Gen-Phi

พระจันทร์กับชายคนหนึ่ง

      ผมอยากจะลองเขียนนิยายสั้นๆมานานคับ เพราะไอ้ที่เขียนยาวๆเนี่ย มันไม่จบซักที ก็เลยขอลองเขียนสั้นๆง่ายๆเีื้รื่อง พระจันทร์กับชายคนหนึ่ง นี้ โดยออกแนวปรัชญานิดๆ แต่ผมอยากเขียนแนวไซไฟน่ะ แต่ยังนึกไม่ออก ช่วงนี้ใกล้งานลอยกระทง ก็เลยอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับลอยกระทง ลองอ่านๆดู แล้วคอมเมนต์ให้หน่อยน่ะ เนื้อเรื่องอาจจะคาดเดาง่าย แต่ลองคิดให้ลึกๆ จะรู้ว่าผมต้องการสะท้อนอะไรกับนิยายเรื่องนี้

- - - - - - - - - -

     เราเฝ้ามองดวงจันทร์มานานเท่าไหร่ ดาวเคราะห์ดวงที่ใกล้กับโลกที่สุด ที่ซึ่งมีมนุษย์เพียงหลักสิบเท่านั้นที่ได้ขึ้นไปเดิน ใครจะไปคิดว่าการจะขึ้นไปที่ดาวดวงนี้ เป็นความเพ้อฝันที่ไม่มีทางเป็นจริง

     ชายคนหนึ่งเฝ้ามองดวงจันทร์ตั้งแต่ข้างขึ้น ยันข้างแรม เขาเฝ้ามองมัน ราวกับว่า ชีวิตนี้เขามีแต่ดวงจันทร์เท่านั้นที่เป็นเพื่อน สำหรับเขา ดวงจันทร์เป็นเพื่อนที่มีชีวิตเดียว ที่เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของมันตลอดเวลา
บางวันที่เขาเศร้า เขาก็รู้สึกว่าพระจันทร์เศร้าไปกับเขาด้วย เมื่อใดที่เขายิ้ม พระจันทร์ก็จะยิ้มไปกับเขาด้วย ไม่มีเพื่อนคนใดที่จะดีไปกว่าดวงจันทร์อีกแล้ว

     "จันทร์ วันนี้เราพบกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอยิ้มให้กับผมด้วยแหละ" เขาเงียบไปซักพักหนึ่ง
     "ใช่ เธอเป็นคนแรกที่ยิ้มให้กับผมในรอบหลายปีนี้เลย" เสียงเงียบไปอีกพักหนึ่ง
     "ยังร็อก ผมยังไม่ได้คุยกับเธอ" ...
     "งั้นเหรอ แต่..." ...
     "ก็ได้ พรุ่งนี้ผมจะลองดู" เหมือนว่าดวงจันทร์วันนี้จะอารมณ์ดีตามเขาเป็นพิเศษ เสี้ยวพระจันทร์ส่งยิ้มให้กับเขา

      เช้าวันนั้นขณะที่ชายคนนี้กำลังออกจากบ้าน เขาหันไปมองพระจันทร์ยามเช้า ที่กำลังใกล้จะตกดิน พระจันทร์ยังคงยิ้มเป็นกำลังใจให้กับเขา เพื่อว่าวันนี้เขาจะได้มีกำลังใจทักทายเธอ

     "เธอยิ้มให้ผมอีกแล้วละ" ใบหน้าของชายผู้นี้มีรอยยิ้มแห่งความปิติยินดี ...
     "ใช่ ผมทักเธอแล้ว ผมรู้จักชื่อเธอแล้วละ" ...
     "ไม่ผิดร็อก ผมว่าเธอก็น่าจะแอบชอบผมอยู่ในใจลึกๆเหมือนกัน" ...
     "ให้พรุ่งนี้ผมจะลองชวนเธอไปกินข้าว จะดีเหรอ" ...
     "ให้เลี้ยงด้วย ..."
     "ก็ได้ ก็ได้ ผมจะลองดู"

