General

เพื่อนยืมเงิน แน่ใจหรือว่าจะไม่โกง

     เชื่อได้ไหม...

     เป็นเหตุการณ์ที่ผมเจอมากับตัว แต่ผมก็สามารถหลีกจนหลุดพ้นไปได้

     เงิน 20,000 เนี่ยไม่ใช่เรื่องใหญ่มากสำหรับผม แต่สำหรับคนไม่ค่อยจะมีเงินเก็บอย่างผม ไม่ง่ายเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี(ก็ไม่มีจริงๆน่ะแหละ)

     เรื่องมันมีอยู่ว่า อยู่ดีๆก็มีเพื่อนคนหนึ่ง(พอจำได้ว่าเพื่อนสมัยไหน) โทรมายืมเงิน บอกว่าจะเอาไปทำอะไรซักอย่าง อย่างไม่ได้จำ

+ ประเด็นแรก คือ เรื่องให้ยืมเงินเนี่ย ไม่ยากร็อก แต่จะคืนรึป่าว
+ ประเด็นที่สอง คืม ยืมวันนี้ได้ไหมภายใน 5 โมงเย็น (ถ้าเมริงจะยืมตัว ทำไมต้องมายืมด่วนๆขนาดนี้)
+ ประเด็นที่สาม ใช้คืนภายใน 7 วัน แหม ตังมันหาง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วยืมตรูทำไมฟร่ะ
 
     เอาจริงๆน่ะ ต่อให้เป็นเพื่อนที่สนิทแค่ไหน เชื่อใจกันมากแค่ไหน เหตุการณ์ที่เชิดเงิน ยังไงก็เกิดขึ้นได้ครับ
 ที่ผมสงสัยคือ ทำไมต้องทำกันแบบนี้ด้วย เพื่อนกันแท้ๆ เรื่องเงินนี่ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ

     มาวิเคราะห์เหตุผลกันนิดนึง

+ เพื่อนมันทำไปเพื่ออะไร การโกงเงิน ก็เพื่ออยากได้บางอย่าง หรือ อยากไปเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ประมาณว่า leave ชีิวิตไปจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไปเริ่มใช้ชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น(หรือแย่ลง)
+ ติดหนี้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ยังไงก็ได้ขอเงินไปใช้หนี้ก่อน ไม่งั้น ตายแน่ ใช้หนี้เสร็จจะหนีไปให้ไกล
+ รักษาตัวเอง เพราะเป็นโรคบางอย่าง ที่ไม่กล้าบอกคนอื่น
+ เอาไปลงทุน ในหรือนอกระบบ โดยแอบหวังกำไร ก็ได้แต่หวังว่าคงไม่ใช่ลงทุนกับแชร์ หรือธุรกิจลูกโซ่(ที่ใช้เงินมากมาย)
+ หนีออกนอกประเทศ
+ สู่ขอ ???
ฯลฯ

     ไม่ว่าจะเหตุผลไหน ก็ไม่น่าให้ยืมทั้งนั้น จริงไหม

     สรุปผมไม่ได้ให้ยืมคับ โดยปัดข้ออ้างไปว่า ไม่มี ATM แหะๆ

Drama Addict

posted on 28 Sep 2009 10:06 by l0ui5  in General

 

Drama Addict

     เคยสงสัยไหม ยุคนี้ อะไรๆ ก็ดราม่า, เกิดดราม่า, เสพย์ดราม่า, ดราม่าแอดดิก เราจะมีไขความกระจ่างของคำนี้กัน

     ผมคิดว่า Drama เกิดขึ้นมาครั้งแรกเนี่ย ไม่น่าจะตั้งใจให้มีความหมายเท่าปัจจุบันนี้ เท่าที่ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลจากเวป http://drama-addict.com หัวข้อแรกที่มีการโพสขึ้น มีใจความว่า

"มานฉันท์? WTF ? มันคืออะไร!?

ความร้าวฉานเท่านั้นที่เราต้องการ !

ถ้าคุณมีเบาะแสความร้าวฉาน!การด่าทอ!ทะเลาะเบาะแว้ง!

แจ้งเบาะแสมาที่เรา ! wmdramaaddict@gmail.com

เราไม่มีของอะไรจะสมนาคุณให้ท่าน! แต่เราจะช่วยท่านสุมไฟดราม่านั้นอย่างแน่นอน!"

    เท่าที่อ่านดู ก็ใกล้เคียงกับที่ผมคาดการณ์แหละ คำว่า ดราม่า น่าเกิดจากความเบื่อหน่ายในสังคม ซึ่งแบ่งแยกออกเป็น 2 อย่างชัดเจน(ถ้าไม่มีแบ่งอย่างน้อย 2 ฝ่ายคนจะตีกันไหมละ) ซึ่งในเมืองไทย เหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็เมื่อมีเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงเนี่ยแหละ สังคมของ ดราม่า จึงได้เกิดขึ้น

    มีผู้พยายามนิยามคำว่า ดราม่า ไว้มากมาย ผมก็จะขอ Quote มาให้อ่านกันน่ะครับ

ดราม่า แปลว่า จริงจังมากเกินไป ซีเรียสกับทุกเรื่อง หรือไว้ใช้ในช่วงเวลาที่เลวร้าย (Via ดังฮู:::http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8298863 /A8298863.html)

DRAMA = Danger Reply And Maybe Annoying ความเห็นร้ายแรงและอาจก่อความรำคาญใจ (Via Vortex:::กระทู้เดียวกับข้างบน)

นาฏกรรม (อังกฤษ: drama) เป็นงานวรรณศิลป์ประเภทหนึ่งที่เน้นในด้านการแสดง คำว่า "drama" มาจากคำในภาษากรีกว่า "δράμα" แปลว่า "การกระทำ" (via:::  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8F%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1)

drama (n.) ความหมาย
1. ละคร, บทละคร, เรื่องละคร
2. เรื่องราวอันน่าทึ่ง, ลักษณะที่ก่อความทึ่งด้วยความกระทันหัน
(via:::  จาก dictionary ของโปรแกรม Thai Software Dictionary V 3.0)

     ผมก็จะขอประมวลความหมายของคำว่า DRAMA ดังนี้น่ะครับ

     "DRAMA เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความคิดเห็นที่แตกต่าง อคติ หรือจริงจังมากเกินไป แล้วก่อให้เกิดความขัดแย้ง รำคาญใจ กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด"

     จุดเริ่มต้นของ DRAMA อย่างที่บอกน่าจะมาจากความขัดแย้งที่น่าเบื่อระดับประเทศของเสื้อเหลือง และเสื้อแดง แต่แล้วก็กลายเป็นคำแสลงที่นำมาใช้กับเวปบอร์ดเมืองไทย ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด ก็คือ www.pantip.com

     สังคมออนไลน์ในยุคอินเตอร์เน็ตมีมาซักพักหนึ่งแล้ว และสังคมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย มีคนใช้มากที่สุดในเมืองไทย ก็คือ pantip.com ซึ่งเป็นแหล่งรวมทั้งข่าวสาร ความคิดเห็น ข้อสังเกตในสังคมมากมาย ถึงกับมีการเปิดห้องพูดคุยต่างๆมากมาย เยอะแยะไปหมด

    ความขัดแย้งจริงในสังคมนั้น เป็นสิ่งที่เราเห็นกันได้โดยทัวไป แต่ในโลกอินเตอร์เน็ต ในยุค Social Network นั้น นี่เพิ่งจะเป็นยุคแรกๆของสังคมออนไลน์ ที่จำนวนผู้ใช้กำลังเพิ่มขึ้นมากทุกปี "เมื่อมีสังคม ก็จะต้องมีการปกครอง เมื่อมีคนก็ต้องมีความขัดแย้ง" สังคมออนไลน์ที่เกิดขึ้น จึงเริ่มมีผู้ใช้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างออกไป ตามวิวัฒนาการของสังคม เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง จึงได้เกิดความขัดแย้งในสังคมขึ้น ซึ่งสังคมออนไลน์เป็นเพียงสังคมสมมติเท่านั้น แต่เหตุการณ์กลับรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจจะถึงขั้นลุกลามออกมาในสังคมจริงๆ

    สังคมสมมติ หรือสังคมออนไลน์นี้ เปรียบเสมือนการ Avatar(จำลอง)ตัวเอง ในมุมมองที่อาจจะไม่ใช่ตัวตนจริงของผู้ใช้ เข้าไปในสังคมๆหนึ่งที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งในสังคมจริงๆ ผู้ใช้สังคมออนไลน์อาจจะเป็นคนเีงียบขรึม แต่ในสังคมออนไลน์ เขากลับกลายเป็นบุคคลที่ชอบแสดงความคิดเห็น หัวรุนแรง มีแนวคิดในทางตรงกันข้าม อคติ ฯ ซึ่งเขาได้เห็นช่องทางในการระบายออกในสังคมออนไลน์ เพราะคิดว่า สังคมออนไลน์ มันก็แค่สมมติ ไม่มีใครรู้ร็อกว่าเขาเป็นใคร เขาจึงได้แสดงนิสัย(สันดาน) ที่แท้จริงของเขาออกมา โดยการแสดงความคิดเห็นในเชิงที่ก่อความรำคาญให้แก่ผู้อื่น (ซึ่งผู้คนนิยมเรียกคนกลุ่มนี้ว่า เกรียน)

