General

บอร์ดใหม่

posted on 03 Dec 2006 23:52 by l0ui5  in General
ในที่สุดก็ยอมมาซักที เพราะทนกับ Space ไม่ไหว ช้า และเห่ยจัดอย่างแรง ตอนนี้ก็จะพยายามรวมๆ แล้วย้ายมาที่นี่ซะเลยดีกว่า ส่วนใน Space จะเหลือแค่เรื่องของ อบ.ก. ที่คงจะต้องระบายๆกันบ่อยๆ ก็ขอให้เห็นใจกันหน่อย มันหลายเรื่องจัดอะนะ ถ้าช่วยนี้เห็นเราบ้าๆไปหน่อยก็ทำใจ สมองมันไม่ค่อยได้ทำงานอย่างนี้มานาน มันค่อนจะเบลอๆ ที่เราเรียกว่า "อัลไซเมอร์ 3 วินาที" พูดปุ๊บ ลืม ปั๊บ

First Dream

posted on 05 Dec 2006 23:08 by l0ui5  in General

เขียนเมื่อนานมาแล้วนะ อยู่ใน Space ขุดๆ กันมาให้อ่านเล่น

อยากทำอะไรที่มันมีสาระ นอกจากวิจารณ์หนังมั่ง แต่ก็ไม่รู้จาเขียนอะรายเหมือนกาน งั้นก็ จะเล่าอะไรให้ฟัง เกี่ยวกับความฝัน ของคนๆหนึ่ง
Once Upon A Times... สังเกตว่า Times มีเอส ด้วย แสดงว่ามันเกิดขึ้นซ้ำบ่อย คนส่วนมาก ร้อยละ 98% บอกว่า โลกเรามีสามมิติ คือ กว้าง ยาว ลึก แต่จะมีซักกี่คน อย่างผม คิดว่า เวลาก็คือ มิติ หนึ่ง ขอยกตัวอย่างหนึ่ง สุนัข เป็นสัตว์ตาบอดสี ถ้าเมื่อใดที่สุนัข มานสามารถมองเห็นรุ้งกินน้ำได้ แสดงว่า มันรู้ว่า สี คืออีกมิติหนึ่ง ถ้านำไปเล่าให้สุนัขตัวอื่นฟัง ใครมันจะไปเชื่อ(Kate&Leopole) ไอน์ไสต์ อาจสามารถคิด time mechine ได้จริง แต่ถ้าเขาเผยแพร่มัน นั่นจะหมายความถึง โลก จะไม่มีอนาคตอีกต่อไป ในเมื่อเรารู้อนาคตแล้ว ชีวิตเราก็จะสิ้นหวังไป เหมือน paycheck แหละ อีกอย่าง เราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ (The Time Mechine) แต่เราสามารถแก้ไขอนาคต ไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ ถ้าซักวันหนึ่ง เราย้อนเวลาไปตบหัวเอดิสัน ไม่ให้เอดิสันคิดหลอดไฟ แล้วโลกเราจะมีหลอดไฟใช้หรือไม่ !! น่าสงสัย ถ้าเราแก้อดีต อดีตจะตามมาในรูปของคลื่นเวลา (A Sound Of Thunder) มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับมนุษย์ขนานใหญ่ ใช่ไหมละ จึงไม่มีใครในอนาคต ใช้ TIme Mechine เพื่อย้อนมาปัจจุบัน หรือ อดีตเลย เคยมีพวกบ้าๆ กลุ่มหนึ่ง จัด Party เป็นงานใหญ่มาก บอกว่า ถ้าในอนาคตสามารถสร้างเครื่องย้อนเวลาได้ ให้คนๆนั้น มางานปาร์ตี้นี้ บ้าดีแท้ สุดท้ายก็ไม่มีใครมา ผมว่า เค้าไม่ได้ไม่อยากมา หรืออะไรร็อก เพียงแต่ว่า เค้าไม่อยากทำมากกว่า ด้วยปัจจัย ร้อยแปดแหละ อีกประมาณ 200-500 ปีข้างหน้า เมื่อจักรวาลอยู่ในอุ้มมือมนุษย์ เราจะทำอะไรกับเวลาก็ได้ เมื่อนั้น เราคงไม่มีปัญญาขุดโคตรเง้า ของเราขึ้นมาร็อก สมมติว่า ผมเกิดปี 10000 ซึ่งในสมัยนั้น สามารถย้อนเวลาได้ ตอนนั้น ผมอาจชื่อ วิริยะ วุ่นกลัด ผมถามหน่อย เจ้าวิริยะคนนี้ จะรู้จัก เมธาวุธ วุ่นกลัดไหม รู้จักพ่อผมไหม รู้จักแม่ผมไหม
อยากจะบอกว่า ถ้าเราอยากให้ใครจดจำเราได้ เราต้องมีส่วนในประวัติศาสตร์โลกมนุษย์ ซึ่ง นั่นคือความฝันผมอย่างหนึ่ง ก็คือ ผมไม่อยากให้ใครลืมชื่อผม ไม่ใช่ในฐานะ นายก อบก ในปีสองปีข้างหน้า หรือ นายก ในอีก สามสิบปีข้างหน้า แต่สิ่งที่ผมทำ มันจะต้องถูกจารึก ลูกหลานผมในอนาคต ต้องรู้จักชื่อผม จะไม่มีใครลืมชื่อนี้ เหมือนชื่อ ไอน์สไตน์ เอดิสัน พระนเรศร พ่อขุนรามคำแหง และอื่นๆๆ ที่เล่ามาเป็นความฝันหนึ่งนะ วันหลังจะเล่าให้ฟังอีก

Something in the past

posted on 05 Dec 2006 23:09 by l0ui5  in General
ควรอ่าน First Dream ก่อนนะ
ฟัง Endless Love แล้ว กำลังเข้าอารมณ์ กับการเปิดดู บล็อกรูปของเพื่อนๆเก่า กับงาน เซนต์หลุยส์สัมพันธ์ ที่ผมไม่ได้ไป อย่างโชคร้าย รู้ทั้งรู้ มีคนโทรชวน โทรตามด้วย แต่มานเป็นปัญหาส่วนตัวจริงๆ แบบว่า ตอนเช้าคิดจะไปเว้ย พอตอนเย็น เจี้ยยย เอ้ย รูปเพื่อนๆ ในงานที่บล็อก น้องหนึ่ง เปิดบล็อกน้องกวาง ก็เจอรูปเพื่อนๆ อีกเยอะ เปิด บล็อก พี่โน๊ต ก็เจอคำดีๆ ทั้งหมด เป็นอดีต เชื่อไหม ว่า มันเกิดอย่างนี้มาเยอะแล้วในชีวิตผม เสียดายสิ่งต่างๆในอดีต ใครๆก็เป็นแหละ สิ่งที่เรารู้สึกตอนนี้เหรอ คือ รู้สึกผิด เสียดาย ทั้งๆ ที่แต่ละครั้ง ผมก็มีข้ออ้างไม่ซ้ำแบบ กลโกงซิกแซกไปได้ตลอดเวลา แล้วทำไมตอนนั้นถึงไม่ทำ ผมไม่อยากทำให้ชีวิตเสียใจมากๆนะ อยากเปลี่ยนชีวิตตัวเอง ไม่ให้กลับกลอก แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ เราไม่มีทางแก้สันดานตัวเองได้ เหมือนกับเราแก้อดีตเราไม่ได้ ความรู้สึกผิดนี้จะตราตรึงไปตลอดชีวิต ในเมื่อเราแก้ไขอดีตไม่ได้แล้ว เราจะต้องทำอนาคตต่อไปให้ดี ปัญหา เมื่อเราโตขึ้นไป มันก็จะยิ่งเยอะขึ้น กลโกง เราก็จะซึมทราบเข้าไปในชีวิตอย่างแก้ไขไม่ได้ ทักษิณก็เช่นกันแหละ ไม่ขอกล่าวในที่นี้
เค้าบอกกันว่า อะไรที่เราทำต่อหน้านะ ไม่ผิดร็อก ถ้าเค้าไม่รู้ลับลมคมในของเรา แต่ถ้าเรารู้ไส้รู้พุงของฝั่งตรงข้าม เราก็จะรบร้อยครั้ง ชนะ ไม่ต่ำกว่าครึ่ง (สามก๊ก) การทำให้เขาไม่รู้ลับลมคมใน เป็นสิ่งที่ทักษิณพลาด มันคือบทเรียนสำคัญของชีวิต ถ้าชีวิตเราอยู่กับการหลอกลวง เราต้องจัดการตัดตอนคนที่รู้เรื่องเรามากๆ ออกไปจากชีวิต และตั้งมั่นใจด้วยว่า เค้าจะไม่กลับมาทำลายชีวิตเรา มันเป็นสัจจะธรรมของชีวิตจริงๆ คนร้อยละ 90 ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ทำให้ มองคนๆนั้นว่า เป็นคนไม่ได้ อันที่จริง เค้าก็ไม่ได้ผิดอะไร มันคือ สัจจะเว้ย คุณไม่เคยผ่านมา จะไปรู้ได้ไง ผมเป็นคนไม่ค่อยแคร์คนซะเท่าไหร่ มันอาจจะเป็นจุดเสียสำหรับการเป็นผู้นำของผม และ ผมจะไม่แก้มันด้วย ผมไม่ชอบง้อใคร แต่ผมทำให้คนรู้ว่า ผมทำได้ ได้ก็ละกาน สิ่งนั้นไม่ใช้ปัญหาในการเป็นใหญ่ ทุกอย่างอยู่ที่ ภาพพจน์ มีคนบอกว่า ภาพพจน์ อำนาจ เงินตรา เป็นสิ่งหลอกลวง แต่มนุษย์ทุกคนล้วนอยากได้ ไม่ใช่เพื่ออยู่กิน แต่เพื่อตัวเอง เราทำทุกอย่างเพื่อตนเอง ไม่สนใจอะไรร็อก ขึ้นอยู่กับสันดานทุกอย่าง ผมอยากให้มีคนจำได้ นั่นคือ ส่วนหนึ่งที่จะทำ ถามว่า เมื่อผมจบไปแล้ว จะทำอะไร นั่นซิ ผมมีชื่อจารึกในหอเกียรติยศ แล้วไง ในตระกูลผมนะ ผมเป็นรุ่นที่สองถัดจากพ่อผม ภูมิใจในความเป็นเกษตร ท่านอาจไม่ยิ่งใหญ่ แต่ผมจะสอนให้ลูกยิ่งใหญ่ ทุกสิ่งจะถูกจารึกไว้ ผมไม่ได้อยากให้ทุกคนจำผมได้ แต่อยากให้ บรรพบุรุษ หลาน เหลน รู้จักผม เขาจะชื่นชมในตัวของ พ่อ ลุง ปู่ ทวด คนนี้ แค่นั้นแหละ จะว่าไป นี่ก็คืออีกความฝันหนึ่งนะ เมื่อใด ที่ลูกชายภูมิใจในพ่อของเขา มันเป็น ความรักที่บริสุทธิ์ จริงๆๆ นะ
ผมถือว่า อดีต คือ ปัญหา ที่เราแก้มาแล้วเปราะหนึ่ง ปัจจุบัน คือ ปัญหาที่เราต้องฟันฝ่า อนาคต จะเป็นปัญหาที่ยากขึ้น ผมเริ่มอ่านนิสัยคนเป็น ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นนักจิตวิทยา(ของเหน็บใครบางคน) กลับใช้ไม่ได้เรื่องการคาดการณ์นิสัยคนเลย ชีวิตมันไม่ใช่เฮฮาร้อยแปด ทำงานคือทำงาน เล่นคือเล่น ทำงานไม่ใช่เรื่องเล่น แต่เราสามารถสนุกกับมันได้ แล้วเราจะไม่เหนื่อยกับมัน ในหนังหลายเรื่องบอกว่า ชีวิตทำงาน มันน่าเบื่อ เพราะเราต้องการแค่เงินไง เราจึงรู้สึกว่า มันได้มายาก เราจึงใช้ไปอย่างฟุ่มเฟือย ไม่รู้ดิ ผมก็เป็นคนชีวิต ฟุ่มเฟือยคนหนึ่ง ผมอาจทำงานบริษัท เป็นคนงานธรรมดาคนหนึ่ง แต่ผมจะไม่ยอมเป็นแค่นั้นแน่นอน บั้นปลายชีวิต ผมไม่ต้องการสบาย แต่ต้องการทำประวัติศาสตร์ ให้ก้าวต่อไป โดยมีจังหวะหนึ่ง เป็นจังหวะของผม อยู่ในมิติของเวลา เมื่อมิตินี้เคลื่อนผ่านไป ผมจะตามติดกาลเวลา เป็นรากฐานของอนาคตต่อไป
จะว่าไป ปี 2006 ยังถือว่า เป็นก้าว แรกๆๆ ของมนุษย์ชาติ ถ้าเรามองโลกในก้าวใหญ่ๆ โลกยังมีอายุไม่ถึงหนึ่งในสี่ช่วงชีวิตด้วยซ้ำ กว่าโลกจะแตก กว่าจักรวาลจะดับศูนย์ กว่าเวลาจะหยุดลง สรุปเราเป็นใคร ทำไมเราไม่มานั่งคิดกัน เรากลับทำในสิ่งที่อยากทำ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะ ตัวเลขครับ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นตัวเลขหมด เวลาเดิน เราเริ่มนับหนึ่ง ก็ตัวเลขอีกแล้ว เราก้าวเดินไป สิบก้าว ก็ตัวเลขสองตัว เหตุผลของจักรวาล ก็คือเหตุผลของตัวเลข คนโบราณในอดีต ที่เขาคิดตัวเลขนั้น เขาได้บรรลุถึงกฎของจักรวาลแล้ว ตัวเลขเราสามารถเขียนได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกับจักรวาลที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่เคยว่า ค้นพบขอบจักรวาล แน่ละ แล้วข้างนอกจักรวาลละมันเป็นอะไร มีสิ่งมีชีวิตอยู่ไหม ทุกอย่างมันมีคำตอบในตัวมัน โอกาส ป๊อป มันแค่ 50 เท่านั้นแหละ คือ มีกับไม่มี ซึ่งคำตอบของผม คือ ไม่มี อีกคำถามหนึ่งก่อนขี้เกียจพิมพ์ คิดว่า มีดาวเคราะห์ดวงอื่นนอกจากโลก ที่จะมีสิ่งมีชีวิตไหม โอกาสมีก็แค่ 1 ต่อ 1 เหตุผลข้อนี้ ไม่ใช่พระเจ้าเป็นคนให้คำตอบ เราไม่อยู่โดดเดี่ยวในจักรวาลร็อก เชื่อซิ...