     คืนถัดมารอยยิ้มของเขาฉีกกว้างไปกว่าเมื่อวันวานมากนัก
     "เธอไปกินข้าวกับผมด้วยละ" ...
     "ใช่แล้ว" ...
     "เธอบอกผมว่า ผมเหมือนคนที่เธอเคยรู้จักคนหนึ่ง" ...
     "ใช่ มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนว่า รู้จักผมมานาน" ...
     "ไม่ผิดร็อก ผมสังเกตจากรอยยิ้มของเธอ" ...
     "แววตาของเธอ ก็เป็นประกายดูมีความสุขเหมือนกัน" ...
     "แน่นอน ผมมั่นใจ" ...
     "ได้ พรุ่งนี้ผมจะลองชวนเธอไปดูหนัง" ...
     "จากนั้นวันถัดมา ผมจะพาเธอไปช็อปปิ้ง" ...
     "และวันถัดมาผมจะพาเธอไปเที่ยวงานลอยกระทง" ...
     "ช่ายย วันลอยกระทง วันนั้นนายจะได้เห็นเธอแบบเต็มๆซักที" ...
     "ผมรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหวแล้วซิ วันที่ผมจะแนะนำใหู้้รู้จักกับนาย" ...

     สองคืนถัดมาที่งานลอยกระทง เขากับเธอกำลังถือกระทงเพื่อไปลอย ณ ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง
     "ผมมีเพื่อนคนหนึ่งอยากแนะนำให้รู้จัก"
     "ใครเหรอค่ะ" เธอตอบ
     "เขาเป็นเพื่อนผมมาแสนนาน นั่นไง" ว่าแล้วก็ชี้ไปที่ดวงจันทร์ "นั่นไงเพื่อนผม" เธอมองด้วยความประหลาดใจแล้วยิ้ม
     "เขาน่ารักดีน่ะค่ะ" เขายิ้มเช่นกัน พูดว่า
     "เวลาผมสุข ทุกข์เมื่อใด ก็เหมือนกับเขาเป็นสุข เป็นทุกข์ไปกับผมด้วย"
     "ดีจังน่ะค่ะ มีเพื่อนคู่ทุกข์ คู่ยากอย่างนี้" ทั้งสองมองไปที่ดวงจันทร์ รอยยิ้มบนดวงจันทร์บ่งบอกถึงความสุขที่ในใจทั้งสองมี เขาและเธอปล่อยกระทงให้ลอยออกไป จนเห็นเพียงแสงเทียนเล็กๆ กับควันธูปบางๆ ความสุขเล็กๆในวันนี้คงจะเป็นสิ่งที่เขาและเธอไม่อาจลืมเลือน

     เป็นเวลาถึง 7 คืนแล้วที่เขาไม่ได้พบกับดวงจันทร์ ตอนเช้า ดวงจันทร์จะมองหาเขาด้วยแววตาที่เป็นห่วง ก่อนที่เขาจะออกไปทำงาน บางวันก็เจอ แต่เขาแทบจะไม่หันมามอง หรือแม้แต่จะทักเขาอีกเลย รอยยิ้มของดวงจันทร์เริ่มจางหายไป กลายเป็นรอยยิ้มเฉือนๆ ที่ไร้ความสุข ไร้จิตวิญญาณ เราจะให้แสงยามค่ำคืนกับสิ่งมีชีวิตบนโลกมนุษย์ไปทำไม มันช่างเป็นสิ่งที่ยากจะทำต่อไป

     ในคืนที่ 14 แสงจันทร์อันน้อยนิด สาดส่องมาบนโลก วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เขาจะมองลงมาบนโลกมนุษย์ เขาทนต่อไปอีกไม่ได้แล้ว กลางคืนแทบไม่มีความสว่างอีกต่อไป ตอนนี้เขาขึ้นตอนกลางวัน และตกตอนกลางวัน ความทรงจำเกี่ยวกับชายคนนี้ช่างเลือนลางเหมือนกับแสงของดวงจันทร์ที่เทียบไม่ได้กับความสว่างของดวงอาทิตย์

    ในคืนที่ 15 ลาแล้วโลกมนุษย์ เราไม่อยากให้แสงสว่างกับพวกนายอีก ค่ำคืนนี้จะกลายเป็นคืนที่หนาวเหน็บ สายลมเย็นกรรโชกพัดผ่าน กลายเป็นค่ำคืนที่ไร้แสงของดวงจันทร์ เป็นค่ำคืนแห่งความหดหู่ และเศร้าสร้อย ชายคนนั้นเดินออกมาจากบ้าน มองหาดวงจันทร์ เขามองหาอยู่นมนานก็หาไม่เจอ แววตาของเขาเศร้าสร้อย ขาดประกายแห่งความสุข เขายิ้มแสยะๆให้กับตัวเองแล้วพูดว่า