     พอสังคมขยายใหญ่ขึ้นมากๆ จึงไม่แปลกที่จะเห็นเกรียนเพิ่มมากขึ้น พอเกรียนเยอะสังคมก็มีความขัดแย้งกันเยอะ แม้ว่าสังคมออนไลน์ ยังถือว่าเป็นสังคมวัยกะเตาะ ที่ยังค่อยๆเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ แต่ภาพการทะเลาะกันในสังคมนั้น ส่งผลกระทบค่อนข้างรุนแรง เพราะทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ การเข้าไปมีส่วนร่วม จึงเป็นการเข้าไปซ้ำเติม หรือไม่ก็สนับสนุน ทำให้ความรุนแรงมากเพิ่มเข้าไปอีกทั้งๆที่มันเป็นแค่สังคมสมมติ

    คนที่มองสังคมสมมตินี้ เป็นแค่สังคมสมมติ ไม่ได้จริงจังซีเรียสอะไร การได้อ่าน(หรือภาษาทางดราม่า เรียกว่า เสพย์) เมื่อได้เสพย์เหตุการณ์แบบนี้ จึงมีความรู้สึกสนุกสนาน เหมือนได้เห็นคนตีกันจริงๆ ทั้งๆที่เป็นข้อความโจมตีกันไปมาเท่านั้น เหตุการณ์ ดราม่า จึงได้เกิดขึ้น และเป็นที่ชื่นชอบของบุคคลประเภทนี้มากมายคนที่เสพย์ติดดราม่า จึงเรียกกันว่า #drama addict นั่นเอง

    แต่ก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมองว่าสังคมสมมตินี้ เปรียบเสมือนตัวตนที่แท้จริงของเขา จึงได้นำเอาเรื่องต่างๆในสังคมสมมติ นำออกมาสู่โลกความเป็นจริง คนกลุ่มนี้แหละที่มีปัญหาอย่งแท้จริง เพราะไม่สามารถแบ่งแยกโลกจริงๆ กับโลกสมมติได้ บางทีก็จะเรียกกลุ่มคนพวกนี้ว่า เกรียนแตก เพราะแค่เกรียนธรรมดาไม่พอ เหนือชั้นไปกว่า เกรียนทั่วๆไป ยังมีศัพท์ที่สูงไปกว่านั้น อาทิ เกรียนเทพ เกรียนเมพ ฯ แต่เราคงไม่เอ่ยถึง

    "ว่าแต่เขา อีเหนาเป็นเอง" ก็อย่างว่าแหละครับ คนที่เสพย์ดราม่าเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสนุก แต่ในบางทีคนเสพย์ดราม่าก็โดนเข้าเองเหมือนกัน คราวนี้แหละถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว

    "ดราม่าเอย จงซับซ้อนยิ่งขึ้น" เป็นคำกล่าวของคนที่ติดดราม่า ยิ่งดราม่าไหนที่มีควา่มซับซ้อน เนื้อเรื่องก็จะยิ่งสนุกสนานมากขึ้น อย่างเช่น กรณี นักสืบพันธ์ทิพย์ กับ นาธาน โอมาน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนที่สุด และน่าจะเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุด(ตั้งแต่มีดราม่ามา) เรื่องแรกๆของวงการ ดราม่าเลยซะด้วยซ้ำ

     Top ฮิตในช่วงถัดๆมาก็อาทิ

+ http://drama-addict.com/?p=418  เว็บเกมดังผลประโยชน์ไม่ลงตัว!ประกาศแยกทางตัวใครตัวมัน!

+ http://drama-addict.com/?p=337 ประณามความชั่วช้าสามานย์ของเว็บ Blog-xxx-

+ http://drama-addict.com/?p=207 เปิดพื้นที่เสรีให้ท่านแฉ นาย บ.

    ซึ่งทั้งสามเอ็นทรีใหญ่นี้ ได้รับความสนใจ และมีดราม่าที่สลับซับซ้อนไม่น้อย ยิ่งย่อนไปกว่ากันเลย (ลองเข้าไปอ่านดูน่ะครับ)

    ใน exteen ก็มีคนเคยเขียนเรื่องของ ดราม่า หลายคนทีเดียว อาทิ

+ http://takathenec.exteen.com/20090817/drama-addict-1

     มีประโยคเด็ดโดนใจผมมาก ก็คือ "เสพได้ อ่านได้ แต่อย่าติด!" แต่ช้าไปแล้วละครับ ใครที่เสพย์ิติดดราม่าคงจะเลิกยากหน่อย แต่คงไม่ถึงต้องไปวัดถ้ำกระบอกร็อกน่ะครับ อิอิ

 

+ http://shuu.exteen.com/20090811/community

     บทความเรื่องการล่มสลายของ Community มีความน่าสนใจมากครับ และน่าจะเป็นเหตุผลแรกๆของคำว่า ดราม่าได้

     เวปที่รวมฮิต ดราม่า ที่ผมเจอบ่อยๆ ก็หลักๆได้แก่ pantip.com แหละครับ ผมนึกเวปอื่นไม่ค่อยออก แต่ก็พอมีบ้างอย่าง dek-d.com ,mthai.com , pramool.com ฯลฯ มากมาย โดยเฉพาะเวปที่มีเว็ปบอร์ด และมีเกรียนเยอะๆ รับรองว่ามีดราม่าชัวร์

     ปัจจุบันเราสามารถติดตาม Drama Addict ได้จากหลายๆที่ ทั้ง Follower บน Twitter @drama_add และก็ใน Facebook (http://bit.ly/EHOnx) ครับ

     สิ่งที่ผมจะบอก ในบทความนี้ก็คือ เดี๋ยวนี้สังคมสมมติ ได้เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเรามากขึ้น(เร็วกว่าที่คิดไว้) ตัวตนของเราบนโลกอินเตอร์เน็ต กับตัวตนบนโลกจริงๆ นั้นอาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกันก็ได้ (บางคนชีวิตจริงเxยมากๆ แต่บนอินเตอร์เน็ต พูดคุยดีมีสาระตลอดเลย) เราจึงควรแยกให้ออกครับว่าอันไหนสังคมสมมติ อันไหนสังคมจริง อย่าพยายามเอามันมาปนกัน เพราะมันจะมีแต่ปัญหาครับ

     ถ้าใครได้อ่านบทความนี้แล้ว พบว่าเพื่อนหรือคนรู้จัก ติดสังคมสมมติมากไป ก็ให้ลองแนะนำเขาดูน่ะครับ แต่ถ้ามันมากเิกินไปจริงๆ ผมแนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์ครับ ความหมกมุ่นมันมีได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้ามันมากไปเขาจะไม่สามารถแยกตัวเองออกจากสังคมสมมตินั้นได้

กับเด็กข้างถนน

posted on 31 Aug 2009 08:58 by l0ui5  in General

กับเด็กข้างถนน

     เมือวานโฉบๆไปแถวๆฟอร์จูน ได้เห็นอะไรที่ชวนคิดพอสมควรเีกี่ยวกับเด็กข้างถนน ที่มีทั้งขายดอกไ้ม้ เช้ดกระจก ขอทาน ฯลฯ

    ประเด็นแรกก็คือ ลูกใคร คือถ้าจะคิดในแง่บวกก็พอคิดได้น่ะ ว่าครอบครัวค่อนข้างยากจนก็เลยออกมาช่วยครอบครัวเสาร์ อาิทิตย์จะไ้ด้มีเิิงินไปเรียนแต่ผมว่ามันไม่น่าจะเ็ป็นอย่างนั้นน่ะ คือไอ้เด็กพวกเนี้ย เท่าที่ดูอายุไม่น่าจะเกิน 10 ขวบ อาจจะเป็นเด็กที่ถุกขโมยมา หรือไม่ก็ถุกอุ้มมา อย่างงใดซักอย่างเด็กตัวเล็กๆเนี่ย ด้วยความไม่ประสีประสาอะไรมา ใครสั่งให้ทำอะไรก็ทำ มันอารมณ์คล้ายๆกับ slumdog เลยอ่ะ คือพวกคนที่อุ้มมาเนี่ย มันมีวิธีอยู่แล้วที่จะหลอกเด็กให้ทำตามที่ตัวเองสั่งได้ บางคนถุกทำให้พิการเลยด้วยซ้ำ จะได้ขอทานง่ายๆ คนเห้นใจ และยิ่งคนไทยเป็นคนขี้สงสารด้วย ผมว่าพวกมิจฉาชีพพวกนี้ หาเงินจากเด้กๆได้เยอะทีเดียว