Disappointed

posted on 05 Dec 2006 23:09 by l0ui5  in General
เปลี่ยนรูปแบบ บล็อกใหม่ เป็น The Da Vinci Code เพราะช่วงนี้ชอบอะไรที่ มันเก่าๆ ขลังๆ อะ
เค้าว่ากานว่า ดาวินซี่ เป็นอะไรที่ซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์จะรู้แจ้งถึง สาเหตุที่มานเกิดขึ้น แต่บางที มันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้ มนุษย์โลกปัจจุบัน พยายามจะไขปริศนา ซึ่งไม่รู้มันเป็นปริศนารึป่าวอีกอะ บางทีเราอาจตึความไปเอง ทั้งๆที่มันไม่มีอะไร อืม แล้วเจ้าคนที่คิดเนี่ย คงต้องมีอะไรอีกแหละ ซึ่ง ก็ยังไม่รู้อีกแหละ เริ่มงงอะเด สรุปก็คือ ผมว่า ดาวินซี่ อาจเป็นคนๆหนึ่ง ประมาณว่า นักพยากรณ์หรืออะไรซักอย่างแหละ ถ้าจำเรื่องหมาๆๆ ตอนแรกๆ กันได้ ก็คือ เขาถ่ายทอดสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่างๆลงไป ทำให้กลายเป็นปริศนา ทำให้คนหันมาสนใจศึกษาผลงานของเขาอย่างจริงๆจังๆเขาอาจจะเป็นหมาที่เห็นรุ้งกินน้ำ แต่ใครจะไปเชื่อเขา ผมว่านะ เขาก็เลยซ่อนปริศนาดังกล่าว กลายเป็น Da Vinci Code จริงๆ และเชื่อว่า 18 พฤษภา นี้ หนังเรื่องนี้จะทำรายได้ถล่มทลาย ท่ามกลางความคาดการณ์ของแทบทุกฝ่าย ว่ากันว่าจะอมตะ และยิ่งใหญ่เทียบเท่า Titanic จะว่าไป ก็น่าลุ้นนะ และน่าสนใจไม่เบา ใครเคยอ่าน The Da Vinci Code คงรู้ๆกานอยู่ถึงสิ่งต่างๆที่ถูกสื่ออกมาเป็นหนังสือ และกำลังจะสื่อออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนักแสดงเหรอ สุดยอด ทอม แฮงค์ จากผู้กำกับ รอน โฮเวอร์ด ผมว่าหนังเรื่องนี้น่าจะลุ้นออสก้าได้ด้วยนะ อิอิ...
มาเข้าเรื่องกานดีกว่า บางครั้ง ไม่ใช่ซิ หลายครั้ง ที่การทำงานเกิดจากคนสองคน หรือมากกว่านั้น เราทำงานหนึ่ง แล้วส่งต่อ หรืออะไรประมาณนั้นแหละ เราคิดว่า งานเราดีแล้ว แต่บางที มันอาจไม่ดีก็ได้ เพื่อนร่วมงานของเรากลับเปลั้ยนแปลงจนเสียคอนเซปของเราไป อะไรประมาณนั้นแหละ คนเราก็จะต้องมีความขัดแย้งกันเป็นธรรมดา ขึ้นอยู๋กับว่าเราจะยอมหรือ เค้าจะยอม ผมขอแยกสองกรณีละการ
1 กรณีถ้าผมยอม คือ ให้เค้าแก้ ถ้าเค้าทำได้ดีกว่า เราก็อาจไม่คิดอะไร แต่ถ้ารู้สึกว่า มันเห่อยกว่าเราอีก บางคน ก็จะปล่อยไป ช่างแม้ง ที่เราคิดแบบนี้ ก็เพราะว่า เราพยายามจะขจัดความรู้สึกที่ไม่ดีออกไป เราไม่อยากผิดใจกับเค้า บางครั้งเราไม่แน่ใจว่า เพื่อนร่วมงาน อยู่ดีๆ อาจลุกขึ้นเอาไม้ฟาดหัวเราก็ได้ ดังนั้น วิธีนี้ แม้จะไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก แต่เป็นทางที่ ผมจะทำ ตลอดเวลาแหละ เพราะความทะนงตน ของตัวผมเอง และของเพื่อนร่วมงาน เอาเป็นว่า ผมจะเอางานของผมที่คิดว่าดี ไปทำอย่างอื่นดีกว่า อันนั้น ถ้าเค้ามั่นใจอะไรนักก็ปล่อยเขาไปเถอะไม่เสียหาย มันจะทำให้เรารู้สึกเหมือนปิดทองหลังพระนะ และก็ไม่ง้อใครด้วย เรารู้อยู่คนเดียวก็พอ ประมาณว่า ทำดีไม่สนใคร เพราะผมไม่แคร์ใครอยู่แล้ว
2 ถ้าไม่ยอม บางทีเรื่องอาจคอคาดบาดตาย หรือ ถ้าเพื่อนร่วมงานดีหน่อย เค้าอาจน้อมรับฟังคำแก้ไข บางทีอาจต้องขึ้น อยู่กับบุคคลที่สาม ถ้าเค้ายอมเรา เค้าก็จะเสียหน้าเหมือนกัน นำงานมารีเมกได้ห่วยกว่า อะไรประมาณนี้แหละ ซึ่งอาจถึงขั้น ไม่ยอมกันเลยก็ว่าได้ ไม่รู้คิดมากไปป่าว ถ้าเพื่อนดีก็ดีไป ถ้าไม่ดีก็....
สรุปแล้วต้องการสื่ออะไรเหรอ ก็จะบอกว่า เวลามันย้อนไม่ได้นะ เราอยากทำอะไรก็ทำไป ถ้าไม่ทำ เราก็เป็นแค่คนๆหนึ่งเท่านั้นแหละ ความไม่พอใจเป็นธรรมดาของชีวิต ขึ้นอยู่กับว่า เราจะแยกแยะ อารมณ์ การงาน หน้าตา ความรู้สึก จิตสำนัก มารยาท หรืออะไรซักอย่างละ ถ้าครั้งนั้นเราปรารถนาให้เป็น หรือสมน้ำหน้าแม้ง พยายามคิดปัจจัยต่างๆ รอบข้างให้ดี แล้วค่อยตัดสินใจนำ จะทำให้ปัญหาแก้ไขไปได้
- - - - -- - - - -

