำลายตับเรามากกว่าแอลกอฮอล์ที่ออกฤทธิ์เต็มที่อีก

   ที่ว่าร้อนที่สุดแห่งปีก็เพราะ ดวงอาทิตย์ตอนเที่ยง มันจะตั้งฉาก ตรงหัวกับเราพอดีเดะ ที่กรุงเทพฯ พอดี มันก็เลยเป็นวันที่ร้อนที่สุด(ตรงหัวสุดก็หมายถึง กรุงเทพใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุด)

    ไปคุ้ยๆประวัติของ Earth day ในเน็ตมา ได้ใจความว่า

วันคุ้มครองโลก (Earth Day)
 
        วันคุ้มครองโลก (Earth Day) ถือเป็นวันสำคัญของขบวนอนุรักษ์ธรรมชาติทั่วโลก ตรงกับวันที่ 22 เมษายน ของทุกปี

        วันคุ้มครองโลกถือกำเนิดในสหรัฐอเมริกาเมื่อ 27 ปีก่อน ในวันที่ 22 เมษายน 2513 นักอนุรักษ์ธรรมชาติกลุ่มหนึ่งได้จัดให้มีการแสดงพลังครั้งใหญ่ เพื่อปลุกเร้าจิตสำนึกเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งนับวันยิ่งถูกมนุษย์ทำลาย ในการแสดงพลังครั้งนั้นมีผู้เข้าร่วมกว่า 20 ล้านคนและปรากฏขึ้นตามเมืองใหญ่ ๆ เกือบทั้งสหรัฐ

        หลังจากนั้นความห่วงใยปัญหาสภาพแวดล้อมของสหรัฐก็เพิ่มพูนขึ้น มีการออกกฎหมายควบคุมการกระทำที่สร้างความเสียหายให้กับธรรมชาติ สำหรับประเทศไทยเริ่มพูดถึงวันคุ้มครองโลกครั้งแรก เมื่อปี 2533 ถือเป็นการเริ่มต้นของสังคมไทยยุคเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะหลังจากสืบ นาคะเสถียร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งกระทำอัตวินิบาตกรรม และเมื่ออาจารย์และนักศึกษาร่วมกัน 16 สถาบันได้จัดงานวันคุ้มครองโลกขึ้นเพื่อรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของป่าอนุรักษ์ และตระหนักถึงวิกฤตการทำลายสัตว์ป่าและป่าไม้ประเทศไทย ยังมีการจัดงานเพื่อหาทุนเข้ามูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่อใช้ในการปกป้องรักษาผืนป่า ที่เป็นมรดกของโลกอีกด้วย

 
 

ปาร์ตี้ชุดนอน-ปาร์คกิ้งทอย

    ไม่รู้จะโพสไรดี ก็เลยเขียนรีวิวร้านเหล้าบ้างดีกว่า

    ไปมาเมื่อคืนวันอาทิตย์ โดยมีอาจารย์มะนาว ผู้แสนดีเลี้ยง

    อยู่แถวๆเส้นนวมินทร์ อ่ะ ไปเรื่อยๆ ก็จะเห็น Parking Toy อยู่ฝั่งซ้ายมือ

    บรรยากาศร้านมันออกแนวซิกตี้ หลอนๆ แบบว่าเอาของอะไรไม่รู้มากมายมาตกแต่งร้าน อาทิ โคมไฟของหมอเวลาผ่าตัด เก้าอี้ลอย รองเท้า ?!x%^ และก็จะเห็นขวดเร้ดเลเบล วางเรียงเป็นตับอยู่ตรงเค้าเตอร์

    ที่แข็งแกร่งของร้านนี้คือวงดนตรี เราไปวันอาทิตย์ เป็นวันปาร์ตี้ชุดนอน เออ??