     "ผมขอโทษนายด้วย ดวงจันทร์ ผมรู้แล้วที่เธอว่าผมหน้าตาคุ้นเคยน่ะ คือใคร" ไม่มีเสียงตอบกับคำพูดที่เขาเปล่งออกมา
     "เธอบอกว่า ผมหน้าเหมือนกับแฟนเก่าของเธอ เธอจึงทำใจรับผมเป็นแฟนไม่ได้" ...
     "มันอาจจะสายเกินไป แต่ผมเชื่อว่าเราจะยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่" ...
     "ลาก่อนน่ะ ดวงจันทร์..." เขายิ้มให้กับท้องฟ้า สายตาของเขาเหม่อลอยมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ชีวิตมันก็เท่านี้มีขึ้นก็ต้องมีลง เมื่อล้มก็ต้องลุกขึ้นมาให้ เหมือนดั่งพระจันทร์ที่วันหนึ่งเคยส่องแสง แต่ในอีกวันหนึ่งกลับมืดมิด ชีวิตก็เป็นเช่นนี้จริงๆ

     อีก 7 วันถัดมา ขณะที่เขากำลังจะออกไปทำงาน เขามองดูดวงจันทร์ที่กำลังขึ้น มันไม่ใช่พระจันทร์ดวงเดิมที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไป เป็นพระจันทร์ที่ไม่ยิ้ม ไม่ส่งสายตามาให้เขา เป็นพระจันทร์ที่ไร้ความรู้สึก เขาอยากที่จะทัก แต่เขาไม่มั่นใจว่าพระจันทร์ดวงนี้จะทักเขากลับรึป่าว เขาเก็บเอาความรู้สึกนี้ไว้ข้างในใจ แล้วก้าวเดินออกไปทำงาน เขาพูดในใจว่า

     "ไม่ว่าวันวานจะเป็นอะไร แต่เราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ"

- - - - - - - - - -
จบ

เราใส่นาฬิกากันทำไม

posted on 13 Oct 2009 16:39 by l0ui5  in Gen-Phi

เราใส่นาฬิกากันทำไม

      เห็นนาฬิกาเรือนนี้สวยดี มันเลยทำให้ผมนึกย้อนไปว่า วันสุดท้ายที่ผมใส่นาฬิกาเรือนที่พ่อผมให้เนี่ย มันตอนไหนกัน

 

     สมัยเด็กๆ(ประถม) มัธยม ผมใส่นาฬิกาแบบไม่ยอมถอดเลยครับสมัยนั้น ผมยังจำนาฬิกาสีฟ้าเรือนแรกได้ ใส่จนข้อมือเปลี่ยนสี แต่ผมพยายามนึกเหตุผลที่ว่า ทำไมผมถึงใส่จนไม่ยอมถอด ก็นึกไม่ออก น่าจะเพราะว่า เห็นพ่อใส่ แล้วเท่ห์ดี(เท่ห์ตรงไหน) ก็เลยใส่มันให้เท่ห์ๆ

    พอขึ้นมัธยม ผมใส่นาฬิกาสีทอง(เก๋) เป็นปีๆครับ ด้วยความที่ว่า มันทำให้เราดู ไฮ กว่าคนอื่น

    แต่แล้วในที่สุดผมก็เข้าใจความหมายของนาฬิกา แล้วถอดมันออกครับ 

    นาฬิกาเรือนสุดท้าย(ล่าสุด) ของผม เป็นนาฬิกาสีเงิน คล้ายๆของพ่อผม จำได้ว่าใส่ตอน ปี 4 บ่อยที่สุด เพราะเป็นปีที่ทำ อบ.ก. จึงใส่บ่อยที่สุด ทำไมน่ะเหรอ...