Timer(2)

posted on 13 Dec 2006 19:27 by l0ui5  in General
ช่วงนี้ดูหนังเกี่ยวกับเวลาค่อนข้างเยอะ ก็เลยอยากจะพูดถึงมันซะหน่อยถึงจะเคยพูดแล้วก็เถอะ อยากเขียนอีก ถ้าจำกันได้ เราเคยบอกว่าเวลาเปรียบเหมือนมิติอีกมิติหนึ่ง บางครั้งเราก็รู้สึกว่ามันผ่านไปช้าเหลือเกิน เราอาจอ้างว่าเป็นเพราะความเร็วสัมพัทธิ์ หรืออะไรซักอย่างแหละ แต่พอมาคิดอีกที ถ้าเราให้เวลาเป็นมิติที่สี่ ซะ ที่คนเราไม่สามารถจินตนาการได้ ก็จบแล้ว ในทางคอม มันดูพิลึกๆ นะ ที่มิติที่สี่ จะหมายถึงมี สามมิติ สองรูป เหมือนที่เรียนใน Digital Design เป็นรูปสามมิติรูปหนึ่ง และรูปสามมิติอีกรูปหนึ่ง งั้นถ้าเราพูดถึงมิติที่ 5 เราจะ multiply คู่นั้นเข้าไปอีก เป็น สามมิติ 4 รูป และถ้าเราพูดถึง หกมิติ ก็จะหมายถึง เอามิติที่ 5 มา multiply แล้วเพิ่มความลึกเข้าไป เฮ้อ ยิ่งพูดยิ่งงง มันมีรูปอยู่ เดี๋ยวหาทางอัพให้ นี่คือแนวคิดทางคอมพิวเตอร์จากที่เรียนมา มัน [b]เหมือน[/b] จะจินตนาการได้ แต่เราว่าไม่ใช่ร็อก มันเป็นการแทนดูรูปให้เข้าใจง่ายมากกว่า ถ้าความหมายของมิติที่ 4 เป็นอย่างนั้น ย่อมหมายความว่า เป็นโลก1 และโลก 2 เหรอ??? งงแดกเลย และยิ่งถ้าพูดว่า 6 มิติ ก็หมายถึง มี mirror ของมิติ ถึง 8 โลก บ้าไปแล้ว...
พูดถึงเวลา เวลามันก็คือเวลา บางคนบ้าคลั่ง ถึงกับเอาเวลาเป็นตัวตายตัวแทนของชีวิตเลย คำพูดต๋องๆ ที่พูดว่า "ถ้างานไม่เสร็จในอีก 10 นาทีนี้ ตายแน่" โคตรบ้าเลย ใครตายวะอีก 10 นาทีนี้ ทุกวินาทีในโลกมันก็มีคนตามมากอยู่แล้ว มันคงอยากตายมั้ง เราอย่าพยายามเอาเวลามาฆ่าตัวตายเสียเอง เวลาไม่ได้ฆ่าใคร เพียงแค่ เรา[b]บีบ[/b] บังคับเวลาให้มาควบคุมเราเท่านั้นแหละ ที่เมืองนอก ไม่นับเกาหลี เวลางานคือเวลางาน พอสี่โมงเลิกงาน ก็กลับบ้าน ทิ้งงานไว้เบื้องหลัง เข้างานก็ตรงเวลา ต่างจากพี่ไทย ที่ทำดีเอาหน้า เข้างานก็เข้าก่อน เลิกก็ทำเป็นเลิกช้า ให้ดูเหมือนเป็นคนขยัน ถ้าเราพิจารณาให้ดี [b]คนไทย[/b] จะมองว่า คนที่ทำงานเลิกตรงตามเวลา เป็นพวกอู้งาน ส่วนพวกที่เลิกช้าเป็นคนขยัน แต่ถ้ามองในมุมมองของต่างชาติ คนที่เลิกงานตรงเวลา คือคนที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาค และเสร็จเพียงพอในเวลา หรือจะพูดว่า พวกที่เลิกงานช้า เป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาว ทำงานเอาหน้า งานเสร็จล่าช้า ผมว่าแค่นี้ก็พิสูจน์อะไรได้เยอะแยะแล้วว่า นิสัยการทำงานของคนไทยมันเห่ยแค่ไหน ผมจึงตั้งปณิญานการทำงานกับ อบ.ก. ว่า งาน อบ.ก. คือ งาน อบ.ก. ไม่เกี่ยวกับเรื่องเรียนเด็ดขาด เรื่องเรียน มีงาน ทำให้เสร็จ แล้วไม่บ่น ทำโปรเจ๊ค อ้างว่าไม่มีเวลาทำ อบ.ก. คุณลองถามตัวเองว่า ทำงานนั้นแล้วเหรอ ถึงมาบ่น เวลาว่างคุณมีเยอะแยะ คุณเอาเวลามาฆ่าเล่นทำด๋อยไร ทำไมเราไม่เอาเวลาที่เสียไปนั้น มาทำอะไรที่มีประโยชน์ดีกว่า เวลามีมากมายถมเถ นอนวันละ 3 ชั่วโมงก็เหลือเฟือแล้ว แต่ร่างกายไม่ใช่ machine นอนวันละ 6 ชั่วโมงขั้นต่ำแหละดีกว่าเยอะ 3 ชั่วโมง บางทีมันก็ทำอะไรไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าเราจัดเวลาดีๆ 3 ชั่วโมงนี้ มีค่ากว่า 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาอีก
พูดถึงนาฬิกา ผมชอบไอเดียหนึ่งมันเจ๋งมาก หลายคนบอกว่าเขามีนาฬิกาไว้ดูเวลา ถ้ามีนัดจะได้มาตรงเวลา แต่คนมีนาฬิกากลับชอบสายเสียเอง มักอ้างว่า กะไว้แล้วว่าจะมาทัน ดัน...รถติด หรืออะไรสารพัด ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ใส่นาฬิกาแล้ว เมื่อก่อนผมใส่นาฬิกาเพื่อดูเวลา แต่ตอนนี้ ไม่มีนาฬิกา เวลามันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ได้ช้าลงหรือเร็วขึ้น มันก็ยังเดินเร็วเท่าเดิน แต่มันทำให้ผมมาถึงก่อนนัดตลอดเวลา นั่นเพราะอะไร คนมีนาฬิกา ใช่ว่าจะเอาเวลาไปใช้ประโยชน์ได้ ซ้ำร้าย คนที่ไม่มีนาฬิกา เขามีเวลาในหัวใจ เขาวางแผน อะไรตลอดเวลามากกว่าคนที่มีนาฬิกาอีก สรุปก็คือ นาฬิกามันใช้บอกเวลาเท่านั้นแหละ มันก็อยู่ที่คนอีกนะแหละ ที่จะฆ่าเวลา หรือให้เวลามันฆ่า ไม่ได้เกี่ยวกับว่านาฬิกาจะฆ่าใครเลย เราเพียงคิดไปเองเท่านั้นแหละ บางครั้งผมก็ใส่นาฬิกานะ ถ้าต้องการอะไรที่ actual มากๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้ น้อยวะ จริงๆเลยนะ เวลาแทบไม่มีประโยชน์อะไรกับเราเลย ถ้าเราเข้าเรียนสาย สู้ไม่เข้าเลยดีกว่าไหมถ้าเขาไม่เช็คชื่อ ตรงเวลา เห้อ

ผมรู้แล้วคับ ว่าคนดีๆหายไปไหนกันหมด
เฮ้อ ... เป็นอาการของคนที่ถอนหายใจอย่างอ่อนล้า เพราะแทบจะทำใจไม่ได้กับอะไรหลายๆอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือเกิดจากการคิด ที่เราได้เข้าใจอะไรบางอย่างลึกซึ้ง

เค้าบอกกันว่า คนเราสามารถมองเห็นสิ่งไกลๆ ได้ แต่จะไม่มองเห็น คิ้วของตนเอง ผมว่ามันเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้จริงๆคับ เรื่องบางอย่าง คนใกล้ตัว ที่เราเคยไว้ใจได้ ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น มันทรยศเหรอ... มันก่อกบฏเหรอ... ป่าว แต่สิ่งที่มันทำ คือสิ่งที่มันอยู่เหนือคิ้วของเรา ที่เรากว่าจะเข้าใจ เราก็ส่องหามาหลายรอบแล้ว แล้วในที่สุดเราก็พบ...

วันนี้ผมไปฟัง ปาถักกะถา พิเศษ ที่หน้าตึกสิบสาม มา เป็นการทำประชาพิจาน เรื่องหอใน ได้เห็นอาจารย์ที่น่ารักของนิสิต ทำให้เรารู้สึกสงสารแกบางอย่างขึ้นมา นั่นก็คือ แกเหมือนกับเราตรงที่ คนดีๆ มันหายไปไหนหมด ปล่อยให้ คนอย่างแก มาทำงาน และสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ การปล่อยให้คนอย่างแกทำงาน แกไม่ได้ทำงานดี แต่แกเพ้อฝัน แกทำงานไม่รอบคอบ แต่คิดกว้างไกล แกทำงานไม่เคยท้อ แต่ไม่มีใครสนใจแก เพราะอะไร เพราะ คนดีๆ เก่งๆ เหล่านั้นหายไปหมดแล้ว ทำไมถึงหายไป ก็เพราะเกิดคนอย่างแกนั่นเอง!!!!

ผมว่ากะเสดเรามีคนเก่งๆเยอะ แต่ที่เขาไม่อยากขึ้นมาทำงานอะไรพวกนั้นนะ ก็เพราะ คนจำนวนอีกครึ่งมหาลัยที่จับตาดูอยู่นั้น คอยแต่ติฉิน นินทาอยู่เรื่อยไป แม้ว่าไม่ได้ทำอะไรก็ตาม และคนเหล่านั้นกลับเป็นคนที่เราฟังเขาอยู่ท่าเดียว ภาพรวมงานแม้จะออกมาดี แต่คนกลุ่มนี้ ทำให้เรารู้สึกว่างานนั้นแย่ออกมาทันที การแก่งแย่งที่เกิดขึ้นในสังคม มีอยู่เรื่องหนึ่ง เรากำลังคิดเรื่องที่จะทำให้สโม ไม่เป็นที่ด่า ของนิสิตภาคอื่นๆ แต่เราดันได้ยินคำว่า "ปีหน้าเราจะเข้าไปยึดสโมแล้ว" ถึงกับอึ้ง เราหันควับทันที คนที่เราเห็นมันก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีความคิดก้าวไกลอะไรเลย(ค่อนข้างดูถูกอะ เพราะพี่แกพูดด้วยน้ำเสียงดูถูกสโมมาก ว่าสโมมันอย่างโง้นอย่างงี้) เศร้าใจที่คนอย่างนี้ในสังคมเรามีอยู่เยอะ และจำนวนเกินกว่าครึ่งด้วย คนดีๆ ที่เขามีความสามารถ ทำงานได้ และดีด้วย ไม่มีทางหลีคนพวกนี้พ้น การเผชิญหน้า จึงเป็นการ ฆ่าตัวตาย เพราะเขาสามารถบดขยี้เราได้ทุกวิธีทาง จริงๆ พวกเขาทำได้ และทำจริงด้วย คนดีๆ ปกติที่ไหนจะยอม ฆ่าตัวตาย...

