Movie

10 Vampire Movie

posted on 31 Oct 2009 18:56 by l0ui5  in Movie

10 Vampire Movie

     เนื่องในเทศกาลฮาโลวีนปีนี้ ผมก็มีหนัง แวมไพร์ที่พอได้ดู มาแนะนำ สำหรับคอหนังแนวนี้โดยเฉพาะ มาเริ่มเคาน์ดาวน์กันเลยดีกว่า ผมเลือกเฉพาะที่ผมเคยดูน่ะ และก็วิจารณ์สั้นๆแบบไม่พยายามสปอยอะไรมาก ขอให้สนุกกับฮาโลวีนน่ะคับ

1. Let the right one in ผมให้เรื่องนี้เป็นหนังที่เกี่ยวกับแวมไพร์ที่ดีที่สุด เท่าที่เคยมีมา เป็นหนังสวีเดน น่ะครับ ความเจ๋งของหนังก็คือ คนรักกับแวมไพร์ เป็นหนังเสียดสีสังคมที่ทำออกมาได้ รุนแรง และเจ็บปวดมากที่สุดเรื่องนึงครับ

2. From Dusk till Dawn ใครที่ดูเรื่องนี้จบได้นี่ซูฮกจริงๆ แต่ผมถือว่าเป็นหนังแวมไพร์อันดับ 2 ในดวงใจเลย ไม่อยากสปอยมาก บอกได้แค่ว่านี่เป็นหนังแวมไพร์ที่ จอร์จ คลูนีย์ กับ เควนติน ทาแรนติโนนำแสดง โดยมีโรเบิร์ต ร๊อดริเก้ กำกับ หนังมันสุดๆๆ จริงๆคับ

3.  I Am Legend ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่ามันเป็นหนังแวมไพร์ได้ยังไง แต่ถึงกระนั้น(นับไปเถอะ) ก็เป็นหนังที่วิล สมิธแบกรับภาระคนเดียวทั้งเรื่อง(เพราะในหนังพี่แกแทบจะเล่นอยู่คนเดียว) เป็นหนังที่ทรงพลัง(แต่ไม่มาก) แต่ก็ดูแบบเครียดๆ ได้นิดหน่อย หนังภาพสวยมากครับ

4. Interview with the vampire หลายคนอาจจะไม่รู้จัก แต่ผมบอกได้แค่ว่า นี่เป็นหนังที่ ทอม ครูซ ปะทะ แบรด พิตต์ หนังแวมไพร์เรื่องนี้เป็นแนวหล่อ ปะทะ หล่อ ที่ดูแล้ว เฮือก เรื่องหนึ่ง ว่ากันว่า ได้เห็น ทอม กับแบรด ประชันกันในเรื่องนี้ ก็คุ้มกว่าความสนุกใดๆในหนังแล้ว

5.  Van Helsing เป็นหนังที่เหมือนว่าจะฮิต แต่ก็ไม่ฮิตมากนัก พี่ฮิวจ์ แจ๊คแมนเป็นแวน เฮลซิ่ง ปราบผีเรื่องนี้ เพราะได้นางเอกสาวสุดสวยอย่าง เคท เบนคินเซล หนังจึงพอดูได้พอสมควร แค่นี้ก็คุ้มแล้วครับที่ได้ดู

6.  Night Watch& Day Watch มันเป็นหนัวแวมไพรรัสเซีย ที่คนครึ่งนึงเกลียด คนอีกครึ่งนึงชอบ เพราะมันบ้ามาก ภาพสวยงามมาก เป็นหนังแวมไพร์ที่ดูแล้วแตกต่าง นำเสนอการปราบแวมไพร์แบบที่หลุดโลกทีเดียว แถมเป็นผลงานกำกับของผู้กำกับสุดบ้าของ ผกก Wanted มีแต่พี่แกเท่านั้นแหละที่ทำแบบนี้ได้

7. Blade 2 หนังที่ดีที่สุดในไตรภาคนี้ เป็นหนังฆ่าแวมไพร์ที่ไฮเทคทีเดียว พี่เวสลี่ย์ สไนเปอร์ ก็บ้าพลังสุดๆ เสียดายภาพ 3 หลุดโลกไปหน่อย ไม่งั้นก็จะอีกหนึ่งไตรภาคที่สนุกทีเดียว

8. Underworld เป็นหนังไลเคน ปะทะแวมไพร์ ที่มีดี แค่เคท เบนคิงเซลคนเดียวเท่านั้น บทก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่เพราะฉากนั้นฉากเดียว แม้ไม่เห็นอะไรแต่ก็คุ้มที่จะดู

9. Dracular 1979 ผมว่า ผกก. ฟรานซิส ฟอร์ค ค๊อปโปลา น้อยคนจะไม่รู้จัก เพราะพี่แกทำ The Godfather หนึ่งในหนังที่อมตะที่สุด แต่พี่แกฟอร์มตกสัดๆกับ แดรกคูล่า แม้ว่าจะได้ดาราแม่เหล็กจัดๆสมัยนั้นอย่าง คีนู รีฟ กับ แกรี่ โอลแมน แต่ก็ไม่ทำให้หนังมันดีขึ้นแม้แต่น้อย เพราะ หนัง ติสสสเกิ้น

10. Twilight ไม่เคยดูร็อก แต่เป็นหนังแวมไพร์เรื่องสุดท้ายที่ผมนึกได้ หนังแวมไพร์ดังๆมีไม่มาก เอาว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายในลิสแล้วกัน