    เวลาไม่ใช่ข้อจำกัดชีวิตของผมอีกต่อไป ผมแนะนำให้ดู Bleach ตอน Bount ครับ เป็นการพูดถึงปรัชญาเรื่องเวลาได้ร้ายกาจมาก

    ถ้าว่ากันจริงๆ เวลา เป็นอีกหนึ่งมิติ ที่เราสัมผัสไม่ได้ แต่รู้ว่ามันเคลื่อนที่ผ่านไป ... มนุษย์ทำได้แค่รับรู้ว่ามีเวลาเท่านั้น แต่มนุษย์ไม่สามารถทำอะไรกับเวลาได้ ต่างกับมิติ Dimention ทั้งสาม ที่มนุษย์สามารถ สร้าง แก้ไข ทำลายมันได้ (แม้จะไม่สูญหาย แต่เปลี่ยนแปลงตามสภาพก็ตาม) มนุษย์ทำอะไรกับเวลาไม่ค่อยจะได้ซักเท่าไหร่

    คราวนี้ ถ้ามิติเวลาถูก Fix ผมได้คำตอบนี้จาก Bleach จริงๆครับว่า เมื่อใดที่เวลาเป็นอนันต์ หรือเวลาไม่ได้มีความหมายกับพวกเขา มันจะเป็นเหมือนตัวแปรคงที่ ที่ไม่แปรสภาพ ไม่ว่าตัวแปรต้นจะเป็นอะไร แล้วผลลัพทธ์จะเป็นอย่างไร ชีวิตของพวกเขาจะเป็นการเฝ้ามองดู มิติที่เวลาเคลื่อนที่ ซึ่งเขาจะสามารถสัมผัสและรับรู้เวลาได้ จากคนที่มองเห็นว่าเวลาเคลื่อนที่

     งงอะเด ลองย้อนกลับไปอ่านย่อหน้าที่แล้วใหม่ เดี๋ยวผมจะอธิบายต่อ

     จาก v=s/t ใช่ม้า เมื่อเวลาคงที่ แต่ v เปลี่ยน s ก็จะเปลี่ยน ใช่ไหม ในทางที่แปรผันตรง คือตัวหารคงที่เสมอ ถ้าระยะทางมันนาน ความเร็วก็จะนาน เช่นเดียวกับความเร่ง a=s/t^2 ความเร่งจะแปรตรวตามระยะทางเช่นกัน นั่นหมายความว่า ชีวิตของความเป็นอนันต์ เมื่อเวลาคงที่ มันไม่จำเป็นต้องรีบ เร่ง เพราะระยะทางมันเท่าเกิน ผิดกับมนุษย์ ที่เวลามันลดลง เมื่อเวลาลดลง ความเร่งจะเพิ่มขึ้น จริงไหม

     แล้วทำไม เราต้องทำให้ความเร่งมันเพิ่มขึ้นด้วยละ... นี่คือคำตอบของผม

     ในเมื่อเวลาไม่ใช่ปัจจัยในการดำเนินชีวิตของผมแล้ว(เวลามีผลกับแค่ อายุและความชรา) ผมก็ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งอีกต่อไป ดังนั้น นาฬิกา ที่บอกเวลาก็ไม่จำเป็นสำหรับผมอีกต่อไป

     หลายคนคงสงสัย มันเกี่ยวไรฟร่ะ งั้นผมถามว่า คนที่ใส่นาฬิกา มองนาฬิกาเป็นเวลา หรือมองนาฬิกาเป็นตัวเลข

     ถ้าถามว่าตอนนี้ี่โมง แล้วเขาหันข้อมือมาดูเวลา เขาคนนั้นมองนาฬิกาเป็นตัวเลข

     ในขณะที่ถ้าถามว่ากี่โมง เขาตอบว่า ประมาณห้าโมง คนนั้นมองนาฬิกาเป็นเวลา

     สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อน่ะ(ใครจะไม่เชื่อก็แล้วแต่) เวลาไม่ใช่ตัวเลขครับ ส่วนไอ้ที่เราบอกว่า 13.30 อันนี้ชาวโลกอุปโหลกขึ้นมาครับ เพื่อเป็นสากล และเป็นมิติที่คนรับรู้ได้

    ใครงง ตอบคำถามผมตรงนี้หน่อยว่า เวลา เป็น เวคเตอร์ หรือสเกลล่า

    ไม่มีตำราเล่มไหนบอกครับ แต่ผมจะตอบว่า เวคเตอร์ เพราะมันมีทั้งขนาดและทิศทาง การแทนด้วยตัวเลข เป็นการอุปโหลกค่าขึ้นมาเท่านั้นแหละ 

     ผมใช้คำว่าอุปโหลก เพราะเวลา ณ แต่ละที่มันยังไม่เท่ากันเลย ใช่ไหมครับ ญี่ปุ่น 6 โมงเย็น พี่ไทยเรา 3 ทุ่มแระ