    เพิ่งได้ออกนอกสถานที่ไกลๆหน่อยก็ครั้งนี้แหละ แม้งเจ๋งดีว่ะ ดนตรีวงแรก ซัมเมอร์อะไรซักอย่าง ออกแนว Jazz มีแซกโซโฟน กับทรัมเป็ต เป็นตัวชูโรง แต่เหมือนมือกีตาร์จะบ้าไปหน่อย

    ส่วนวงรอบดึกก็วงมหาจำเริญ คุ้นๆ แต่ไม่ยักกะรูจักแหะ พี่แกมากัน 10 คน เต็มเวทีเลย แบบว่าเอ็ฟเฟ็กอลังการ แข็งแกร่งมาก แต่เพลงมันหลอนๆไงชอบกล(ซึ่งดันเข้ากับบรรยากาศร้าน ซะงั้น)

    เพลงพี่มหาจำเริญนี่ออกแนว Phantom of Opera เลยอ่ะ นึกถึงโคมไฟของเรื่องนี้ แล้วมาฟังเพลงสไตล์ New Age ผสมๆกับ... แล้ว เออ... ร้านมันจะหลอนไปไหน

    อาหารก็โอๆน่ะ แต่ไม่ได้กินร็อก เบียร์อร่อยดี ไฮเนเก้นเล็กขวดละ 90 ซัดไป 5 แนะ แหะๆ

    รีวิวให้ซํก 4 ดาว(****)เต็ม 5 ดาวแล้วกาน แล้วกัน

เวน ตังกุละ

posted on 09 Apr 2009 21:43 by l0ui5  in Daily-Life

เวน ตังกุละ

     เรื่องมันมีอยู่ว่า เงินเดือนผมมันจะออกประมาณวันที่ 10 ของแต่ละเดือน ทีนี้

     พรุ่งนี้เพิ่งโดนรัฐบาลประกาศหยุดไป

     กรำ แล้วเงินเดือนกุละ นั่นหมายความว่า ผมจะได้เงินวันที่ 17 เมษา (16 บริษัทยังปิดอยู่) เห้อ

    ตังได้ช้านี่ไม่เท่าไหร่ แต่ไม่มีตังเที่ยวสงกรานต์นี่ซิ

    เศร้า...

Blank

posted on 08 Apr 2009 20:08 by l0ui5  in Daily-Life

Blank

     ว่างเปล่า ใช่แล้ว ช่วงนี้ชีวิตว่างเปล่า และไร้ค่าไงชอบกล ไม่ได้ผจญกับอะไรสนุกๆเลยในรอบเดือนที่ผ่านมา เทียบไม่ได้กับช่วงนี้ของปีที่แล้ว ที่เหนื่อยมาก และสนุกมากทีเดียว

    การปล่อยให้ชีวิตผ่านไปวันๆเนี่ย มันก็เหมือนสบายน่ะ แต่มันก็ไร้จุดหมายไงชอบกล ตอนนี้ก็ทำงานไปด้วยแก้เบื่อ คือทำทุกวันเลยละ เสาร์ อาทิตย์ก็ทำ เพราะรู้สึกว่า ว่างเมื่อไหร่จิตใจมันฟุ้งซ่าน

    ตอนนี้เริ่มเป็นกิจวัฒน์และ ที่ก่อนนอนจะดูหนังซักเรื่อง ถ้าเป็นอย่างงี้ไปเรื่อยๆ คาดว่าประมาณไม่เกินปี จะไม่มีหนังให้เหลือดูอีก(เพราะตอนนี้ก็ดูมาซะจนมาเหลือเกิน)

    ไปเจอร้านไอศกรีมโยเกิร์ตร้านใหม่ เปิดที่เซนทรัลแจ้งวัฒนะ สาขาแรก ถ้าจำไม่ผิดชื่อ White Rabbit ถ้าใครเคยชื่นชอบ Red Mango ร้านนี้ห้ามพลาด และที่สำคัญ เป็นไอศกรีมแบบบริการตัวเองพร้อมท็อปปิ้ง ใครลองไปทำไอศกรีมนี้ดู แล้วจะรู้ว่า ที่คิดเป็นกรัม กรัมละ 35 สตางค์เนี่ย กดเพลิน ซัดไปเกือบ 200 บาทแนะ แทบช็อค ยังดีที่มีตังจ่าย ท็อปปิ้งมันก็หนักซะเหลือเกิน เอาว่าช่วงเย็นๆของแต่่ละวันมี บุฟเฟ่ห์ด้วย 149 บาททานไม่ยั้ง กะลังจะลองบุฟเฟ่ห์อยู่ แต่ยังไม่มีตัง แล้ววันหลังจะถ่ายรูปมารีวิวให้ดูว่ามันเจ๋งแค่ไหน