     ประเด็นที่สอง เิงินที่ได้ในแต่ละวันๆ ไม่น้อยเลยน่ะครับเชื่อผมเถอะ มันคันละ 10-20 บาทก้จริง แต่วันๆหนึ่งมันเป้นร้อยๆครับ สมมติไ้ด้คนละ 1000 บาทต่อวันมีเด้กในสังกัด 10 คนไอ้คนนั่นมันก็ได้วันละหมื่นเชียวน่ะครับทำเป้นเล่นไป ขอทานมันรวยกว่าคนทำงานจนๆแบบพวกเราอีกทำเป้นเล่นไป ทีนี้พี่ไทยก็จะบอกว่าเอาน่า ทำบุญไปอย่าไปคิดมาก เหอๆเอาเถอะครับ ทำบุญกับคนชั่วเนี่ย แทนที่จะได้บุญกลับได้บาปไปน่ะครับ

      เงินที่ได้มันเข้าเด้กจริงๆ เท่าไหร่เชียวครับเชื่อเถอะจะมีก็ค่าอาหาร และเศษเงินอีกนิดหน่อยไม่เยอะร็อกครับ เด็กเล็กๆแบบนี้ไม่ได้คิดจะเอาตัวรอดซักเท่าไหร่ร้อกเชื่อผมดิ แค่ท้องอิ่มก็มีความสุขแล้ว ข้อสังเกตอีกอย่างก็คือเด็กพวกนี้ผอบบาง ขี้ก้างจะได้ ทำไมขอทานรวยขนาดนี้ถึงขี้ก้างละครับ

     ประเด็นที่สาม ช่วงเวลา พวกนี้ฉลาดครับ ช่วงกลางวันๆเนี่ยหาไ่ม่ค่อยเจอร็อก จะเจอก้ช่วงเช้า ช่วงเย็น รถติดนี่หาง่ายครับ เพราะรถจอดเดินเข้าไปขอเงินง่ายครับ แถมช่วงนั้นตำรวจจะไม่ค่อยว่างด้วย เพราะรถติดปัญหาเยอะตำรวจต้องคอยแก้ปัญหา ไม่มีเวลามาตรวจสอบ หรือจับพวกนี้ร็อกครับ อีกอย่างตำรวจมันไม่จับเด็กด้้วย เพราะจับแล้วไม่ได้อะไรร็อก แถมเด็กมันไ่ม่ผิดนิ แถมจะหาต้นตอก็ทำได้ยาก เพราะเด็กมันไม่บอก บอกไม่รุ้ไม่รู้ซะก็จบแล้วครับทำอะไรไม่ได้ มันก็เลยกลายมาเป้นปัญหาคาราคาซังขนาดนี้

    ผมมานั่งคิดวิธีแก้ปัญหานี้จริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นการที่รัฐจะออกมาตรา และเข้มงวดมากกวว่านี้ โดยเฉพาะบทลงโทษผู้ค้าเด็ก และเอาจริงเอาจังกับมาตรการนี้ครับ ถัดมากก้จัดตั้งหน่วยสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้โดยเฉพาเหมือน ปปส(น่าจะมีอยู่แล้วละมั้ง แต่ไม่ค่อยสนใจxา ไร) และสุดท้ายประชาชนต้องคอยสังเกตและสนใจกลุ่มคนพวกนี้ครับ ไม่ใช่เห็นแล้วสงสารให้เงินน่ะ แต่เห็นแล้วคอยเป็นหูเป้นตาให้ตำรวจ มุลนิธิปว๊ณาก็ได้(ผมว่ามูลนิธีีนี้ก็มีดีบ้างน่ะครับ) และที่สำคัญที่สุด ผมสงสารคนที่ลูกถุกอุ้มไปเนี่ยครับ คือครอบครัวคง sad สุดๆ ถ้าใครไม่ช่วยสอดส่องก็ขอใหู้ลุกโดนอุ้มไปเป้นขอทานบ้างน่ะครับ จะได้สนใจโลกซักหน่อย

    หวังว่าบทความนี้คงส่งสารไปถึงใครซักคนบ้างก็ยังดีครับ ผมว่าการค้ามนุษย์(ที่ไม่ใช่การยินยอมเนี่ย) ผิดยิ่งกว่าศีลข้อ 1 อีกน่ะครับ ช่วยกันร่วมกันประณาม และต่อสุ้กับองค์กรพวกนี้น่ะครับ 

รณรงค์การตั้งชื่อ Mail ให้เจาะจงหน่อย

    ผมเป็นคนหนึ่งครับ ที่แต่ละวันจะต้องเปิดเข้าไปเช็คเมล์ แต่ใช่ว่าผมจะเช็คเมล์ทุกฉบับ เพราะ กว่าครึ่งเป็นการเข้าไปลบ Spam Mail ที่ส่งเข้ามาไม่ต่ำกว่าสิบๆฉบับ อาทิ

+ หุ่นฟิตหน้าฟัดใน 7 วัน
+ รับสมัคร part time/full time ได้เงินเดือน 500-200000
+ FW: รายได้เสริมออนไลน์

    ฯลฯ อีกมากมาย เหล่านี้ทำให้อีเมล์ที่เข้ามาไม่นาเปิดโดยสิ้นเชิง

    แล้วยังมีเมล์อีกประเภทนึงที่มัน

+ (no subject)
+ Re:

     ผมก็ไม่รูร็อกครับว่านี่มันจดหมายสำคัญรึป่าว ซึ่งผมก็โดนมากับตัว คือไอ้เพื่อนของผมมัน Re: ขึ้นมา แล้วผมไม่ได้อ่าน ประมาณว่าความสำคัญต่ำอ่ะครับ เมล์พวกนี้ พอมาเปิดย้อนๆวันอารมณ์ดีนึกครึ้มๆ เห้ย!!!!

     เป็น FWD งานแต่ง คนรู้จักซะด้วย ส่งมาขึ้นหัวข้อว่า Re: แค่เนี้ย ปรากฎว่าเปิดมา มันเลยวันที่มันแต่งไปแล้ว ก็รีบโทรไปต่อว่าทันทีโดยเร็วว่า "ทำไมเมิงไม่โทรมาฟร่ะ"

     น่ะครับ ก็ใครที่ชอบส่งอีเมล์มาบ่อยๆ จำพวก FW: เนี่ย ถ้าเกิดวันไหนส่งงานสำคัญๆมา บางทีไม่ได้เปิดร็อกครับ นึกว่า FW: ทางที่ดีควรตั้งชื่อให้มันแบบว่า

+ เฮ้ย หลุยส์ กรุจะแต่งงานแล้วน่ะเฟ้ย

    หรือย่าง

+ ไอ้หลุยส์ งานด่วน เสาร์นี้ว่างรึป่าว

    ประมาณนี้ แบบว่าให้เน้นความสำคัญกันหน่อย หรือถ้าเรียบร้อยหน่อยก็ ตั้งชื่อให้มันตรงจุดประสงค์ที่ส่งมาไปเลยอาทิ

+ เชิญไปงานแต่งเสาร์ที่ 8 สิงหา

     เป็นต้น เมล์พวกนี้ มีหลายครั้งทีเดียวที่พลาดไป ก็เพราะชื่อเมล์ที่มันไม่ได้บ่งบอกอะไร ลอยๆอยู่ใน Inbox แล้วจมหายไปกับกอง Spam Mail เศร้าโพดๆ

ผ่านไป 1 สัปดาห์กับการทำงาน

    ที่จริงไม่รู้จะนับยังไง เอาว่าครบ 5 วันที่ต้องไปที่ใดซ้ำๆเป็นการเข้างานแล้วกัน (เพราะทำงาน 1-3 แล้วหยุด 4 วันแล้วไปทำต่อพุธ-ศุกร์) เอาว่าครบสัปดาห์แล้วกัน จะเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวเป็นหลัก

    การตื่น มันจะมีกำหนดเวลาที่ต้องแน่นอนมากขึ้น แม้ว่าช่วงแรกๆจะัยังกำหนดอะไรไม่ได้ เพราะยังไม่ชินทาง ยังไม่รู้ว่าคันนี้จะมากี่โมง จะเลทกี่นาที เอาว่า ตอนเช้าเนี่ยเผื่อเวลาพอสมควรสำหรับวันแรก แต่ก็ยังไปทำงานสาย ดีที่พี่เค้าไม่ว่า เพราะที่บริษัทมีอยู่ 2 คน ^-^ วันอื่นๆก็ค่อยๆปรับตัวให้ตื่นเช้าขึ้น บางวันตื่นปกติ แต่ไปถึงที่ทำงานเร็วชิปหาย(รถแม้งไม่ติดเลย แสด...) ไปถึงก็เข้าอ๊อฟฟิสไม่ได้เพราะไม่มีกุญแจ ต้องรอพี่มาเปิด ส่วนตอนเย็นค่อนข้างจะปล่อยตัวปล่อยใจ กลับยังไงก็ได้ ขอแค่มีที่นั่งก็พอ ก็เลยเกิดอารมณ์ของโพสที่แล้ว

    การปรับตัวกับการตื่น มันขึ้นอยู่กับเวลาที่เรานอน ถ้าร่างกายมันเหนื่อยมาก นอนได้เต็มอิ่ม มันก็จะตื่นใกล้ๆเวลา และไม่ค่อยอู้มาก แต่ถ้าร่างกายมันเหนื่อยๆ แล้วนอนดึกอีก มีเดินตกท่อแน่ 