     เหตุผลที่ผมเลิกใส่นาฬิกา เพราะ นาฬิกามันไม่ได้มีค่าเป็นตัวเลขอีกต่อไป คนตรงเวลา เป็นคนดีครับ แต่เขายึดติดกับตัวเลข ถามว่าเราจะเป็นต้องตรงเวลาไหม มันเป็นวิสัยของคนที่จะตรงเวลาครับ แต่จะไม่ตรงได้ไหม ก็ได้ครับ จริงไหม ไม่ตรงแล้วมันจะตายห่าไหม

     ตอนปี 4 เป็นปีที่ผมทำกิจกรรมหนักสุดแล้ว การใส่นาฬิกา เพื่อบอกตัวเลขที่เป็นเวลา บ่ายโมงเริ่มงาน บ่ายโมงห้านาทีประธานกล่าวเปิดงาน บ่ายโมงสิบนาที สัมมนาเริ่ม มันเกิดจากตัวเลขทั้งนั้นครับ ผมมองไม่เห็นหน่วยเวลาซํกนิดจากการทำงานดังกล่าว

    จบงานผมโยนนาฬิกาไว้ที่ไหนซักที่ (จำไม่ได้แล้วเหมือนกัน) ผมไม่เคยทำให้เวลามันกินหัวผมครับ เดี๋ยวนี้ใครนัดกี่โมง ผมก็ไม่ค่อยไปเลท แม้ว่าจะไม่ใส่นาฬิกา แต่ก็ถึงก่อนคนใส่

    ดังนั้นสำหรับผม นาฬิกามันเป็นแค่ตัวเลขครับ ไม่ใช่เวลา การใส่นาฬิกา เพื่อความเท่ห์กับแฟชั่นเท่านั้น ประโยชน์ใช้สอย จึงเป็นประโยชน์กับคนที่มองเวลาเป็นตัวเลข แต่สำหรับผม มันเป็นแค่... ตัวเลขเท่านั้น 

ขออภัยถ้าเอนทรีนี้ ผมไม่พูดถึง ข้ออ้างของเวลา แบบว่า ชั้นไม่มีเวลาทำโน่นทำนี่, แม้เวลาผ่านไปชั้นก็ยังรักเธออยู่ มันเป็นข้ออ้างเท่านั้นครับ "เวลามันไม่ได้ทำอะไรให้เราครับ แต่เราเอาเวลาไปทำอะไรซะมากกว่า"

ถ้าโลกไม่มีศาสนา

posted on 20 Jan 2009 21:28 by l0ui5  in Gen-Phi

ถ้าโลกไม่มีศาสนา

    ผมแอบทึ่งในตัวเองอยู่ ที่ผมกล้าเขียนเรื่องๆนี้

    จาก Ment เรื่องล่าสุด ขอ Quote สวยๆหน่อย

"เอซิสตองเซียลิสท์ ในยุคโพสโมเดิร์น
ปัจเจกชน มีคุณค่าในตัวเอง
แต่ ศาสนา ก็เครื่องยึดเหนี่ยว จาก ความไม่รู้
จากการ กลัว ฟ้าผ่า บูชาผี เทพ
ศาสนา ก็เข้ามาแทน
ไม่มีศาสนาไม่แปลก ศาสนา แปลตรงๆ คำสั่งสอน
เราสอนตัวเองได้ ถ้ารู้จักตัวเองดีพอ"

     ขอบคุณ คุณ http://exchange.exteen.com/ อย่างมากที่ทำให้ผมตาสว่างซักที

    เรามีศาสนาทำไม ย้อนกลับไปเมื่อยุคหิน เรามีศาสนา เพราะเราขาดความเชื่อ ขาดศีลธรรม เหมือนสัตว์เดรัจฉานทั่วๆไป (ผมว่าเราไม่ควรมาเถียงกันว่า มนุษย์เกิดขึ้นได้ยังไง พระเจ้าเหรอ? หรือวิวัฒนาการ)

    มนุษย์เคยโง่มาก่อน แล้วก็มีนักปราชญ์ พยายามคิดแทนคนต่อๆมา ว่า มนุษย์ย่อมฉลาดได้ ถ้าเราสามารถสั่งสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ กว่าหลายพันปีที่มนุษย์สั่งสมความรู้มา มันช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับจักรวาลที่ยิ่งใหญ่ ความฉลาดอันน้อยนิดของมนุษย์ ทำให้รู้สึกว่า ตัวเองต้องการที่พึ่ง นี่คือประถมบทของศาสนา ไม่เชื่อพระเจ้า ไม่เชื่อใครทั้งนั้น ศาสนาเกิดจาก ความต้องการให้มนุษย์อยู่ได้ด้วยตัวเอง จริงไม่จริง โม้ไม่โม้ โกหกหรือไม่โกหก