    ที่จริงไปดู Fast&Furious มานานมากแล้วละ แต่ขี้เกียจอัพขึ้นบล็อก มันขี้เกียจไง แต่เห็นว่ามันกลายเป็นหนังเซอร์ไฟรส์ประจำเดือนที่งีดเกือบที่สุดแห่งปี เป็นรองเดือนกันยายนเดือนเดียว ปรากฏว่า Fast&Furious เรื่องเดียว แซงหน้าหลายๆเดือนเลย โดยเฉพาะ มีนาคม ที่ฮอตมาหลายปี แต่ปีนี้แป๊กสนิท กลับโดน Fast&Furious เรื่องนี้เรื่องเดียว แซงกระจุยกระจายเลย เป็นการตบหน้าฮอลิวู๊ดอย่างจัง ที่หนังภาค 4 จะสะท้านกว่าหนังภาค 1 มันหายากใช่เล่นทีเดียว เรื่องราวถ้าไล่ Timeline มันจะต่อจากภาค 1 ก็คือแทรกใส่ระหว่างภาค 1 กับ ภาค 2 ทีแรกก็งงตั้งนาน นึกว่าภาคก่อนภาคแรก ที่ไหนได้ เป็นภาคสองต่อซะงั้น ทำเหมือน Superman Return ไปได้

    มีหนังสองเรื่องที่จะมาแนะนำคือ Mei Lanfang กับ K-20 เรื่องแรกเป็นตำนานงิ้วที่ชื่อ Mei Lanfang เป็นผู้ชาย แต่เล่นงิ้วเป็นผู้หญิง(มั้ง) แล้วกลายเป็นตำนานงิ้วของจีนไปเลย หนังได้คำชมอย่างมากที่เทศกาลหนังเมืองเบอร์ลิน เข้าฉายพฤหัสหน้า(16เมษา) ถ้าเผื่อยังไม่หลอนพอจากผีบุบผา ที่ 3.2 จะมาตอนเดือนมิถุนานี้แล้วละก็ ไปดูงิ้วเรื่องนี้ น่าจะสยิวกิ้วได้พอตัว

    อีกเรื่องคือ K-20 ตอนแรกนึกว่าชื่อหมา แต่ไหงกลายเป็นหนังที่อยากดูแห่งปีไปได้ อ๋อ ก็เพราะมีเครดิตของโปรดิวเซอร์ที่สร้าง Always ทั้ง 2 ภาคไง หนังญี่ปุ่นเรื่องนี้จะพลาดได้ไง หนังเป็นเรื่องของโจรที่เป็นคนดี(เหมือน Robinhood) แต่่าใส่หน้ากาก ไม่เคยซ้ำจนได้ฉายาว่า 20 หน้า(ยังไงซักอย่าง) ที่สำคัญพี่ทาเคชิ สุดหล่อเล่นหนังด้วย เออเอาเข้าไป ตัวอย่างหนังก็น่าสนุกไม่น้อย เข้า 30 เมษา ชนพี่วูฟเวอรีนเลย

    แต่... ทั้งสองเรื่องเข้าที่ Apex ที่เดียวน่ะจ๊ะ คิกๆๆ

    อ่า จะเห็นว่ามัน Blank จริงๆอ่ะช่วงนี้ ไม่รู้จะอัพอะไร นึกอะไรได้ก็พิมพ์ๆใส่เข้ามา ชีวิตมันเรื่อยเปื่อยเนี่ย ไม่เห็นสนุกเลย แงๆๆ

มาลุ้นกัน 8 เมษา

posted on 07 Apr 2009 23:25 by l0ui5  in Daily-Life

มาลุ้นกัน 8 เมษา

     ปกติบล็อคผมไม่มีเรื่องการเมือง แต่วันนี้จะเสียดสีซักหน่อย

     นับถอยหลังอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะเข้าสู่คืนวันที่แปด ซึ่งผู้คนต่างพรรณากันมากมายว่า อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศเลยด้วยซ้ำ(โอ้วนั่น คิดไปได้) ถามว่ามีเหตุปัจจัยที่ทำได้ไหม