    ผมนึกถึงอารมณ์สมัยโรงเรียน สมัยนั้นก็ทำได้นี่หว่า ตื่นตี 5-6 โมง ไปโรงเรียนทัน 8 โมง ยังเหลือเวลากินข้าวด้วย แต่ไม่รู้ทำไมพอผ่านมหาลัย(ที่โคตรขี้เกียจไป) ความอยากตื่นเช้ามันลดลง และยากขึ้นก็ไม่รู้

    ต่อมาเรื่องการปรับตัวเข้ากับงานที่ทำงาน สำหรับผมยังไม่ได้ปรับอะไรมาก เพราะที่อ๊อฟฟิสมี 2 คน ... ง่า ที่เหลือไปออกไซด์หมด พี่เค้ารอเราหมดโปร แล้วก็จะพาไปไซด์ ก็มีอยู่วันหนึ่งไปไซด์ อยู่ที่แถวๆปุณณกันต์ เลยอ่อนนุชไปอีก เป็นไซด์ของบางจาก ว๊าว... ไกลชิบ ระยะทางจากหอไปไซด์เนี่ย ถึงตายได้เลย แม้ว่าจะเหลือเรียนอีกวิชาหนึ่ง แต่คิดว่าไม่ไหวว่ะ ถ้าต้องออกไซด์ไกลขนาดนั้น แล้วยืน BTSไปตลอดทางนี่ก็แย่เหมือนกัน มันทำให้เราต้องตัดสินใจหาหอใหม่ โดยด่วน แต่คงยังไม่ออกเดือนนี้เดือนหน้าแน่ๆ แต่มันต้องมีที่พักใกล้ๆกับที่ทำงานให้ได้อ่ะ อย่างน้อย BTS ก็ยังดี เพราะว่า มันเหนื่อยจริงๆอ่ะการเดินทาง มันทำให้วันทั้งวันเราจมอยู่กับความตันของสมองได้ ถ้าเหนื่อยมากๆ

    อาหารการกินและเงิน คือจะกินต้องมีเงิน และไม่กินไม่ได้ ทำงานถ้าไม่กินมีแนวโน้มตายสถานเดียว พ่วงไปกับค่ารถ ที่เราจะต้องเหลือใช้ประจำ และต้องให้พอกับค่าตรงนั้นจริงๆ ผนวกกับเงินฉุกเฉินอีก ซึ่งตกต่อเดือนมันจะมากกว่าตอนใช้มหาลัย พอสมควร(ตอนอยู่มหาลัยไม่มีค่ารถ แต่ไปทำงานมี) ฉะนั้นจะเที่ยวใช้เงินสุรุยสุร่ายไม่ได้แล้วอะซิ กำลังคิดอยู่ว่าจะทำบัญชีดีไหม เอาง่ายๆก็ได้คิดว่ามีความจำเป็นเหมือกัน แต่ยังขี้เกียจอยู่

    การวางแผน Holiday ยาวๆ ก็เริ่มยากแล้ว เพราะติดงาน ถ้าเที่ยวเทศกาลก็ลำบากอ่ะคนเยอะ แต่มันก็หยุดนิ ก็ไป แต่เที่ยวนอกเทศกาลนี่ต้องวางแผนกันยาวๆเลย นี่ก็วางไปพม่าตอนเดือนตุลา ธันวานี้ก็กำลังเล็งๆอยู่ว่าจะลาไปไหน คือวันลาเนี่ย ตัดวันป่วยไปเลย เพราะถือว่าอู้งาน แต่ลาไปเที่ยวนี่ ยังต้องเก็บเงินอีกและก็ซื้อของเตรียมการล่วงหน้าพอสมควร แต่ก็น่ะ คือเราทำงานได้เงินมา ส่วนหนึ่งก็อยากไปเที่ยวน่ะแหละ จะอยู่ทำงานทั้งปีทั้งชาติ ผมว่ามันก็เสียดายอ่ะ มีโปรแกรมเที่ยวมาเรื่อยๆแหละ เดือนนี้ท่าจะคงไม่ได้ไปเพราะติดรับปริญญาเต็มๆเลย เดือนหน้าไม่แน่กำลังดูอยู่

    ทำงานบางวันเหนื่อยมาก กลับถึงหอนอนเลยก็มี แต่ว่าทำงานทั้งวันยังสู้รถติดไม่ได้ มันอนารถจริงๆ คือเหนื่อยเพราะนั่งเฉยๆกว่า 2 ชั่วโมงรอกลับหอเพราะรถติด มันหงุดหงิดด้วย ก็อย่างสามย่อหน้าที่แล้ว มันมีความจำเป็นจริงๆที่จะต้องหาหอใกล้ที่ทำงาน ไม่งั้นตายแน่

    อะไรอีกล่ะ ก็ประมาณนี้แหละสัปดาห์แรกของการทำงาน ชีวิตเปลี่ยนไปซะแล้วซิ

รถร้อน กับรถเย็น

posted on 09 Jul 2009 20:42 by l0ui5  in General

พนักงานขับรถร้อน กับรถแอร์

    ผมเคยสงสัยอยู่ช่วงนึง ว่าทำไมประเทศไทยถึงมีรถร้อนกับรถแอร์ เหตุผลง่ายๆโง่ๆ ก็เพราะว่าคนมีหลายระดับ นั่นก็ถูก และคำว่าหลายระดับนี้มีหลายความหมายเหลือเกิน

    เอาในประเด็นคนขึ้นก่อน
- คนมีตัง อาจจะเลือกขึ้น เพราะเลือกได้ว่าจะขึ้นรถร้อน รถเย็น หรือรถฟรี
- คนไม่ค่อยจะมีตัง จะเลือกขึ้นรถร้อนซะส่วนใหญ่
- คนไม่มีตัง ขึ้นรถฟรี

    ประเด็นนี้เห็นกันง่ายๆชัดๆ แต่ถ้าเรามองเรื่องชนชั้น
- พวกคนมีตัง เค้าไม่ขึ้นรถเมล์กันร็อก
- พวกพอหาตังใช้ได้ จะขึ้นรถร้อนบ้าง รถเย็นบ้าง
- พวกชอบความสะดวกสบาย มักจะขึ้นรถเย็นเป็นหลัก
- ผู้หญิงจะชอบขึ้นรถเย็น โดยเฉพาะพนักงานสาวสวย
- พวกผู้หญิงขี้ตืด จะขึ้นรถร้อนและรถฟรี และจะทำหน้าตา X9@x ใส่ด้วย

    มาที่คนเก็บตัวและคนขับบ้าง
- คนชนชั้นล่างๆ ขับรถเขียว ประมาณว่าความรู้น้อย หรือเงินไม่ค่อยมี(ยังไงซักอย่าง) เสื้อผ้าดูรกๆ ซกมก เหมือนไม่ค่อยอาบน้ำ
- คนที่พอมีความรู้ มีมารยาทซักหน่อยจะขับรถแอร์ แต่งตัวเรียบร้อย มีชุดที่ดูสะอาดเอี่ยม

    เรื่องมารยาทของคนขับกับกระเป๋าบ้าง
- คนมารยาทดีหน่อย พูดจากับลูกค้าค่อนข้างดี จะอยู่รถเย็น
- พวกเหมือนจะดี แต่กากๆหน่อย จะอยู่บนรถแอร์เหมือนกัน แต่จะเป็นรถข้ามจังหวัด
- พวกชอบด่า รถร้อน
- พวกปากหมา รถเขียว

    มารยาทคนขึ้น
- ผู้ดีหน่อย จะนั่งรถเย็น
- เหี้ยๆ หน่อยจะนั่งรถร้อน

    ที่จริงโพสนี้เหมือนจะเขียนระบายซะมากกว่า เพราะเริ่มเบื่อการนั่งรถเต็มที ด้วยหลายๆเหตุผลสำหรับคนทำงาน อยากมีรถขับซักคันก็ยังดี

ทำไมถึงเลือกงานกินเงินเดือน

     เป็นคำถามที่คนที่รักอิสระชอบถามกันว่า งานกินเงินเดือนเมื่อไหร่จะรวย ต้องเป็นขี้ข้าชาวบ้าน ทำงานเหนื่อยแทบตาย ค่าแรงก็ไม่เท่าไหร่ วันนี้ผมจะเอาอีกมุมมองมาให้คิดกัน

     สำหรับผมน่ะ เชื่อว่าน่าจะมีหลายๆคนเหมือนกัน คือมองว่า เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับชีวิต คนประเภทผมเนี่ย บั้นปลายของเขาชีวิตก็จะเรียบง่าย หรือไม่ก็บวชไม่สึก (ของผมนี่น่าจะเคสหลัง) คือไม่ได้รู้จะหวังไปทำไมว่า ชีวิตต้องมีเงินมีรถมีบ้านนั่นเป็นความฝันของนักวัตถุนิยมโดยแท้ หรือพวกที่ไม่เชื่อว่าชาติภพมีจริง ประมาณว่า ขอรวยๆชาตินี้ขอมีความสุขก่อน เมื่อมีความสุขค่อยคิดถึงเรื่องภพนี้ภพหน้า มันเป็นเรื่องไกลตัว บางคนอาจจะขอรวยไม่มาก แต่พอมีพอกิน พอซื้อบ้าน ซื้อรถ คนพวกนี้จะคิดว่า เออน่า ยังไม่ตายเร็วๆนี้ร็อก