    จะเกิดอะไรขึ้น ถ้่าพระเยซู หลอกคนทั้งโลก เขาจะเป็นนักมายากลที่เxยที่สุดในโลก

    จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพระพุทธเจ้า เป็นตัวเxย ตัวหนึ่ง ซึ่งหลอกคนเช่นเดียวกับพระเยซู

    และอื่นๆ

    ผมพูดแค่นี้ คงบั่นทอนความเชื่อ ของหลายๆคน เพราะ เราขาดแรงยึดเหนี่ยวครับ เราจึงต้องไปพึ่งศาสนา และศาสนาเหมือนแนว king ที่ว่า "ไม่เชื่อแต่ห้ามลบหลู่" เป็นศัพท์ที่เกิดขึ้นมา

    เสรีภาพคือการใช้ชีวิต ถ้าโลกนี้ไม่มีศาสนา มนุษย์อาจจะไม่ฉลาดเท่าปัจจุบัน และเมื่อใดที่ศาสนาเสื่อมลงไป วัตถุจะเข้ามาแทนที่ มนุษย์จะกลายเป็นพวกวัตถุนิยม ยึดในสิ่งของ ไม่เชื่อเรื่องของจิตอีกต่อไป

    นั่นคือ เมื่อใดที่มนุษย์ฉลาดพอ ยอมรับตัวเองได้ เขาไม่จำเป็นต้องมีศาสนา ศาสนาเป็นเครื่องมือของคนอ่อนแอ มนุษย์ทุกคนอ่อนแอครับ ยอมรับตรงนี้ซะเถอะ ผมไม่ได้จะเป่าหูว่า เราต้องไม่เชื่อเรื่องศาสนา นี่มันเรื่องส่วนบุคคลครับ

    ถ้าผมเกิดในยุคกรีก โรมัน ป่านนี้ผมโดนแขวนคอตายห่าไปเรียบร้อยและ

    แต่นี่โลกยุคใหม่ คนอ่าน 100 คน มีคนชอบ 1 คน ผมก็พอใจและ

เครื่องวัดศีลธรรม

posted on 20 Jan 2009 20:52 by l0ui5  in Gen-Phi

เครื่องวัดศีลธรรม

     ผมไม่ใช่คนธรรมะ ธรรมโมครับ ดังนั้นบทความในเรื่องนี้ จะค่อนข้าง anti ศาสนาซักนิดหน่อย

    คนเรามีศีลธรรมเพื่ออะไร ตอบว่า เพื่ออยู่ร่วมกันในสังคมได้ครับ กระทู้ที่แล้วผมบอกว่า มนุษย์สำลักในเสรีภาพของตนเอง ในเมื่อเรามีเสรีภาพ เราจึงสามารถเลือกที่จะทำ หรือไม่ทำอะไรก็ได้ แต่มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่นๆ ตรงที่ มนุษย์มีจิตวิญญาณแห่งศีลธรรมอยู่ แล้วตกลงศีลธรรมคืออะไร ผมสรุปว่า ศีลธรรม คือ สิ่งที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกัน ในเสรีภาพที่อินเตอร์เซ็คชั่นกันได้

    ฟังแล้วงง ช่างเถอะ มันไม่ใช่เครื่องมือที่จะวัดร็อกน่ะ แต่มันเหมือนบอกว่า สิ่งที่เราทำมีศีลธรรมรึเปล่า

    ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า คน 10 คนเนี่ย สมมติว่าเราทำอย่างหนึ่ง เอาโง่ๆ 5 คนชอบ 5 คนเกลียด เชื่อเถอะ นี่คือสัจนิรันดร์

    ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการกระทำ การมองศีลธรรมมองได้ 2 อย่าง
- ดูผล ไม่ดูเจตนา
- ดูเจตนา แต่ไม่ดูผล