     กับคนเสื้อแดง และคนๆหนึ่ง ที่ว่ากันว่าตอนนี้อยู่แถวๆชลบุรี เหมือนว่า นายหน้าหล่อของเราจะแอบไปตกลงอะไรกันซักอย่างลับๆ ไม่รู้จะส่งผลต่อวันพรุ่งนี้มากแค่ไหน แต่ภาพที่ออกมาเหมือนว่า เฉียดตาย(ตรงไหน) แค่ปาก้อนหินใส่กระจกแตก และเปลี่ยนรถแค่สองสามรอบเท่านั้น

     ถ้าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง จะเกิดขึ้นได้เมื่อ
1. ไม่มีเชื้อสาย ราชวงศ์หลงเหลืออยู่ในเมืองไทย
2. ท่านยอมให้เปลี่ยนเอง

     มันไม่มีข้อ 2 แน่นอน ฉะนั้นถ้าจะเปลี่ยนก็ข้อ 1 ทำไมไม่มีข้อ 2 นะเหรอ เหอๆๆ ถ้าตอบคงโดนปิดบล็อกแน่

    ผมว่านายใหญ่เสื้อแดง อาจคิดการถึงขั้นนั้น ซึ่งถ้าตอนจบของวันที่ 10 เมษาเป็นเช่นนั้นจริงๆ ผมว่าเมืองไทยสนุกสนานแน่

    มีโหรนับสิบๆ บอกว่า ไม่มีไรร็อกเดือนนี้ เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป เหอๆๆ เชื่อดิ พรุ่งนี้มันมีอะไรแน่

    แต่มันก็อาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้จริงไหม เพราะนายใหญ่ก็อาจจะทำแค่สร้างกระแสแล้วปล่อยผ่านไป ให้คนตายฉลองสงกรานต์มากขึ้นทุกๆปีเช่นนี้ เผื่อใครซักคนที่มันชอบกลับกลอก กินเหล้า เมา แล้วรถชนกลิ้งตกเหวตายไป

     ใกล้ถึงวันที่ 8 เมษาและ มาลุ้นกันว่า จะเกิดอะไรขึ้น ยิ่งคิดยิ่งสนุก

ปล. ปิดคอมเมนต์ดีกว่า กระทู้ล่อเป้าซะขนาดนี้

Back to Back

posted on 01 Apr 2009 21:16 by l0ui5  in Daily-Life

Back to Back

     ช่วงๆนี้ เหมือนเป็นช่วงเลี้ยงรุ่น อำลารุ่น พบเพื่อนเก่า บ้อยบ่อย ประมาณว่า มันน่าจะถึงเวลาแล้วซิน่ะ

     เมื่อเช้าก็ไปงานบวชเพื่อนสมัยเรียนมัธยมมา โถ่ นึกว่าบวชเดี่ยว ปรากฏว่าเป็นบวชหมู่ 100+ กว่ารูป คือแบบมันก็เหมือนจะดีอะนะ แต่ว่ามันจะได้อะไรว้า บวชเยอะขนาดนี้ มันดีตรงมีเพื่อนบวช และบวชได้เป็นเดือน(ได้ข่าวว่าออกข่าวด้วย) การบวชแบบนี้มันเน้นปริมาณนี่หว่า(เหอๆๆ) ก็เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ไง แต่ถึงกระนั้นเราก็คงไม่บวชอยู่ดี

    นั่นก็งานนึง และก็มีเสาร์ที่จะถึงนี้ นัดเจอเพื่อนๆ ที่ไปเวียดนามด้วยกัน แต่เหมือนว่าคนจะมาไม่เยอะ ไม่ถึง 10 คนด้วยมั้งจากประมาณ 40 กว่าๆ แต่ก็ไม่เป็นไร นี่ครั้งแรก ก็เพื่อว่าจะมีครั้งต่อๆไป

    เดี๋ยวก็มีนัดอำลา อบ.ก. อีก สัมมนามอบงานก็ยังไม่ได้ทำ ไม่รู้จะหาช่วงลงได้รึป่าว

    ช่วงมิถุนาที่โรงเรียนก็มีคืนสู่เหย้าใหญ่ แบบที่ไม่ใช่งานโรงเรียนอ่ะ เป็นคืนสู่เหย้าเฉพาะศิษย์เก่าเลย