    สำหรับคนประเภทผมน่ะ จะมองว่า ความตายไม่ยั่งยืน คืออาจจะตายวันนี้เลยก็ได้ พรุ่งนี้ คิดถึงความตายวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ไม่ทำอะไรที่มันเกินตัว ยิ่งใหญ่ มันจะเหมือนพวกไม่กระตือรือร้นน่ะ แต่คิดดีๆดิ คิดใหม่ คนพวกนี้น่ะ เป็นคนเอาจริงเอาจังกับชีวิต มากกว่าพวกที่อยากรวย อยากมีเงินทองซะอีก คนกลุ่มวัตถุนิยมจะหวังให้ตัวเองมีชีวิตรอดจนได้ใช้เงินใช้ทอง ขอรวยก่อนค่อยตาย ขอมีเมียก่อนค่อยตาย น้อยคนจะคิดว่าพรุ่งนี้ตัวเองอาจจะตายก็ได้ แต่กลุ่มนี้จะผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ ประมาณว่า เอาน่ะ ไม่ตายร็อก คำถามก็คือ สิ่งต่างๆเหล่านั้น เราจะทุ่มเทไปทำไม ในเมื่อสุดท้ายแล้วเราก็จะตายเหมือนกัน

    ก่อนอื่น ผมเคย Twist ไว้ว่า คนสองประเภทคือ จิตนิยมกับวัตถุนิยม คุยกันไม่รู้เรื่องครับ สำหรับคนที่เป็นพวกวัตถุนิยม ก็จงโปรดอย่าสะเออ อ่านแล้วเม้นท์วรนุชไว้ ผมจะ...     ตอนนี้ผมเป็นพวกจิตนิยมครับ

    คนแบบผมจะมองว่าชีวิตมันไม่จีรังยั่งยืน ถ้ายิ่งเราค้นพบทางที่จะหลุดพ้นวังวนเหล่านี้ไปได้เร็วเท่าไหร่ นั่นหมายถึงความทุกข์ที่เราได้เจอก็จะลดลงเท่านั้น

    เหตุผลที่ผมเลือกงานกินเงินเดือนก็เพราะ ผมจะได้ไม่ต้องคอยวิตกกังวลว่า เราต้องดูแลคนอีกเท่าไหร่ ไม่ต้องรักษายอด ทำงานตามที่เค้าให้ทำ เสร็จไม่เสร็จไม่ซีเรียสมาก เพราะงานผมเสร็จอยู่แล้ว(นั่นเป็นอะดรีนารีนอย่างหนึ่ง) เรื่องความรับผิดชอบ ไม่ต้องห่วงอนาคตไกลๆ 10 ปี 20 ปี มองใกล้ๆเป็นโปรเจคๆไป ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินใช้ เพราะยังไงบริษัทต้องจ่ายทุกเดือน

    บางคนอาจจะแย้งว่า ถ้าบริษัทมันไปไม่รอด ผมก็หาบริษัทใหม่ซิครับ ง่ายจะตาย คือไม่ยึดติดว่าจะต้องเป็นใหญ่เป็นโต มีอะไรก็ทำไป เดือนนี้อาจจะเป็น programmer เดือนหน้าอาจจะเป็น sales ก็ได้ ใครจะไปรู้

     มันเหมือนคนไร้ความกระตือรือร้นยังไงชอบกล แต่จะบอกว่า เรื่องงานไม่ใช่เรื่องที่ผมจำเป็นต้องกระตือรือร้นนัก มันมีเรื่องที่ใคร่จะน่าสนใจกว่านั้นมากมาย เช่น ความจริงคืออะไร วิธีการไปนิพพานหรือการนั่งสมาธิให้เห็นณาณ เรื่องพวกนี้ท้าทายกว่าการเป็น CEO อีก (ไม่บอกไม่อยากเชื่อน่ะเนี่ย) เพราะถึงยังไง CEO ก็เป็นได้ไม่กี่ปีก็จากไป มันเป็นสรณะ ครับ เป็น CEO แล้วไง แต่ถ้าเราหลุดจุดนั้นยิ่งไปกว่าอีก มันคือความสุขที่ทำให้เราหลุดพ้นจากโลกนี้

    งานกินเงินเดือน ผมแทบไม่ได้ต้องการความท้าทายอะไรเลย ยังสนุกๆ หลั่นล้าๆไปวันๆ เหมือนว่าชีวิตมันไม่ได้มีอะไรที่ยั่งยืนมากมาย ผมรู้ตัวมาซักพักแล้วว่า ชีวิตว่างๆเนี่ย มันเสียเวลาและคุณค่าไปมากมาย มันทำให้เวลาในชีวิตของเราลดลงอย่างไม่จำเป็น งานอะไรก็ได้ ขอเป็นงานที่มันสุจริต แค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ

    มีอีกกลุ่มหนึ่ง พวกนี้เป็นพวกแสวงหาครับ ขอให้ร่ำรวย ผมได้เคยพูดคุยกับคนที่เงินเดือนสูงๆ ไปเที่ยวเมืองนอกเยอะๆ เขาจะถามว่า แล้วไงต่อ ชีวิตเขามีทุกอย่างแล้ว แล้วไงต่อ เขาก็ตอบว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะแสวงหาิ่สิ่งที่มากกว่านั้น มันอาจจะช้า หรือไม่ช้าไปก็ได้ครับ อยู่ที่ว่าเวลามันจะพอรึป่าว คนกลุ่มนี้เขาได้สร้างห่วงของตัวเองขึ้นมาแล้วครับ เขาจะเอาห่วงนั้นออกไปได้รึป่าว ก็แล้วแต่บุญกรรม และวาสนา

    นั่นซิครับ เค้าตอบเมื่อเค้าประสบความสำเร็จ แต่ผมตอบตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน มันเหมือนกันครับ แต่ต่างช่วงเวลา งี้มันอาจจะหมายความว่า ผมได้ผ่านจุดที่รู้ว่าตัวเองประสบความสำเร็จมาแล้ว <- ไม่ครับจุดหมายของผมไม่ใช่เรื่องประสบความสำเร็จครับ มันเป็นเรื่องของ ความจริง อย่างน้อยในชีวิตครั้งหนึ่งของคนเรา ค้นพบสิ่งที่เป็นสัจจะธรรม ความจริงได้ซักอย่าง แค่นั้นก็น่าพึงพอใจแล้วครับ ประสบความสำเร็จมันก็แค่สิ่งๆหนึ่งครับมันไม่น่าจะจับต้องได้ด้วยซ้ำ แสวงหาความจริง กันดีกว่าไหม?

    เอาน่ะ สำหรับคนที่หาทางออกของตัวเองได้แล้วอย่างผม เอาเถอะครับ ใครจะบอกว่ายังไง อาทิ
เมิงไม่มีทางรวยร็อก... อนุโมทนา
เมิงน่าจะมาทำบริษัทตัวเองน่ะ... อนุโมทนา
กรุว่าเมิงน่าจะทำอย่างงี้ได้ บลา บลา บลา... อนุโมทนา
ฯลฯ ... อนุโมทนา

    ขอให้โชคดีสำหรับเหตุผลของแต่ละคนครับ เอาใจช่วยห่างๆ

เรื่องของหมีแพนด้า

posted on 16 Jun 2009 17:24 by l0ui5  in General

เรื่องของหมีแพนด้า

    เห็นมันเป็นกระแสมาพักใหญ่แล้วก็เลยอยากจะพูดคุยบ้างเรื่องความโชคร้ายของคนไทย

    ผมก็ไม่รู้น่ะว่าตอนที่จีนเค้าให้หมีแพนด้ากับเมืองไทย 2 ตัวเนี่ย จุดประสงค์ลับๆของเค้าจะคืออะไร แต่ที่ไม่เข้าใจคือพอแพนด้ามีลูกแล้ว ทำไมเราต้องจ่ายเงินให้จีน แล้วยังต้องคืนลูกแพนด้าให้กับจีนด้วย

    ผมเสริมให้อีกคำถามหนึ่งก็คือ เมื่อคืนลูกแพนด้าตัวนี้ให้จีนแล้ว ความรู้สึกคนไทยจะเป็นยังไง เห่อกันตั้งนานพอคืนไปแล้ว เอาหมีกรูคืนมา รึป่าวน่ะซิ

    มันมีอีกกระแสหนึ่งที่เห่อขึ้นมาพร้อมแพนด้าน้อย ก็คือ ช้างกรูละ มัน Negative Side จริงๆครับบนโลกอินเตอร์เน็ต ผมเรียกพวกนี้ว่า เกรียน

    ลองมานั่งนึกว่า การที่จีนทำแบบนี้เนี่ย มันทำเหมือนไทยเป็นเมืองขึ้นของมันอ่ะ ประมาณว่า ส่งทูตมา แล้วเอาราชบรรณาการกลับไป เพียงแต่ทูตในที่นี้ไม่ใช่คนแต่เป็นหมี ซึ่งดูน่ารักชิงชัง และหายากในประเทศไทย เมื่อถึงเวลา สิ่งที่ประเทศอาณานิคมได้ ก็จะคือเงินทอง และสิ่งที่อยู่ในสัญญา ก็คือลูกหมีแพนด้า