    แล้วมันต่างกันไง อย่างแรก เราทำงานชิ้นหนึ่ง ผลงานออกมาแจ่มมากเลย แต่เราไม่สนวิธีการ เช่น เราจะสร้างบ้านหลังหนึ่ง เราไม่สนว่าจะทำยังไง ขึ้นปูน ขึ้นไม้ ใช้สีแบบไหน เราดูที่ผลเลย นี่คือแบบแรก ถ้าใส่จิตวิทยาเข้าไป แผนการเราคือปล้นธนาคาร แต่ไม่สนวิธี จะฆ่าคนซักกี่คน ก็ย่อมได้ นี่คือ ดูผล ไม่ดูเหตุ

    แบบที่สองดูเจตนา แล้วเจตนาวัดยังไง เจตนาวัดจากหน้าที่(ไอ้นี่น่ากลัว) สุรยุทธิ์ จุรานนท์ พ่อเป็นคอมมิวนิตส์ วันหนึ่งสุธิชัย หยุ่น ถามเขาว่า ถ้าตอนนั้นเขาเป็น ผบ.ตร. แล้วต้องจับโจร ถามว่าเขาจะจับพ่อไหม เจตนาคือ จับโจร สุรยุทธิ์ตอบว่าจับ ทั้งๆที่เป็นพ่อของตนเอง มีอีกเรื่องหนึ่ง พระมหากษัตรย์ทำสงคราม ฝ่ายตรงข้ามเป็นพ่อ แม่ ญาติพี่น้องของตน ประมาณว่าพระอรหันต์ท่านหนึ่งมาเข้าฝันว่า ความดีดูที่เจตนา เราทำสงครามเพื่อความสงบสุข ไม่ว่ายังไง เจตนานี้ไม่ผิด เขาก็เลยตัดสินใจฆ่าพ่อแม่ พี่น้องของคน พระพุทธเจ้าบอกไม่ผิด

    ตามหลักพุทธฯ แบบสองถูก สำหรับผม แบบแรกครับ คิดในทางแนวธุรกิจ คิดแบบทักษิณ แต่เวลาทำงานจริงเวลาเราทำงาน มีหลักการ สองอย่างผสมผสานกันไม่ใช่เหรอ

    วิธีวัดศีลธรรม มีอยู่ 2 ข้อ อย่างที่บอก มันมี 2 ลัทธิที่สนับสนุน 2 แนวความคิดนี้ แบบแรกเค้าเรียกประโยชน์นิยม เป็นประมาณว่า เน้นความสุขของมวลมนุษย์ จะเห็นว่าการที่เน้นผลเนี่ย เน้นที่จำนวนน่ะ แต่ถ้าเน้นแบบหลัง มันเข้าลัทธิค้านท์ เป็นแบบเน้นเจตนา

    ถ้าคนเราไม่มีศีลธรรมโลกอยู่ไม่ได้จริงหรือ ผมว่าไม่น่ะ ถ้าคนเราไม่มีศีลธรรม มันจะเหมือนพวกสัตว์เดรัจฉานทั่วๆไป ที่มันก็อยู่กันได้ คนเราไปยึดติดกับคำว่าศีลธรรมมากไป มันยึดติดไง ก็เลยมองภาพแยกมาไม่ออกว่า มนุษย์ กับ ศีลธรรมมันของคู่กัน

    อันนี้ anti ศาสนาสุดๆ

    ศาสนาบอกว่า ศีลธรรมมีกฎเกณฑ์วัด อย่างที่บอก เขาใช้เจตนา ออกกฎ 255 ข้อ เอาแค่ 5 ข้อก่อน เป็นข้อกำหนดบอกว่า นี่คือศีลธรรม

1. สมมติมีโจรคนหนึ่ง ถือมีดจับตัวคนหนึ่งไว้เป็นตัวประกัน เราเป็นตำรวจ ยิงปืนใส่ผู้ร้ายตาย เราเป็นฮีโร่จริงเหรอ?
2. ลูกเป็นโจร มีปืนและวางแผนคืนนี้จะไปฆ่าคน พ่อรู้แอบขโมยปืนลูกไปทิ้งแม่น้ำ พ่อผิดเหรอ?
3. ผมมีลูกไม่ได้ น้ำมันน้อย แฟนผมไม่เคยสมหวังเลย(สมมติว่าสมัยก่อนการแพทย์ไม่ก้าวหน้า) พวกเราอยากมีลูกมาก ไปขอให้เพื่อนช่วยป้ำลูกให้หน่อย เพื่อนผิดเหรอ?
4. ลูกฆ่าคน พ่อรู้ ชั้นศาล พ่อโกหกช่วยลูกให้พ้นผิด พ่อผิดเหรอ
5. ชายคนหนึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน หมอให้ทานเหล้าวันละ 5 แก้ว เขาผิดเหรอ

    เอากันไปเต็มๆ แล้วสรุปอะไรมันจะวัดศีลธรรมของคนเราได้ล่ะ เจตนา หรือผล...