คนดีๆ เขาหลุดพ้นทางโลกไปแล้ว เขาขอเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่น้อยกว่า แต่เป็นสิ่งที่เขามีความสุขที่จะได้รับมัน ดีกว่าเยอะเลยถ้าเปรียบเทียบกัน เฮ้อ...
บอกได้แค่ว่า เศร้าใจกับโลกนี้คับ ผมไม่เศร้าใจกับมหาลัยแห่งนี้แล้ว ผมเศร้าใจที่ว่า ความโลภของมนุษย์ เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจมาก คนเรายอมทำทุกอย่างในโลกนี้เลยเหรอ เพื่อตัวเอง เศร้า แม้ง เชี้ย...

ขอไว้อาลัยให้โลกแห่งนี้ อยากลาบวชตลอดชีวิตเลย โลกแม้งเศร้าวะ แต่เราต้องลากชีวิตเรากลับมา มีโลจิกข้อหนึ่งที่เราเจอใน I, Robot ก็คือ My Logic is un-deniable. นั่นคือบทสรุปของผมครับ โลจิกที่ว่า มนุษย์โลกเกิดมาใช้กรรม ตราบใดที่ยังมีมนุษย์อยู่ โลกของเราก็จะเป็นเช่นนี้...

ผมวาดฝันที่จะสร้างโลกในอุดมคติขึ้นมา เป็นโลกในความฝันจริงๆ ที่เราไม่ต้องพบกับผู้คนมากนัก ไม่ต้องแก่งแย่ง เงินทองไม่จำเป็นต้องใช้ อยู่สันโดษในป่า พร้อมกับความพอเพียงที่ไม่มากเกินไป อยู่กับคนที่เรารัก มีความสุข ใช้ชีวิตอย่างไม่คิดอะไรพวกนี้ เป็นชีวิตที่พอเพียง พอใช้ และมีความสุข โดยไม่ต้องสนใจโลกภายนอก แต่มันจะเป็นไปได้ไหม

ฝันเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ เราสู้คับ เราสู้กับใครไม่ได้ แต่ที่เราทำได้ คือ เราต้องไม่ยอมให้พวกจันไรนั่น เข้ามาทำเอาความฝันเราพังทลายคับ ผมเคยประทับใจในอะไร แม้ว่าความประทับใจนั้นต้องแลกมาด้วย เลือด หยาดเหงื่อ และน้ำตา ผมก็จะทำมัน ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจอยู่ ผมจะไม่ท้อ ไม่ว่าใครหน้าไหน วิธีการคือ เผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ แต่แอบแฝงด้วยคุณธรรม ประโยคหลังค่อนข้างกินใจคับ แต่จะทำอย่างไรนะเหรอ เหอๆๆๆ ไม่บอก...

ใครก็ตามที่ปองร้ายผมอยู่ตอนนี้ จงทราบไว้เถอะ พระเจ้าให้อภัยพวกคุณเสมอ ถ้าพวกคุณกลับตัวเข้าหาท่าน แต่สำหรับเรา ท่านมีโอกาสทั้งหมด 3 ครั้งที่จะแก้ตัว ถ้าท่านพลาดมากกว่านั้น ก็...
(ย้อนกลับไปดูที่ตัวหนา เผด็จการเบ็ดเสร็จ แต่แอบแฝงด้วยคุณธรรม)