    ชื่อของมันที่กำลังประกวดเนี่ย เมื่อถึงตอนที่กลับไปเมืองจีนแล้ว เค้าจะเปลี่ยนชื่อให้ใหม่รึป่าว(อาจจะไม่) แล้วกรงของมันจะขึ้น Credit ว่า เกิดที่เมืองไทย รึป่าว แล้วคนไทยที่ไปเยือนเมืองจีน เจอหมีไทย จะเป็นยังไง รู้สึกยังไง...ฮืม

    น่าเสียดายอย่างนึงน่ะว่า หมีแพนด้าเนี่ยมันเกิดลูกยาก ถ้ามันเกิดง่ายแบบ หมา แมว หนูเนี่ย แพนด้าจะเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ที่น่ารักมาก และติดท็อปฮิตยิ่งกว่าหมาพันธุ์พุดเดิ้ล หรือหนูแฮมสเตอร์ ซึ่งผมว่าอีกไม่น่าจะนานเมื่อ ผ่านระเบียบเรื่องการโคลนสำเร็จเนี่ย(กี่ร้อยปีเนี่ย) เราจะได้เห็นแพนด้าเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ในไม่ช้า...เพ้อเจ้อเนอะ

    ยังไงก็ช่วงลดอาการเห่อๆลงหน่อยเถอะ เพราะเมื่อใดที่มีการส่งย้ายลูกหมีไปแล้ว ผมว่า ...

วัดเขาวงพระจันทร์

posted on 13 Jun 2009 15:41 by l0ui5  in General

วัดเขาวงพระจันทร์

     ไปมาอีกแล้วกับโปรแกรมเที่ยวประจำเดือนมิถุนายน

     มันโชคร้ายซักนิดเพราะตอนแรกอยากไปไกลๆ แต่เงินหมด(แหะๆ มันจะกลางเดือนแล้ว ก็เลยร่อยหลอเป็นธรรมดา)

    คราวนี้ไปวันเดียวกลับ ไปเช้าเย็นกลับ ใกล้ๆนี่แหละครับไม่ไกล และอย่างเช่นเคย ไม่เคยพกกล้องไป เอาแต่ความประทับใจที่ได้มาจากตาสองข้าง และจิตใจที่เต็มอิ่ม ก็เพียงพอครับ

    เนื่องด้วยเป็นโปรแกรมวันเดียวกลับ ก็แทบไม่พกอะไรไปเลยยกเว้นเงิน ซึ่งมันจะทำให้คล่องตัวมากพอสมควร สำหรับรายละเอียดของวัดนี้ผมจะเล่าไปเรื่อยๆน่ะครับ แล้วจะรู้ว่าทำไมผมถึงไม่เอาอะไรไปด้วย

    ออกเดินทาง ตื่นตอนตี 3 ปลายๆ รถไฟบางเขนออกประมาณ ตี 4 ครึ่ง มันก็แหกขี้ตาตื่นกันละครับงานนี้ เหตุผลที่ต้องไปเช้าๆอย่างนี้ก็เพราะ รถไฟฟรีนั้นเอง(แหะๆ) ถ้าจะรอรอบต่อไปมันก็จะ 7 โมงกว่าๆ ถึงที่หมายเราก็คือจังหวัดลพบุรี สถานีลพบุรี จะประมาณ 9 โมงครึ่ง ซึ่งมันช้าไป ถ้านั่งรอบตี 4 จะถึงประมาณ 7 โมง แล้วไปต่อได้เร็วกว่า(เผื่อจะกินข้าวหรือทำอะไรได้อีกเยอะ)

    วันที่ผมไปเป็นวันศุกร์ ตอนแรกก็ขึ้นรถไฟไป(อ่อตั๋วที่บางเขนน่ะ ไม่มีขายน่ะครับ ให้หยิบเอา เพราะคนขายตั๋วขี้เกียจตื่น) ตอนแรกก็คนน้อยๆ แต่พอถึงอยุธยาแล้ว ก็เจอแต่เด็กๆครับ ประถม มัธยม เข้าไปเรียนที่ลพบุรีกันตรึม จนถึงขั้นเกือบล้น คนเยอะมาก แถมรถไฟมีจอดรับกลางทางด้วยเยี่ยมไปเลย รถไฟรอบนี้เป็นรอบชานเมืองแถมไม่มีเลท ตรงเวลาเดะ ถึงโน่น 7 โมงกว่าๆนิดหน่อย ก็เดินหาแผนที่เมืองครับ ซึ่งลพบุรี สามารถหาได้รอบเมืองและแทบจะทุกป้ายรถเมล์จะมีแผนที่เมือง ดีมากๆครับ ไม่หลง เมืองอื่นน่าทำตามบ้างน่ะ ก็ไปสถานีขนส่ง ที่จริงนั่งสองแถวไปก็ได้ ไม่ไกลมาก เสือกเดินไปครับ ไม่ไกลจริงๆ เดินไปเกือบ 40 นาที เยี่ยมปะละข้าวไม่ได้กินแต่ก็ได้วิวดีๆครับ เด็กๆม.ต้น ม.ปลาย ราชภัฐ แถวนั้นมีม.เกษตร ลพบุรีด้วย แต่ไม่รู้ตั้งอยู่ไหนเห็นแต่ป้าย

    เดินไปถึงขนส่ง มองหารถไปโคกสำโรง อยู่เกือบท้ายๆชานชาลา มันทำให้รู้ว่า ผมขึ้นรถไปตอน 8 โมงกว่าๆ ตอนประมาณ 8 โมงครึ่งรถออกมาจอดอีกจุดหนึ่ง และออกตอนเกือบ 9 โมง (มันเหมือนรถเมล์แถวบ้านผมเลยว่ะ โคตรขี้เกียจ) ค่ารถไปวัดเขาวงพระจันทร์ 20 บาท ไม่แพงน่ะ จะอยู่กิโลเมตรที่ 179 บนเส้นพหลโยธิน ถ้าใครขับรถไปก็เส้นนั้นแหละครับ ตรงนั้นเลยจะเห็นป้ายวัดเขาวงพระจันทร์อยู่ การขึ้นรถเมล์ครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่าคนลพบุรี ชอบฟังเพลงลูกทุ่งครับ เยี่ยมเลย แล้วเขาปล่อยผมลงตอน กม. 178 กว่าๆ เดินไปอีกเกือบครึ่งโล(มั้ง) คือแถวนั้นวัดเยอะมาก แต่ละวัดก็จะมีทางเข้า ต้องสังเกตป้ายเอาครับ มีป้ายทางเข้าวัดบอกอยู่แล้ว

    คราวนี้ตรงหน้าทางเข้า ต้องเข้าไปอีก 4.9 กิโลเมตร ตีไป 5 กิโลน่ะครับ จะมีมอไซด์ และเบอร์ของวินเขียนอยู่ ถ้าใครไม่มีรถก็นั่งมอไซด์ไปดีกว่าครั้ง เที่ยวละ 40 บาท ไม่เหนื่อย จดเบอร์เค้าไว้ด้วยละ จะได้โทรเรียกตอนขากลับ แต่สำหรับผมเรอะ เหอะๆ เปลือง เดินเข้าไปครับ แจ่มปะละ เดินเข้าไป 5 กิโล ข้อดีคือชมวิว มีอะไรสวยๆเยอะแถวนั้น อาทิฝูงวัว หลายฝูง, มีฟาร์มของเบตาโกรอยู่ 3 แห่งครับรู้สึกจะฟาร์มไก่(มั้ง), ทุ่งสวยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าต้นอะไร เมื่อเดินไปเรื่อยๆจะรู้สึกว่า 5 กิโลเนี่ยมันไกลชิปเลยว่ะ คือเราห็นภูเขาอยู่ลิบๆนั่น เดินไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็น่าจะถึง ผมซัดไปชั่วโมงกว่าน่ะครับ อาจจะเดินเรื่อยๆไปแหละมั้ง ปกติจะเดินเร็วกว่านี้ จุดสังเกตของระยะทางคือป้ายกิโล ซึ่งเลือนไปหมดแล้ว ได้แต่นับเอาว่า หลักที่ 1,2,3 ผมเจอแค่ 3 หลังเองอ่ะ ไปเรื่อยๆจะเจอโรงเรียน ถ้าเจอโรงเรียนก็คือใกลถึงแล้ว ถ้าจำไม่ผิดชื่อ จุฬาภรณ์ ลพบุรี ซักอย่าง จากนั้นจะถึงหัวโค้ง และถึงวัดเขาวงพระจันทร์พอดีเลยครับ ... เห้อ หมดแรงแล้ว