เสรีภาพคือคำสาป

posted on 19 Jan 2009 23:16 by l0ui5  in Gen-Phi

เสรีภาพคือคำสาป

    ผมเปลี่ยน category ใหม่อันหนึ่ง เอา BYE-nior ออกและ เป็น Gen-Phi , ปชัรญา อารณม์, จงใจเขียนผิดน่ะ เพราะอะไร เพราะกุมีเสรีภาพในการเขียน

    ได้ไปฟังบรรยายมาตอนปัจฉิม เกี่ยวกับชีวิตบัณฑิต แล้วไปลากท่านพุทธทาสมาเรื่อง ตัวกุของกุ เออมันเจ๋งดีว่ะ

    มีลัทธิหนึ่ง ชื่อว่า เสรีนิยม บอกว่า มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพในทุกๆอย่าง

- ชายคนหนึ่ง ฆ่าคนตาย คือเสรีภาพ ในการที่เขาจะฆ่าคนๆนั้น
- ชายคนนั้นยอมให้ตำรวจจับ คือ เสรีภาพ ในการเลือกที่จะยอมให้ตำรวจจับ เขาจะเลือก ไม่ยอมให้จับก็ได้ แต่เมื่อยอมให้จับ นั่นคือ เขามอบเสรีภาพให้กับตำรวจ
- ชายคนนั้นยอมโดนประหารเพราะเขาพิษจริง คือ เสรีภาพ ที่เขาให้กับกฎหมาย ถึงเขาจะถูกพิพากว่าผิด แต่จะไม่รับโทษ ก็คือเสรีภาพของเขา เขาจะหนีก็ได้ นี่คือเสรีภาพ

    มนุษย์เราสำลักกับเสรีภาพ และพยายามกีดกันคำนี้ออกมา แม้แต่จังหวะง่ายๆอย่าง
- แม่บังคับหนูให้อยู่ในห้อง ในความเป็นจริง แม่ไม่มีสิทธิ์ไปยังยั้งเสรีภาพของเรา แม่ไม่มีสิทธิ์มาบังคับให้เราอยู่ในห้องได้ ยกเว้นแต่ เรายอมให้เสรีภาพนี้กับแม่เรา แล้วเรายอมอยู่ในห้อง เป็นการเสียเสรีภาพของตัวเอง
- แม่บังคับหนูเรียน อย่างที่บอกแหละ การที่เราจะยอมรับกับข้อบังคับนั้น นั่นคือเรายอมเสียเสรีภาพนั้นไป เอาง่ายๆ แม่ไม่ได้บังคับโดยการจับมือเราเขียนเลือกคณะซักหน่อย แล้วเราจะเลือกตามแม่ไปทำไม ถ้าเลือก แสดงว่าเรายอมทิ้งเสรีภาพของเรา

    ไอ้บักหำ แล้วงี้ แม้งก็มองกูตัวเหี้ยซิว่ะ

    อย่างที่ท่านพุทธทาสบอก ตัวกูของกู มันเรื่องของกู แล้วจะทำไม

    แต่มีอีกคำหนึ่ง คือ "เสรีภาพมาพร้อมกับความรับผิดชอบ" นี่เป็นอีกคำที่เกิดขึ้น

    มนุษย์เกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ ฉะนั้น เสรีภาพคือคำสาปของมนุษยโดยแท้ ถ้ามนูษย์ไม่มีเสรีภาพ โดนบังคับบัญชาจากสวรรค์ นั่นถึงจะว่าไปอย่าง แต่ถามง่ายๆ สวรรค์บังคับเราเหรอ เรารู้สึกเหรอ

    มันมีอีกหัวข้อหนึ่ง ที่น่าสนใจคือ การวัดค่าศีลธรรม จะมาต่อคราวหน้าแล้วกัน อย่าเพิ่งมองผมว่าเป็นตัวเหี้ยไปซะก่อนละ เพราะที่จริงผมเหี้ยกว่านี้เยอะ เหอๆๆ