Crazy Dreamz

posted on 02 Jan 2007 20:48 by l0ui5  in General
Crazy Dreamz
เรื่องนี้เป็นความคิดบ้าๆ ของผู้ชายบ๊องๆ คนหนึ่ง ตอนนี้เขาเรียน คณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ปี 2 เทอม 2 กำลังฝันถึงอนาคตที่อยากให้มันเกิดขึ้น
ถ้าถามเมื่อสองปีที่แล้ว ตอนที่เอนทรานซ์ อันดับ 1 วิศวะ คอม จุฬา(ไม่ติดชัวร์ เผื่อฟลุก) อันดับ 2 วิดวะ คอม กะเสด(คาดหวังสูงปี๊ด) อันดับ 3 วิดวะ จุฬา อันดับ 4 วิดวะ กะเสด เห้อ 4 อันดับมีแต่วิดวะ แต่ถ้าถามจริงๆ เราอยากเรียนวิดวะเหรอ ? ก็ตอบยากนะ เราฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าโตขึ้นอยากเปนอะไร คำตอบคือ อยากเป็นครู (สมัยประถม) พอขึ้นมัธยม พอเริ่มเล่นคอมเป็น ถามว่าอยากเป็นอะไร (อยากเป็นคนสร้างคอมพิวเตอร์) แต่พอขึ้นมอปลายปุ๊ป ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป จุดมุ่งหมายในการเรียนมอปลาย ก็เพื่อเป็นสายตรง ในการสอบสายที่เราเคยวาดฝันไว้ เพราะว่าตอนมอต้นเราฝันอยากเป็นคนสร้างคอมฯ ดังนั้นจุดหมายตั้งแต่นั้นมาของเรา คือ วิดวะคอม เราถูกปูพื้นทุกอย่าง เพื่อหนทางแห่งนี้โดยตรงเลย แล้วมันใช่ที่เราฝันตอนนั้นแล้วหรือ
จำได้ว่าตอนนั้น มอ 5 เราเริ่มเปิดเวปเพื่อดูวิชาเรียนตอนมหาลัย ตอนนั้นดูไม่ค่อยรู้เรื่องร็อก เห็นวิชามันน่าสนุกดี ก็เลยเปิดหาอ่านดู วิดวะ คอม มีวิชาน่าสนใจเยอะแยะเลย อยากเรียน AI เผื่อจะสร้างหุ่นยนต์ได้เหมือนในหนัง อะไรพวกนั้นหละ แต่เราก็ยังแอบมีความฝันเล็กๆ อีกสองความฝันที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น อย่างหนึ่งคือ ปรัชญา หมายคนอาจจะงงๆ ว่า ไอ้คนอย่างเราเนี่ยนะจะอยากเรียนปรัชญา ช่ายแล้วคับ ไม่ผิดร็อก ตอนนั้นเราชอบจำคำคมต่างๆ ที่จารึกอยู่ในหนังสือเล่มหนึ่ง มันมีคำโดนๆ มากมาย(ซึ่งตอนนี้ลืมหมดแล้ว) อย่างเช่น เรามีชีวิตอยู่ เพื่อ อะไร คำว่าเพื่อมีความหมายมากมาย ทั้งในความคิด จิตวิญญาณ ศาสนา ช่วงนั้นเราจึงชอบดูหนังไปในตัวด้วย ในหนังชีวิตหลายๆเรื่อง จะมีคำคมแหลมๆ ซ่อน และทิ่มแทงใจคนดูอยู่ในหนัง บางเรื่องสะท้อนถึงชีวิต ปรัชญา ความเป็นจริง และความฝันรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้งและกลมเกลียว อย่างคำอมตะในหนังเรื่อง สไปเดอร์แมน "The Great Power comes with Great Responsibility." ความสามารถที่ยิ่งใหญ่ มากับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง หรือแม้แต่หนังเรื่อง ฟอเรส กัมพ์ "Love is like a chocolate box, you never know what inside." อะไรประมาณนี้แหละ เป็นความฝันเล็กๆ ที่ติดตัวคนอย่างเราเข้ามาในมหาลัย เป็นหลักปรัชญาที่เรานำมาใช้ในการดำเนินชีวิตบ๊องๆ ของเรา ถามถึงความฝันนี้เหรอ มันสลายไปนานแล้วละ...
ความฝันที่สอง คือ การเป็นนักจิตวิทยา ตอนนี้มีคนมากมาย ที่พอเราพูดถึงจิตวิทยา มันก็จะแซวเรา เพราะเรื่องผู้หญิง ป่าวเลย ช่วงที่เราได้รับแรงบันดาลใจเรื่องนี้มากที่สุด ไม่ได้เกิดจาก มุก นะ แต่เกิดจาก ไอ้ป๊อป เพื่อนสภานิสิตสุดแสบของเรา มันซิ่งมาจาก วิดวะ คอม บางมด ปี 2 เหมือนกับเราในตอนนี้เลย เราว่ามันก็อาจฝันเหมือนๆเรา แต่เรากับมันก็ต่างกันอยู่มาก ถามว่าได้รับแรงบันดาลใจเรื่องอะไร ก็ตอบว่า มันเหมือนความฝันในหนังเลย คนๆหนึ่ง สามารถเข้าถึงจิตใจของอีกคนหนึ่งได้ คนที่จะเรียนจิตวิทยาได้ ไม่ใช่ใครก็จะเรียนแล้วเก่งได้นะ แต่ต้องเป็นคนที่มีไหวพริบ ช่างสังเกต จดจำ เหล่านี้เป็นสมบัติของนักวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น ซึ่งเรื่องพวกนี้ เราค่อนข้างถนัดอยู่แล้ว หนังหลายเรื่อง ที่เล่าถึงความสามารถของนักจิตวิทยาในการอ่านใจคนอื่น เพราะหนัง มันคือหนังคับ คนเขียนทำยังไงก็ได้ให้คนดูคล้อยตาม แต่ในชีวิตจริง ใครที่ทำเช่นนั้นได้ ถือเป็นยอดคนจริงๆ ปัจจัยรอบข้างมากมายรุมเร้าให้โลกเปลี่ยนไป คนก็เปลี่ยนไป เห็นแก่ตัวขึ้น ทุกอย่าง เราอยากจะเข้าใจเหตุผลเหลือเกินว่าทำไมจิตใจมนุษย์ มันช่างโหดร้ายขึ้นทุกวัน นักจิตวิทยาเก่งๆ สามารถเล่นกับจิตใจมนุษย์ ได้อย่างรู้เท่าทัน เขาสามารถควบคุมให้ คนๆหนึ่ง มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ หรือแย่ลงก็ได้ นี่คือนักจิตวิทยาในอุดมคติของเรา เขาคือคนๆหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือได้ในพริบตาเดียว กับคำพูดเพียงไม่กี่คำ หรือสายตาที่แค่มองผ่านเพียงผิวเผิน ก็เข้าใจทุกอย่าง(เว่อโคด) ถามถึงตอนนี้ หลังจากเราได้เจอ มุก แรงบันดาลใจตรงนี้มันกลับมาอีกครั้งหนึ่งและ เราได้เจอกับคนที่เกือบใช่ คนที่เกือบจะเก่งดังที่เราพูด เธอสร้างความประทับใจ ดั่งจุดประกายแสงเทียนที่มอดดับไปแล้วขึ้นมาใหม่ เธอทำให้เห็นหนทางของความฝัน ว่ามันมีความเป็นไปได้ ความฝันที่เราหลงลืมไปแล้ว มันจุดประกายขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เราไม่ได้บอกว่าเราเบื่อภาควิชานี้แล้วนะ ป่าว ที่เราพิมพ์ไปเมื่อย่อหน้าที่แล้ว มันคือความฝัน ชีวิตจริงกับความฝันมันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เรามีชีวิตบนความฝัน หรือฝันกลางวันบนชีวิตจริง มีไม่กี่คนเท่านั้นหละที่ทำให้ความฝัน ที่เคยฝัน(แล้วไม่ลืมฝัน) ทำได้ดั่งฝัน ชีวิตจริงของเรา คือ คอมพิวเตอร์ เราไม่ล้มเลิก หรือหยุดมันกลางคันเด็ดขาด ยังไงเราก็ต้องให้จบสี่ปี เราเรียนคอม ก็เรียนอย่างสนุกสนาน มีเพื่อนที่ดี มีพี่ที่น่ารัก มีน้องที่ประทับใจ แค่นี้ก็เพียงพอ เพียง [b]เพื่อ[/b] ให้เราใช้ชีวิตในสังคมนี้จนจบผ่านไปได้ คอมพิวเตอร์ คืองานที่เราจะต้องทำ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ความฝันของเราอีกต่อไปแล้ว คอมพิวเตอร์มันคือเศษเสี้ยวความฝันหนึ่งของเราเท่านั้น 4 ปีที่เรียน จบไปเราอาจไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับคอมเลยก็ได้ หรืออีก 6 ปีต่อไปนี้ เราจะกลายเป็นนักจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่...
ความฝันบ๊องๆ ถ้ามีใครอ่านถึงตรงนี้ ก็คือ เราจะเรียน วิดวะคอม ให้จบ สี่ปี จากนั้นเราก็ซิ่วไปเรียน ปีหนึ่งใหม่ ที่คณะสังคม ภาควิชาจิตวิทยา เรียนอีก สี่ปี เมเจอร์อะไรเหรอ เราก็ยังไม่แน่ใจนัก ถ้าที่กะเสด ใกล้เคียงกับสายที่เราอยากเรียนสุดก็คงเป็น จิตอุตฯ ช่วงเวลาสี่ปีที่กลับไปเรียนใหม่นี้ เราก็คงจะเรียนโทควบไปด้วย คงเป็น โทวิดวะคอม กะเสดเนี่ยแหละ มันเรียนภาคค่ำ และก็อาจจะมีบริหารราม อีกตัว ที่เราจะแทรกเข้าไป สี่ปีถัดจากเราจบปริญญาตรีจากวิดวะคอมกะเสด เราจะยังคงไม่ทำงาน เราจะเรียนอีก สี่ปีเนี่ยแหละ พอจบสี่ปีนั้นแล้ว เราคงเป็นคนที่แกร่งกร้าวิชา มีจุดยืนที่แน่ชัด ทำตามความฝันของตัวเองสำเร็จได้
ก็นั่นอีกแหละ มันคือ ความฝันของคนบ๊องๆคนหนึ่ง ถามว่ามันจะเป็นไปได้ไหม มันก็เปนไปได้ เราอยากเดินตามความฝันนั้น แต่มันจะเป็นได้จริงเหรอ ย้อนกลับไปตอนที่เราอยู่มอ 6 ถ้าเราถามแม่เราว่า "แม่ ลูกอยากเรียน จิตวิทยา" แม่จะตอบเราว่าอะไร เราเดาว่า ถ้าเป็นตอนนั้น คำตอบของแม่เราจะเป็น "ก็แล้วแต่ลูกแหละ" หรือไม่ก็ "คิดดูให้ดีนะ สี่ปีถัดจากนี้ ก็แล้วแต่ลูกตัดสินใจแหละ" อืม คำตอบจะเป็นประมาณนั้น แต่ถ้าเราบอกแม่เราตอนนี้ว่า "ลูกอยากซิ่วไปเรียนจิตวิทยา ตอนจบวิดวะคอม ปี4 แล้ว" แม่เราจะตอบว่าอะไร ท่านคงแอบเศร้าที่เราเสียเวลาไปสี่ปีนี้มันสูญป่าวเหรอนี่ เงินที่อุตส่าส่งให้เรียนสี่ปี กลับเป็นสิ่งที่ลูกไม่ชอบ เหรอ? เราจะรับคำตอบนั้นจากแม่เราได้รึป่าวเราก็ไม่แน่ใจนักนะ แต่ถ้าได้ แม่เราจะตอบประมาณว่า "ลูกเสียเวลาไป 4 ปีแล้ว ดังนั้น 4 ปีนี้ ลูกต้องทำงานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อชดใช้ 4 ปีที่มันเสียไป แทนที่ 4 ปีจากนี้ลูกจะได้ทำงานมีหลักมีแหล่ง ลูกกลับต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่ง จุดยืนมันจะเปลี่ยนไป ชีวิตก็จะเปลี่ยนไป มันมีผลต่อการยอมรับจากรุ่นน้อง เพื่อน พี่ มากมาย ครูอาจารย์ เขาจะคิดยังไง เพื่อนที่เป็นความหวังให้เรา มันจะพูดว่าอะไรเมื่อเจอเรา "เฮ้ย ไอ้เม มึงซิ่วไปเรียนจิตวิทยาเนี่ยนะ" ลูกคิดดูเองแล้วกัน" ฮืม คิดแล้วหนักใจจริงๆเลยอะ
เราอยากจะบอกอย่างหนึ่ง ตั้งแต่ที่เราเคยฝันมา เราไม่เคยทำมันได้จริงซักอย่างเดียว ไม่รู้เพราะฝันแต่ละอย่าง เราไม่สามารถเดินตามความฝันนั้นได้ หรือฝันนั้นมันไกลเกินเราจะไขว่คว้าก็ไม่รู้ ตอน มอ3 เราเคยฝันว่าอยากเป็น ปธ.นักเรียน เราไม่รู้ร็อกว่ามันเท่ห์ยังไง เราเห็นเพื่อนเราอยากทำกัน เราก็เลยเข้าไปช่วย ทีแรกเราเป็นแค่ รอง.ปธ เท่านั้นหละ แต่สุดท้าย เพื่อนเรา ขอให้เราเป็น ปธ. สภา(สมัยนั้นมันบ้าการเมืองกัน มีปธ. นักเรียน, รองปธ. เวลาประชุมกันก็ต้องเปิดสภา จึงมีปธ. สภา) มันดูตลกๆนะ เราไม่มีตำแหน่งในคณะกรรมการ แต่ ณ. ที่ประชุม เราใหญ่สุด เราคุมการประชุม ทุกคนต้องฟังเรา... มันเป็นตำแหน่งที่แปลกมาก เมื่อสมัยตอนเรายังเด็กอยู่ จบ 1 ปี เราก็แทบไม่รู้เลยว่าเราทำอะไรไปบ้าง แต่ที่เราได้มาก็คือ ความเชื่อใจที่น้องได้จากตัวเรา น้องแต่ละคนที่เคยทำงานกับเรา ประทับใจเรา ให้เกียรติเรา เพราะเราเปนรุ่นพี่คนหนึ่ง ที่น้องรักและชื่นชม แต่มันก็แค่นั้น มันไม่ใช่ความฝันที่เราอยากจะทำเลย... ความฝันต่อมา ก็คือ ความฝันที่จะได้เป็น นายก อบ.ก. เนี่ยแหละ เราได้แรงบันดาลใจจากพี่กลุ่มหนึ่ง เราประทับใจเขาแทบตาย มันเหมือนฝันเลย ถ้าได้ไปยืนอยู่ตรงจุดนั้น แบบเดียวกับพี่เขา ไม่ว่าขวากนามจะเยอะแค่ไหน แต่เราก็อยากจะลองไปให้ถึงจุดนั้น แต่มาวันนี้ อุปสรรคอันนั้น ไม่ใช่ขวากนาม หรือภยันอันตรายใดๆ แต่เป็นทางที่เราจะเลือก เดินข้ามไป หรือไม่ข้ามต่างหาก มันต่างจากความฝันที่เราคิดไว้โดยสิ้นเชิง ทางที่เราสามารถเดินผ่านไปได้ หรือไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรา คนรอบข้างที่เขามองเรา หลายคนยกย่อง นับถือ เคารพ ให้เกียรติ มากมาย แต่อีกหลายคนเช่นกัน ชิงชัง ขยะแขยง ไส้เน่า อุบาศว์ ทำไมเราต้องแก่งแย่งกับพวกปัญญาอ่อนเหล่านี้ด้วย ทางที่เราจะเลือกนี้มันแทบจะไม่ได้อยู่ที่ตัวเราอีกแล้วเลย ถึงคนอื่นจะยอมรับ นับหน้าคาดตาเราไว้ ว่าปีหน้าแกเป็นนะ แต่ถามใจเรา ตอนเราอยู่ปี 1 ใครที่เคยอ่าน First Dream ก็คงจะได้ ตอนนั้นเราพูดเลยว่า เราจะเป็น พอมาปี 2 คำพูดก็เปลี่ยนไปอีกอย่างหนึ่ง มาตอนนี้เราพูดถึงทางเลือก มันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะเป็นนายก เมื่อถึงตอนนั้น มันจะอยู่ที่ว่า เราเลือกที่จะเดินทางนั้น หรือเลือกที่จะไม่เดินทางนั้นเสียมากกว่า ... เราคิดว่า ฝันนี้ก็คงจะเป็นอีกฝันหนึ่ง ที่เป็นเพียงแค่ฝัน และอาจไม่เกิดขึ้นจริงในอีกสองปีข้างหน้า
ฝันที่สาม มันเป็นอะไรที่เลื่อนลอย เคว้างคว้าง อาจเป็นเพราะ เป็นความฝันที่มันห่างไกล อีกนานกว่าจะไปถึง ชีวิตเราผ่านมาจะ 20 ปีเอง อีก 2 ช่วงของ 20 ปี เราถึงจะไปได้ถึงตรงนั้น คือ CEO ตอนมอต้น เรายังไม่รู้เลยว่าคืออะไร ตอนมอปลายแค่พอได้ยินชื่อ พอขึ้นมหาลัย เราก็รู้แค่ว่า ใครที่เป็น CEO ได้ จะต้องเป็นคนที่ไม่ธรรมดาในทุกๆด้าน แต่คนที่เก่งระดับเทพของ CEO ก็คือ สุดยอด ของสุดยอดคน ปัจจุบัน เราเข้าใจแค่ว่าCEO เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ของคณะกรรมกาบริหาร ของบริษัท ห้างหุ้นส่วนนั้นๆ ซึ่งคนที่จะเป็นคนรับคำปรึกษา จะเป็นพวก หัวหน้าบริษัท คนที่อยู่สูงที่สุดของห้างหุ้นส่วนนั้นๆ CEO อาจจะเป็นแค่นั้น คอยให้คำปรึกษา แนะนำ เพราะทุกนาทีของ CEO มีค่ามาก จนตีราคาค่างวดเป็นชั่วโมงได้ ละหลายหมื่น หลายแสน แต่เราได้บวกมุมมองของเราเพิ่มไปบางอย่าง CEO ต้องเป็นคนที่เข้าใจคน อ่านใจคนได้ เปรียบเสมือน ขงเบ้ง ที่เพียงแค่มอง ก็สามารถเข้าใจในทุกเหตุการณ์ต่างๆได้ เราสร้างความฝันนี้ขึ้นมา มันไม่แน่ร็อกว่าจะเป็นจริง เพราะมันอีกนานเหลือเกิน ตอนนั้นเราอาจเป็นตาแก่ บ๋องๆ เดินแก้ผ้าโตงๆ ตามโรงพยาบาลบ้าทั่วไป หรืออาจจะเป็นขอทานตกอับ นั่งอยู่ข้างสะพานลอยก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเรายังอยากจะเดินตามฝันนั้น มันมีอะไรมากกว่าที่เราจะต้องเรียน หลังจากจบสี่ปีจากวิดวะคอมนี้ไป จิตวิทยาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เปนไปได้ ถ้าเรามีโอกาสได้เรียน นั่นหมายถึงเราจะเข้าใจอะไรเกี่ยวกับคนได้อีกเยอะ บริหาร คงเป็นสิ่งจำเป็นอยู่แล้วสำหรับ CEO และถ้าเรายังคงไม่ยอมจำนนกับคอมพิวเตอร์ การต่อโท วิดวะคอม คงจะช่วยอะไรเราได้อีกเยอะเลย
ถ้าคุณอ่านพารากราฟ สี่อันย้อนขึ้นไปจากอันนี้ จะพบว่า ไอ้หนทางบ๊องๆ ที่เราฝันนั้น ถ้าเราทำ มันก็อาจจะเกิดเป็นความฝันที่สามของเราได้ มันจะไม่กลายเป็นความฝันบ๊องๆ ของคนบ้าๆคนหนึ่ง CEO มันไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกทางเดินเช่นนี้ แต่นี้คือคนทางหนึ่งที่เราสร้างไว้ เพื่ออนาคตอันแสนไกล ที่ไม่รู้เราจะมีชีวิตอยู่ถึงไหมด้วยซ้ำ ความฝันบ๊องๆนั้น รวมไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากมี และเราอยากเป็น ความฝันนี้ แค่ตอนนี้เราก็ท้อแล้ว เพราะจากพารากราฟ สามอันย้อนจากอันนี้ อุปสรรคแรกสุดที่เราต้องเจอ เราก็บรรยายไว้หมดแล้ว ถ้าให้เราฝอยมากกว่านี้ แค่นี้คงยังไม่หมด ทั้งหมดที่เรากล่าวมา มันเหมือนเป็นปรัชญาชีวิตของเรา จุดมุ่งหมายปลายทางของเรา เราฝันเอาไว้ไกลมาก ไม่รู้มันจะเป็นแค่ความฝันอีกไหม ไม่รู้มันจะห่างไกลเกินความจริงแค่ไหน ไม่รู้ว่าทางที่เราจะเลือก มันแค่เราเลือกที่จะเดินข้ามไป หรือไม่ข้ามต่างหาก เฮ้อ... ชีวิตหนอชีวิต
ใครที่ทนอ่านมาได้ถึงตอนนี้ และติดตามอ่านมาตลอด คงเข้าใจชีวิตบ้าๆของผมดีแล้วละ ผมจะเฉลยหนึ่งในปรัชญาชีวิตของผม ตั้งแต่เข้ามาในมหาลัยแห่งนี้ข้อหนึ่งให้ฟัง ว่า "การที่ใครซักคนจะโด่ดเด่นขึ้นมาในสังคม ตราบใดที่เขายังเป็นคนธรรมดาอยู่ ยังไงก็ยังเป็นคนธรรมดานั้นอยู่วันยังค่ำ เมื่อใดที่คนธรรมดา กล้าลุกขึ้นมา ทำอะไรที่มันโดดเด่นและแตกต่าง ก็เหมือนเสมือนกับ ชาวนาเห็นแกะดำ ถ้าไม่ถูกเชือดตาย ก็กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์" คิดแค่นี้ ถามว่าคุณจะยอมเป็นแค่ คนๆหนึ่งในโลกใบนี้เหรอ แค่นี้คุณจะยอมเป็นคนธรรมดา เป็นแกะขาว ที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลก แค่นั้นเหรอ ยังไงคุณก็ต้องตายอยู่แล้ว เราจะยอมตายเหมือนคนปกติ หรือยอมตายอย่างมีศักดิ์ศรี หรือยอมตายอย่างไร้คุณค่า ก็อยู่ที่ตัวคุณเองจะเลือก ชีวิตมีแค่ 0 กับ 1 มีแค่ ทำ กับ ไม่ทำ ข้อแม้อื่นๆ มันก็แค่ปัจจัยเสริม ความน่าจะเป็น สุดท้ายแล้ว ยังไงคุณก็ต้องเลือกว่า จะทำ หรือ ไม่ทำอยู่ ดี