    พอเป็นศิษย์เก่าเนี่ย เริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่ และควรที่จะเริ่มหางานทำได้แล้ว การ Back to Back แต่ละทีนี่ เรื่องที่คุยก็มีแต่เรื่องเก่าๆ มีเรื่องใหม่ๆนิดหน่อยเองอ่ะ

    ก็ลองนั่งคิดดู ช่วงนี้ก็เพิ่งจะ 21-22 มันยังไม่นานเท่าไหร่ พอผ่านไปเรื่อยๆ แปปๆเดี๋ยวก็ 30-40 อีกแปปก็ 50-60 เห้อ เวลามันผ่านไปเร็วโคตร!!!

    นึกถึงอาจารย์ที่โรงเรียนเก่า ก็เริ่มเกษียณกันไป แก่ตายไปแล้วก็มี เพื่อนๆก็เริ่มล้มหายตายจาก(ก็มีบ้าง) เจอกันทีก็ได้แค่ไม่กี่คน จะทำให้มันใหญ่ๆก็ไม่มีตัง เวลาว่างก็ไม่ค่อยตรงกันอีก

    อย่างงี้แหละที่ว่า กาลเวลาเหมือนสายน้ำ ที่ไม่ไหลย้อนกลับ อะไรที่มันผ่านแล้วก็ได้แค่ปล่อยให้มันผ่านเลยไป สิ่งที่ทำได้ก็คือนึกถึง และประทับใจ และอย่าเสียใจในสิ่งที่ได้ทำหรือไม่ได้ทำ...

100,000 Pageview ซักที

posted on 29 Mar 2009 16:18 by l0ui5  in Daily-Life

100,000 Pageview ซักที

    ยังไม่ถึงร็อก แต่ใกล้มากแล้ว คงจะถึงในอีกไม่กี่วินาทีนี้ ใช้เวลามา 2 ปีกว่าๆ กว่าจะแตะหลักแสนกับเค้าได้ซักที บางบล็อคใช้เวลาไม่ถึง 3 เดือนก็แตะหลักแสนละ ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ถึงจะแตะหลักล้าน เหอๆๆ มาช่วยลุ้นกัน

     วันนี้ได้ลองฟังคนเล่นอิเล็คโทนแล้ รู้สึกว่า มันกระด้างหูพอสมควร เสียงของอิเล็คโทนมันไม่ใช่เสียงจากเครื่องดนตรีแท้ๆอ่ะ มันเป็นเสียงสังเคราะห์ขึ้นมา แล้วแถมบางรุ่นมันต้องใส่ Floppy A: เข้าไป เพื่อจะได้เสียงประกอบดนตรีออกมา มันช่างแปลกดีแท้

     ตอนแรกๆที่เลือกเรียนดนตรีนั้น มีอิเล็กโทน กะเปียโนเนี่ยแหละ ที่เลือกเรียนเปียโน เพราะเสียงใสๆ ของมันเกิดจากการเคาะจริงๆ ของคีย์ที่เรากด แต่อิเล็กโทนมันไม่ใช่ ความไพเราะมันจึงต่างกันค่อนข้างมาก เด็กที่ชอบอิเล็กโทนส่วนใหญ่จะบอกว่า ก็มันหลากหลายดี เหอๆๆ ไอ้หนู ความหลากหลายยังไงมันก็สู้ความโดดเด่นอย่างเดียวไม่ได้ร็อก(แล้วแต่คนนะคร๊าบ)

     รู้สึกดีนะที่สมัยนั้นเลือกเรียนเปียโนไป คลาสซิกกว่าอิเล็กโทนเยอะเลย มีเพลงๆหนึ่งฟังแล้วโดนๆมาก ชื่อเพลงว่า Haru แต่เท่าที่หามาเนี่ย ยังไม่ใช่เพลงที่ฟังมาเลย ใครที่รู้จักเพลงนี้ช่วยๆหาหั้ยหน่อยน่ะคร๊าบ ฟังแล้วโดนมากๆ