    ที่เล่ามาเนี่ยคงสงสัยละซิว่าทำไมต้องมาวัดนี้ ลอง search google ดูครับ มันจะมีประวัติที่น่าทึ่งของวัดนี้อยู่ แต่มันจะไม่ค่อยบอกว่าไปยังไง ก็ลองย้อนอ่านๆดูน่ะครับ ผมอธิบายละเอียดยิบ เอาสั้นๆว่า ที่นี่มีรอยพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขา สูงจากพื้น 3790 ขั้น(ประมาณ 4พันอ่ะคิดง่ายๆ) เดินขึ้นไปครับไม่มีทางอื่น แค่นี้ก็ท้าทายมากมาย แต่อย่างที่บอก ผมเดินจากรถไฟไปขนส่ง และจากปากทางวัดเข้ามาที่วัด 5 กิโลครับ จะขึ้นไหวไหมเนี่ย มาลุ้นกัน

    อีกอย่างผมยังไม่ได้กินข้าวเลย(ลืมสนิท) แถมไปวันศุกร์ที่วัด ไม่มีร้านอาหารเปิดเลย เวนอย่างแรง ยังดีมีร้านน้ำ แล้วร้านน้ำมีขนมปังขาย น้ำขวดละ 10 บาทมั้ง และซื้อขนมปังหมูหยอง 6 บาท(ราคาจริง 5 บาท) มารองท้อง ด้วยความหวังว่าคงจะพอใช้แรงขึ้นลงเขาได้ ที่จริงที่นั่นมีโรงเจ เข้าไกินได้ครับ แต่ผมไม่ได้เข้า คือตั้งใจจะขึ้นไปเลย ก็ขึ้นไปเลย ห้องน้ำที่นี่สะอาดมากครับ แต่ต้องถอดรองเท้าเข้า และก่อนออกก็ทำบุญตามศรัทธาครับ

    ขาขึ้น เราต้องเดินไปอีกหน่อย ก็จะเจอบันได ก็จะเจอคนมาขอเงิน ก็ให้ไปเถอะครับ คิดซะว่าเป็นค่าผ่านทาง 5 บาท 10 บาทก็ช่วยๆกัน วันอย่างนี้คนมันน้อยจริงๆอ่ะครับ

    ก่อนจะเริ่มขึ้นก็ไหว้ พระอินทร์ พระพรหม ให้เรียบร้อย มีรูปปั้นอยู่หน้าทางขึ้น แล้วค่อยเริ่มเดินขึนไปครับ ผมบอกเทคนิคหน่อย คือค่อยๆเดินตั้งแต่ก้าวแรก ไม่ต้องรีบครับ รีบไปเดี๋ยวหมดแรง และก็ไม่ควรมองข้างบนมาก หรือหันกลับไปมอง เพราะมันจะทำให้เสียกำลังใจอย่างมากครับ ตอนนั้นน้ำในขวดที่เพิ่งซื้อมา เหลือกินได้ 2 อึก ก็กะว่า ครึ่งทางกับบนยอด แล้วไปลุ้นเอาว่าร้านกลางทางจะเปิดรึป่าว (จะมีร้านน้ำกลางทางไว้เผื่อน้ำหมดครับ) ค่อยๆเดินน่ะครับ แรกๆก็จับราวขึ้นไปเรื่อยๆ พยายามไม่มองข้างบน แต่ก็เห้อ...

    จะมีห้างระหว่างทางค่อนข้างมาก แทบจะทุกๆ 300 ขั้นเลยก็ว่าได้ คือผมพยายามนับขั้นไปด้วยเรื่อยๆน่ะครับ เพื่อจะประมาณว่าถึงไหนแล้ว แต่บอกได้เลยว่าการนับขั้นเนี่ย จะทำให้เราเหนื่อยขึ้นครับ เพราะว่าสมองเราคิดมันสิ้นเปลืองพลังงานพอสมควรทีเดียว ฉะนั้นผมแนะนำน่ะ ให้ทำสมาธิไปทุกขั้นในขณะที่เรากำลังเดิน ไม่ควรพูดคุยกันให้มาก รวบรวมสติไปที่ฝ่าเท้า ค่อยๆขึ้นครับ มันจะเหนื่อยน้อยลง หรือนับลมหายใจก็ได้ แบบว่ากะจังหวะการหายใจและการเดินให้ดี จะเอาตัวรอดได้ครับ

    ระหว่างจุด Pitstop บางจุดก็จะมีพระพุทธรูป ก็ควรจะไหว้ทุกๆขั้นครับ เป็นสิริมงคลและเป็นกำลังใจ และไม่ควรหยุดทุก Pitstop ครับ เพราะนอกจากจะหมดกำลังใจ หมดแรงแล้ว ยังเสียเวลาด้วยน่ะครับ

    จุดตรงที่มีขายน้ำ(เผื่อคนที่ไม่ได้เตรียม) ซ้ำน้ำเค้าซะนะครับ 20 บาท ถึงจะแพงแต่ก็ต้องเห็นใจเพราะเขาต้องแบกขึ้นมา แล้วน้ำเย็นซะด้วย จะบอกว่าตอนนั้นผมนี่หมดแรงแทบล้มไปนอนแล้วละครับ ก็ได้น้ำ 20 บาทนี่แหละ ซัดไป 1 ขวดเต็มๆ เอาตัวรอดไปได้ครับ ผมพัก 2 จุดเท่านั้น(ถ้าจะไม่ผิด) จุดแรกคือ Pitstop ที่ 2000 ก้าว(คือนึกว่าร้านกลางทางแม้งปิดวันนี้ คิดในใจว่าตายแน่) รู้สึกศาลาจะชื่อ สรศักดิ์ ดาวน้อย มีตุ๊กแกตัวใหญ่มากอยู่ครับ ผมน่าจะสลบไปงีบหนึ่งอ่ะ พอออกเดิน ขามันไม่มีแรงเดินเลยอ่ะ แต่ด้วยกำลังใจ Pitstop ถัดไปดันมีร้านขายซะงั้น ก็เลยพักอีกรอบ กินน้ำไป 1 ขวด ก็เลยเดินขึ้นต่อไหว

    Step ต่อจากนี้มันก็โหดมากอะครับ มันเหลือประมาณ 1700+ กว่าขั้นเนี่ย แต่ละขั้นมันไม่ได้ใช้แรงกายแล้วละครับ มันเหลือแต่แรงใจ คือเราจะขึ้นไหวหรือไม่ไหวเนี่ย อยู่ที่กำลังใจล้วนๆ ผมตั้งใจว่าจะไปให้ถึง มันก็จะไปถึงจริงๆแหละครับแบบไม่พักเลย คือพักหายใจที่ขั้นบันไดไม่หยุดตรง Pitstop มันทรหดมากครับ ตรง Pitstop เกือบสุดท้าย จะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มากอยู่ มันเหมือนจุดที่ใกล้สุดยอดแล้วละครับ ปลายทางจริงๆจะมีก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งขวางทางตรงกลางอยู่ ระวังโดนหลอกน่ะครับ คือมันจะมีอีกก้อนหนึ่งอยู่ประมาร  3 ใน 4 ของทาง ตอนแรกผมก็นึกว่าก้อนนั้น แต่ไม่ใช่นะครับ ก้อนหินมันจะอยู่ตรงกลางเลย แล้วก็เป็นทางเข้าวัด

    ถึงแล้ว เย่ไม่ออกน่ะซิครับ หมดแรง มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ขึ้นมาก่อนผมมาเป็นครอบครัว ผมไปคนเดียว ก็แย่ๆครับ ข้างบนนี่มีน้ำฝน กินไปเยอะๆเลยครับ ชื่นใจ ลมข้างบนแรงพอควร ถือว่าอากาศดีครับ ไปไหว้พระทีหลายที่พอสมควร ไหว้พระให้ร่างกายฟื้นน่ะครับ มันทำให้กำลังใจเราดีขึ้นมากเลย ข้างบนนี่มีทำบุญหนังสือสวดมนต์ครับ แนะนำว่าให้ทำกันเยอะๆ ร่วมสร้างหนังสือสวดมนต์นี่ได้บุญเยอะน่ะครับ ถ้าใครยังมีแรงก็เดินไปที่กุฏิหลวงปู่ได้ ผมหมดแรงครับ ไหว้พระเสร็จ นั่งอยู่ตรงรอยพระพุทธบาทพักหนึ่ง ก็แอบงีบไปนอน ควรจะเหลือเวลาบนนี้ประมาณซัก 2-3 ชั่วโมงกำลังดีครับ ได้พักอย่างเต็มที่จะดีมาก เพราะขาลงนี่หนักไม่แพ้ขาขึ้นจริงๆ

    สรุปเวลากันซะหน่อยก่อน รถออกจากลพบุรีจริงๆเนี่ยประมาณ 9 โมงครับ มาถึงตรงหน้าวัด น่าจะประมาณ 9.45 เดินเข้าไปถึงที่วัดประมาณ 11.15 ถึงบนยอดประมาณ 13.00 ครับ ใช้เงินไปแล้ว 20 บาท ค่ารถ + 1 บาทค่าห้องน้ำ+ 16 ค่าน้ำกับขนมปัง+10 บาทค่าผ่านทางขึ้นเขา+ 20 บาทค่าน้ำระหว่างทาง+1 บาทค่าหนังสือสวดมนต์

    คือตังมันไม่พอครับ ตอนนั้นมีแบงค์ใหญ่ 500 บาท และเงินเหลือติดตัว 20 บาท ซึ่งผมกะว่าจะเป็นค่ารถกลับเท่านั้น ก็เลยไม่ได้ทำบุญมากมาย ทำเท่าที่มีครับ

    มาขาลงบ้าง เริ่มลงตอน 14.40น. ถึงข้างล่าง 15.20น. จะบอกว่าโหดพอๆกับตอนขึ้นครับ เพราะขาจะสั่น แล้วเราจะเป็นมากที่ต้องจับราวตลอดเวลาเลย เพราะผมพยายามจะลงให้เร็ว แต่มันก็ค่อนข้างยากครับ สรุปคือรูดเสาไปตลอดทางเลย ร้อนๆเย็นๆตามอารมณ์ของท้องฟ้าครับ พอไปเจอคนงาน เขาใช้วิธีนั่งรูดเสาลงมาครับ แบบว่าเห็นตอนเกือบสุดปลายทางเซ็งเลย ถ้าเห็นตั้งแต่ต้นทางจะทำบ้าง(อันตรายนะครับเตือนไว้ก่อน) มาถึงโดยไม่กินน้ำซักหยดและไม่หยุดพัก แต่หมดแรงครับ อีกอย่างหนึ่งคือ ผมไม่ได้จดเบอร์วินมอไซด์ครับ เพราะเดินเข้ามา ฉะนั้นขากลับจึงไม่มีรถ และผมก็เลยต้องเดินกลับ!!!!