ปล. เรานั่งพิมพ์เมื่อนานมาแล้วละ ตั้งแต่ปีที่แล้ว อิอิ(28/12) แต่เน็ตดันเน่านาน ก็เลยมาอัพใช้ให้ หุๆๆ

BackUp ไว้ เผื่อ วันใด ความจำเราเสื่อมขึ้นมา
รู้สึก เหมือนคนบ้า ที่ใกล้บ้าเข้าไปทุกวัน เพราะเดี๋ยวนี้คิดอะไร เหมือนคนบ้าไปซะทุกอย่าง มีอยู่วันหนึ่งไปถึงอนุสาวรีย์และ ไม่ได้เตรียมตัวไปซื้ออะไรร็อก แต่เห็นของอย่างหนึ่งมันราคาถูกดี ก็เลยซื้อไว้ และจะเอาไว้แจกเพื่อนๆ พี่ๆ ตอนปีใหม่ แต่ด้วยความขี้เกียจกลับ เพราะเราต้องไปสยามต่อ ก็เลยไปสยามก่อน แล้วก็หาทางไป ไปรษณีย์ เพื่อส่งพัสดุ กลับมาหาตัวเองที่บางเขน ด้วยความไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ก็เลยให้ มอไซ พาไปส่ง ไปกลับ หมดไปตั้ง 100 บาทแนะ แหะ โกงได้ใจมาก ค่าส่งก็แล้วแต่กล่องอะ กล่องเราขนาด 10 บาท ค่าพัสดุธรรมดาอีก 20 แต่รวมค่าโง่ทั้งหมดไป 130 เหอๆๆ นั่งแท๊กซี่ไปกลับหอ ก็พอๆกันเลย...
มาพูดถึงหัวข้อดีกว่า คือว่า อยู่ดีๆ คิดขึ้นมาได้ว่า อยากจะเอาหัวไปชนอะไรซักอย่าง ให้ความจำมันหายไปเลย(ตอนนั้นกำลังบ้า) จะได้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร แล้วเราก็ลองเอาหัวโขกกับโต๊ะดู พยายามให้เหมือนในหนัง แต่โขกไปก็โง่ เจ็บตัวป่าว มันก็ยังไม่ลืมซักที ก็เลยมานั่งคิด ด้วยความอยากที่จะ ความจำเสื่อม แบบจำอะไรไม่ได้ซักอย่าง แบบในหนัง ประมาณว่ากะลังอินเลิฟ กับสาวคนหนึ่ง แล้วดันลืม ประมาณ 50First Date หรือ รักจัง ประมาณไหนก็ได้อะ ก็เลยมีไอเดีย BackUp ความทรงจำ ไว้ในบล็อกนี่แหละ คือ มันมีบางอย่างที่ถ้าเราลืมหมด มันก็แย่ซิ เช่น Password เข้าอะไรเงี้ย เออ คือ บางอย่างมันเป็นรหัสอะ ซึ่งเราเชื่อว่าตัวเองตอนนั้น ถึงโง่แค่ไหน คงอยากรู้แหละ ว่าตัวเองเขียนเพื่ออะไร มันต้องมีเหตุผลบ้างซิ อ่อ และก็ เพื่อนๆ ที่เคยอ่าน ถ้าเราความจำเสื่อมขึ้นมาจริงๆ ก็ให้เราเข้ามาอ่านบล็อกนี้นะ มันคงไม่โดนลบไปอีก 50 ปีร็อกนะ(เหอๆๆ) ถึงจะไม่เข้าใจ แต่ก็ช่วยนายคนนั้นหาคำตอบหน่อย มันอาจจะอ่านยากและยากจะเข้าใจ แต่ก็พอจะ... เอาเหอะ ตามนี้ละกัน