    โอ้ย อย่างแรง เพราะพลังผมหมดไปประมาณ 3 ก๊อกและ คือสภาพโทรมมาก เป็นการเดินเลือดมาก เพราะเล็บขบอีก เดินไม่ตรงและเซไปเซมา เดินออกมาประมาณ 3 กิโล โชคดีที่โบกรถได้คันหนึ่งมาส่งให้ข้างหน้า แทบหมดแรงครับ ถึงข้างหน้าตอนประมาณ 16.40น. ก็นึกเอาครับว่าผมเดินไกลแค่ไหน แถมฝนกำลังจะตกด้วยตอนนั้น(ยังดีที่ไม่ตก ถ้าตกนี่แย่เลย)

    มาข้างหน้าหมดแรงซื้อน้ำ รอรถ คราวรอรถนี่ก็ไม่ได้จำไว้อีกครับว่ารถสีอะไร แถมช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนงานกะกลางคืนกำลังรอขึ้นรถไปเข้าเวร ผมก็ไม่ได้เอะใจมากมายจนรถคันแรกผ่านไป ก็แอบเซ็งๆ เพราะไม่แน่ใจว่าใช่รถเขาลพบุรีรึป่าว เอาว่าถ้ารถมันมีป้ายลพบุรี ก็ขึ้นไปน่ะครับ คราวนี้เอาเข้าจริงมันก็มีหลายสายน้ะ ถ้ารถเมล์มันจะสีแดงออกส้มๆหน่อย จะมีสองสายคือ ลพบุรี-ลำนารายณ์ กับ ลพบุรี-บ้านหมี่ แถมด้วยรถตู้ กรุงเทพ-บ้านหมี่ ผมก็เพิ่งรู้ว่ารถตู้มันผ่านแถวนี้ด้วย ไม่งั้นขาไปผมก็นั่งรถตู้ไปแล้วครับต่อเดียว แต่ขากลับนี่มาขึ้นที่ขนส่งดีกว่าน่ะ ตอนนั้นค่อนข้างเย็นมากแล้ว คือรถที่ผมพลาดไปเนี่ยมันประมาณตอน 16.50น. ผมก็หวังในใจลึกๆว่าน่าจะยังไม่หมด รถรอบถัดมาตอนประมาณ 17.20น. ฉะนั้นกลับเย็นไปไม่ดีครับ มันจะเสียวๆไม่มีรถเอา

    อีกอย่างหนึ่งก็คือ เสื้อกับกางเกงครับ คือเหงื่อมันจะออกมาก พอนั่งพักตากลม เสื้อมันก็จะแห้ง แล้วเดินต่อ ก็เหงื่ออีกครับ รู้สึกได้เลยว่ามันจะคันๆเพราะขี้เกลือจากเสื้อติดเหงื่อที่ระเหยออกไป แต่มันก็ไม่มีที่อาบน้ำอยู่ดีแหละครับ เผื่อใครจะได้เตรียมเสื้อไปเปลี่ยน

    อีกอย่าง ผมยังไม่กินข้าวเลยตอนนั้น

    แทบตายครับ นั่งรถไปถึงขนส่งตอนเกือบๆ 6 โมง ทีแรกผมกะจะนั่งรถไฟฟรีกลับตอนประมาณ 5 โมงครึ่ง พอรู้ว่าไม่ทัน ก็เปลี่ยนใจไปนั่งรถทัวร์ดีกว่าครับ อย่างน้อยก็มีแอร์ คือรถไฟอีก 2 เที่ยวเนี่ย มันก็เสียตังเหมือนกันอ่ะครับ คือรอบ 6 โมง และ 6ครึ่ง เนี่ย สู้ขึ้นรถทัวร์กลับไม่ง่ายกว่าเหรอครับ น่าจะถูกกว่าด้วย 80 บาทเอง ที่สำคัญซื้อตั๋วที่สถานีนะครับ ไม่ควรซื้อบนรถเพราะอาจจะแพงกว่า(สายนี้เค้าไม่มีนายตรวจมั้ง) ผมไปกินข้าวก่อน ใกล้ตายแระ อารมณ์นี้ต้องของร้อนเท่านั้นแหะๆ

    รถออกตอนทุ่มตรงครับ ถึงกรุงเทพฯ ผมขอให้ลงตรงโรงพยาบาลวิภาวดี เค้าก็จอดให้ครับ ตอนประมาณ 21.50น. ครับ วันศุกร์รถขาเข้าไม่ค่อยติดเท่าไหร่ เท่าที่รู้สึกตัวน่ะครับเขาเปิด X-Men2 และก็แวะขนส่งสระบุรี นอกนั้นจำไม่ได้ครับหลับตลอดทาง หมดแรง พร้อมกับซัดพาราไป 2 เม็ด ปวดหัวมากด้วยครับ ไม่ได้กินข้าวมาจนถึงเย็น

    ถึงบ้านแล้วครับ ไปกลับวันเดียว ทำให้รู้ว่าไปลพบุรี รถไฟเร็วกว่ามากมายครับ ก็เหนื่อยไม่ใช่น้อย จิตวิญญาณลอยล่องไปไกลแล้วครับช่วงนี้ อิอิ

   ได้ของฝากติดตัวมาอย่าง เอาว่าเป็นรอยประทับของคนที่ไปวัดเขาวงพระจันทร์มา ก็คือรอยตรงคอเสื้อ ที่ดำขึ้น หน้าก็ดำขึ้นอย่างชัดเจน ก็เพราะแดดอันร้อนจ้าน่ะแหละ ประทับรอยเอาไว้ ตอนอาบน้ำนี้แอบตกใจเล็กน้อย เหอๆๆ

    ผมแปลกใจมากที่คนไปเที่ยวรอยพระพุทธบาทที่นี่น้อยมาก แม้ว่าจะไม่ใช่เทศกาลแต่คนน้อยจนน่าตกใจครับ ได้ลองขอพรที่นี่ ว่าอยากได้งานทำครับ อยู่แบบนี้มันเบื่อๆ คืนนั้นก็มีรุ่นพี่โทรมาหาบอกว่าที่น้องส่งเรซูเม่มา เออขลังว่ะ ก็รอพี่เค้านัดวันสัมภาษณ์สัปดาห์หน้า สุดๆจริงๆ แต่ก็เหนื่อยที่สุดอ่ะ แนะนำให้ลองไปดูครับ ครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ถึงตายร็อก แต่ก็เกือบ ไม่ต้องบ้าบิ่นอย่างผมก็ได้น่ะ เหอๆๆ

ปล. ขอบคุณภาพปลากรอบจากหลายๆที่น่ะครับ ผมไม่ได้เอากล้องไปน่ะก็เอาของคนอื่นมาแปะๆ อนุโมทนาน่ะครับ
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6336409/E6336409.html
http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6336864/E6336864.html
http://www.watthummuangna.com/board/showthread.php?t=3410

ทำบุญผ่านโทรศัพท์มือถือ

      ไปเจอมาลองทำกันดูน่ะครับ กด 1900 222 200 ทำบุญให้วัดพระบาทน้ำพุ กด 1 ครั้ง ทำบุญ 9 บาทครับ

     คือทำบุญอย่าไปคิดมากครับ ผมว่าเป็นวิธีการให้ทานแบบไฮโซสุดๆ ที่ว่าอย่าไปคิดมาก เพราะมันอาจจะมีค่านายหน้า หัวคิว จะถึงวัดไหม อะไรพวกนี้อ่ะ อย่างที่บอกอย่าไปคิดมาก เราทำไปครั้งหนึ่ง มันได้คืนมาเต็มๆอยู่แล้วถ้าเราไม่ไปคิดอะไรมากมาย

    ผมกดไป 3 รอบและ แหะๆ

    จะได้บุญมากขึ้นถ้าช่วยกันบอกต่อน่ะครับ