^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^
+ นายคือชายคนหนึ่ง มีหลายชื่อ ชื่อจริง มีความหมายเป็น อาวุธของนักปราชญ์ และมันหมายความถึงตัวนายเช่นนั้นจริงๆ นายเกิด วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2530 เวลา 11 โมงกว่าๆ
+ ตอนเด็กๆเรียนอนุบาลที่ วัดคลอง 18 มีครูหมู สอนนายอยู่ พอขึ้นประถม ก็มาต่อที่ประชาฤกษ์ พอขึ้น ป.3 ก็มาต่อที่เซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา ตอนแกขึ้น ม.1 แกต้องขอบคุณ มาสเตอร์ สมมาตร(ตา-มาตร) เป็นมาสเตอร์คนแรกๆ ที่ให้แรงบันดาลใจในการเล่นคอม แก่แก มาสเตอร์สมศักดิ์ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้แกเรียนสายวิทย์ ตอน ม.2 มีมาสเตอร์สุรัตน์ กับ ครูเพรชรัตน์ ที่ช่วยให้แกเลือกชีวิตที่ถูกต้อง ตอน ม.ปลาย นายมีเพื่อนสนิท 4 คน แก๊ง F4 คือ ป๊อปปี้, มาส-jsl, แซม-เด็กดอย และก็ไอ้ 1ฮะ มีพี่ที่แสนดีอย่าง พี่จิ๊ป, ครูโด่ง ครูชีวะตัวแสบ, ครูลำเพย ครูวิทยาศษสตร์ใจดี, มาสเตอร์ บี สอนอังกฤษแก ให้เก่งดั่งปัจจุบัน, มาสเตอร์เป็ด จอมโม้เรื่องใต้เข็มขัด, มาสเตอร์ วรวุฒิ ป๋าสอนเคมี ต้องขอบคุณอีก 2 คน คือ มาสเตอร์ จักรี และ ครูซ่อนกลิ่น ที่เป็นที่รักขอทุกคน อ่อเกือบลืม ครูแก่น กับมาสเตอร์สุเมธ ครูประจำชั้นของนาย
+ พูดถึงครูดีๆ มาเยอะและ คราวนี้มีเพื่อนคนหนึ่ง ที่รู้รหัสผ่าน ทุกอย่างของนาย ทั้ง ฮ๊อตเมล์ และอื่นๆ คนนั้นก็คือ TL นายคงหาหมอนี่ได้ไม่ยาก มันเป็นเพื่อนบ้านข้างๆนายหละ แค่นายบอกไปว่า "แพง แพง แพง" ก็แค่นั้น นายนั่นคงเข้าใจ
+ มาที่ความฝันดีกว่า นายเรียน วิดวะ คอม ตอนขึ้นมหาลัย นายเคยฝันอยากเป็น แพทย์จิต แต่คงได้แต่ฝันมั้ง
+ นายเคยชอบผู้หญิงหลายคน แต่คนที่นายประทับใจสุดๆ มีสองคน คนหนึ่งเรียนจิตวิทยา ชื่อของเธอ คือ ชื่อของสิ่งที่ใช้ห้อยคอของเธอไว้ เธอเป็นคนร่าเริง นายประทับใจเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอตอนที่นายสมัคร อบ.ก. ตอนปี 2 ย้อนกลับไปที่ความฝันก่อนละกัน
+ ตอน ม.3 นายเคยเป็นประธาน สภาของโรงเรียน ไม่ได้ทำอะไรร็อก เป็นแค่ตำแหน่งเท่านั้นหละ ตอน ม.6 นายเป็นหัวหน้าห้อง ม.6/1 ก็เท่านั้นอีกเช่นกัน ตอนนายอยู่ปี 1 นายทำสภานิสิต ตอนอยู่ปี 3 ทำสโมสรวิศวะ ตอนอยู่ปี 4 ทำงานอบ.ก.(รึป่าว)
+ กลับมาที่ผู้หญิง อันดับสองของนายเป็นรุ่นน้องของนายที่โรงเรียนเก่า เธอไม่สวยร็อก ไม่น่ารักเท่าไหร่ด้วย แต่เก่ง รู้สึกว่านายจะชอบคนเก่งนะ และก็แอบเล่นละครทีวีด้วย ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นดังซะที คงเพราะเธอไม่ค่อยสวยมั้ง ส่วนรักครั้งแรกของนาย เธอก็กลายเป็น เพลย์เกิร์ล ไปแล้ว อย่าไปยุ่งเลย
+ มาที่เรื่องครอบครัวดีกว่า พ่อและแม่ที่แสนดีของนาย คงยืนอยู่ข้างๆนายตอนนี้นะ และก็มีลุง ป้า อีกหลายๆคน ... นายคงทำความรู้จักกับเขาได้ไม่ยาก ปู่ ย่า ที่ไม่รู้จะอยู่ถึงตอนนั้นของนายรึป่าว
+ มาที่นิสัยของนายดีกว่า นายเป็นคนพูดมากอย่างไร้สาระคนหนึ่ง ถ้านายจะพูด แต่ถ้านายจะไม่พูด นายก็จะไม่พูดเลยซักคำหนึ่ง เพราะปมด้อยของนายตอน ม.ต้น ที่ไม่ค่อยจะมีเพื่อนสนิทกับเขาเลยซักคน นอกจากไอ้ ณัฐภัทร-วิทยาจุฬา นายคงไม่ลืมนายนี่นะ มันก็คล้ายๆนายอะ เก่งจนหาเพื่อนคบไม่ได้ ก็เลยไม่คบกับใครและก็ ไอ้เอิง-หมอจุฬา เพื่อนกันสามคนทำโครงงานอันดับหนึ่งของโรงเรียน 55+นายเริ่มมีเพื่อนตอนม.ปลาย ก็กลุ่มF4นั้นนะแหละ(มี 5 คน แต่เรียก F4) เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของแกเลยนะเว้ยกลุ่มเนี้ยอะ พอนายขึ้นมหาลัย นายได้ให้คำมั่นสัญญากับ สามกษัตริย์ ของนายเอาไว้ ว่านายจะเปลี่ยนตัวเอง ให้กลายเป็นคนที่ใช้ศักยภาพของตัวเองได้อย่างสูงที่สุด ทำให้นายกล้าคิด กล้าแสดงออกมาก ต้องขอบคุณความประทับใจนี้กับ พี่แบงค์(พี่สายรหัสแก) พี่โน๊ต(พี่ตัวใหญ่ๆ พี่ภาคแก) ทั้งสองเป็นเหมือน Symbol ของแกเลยทีเดียวละ ความกล้าแสดงออกทุกอย่าง รวมถึงอะไรที่บ้างๆ บ๊องๆ นี่ก็เพื่อ ให้นายเป็นคน ที่เหนือกว่าคน พยายามที่จะคิดอะไรที่แตกต่างออกไป กล้าพูดกล้าทำ และกล้าแสดงออก มันมากจนถึงขั้นเหลือเชื่อ ตอนปี 1 นายรู้จักเพื่อนสภาคนหนึ่ง ชื่อ ไอ้พี่ป๊อป มันซิ่วมา จำได้ป่าว มันเป็นคนปลุกระดมความคิดแก แกจำที่คิดไว้ได้ป่าวที่ว่า ตอนปี 4 นะ นายจะเป็นนายกอบ.ก. ส่วนไอ้ป๊อป มันก็เป็น ประธานสภา ปีนั้น กะเสดจะยิ่งใหญ่ที่สุด 55+ เป็นจริงรึป่าวไม่รู้ซิ มันทำให้เราทำงานเป็น (มันไม่ได้สอนนายร็อก นายศึกษางานเอง) ก็นั่นแหละ นายนั่งอ่านธรรมนูญนิสิต อยู่หลายฉบับ และหลายรอบอยู่ พอนายขึ้นปี 2 เทอม 2 นายได้เจอคนๆหนึ่ง ที่เปลี่ยนชีวิตแกไปพอสมควร คนๆนั้นเปลี่ยนทรงผมนาย บังคับให้ตัดเล็บ โกนหนวด และอื่นๆ อีกมากมาย เธอเป็น ซิมบอล แห่งความดี เธอชอบทำบุญ นายก็เช่นกันแหละ แต่นายไม่ชอบทำบุญต่อหน้าคนอื่น เพราะเป็นการทำบุญเอาหน้า เอาใจคนอื่นเขา เธอทำให้นาย กลายเป็นคนที่ยึดถือศีลธรรมขึ้นมาทันที ทำให้นายกลายเป็น คนที่เป็นคน เธอเก่งซะจน นายไม่เคยที่จะโต้แย้งความคิดของเธอเลยซักคำ... เอาเถอะ สรุปก็คือ เธอเป็น คนที่นายประทับใจที่สุดแหละ แต่เธอคงไม่ชอบนายร็อกนะ เพราะเธอเป็นคนร่าเริงไง คนร่าเริง ทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันร็อก
+ งานอดิเรกของนาย ก็คือ ดูหนัง อ่านหนังสือบ้าง นานๆที และก็เล่นเน็ต ตามภาษาเด็กของวิดวะคอม มีเพื่อนทางเอ็ม ชื่อ Pim;cbat เป็นเพื่อนสนิทของนายคนหนึ่ง ฮืม มีอะไรอีกละ
+ อ่อ นายชอบปรัชญา จิตวิทยา และก็ฟิสิกส์
+ เรื่องสุดท้ายและ เรื่องสำคัญด้วย ถ้าตอนนั้นนายยังไม่มีแฟน สิ่งสำคัญที่สุดสามอย่างในตัวแก ที่จะเป็นตัวพิสูจน์ว่า เขาเข้าใจแกจริง และรักแกจริง สามสิ่งนั้น ผู้หญิงคนนั้นจะต้องตอบได้ สามสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่แกรู้สึกภูมิใจในตัวแกที่ได้เกิดมา สามสิ่งนั้นคือ สิ่งที่นายเห็นแล้วสวยที่สุด, สิ่งที่นายสะท้านที่สุดเมื่อมองเห็น และ สิ่งที่นายไม่คิดว่าจะเป็น อ่า...ใครก็ตามที่รู้จักนาย และรู้คำตอบของสามสิ่งนี้ อย่าทิ้งเธอไปละ เพราะเธอเป็นคู่แท้ของนาย ตราบจนวันตายเลยละ
+ อ่อสุดท้ายจริงๆ นายเป็นคนที่รักครอบครัวมาก เสียสละทุกอย่างได้เพื่อครอบครัวของนาย นายเกิดราศีกรกฎ นั่นหมายถึง การที่นายจะรักใครซักคน ความรักนั้นเป็นความรักที่ตายแทนกันได้ และคำคมที่นายชอบที่สุด ตั้งแต่เกิดมาเลย ก็คือ "ทุกสิ่งทุกอย่าง เริ่มต้นได้ ที่ตัวของเราเอง"

^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^^

อ่า ฝอยมาเยอะ ไม่รู้แค่นี้จะพอรึป่าว แต่ก็คงบรรยายตัวเราได้พอสมควรแหละ เพื่อนๆลองเอาไปทำดูมั่ง แล้วจะรู้ว่า ความบ้ามีจริง 55+
ปล. เหมือนเขียนชีวประวัติตัวเองเลยวะ แต่มันดูเหมือนพินัยกรรมมากกว่า หุๆๆ

คนเราเกิดมาทำไม

posted on 05 Jan 2007 01:28 by l0ui5  in General

คนเราเกิดมาทำไม

เป็นคำถามปรัชญาที่ ถามใครๆ ก็คงตอบไม่เหมือนกันแน่นอน แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น เรามาพูดถึงเรื่องปกติในชีวิตเราก่อน ตอนช่วงปีใหม่ วันที่ 1-2 เราไปเยี่ยมปู่ ย่าที่ต่างจังหวัดเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน เราไม่เคยชอบที่จะไปที่นั่นเลย ไม่ได้รังเกียจ แต่มันน่าเบื่อมาก ที่นั่นไม่มีอะไรทำเลยซักอย่าง รวมถึงเพื่อนคุย มีแต่ญาติแก่ น้า ป้า คนแก่ๆทั้งนั้น เราไม่ค่อยชอบสนทนากับคนแก่ซักเท่าไหร่นัก เพราะ เราว่าชีวิตปกติ เราไร้สาระแล้วนะ คนพวกนั้น ไร้สาระกว่าเราอีก แล้วมันเกี่ยวอะไร ก็คือ ช่วงเวลา 2 วัน 1 คืนเนี่ย ถ้าเราไม่นับตอนคุยโทรสับกับเพื่อน รู้สึกว่าเราพูดไม่ถึง 10 ประโยค... หลายคนอาจจะอึ้ง ไอ้หมอนี่มันบ้าแน่ ที่ไม่ยอมพูดกับใครเลย ก็คือว่า ไม่ใช่ไม่มีใครพูดด้วย แต่เราไม่พูดเองต่างหาก ใครถามอะไรก็ตอบ เราไม่ชอบจ้อแจ้กับคนแก่เท่าไหร่เลยอะ ไม่ใช่ไม่เห็นใจนะ แต่น่าเบื่อ คือ พวก มุมมอง อะไรพวกนั้นอะ มันต่างกันค่อนข้างมาก บางเรื่องที่เราว่าตลก แต่พวกเขาไม่รู้เรื่องเงี้ย พูดไปก็หงุดหงิดป่าว ก็เลยไม่พูดซะทีเดียว หมดเรื่อง เราเหมือนเด็กอกตัญญูยังไงก็ไม่รู้ แต่เราก็ไม่พยายามแก้ไขมันนะ มันเป็นแค่ช่วงเวลาๆหนึ่ง เท่านั้น ที่ไม่ได้สำคัญอะไรหนักนา เราสงสารพวกคนแก่ๆ ที่ป่วยหนัก เขาน่าจะให้โอกาสผู้ป่วยตัดสินใจด้วยตนเอง ที่เลือกจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันตาย หรือยอมตายเพื่อไม่ให้ลูกหลานต้องทนลำบาก เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องที่ยาก แต่คนกลุ่มหลังย่อมมีอยู่แล้ว ซึ่ง ถ้าเรายอมรับการที่เราตายได้ มันก็ดีใช่ไหมละ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดร็อกใช่ไหม แต่กฎหมายน่าจะเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้บ้าง... ฟังดูน่ากลัวนะ แต่เราว่ามันน่าจะดีกว่า ถ้าคนๆนั้นยอมรับความจริงได้ และจะได้ไม่เป็นภาระของคนที่ยังมีชีวิตอยู่...
ย่อหน้าที่ผ่านมา ดูเหมือนเราเป็นคนแล้งน้ำใจมาก ไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา บ้างเลยหรือไร ก็ใช่แหละ เราไม่ใช่คนดี 100 เปอร์เซนต์ซักหน่อย เรื่องพวกนี้มันเป็นความไม่ชอบ ไม่อยากส่วนตัวต่างหากแหละ มันมีผลกรรมตามมาเหมือนกันนะ การที่เราไม่ได้สนทนากับคนอื่น ครั้งนี้ มันทำให้เรา โง่ลง พูดจาไม่รู้เรื่อง เรียบเรียงคำพูดไม่ได้ อาการเหล่านี้มันเกิดขึ้นทุกทีเมื่อเราไม่ได้พูดกับใคร 1-2 วัน แบบว่า คุยภาษาคนไม่รู้เรื่องอะ พูดไปคนฟังก็งง จับใจความไม่ได้ และช่วงนั้นจะออก เอ๋อๆ ด้วย ทำอะไรเพี้ยนๆไปหมด และที่สำคัญก็คือ ความสามารถในการตัดสินใจ และเรียบเรียงคำพูด นี่แย่ลงไปอย่างทันตา เราสังเกตตัวเองมาหลายครั้งแล้ว เมื่อเราทำพฤติกรรมขวางโลกเช่นนี้ โลกมันก็มีเรื่องน่าเบื่อ ที่ต้องอดทนมากมาย ผลและกรรม มันก็ตามทันเร็วเสียเหลือเกิน การที่เราพูดให้คนอื่นเข้าใจไม่ได้เนี่ย ค่อนข้างส่งผลต่อการทำงานเยอะนะ ก็คือ เราลำดับความสำคัญของเนื้อหาที่พูดไม่ได้ ก็ไม่มีใครเข้าใจ แล้วก็จะเริ่มงง และก็เริ่มไม่สนใจเรา ไม่ฟังที่เราพูด เกิดอารมณ์ขัดแย้งอย่างน่าหงุดหงิด เราสังเกตอาการจากเพื่อนเราบ่อย ที่บางคนมันเกาโน่นเกานี่ แบบว่าไม่สนใจเราเลยอะ ก็แอบเซ็งอยู่นิดๆเหมือนกัน ที่เราต้องเป็นอย่างนั้น แต่โชคร้าย ที่มันเป็นโรคประจำตัวของเราไปแล้วเสียละ

มาที่หัวข้อเรื่องดีกว่า คนเราเกิดมาทำไม ยิ่งคิด ก็ยิ่งไปไกล เพ้อเจ้อมาตั้งแต่ แล้วโลกมันจะเกิดขึ้นมาทำไม จักรวาล ทำไมมันต้องสร้างสิ่งมีชีวิต ทำไมมนุษย์ต้องวิวัฒนาการมาจนสามารถทำลายล้างโลกได้ สารพัดเลย เราจึงสโคป ให้แคบที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือ เราเกิดมาในโลกนี้ ณ ปัจจุบันกาล เพื่ออะไร ตอนวันก่อนวันสิ้นปีใหม่ เราดูหนังเรื่อง ทรอย เพิ่งซื้อดีวีดีมา ใจจริงก็อยากดูเป็นพิเศษอยู่แล้ว ชอบ เอริค บาน่า ที่เล่นเป็นเฮคเตอร์ กับ แบรด พิต ที่เป็น อาร์คีลิส สองคนนี้เล่นได้หนักแน่นพอๆกันเลย แต่ละตัวละครก็มีคาแรกเตอร์ที่ต่างกัน มาที่เฮคเตอร์ก่อนดีกว่า เขาเป็นลูกชายคนโตของกษัตริย์ที่ครองเมืองทรอย เขาเป็นรัชทายาท ผู้สืบบัลลังก์ เก่งกายทั้งด้านการรบ และอื่นๆ มีความหนักแน่น กล้าหาญ เข้มแข็ง ชีวิตเกิดมา ด้วยวัตถุประสงค์ที่แน่นอน คือทำเพื่อแผ่นดินของตัวเอง คือ ทรอย ส่วนอีกคนหนึ่งคือ อาร์คีลิส เขาเกิดมาท่ามกลางสงครามของโรมันในยุคของสปาต้า อาร์คีลิส เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง มีฝีมือเก่งกาจมาก สมองเฉียบไว ไหวพริบเป็นเลิศ เขาเกิดมาอย่างไร้ซึ่งจุดมุ่งหมาย แต่เพราะความสามารถของเขา ทำให้เขาต้องเผชิญกับความจริง ที่ว่าเขาเป็นนักสู้ที่เก่งที่สุดในยุค สองตัวละครนี้แตกต่างกันค่อนข้างมาก คนหนึ่ง เต็มเปลี่ยมไปด้วยจุดมุ่งหมายของชีวิต เกิดมาเป็นว่าที่กษัตริย์ ครองบัลลังก์ ส่วนอีกคนหนึ่ง เป็นแค่คนๆหนึ่ง ใช้ชีวิตไร้แก่นไปวันๆ อาร์คีลิสไม่ได้ต้องการมีชีวิตอย่างนี้เลย เพราะเขาโดนกษัตริย์บังคับให้ทำในตอนแรกๆ แต่ตอนที่พวกเขาบุกเมืองทรอย อาร์คีลีส์มีจุดประสงค์อย่างหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มาก จากคำพูดของแม่ของเขา ที่บอกว่า "ถ้าเจ้าเลือกที่จะไม่ไปทรอย เจ้าจะพบกับหญิงสาวแสนน่ารัก ได้แต่งงานกัน มีลูกชาย ลูกชายจะเคารพยกย่องพ่อของเขา ตราบจนพ่อของเขาตาย แต่เมื่อพอเขาตาย ชื่อของเจ้าก็จะเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ถ้าเจ้าเลือกไปทรอย เจ้าอาจจะมิได้กลับมาอีก ชื่อของเจ้าจะเป็นที่กล่าวขาน เลื่องลือ ไปอีกหลายร้อย หลายพันปี เจ้าจะไม่ได้มีชีวิตที่มีความสุข และเจ้าอาจตายในสงคราม" แล้วสุดท้าย อาร์คิลิสเลือกอะไร คำตอบคือ เขาเลือกที่จะไปทรอย พอเขาไปทรอย เขาก็มีโอกาสได้เลือกอีกครั้ง แต่แล้วทุกอย่างก็ปันใจให้เกิดความจริงขึ้น กลายเป็น อาร์คีลิส ที่ฆ่าเฮคเตอร์ตาย ชื่อของเขาถูกจารึกไว้อีก เป็นพันๆปี แต่นั่นใช่เหตุผลของคำถามที่ว่า เราเกิดมาเพื่ออะไรเหรอ?
มันก็ยังไม่ใช่เสียทีเดียว มันมีคำพูดหนึ่งของอาร์คีลิส ที่ถูกถามว่า "ทำไมท่านถึงเลือกชีวิตอย่างนี้" อาร์คีลิสตอบว่า "ข้าไม่ได้เลือกชีวิตของข้าอย่างนี้ แต่ชีวิตของข้า เกิดมาเพื่อสิ่งนี้" (I born to be.) คำพูดคำนี้แหละคือคำตอบของปรัชญานี้ของเรา เหมือนซาราห์กับจอร์จ เธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ มันก็ใจความใกล้เคียงกัน แต่เราจะขยายมันให้เข้าใจหน่อย ก็คือ คนเราเกิดมา มันก็ต่างวิถี ต่างครอบครัว สิ่งแวดล้อมต่างกัน ทุกอย่าง ไม่มีใครเหมือนกันหมดร็อก ยกเว้นเสียแต่ พระเจ้าเคยบอกไว้ว่า คนเราเกิดมาด้วยเหตุผลซึ่งคล้ายคลึงกัน เราไม่ได้เกิดมาไร้สาระนะ พุทธบอกว่า คนเราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม นั่นก็ใช่แหละ เราเกิดมาโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะชดใช้กรรมในชาติที่แล้ว หรือก่อนหน้านั้น สำหรับในความหมายของเรา I Born To Be นั่นหมายถึง เราเกิดมา เพื่อเป็นในสิ่งที่เราเป็น เราเก่งอะไร คิดมาก พูดน้อย ขี้บ่น ปากหมา นั่นคือเหตุผลเข้ามา โลกนี้มีคนเยอะเกินไป คนที่จะเข้าใจสัจธรรมมันก็มีจำนวนเท่าเดิม อาจลดน้อยลงด้วยซ้ำ แต่เหตุผลที่เราเกิดขึ้นมา ก็เพราะถูกคาดหวังจาก ใครก็ไม่รู้ พ่อ แม่ พี่น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย และอื่นๆ เราเกิดมาเพราะคนสองคนชอบกัน และอยากมีใครซักคนช่วนสานต่อความสัมพันธ์ พร้อมที่จะสืบทอดคำว่า มนุษย์... เพราะอะไร ก็เพราะเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกที่จะเป็นไม่ได้ และเลือกที่จะมีชีวิตอย่างไรก็ไม่ได้เช่นกัน คนเรามีทางเลือกเดียว คือการตัดสินใจ ซึ่งมันเป็นแค่สับเซตของ การเกิดมาเท่านั้นแหละ...
ยากที่จะเข้าใจจริงๆ ไม่ได้คาดหวังว่าใครจะอ่านเข้าใจนะ เพราะเรื่องปรัชญาพวกนี้ น้อยคนจริงๆจะเข้าใจ เราโชคดีที่ไปเจอเหตุการณ์ที่เราสามารถเข้าใจหลักการดำเนินชีวิตได้ ก็เท่านั้นเอง เลยมาเล่าสู่กันฟัง ไม่รู้ว่า การที่เราไม่ได้พูด