     เ็ร็วๆนี้จะมีหนังแวมไพร์หลายเรื่องที่น่าสนใจ อาทิ Daybreaker ถ้าเกิดว่าประชากรส่วนใหญ่ของโลกเป็นแวมไพร์ แล้วมนุษย์เป็นเหยื่อ เมื่อมนุษย์ใกล้สูญพันธุ์ แค่พล็อตก็น่าสนใจแล้ว

Kafoo: Waiting for Happiness-Part1

posted on 29 Oct 2009 17:28 by l0ui5  in Movie

Kafoo: Waiting for Happiness 

ที่วันหนึ่งได้เขียนคำอธิษฐานทิ้งเอาไว้
“ แต่งงานกับผมเถอะ .. แล้วผมจะทำให้คุณมีความสุข “
จากวันนั้น มีจดหมายลึกลับส่งมาให้เขา
จดหมายที่เขียนลงท้ายว่า
“ ถ้าคุณพูดจริง  ฉันจะขอเป็นเจ้าสาวของคุณเอง “

     มันทำให้ผมนึกถึงตัวเองเต็มๆเลย สุดยอดมาก

     บทความนี้จะออกไปในแนวทางพูดถึงหนัง มากว่าจะวิจารณ์หนังน่ะครับ

     หลายคนอาจจะเคยเห็นผมใช้คำว่า Kafoo บ่อยแล้ว มันแปลว่าอะไร

คาฟุ  หมายถึง ข่าวดี แต่คนแถวนี้มักจะบอกมันหมายถึงความสุข

     แล้ว Kafoo ของคุณละ คืออะไร

     หนังแห่งสัญลักษณ์เรื่องนี้ เริ่มจากถุงมือ อดีตที่มือโดนไฟไหม้ ไม่มีความจำเป็นต้องอาย แต่เลือกที่จะปกปิด เพราะเหตุการณ์ไฟไหม้ เป็นเหมือนเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้ จำต้องปกปิด เหมือนกับนิสัยของพระเอก สาเหตุที่เขาไม่มีแฟน เพราะภาพของแม่ที่ทิ้งเขาไปเป็นภาพที่เขาตราตรึง กับคำว่าสูญเสีย ทำให้เขามองผู้หญิงเป็นสิ่งที่สูงส่งเกินไปสำหรับเขา

    กิ่งไม้ต้องคำสาป อะไรที่อยู่ที่ไหน มันก็ควรจะอยู่ที่นั่น ไม่ควรเปลี่ยนแปลงมัน มันเหมือนปลาแซลมอน อ่ะคับ ที่ตอนเกิดอยู่ต้นน้ำ แล้วว่ายออกหาอาหารไปเรื่อย จนถึงฤดูวางไข่มันก็จะกลับบ้านเกิดเพื่อฟักไข่แล้วตาย มันเป็นความหมายของการหวนคืน ไม่มีใครไม่คิดถึงบ้านเกิดจริงไหมครับ มันคล้ายๆกับการเวียนว่ายตายเกิด กิ่งไม้มันอยู่ที่ไหน มันก็ควรสูญสลายไปกับสิ่งนั้น ผมเปรียบเหมือนการจากไปของแม่ และความหวังที่จะกลับมาแต่เธอทำไม่ได้ สิ่งสุดท้ายที่ฝาก คือให้กิ่งไม้มันกลับไปอยู่ที่ๆของมัน เหมือนคนเราเกิดจากดิน สุดท้ายก็ตายกลับไปเป็นดินเหมือนเดิม

     รองเท้าที่โดนขโมย เป็นตัวแทนของการต่อสู้ และยืนหยัด ชายผู้ซึ่งขลาดกลัวเรื่องผู้หญิง แต่ทำไมถึงไม่ยอมให้ใครขโมยรองเท้า เขาเลือกที่จะต่อสู้ในสิ่งที่เขาสู้ได้ แม้ว่านี่จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ๆสำหรับเขา

     เจ้าหมาคาฟู ทำไมหมามันต้องชื่อคาฟู เพราะมันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ไม่มีความทุกข์ เคยเห็นสุนัขทุกข์ใจอะไรบ้าง เมื่อมันอยู่กับเจ้าของ เหมือนว่ามันจะมีความสุขตลอดเวลา แต่นั่นใช่ความสุขที่แท้จริงเหรอ ความรักของตัวละครแต่ละตัวในหนังกับเจ้าคาฟูเนี่ย เป็นการแสดงออกภายนอกของมันเท่านั้น มันคือความสุขที่เหมือนจะจอมปลอม แต่ความสุขจอมปลอมนั้น จะเป็นความสุขที่แท้จริงถ้าเรา จริงใจต่อมัน

     อื่นๆที่ผมไว้เขียนต่อ เพื่อนบ้านที่แสนอดทน, ชายผู้เป็นปรปักษ์กับคนในหมู่บ้าน, ยายผู้รู้อนาคต, ไอศติมแท่ง, เสื้อผ้าและทรงผม, กระเป๋าใบใหญ่ของนางเอก, บ้านริมทะเล, เธอทำกับข้าวไม่เป็น ฯลฯ

     ทั้งหลายที่ผมกล่าวมานี่ เป็นปมที่ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่ง รักชายคนหนึ่งได้หมดหัวใจ(ได้ยังไง) มันเหมือนจะไม่เกี่ยวเนื่องกัน แต่มันต่อเนื่องกัน ปมที่สอดคล้องกัน มันเหมือนกับสิ่งที่คนรัก ต้องการจากคนที่เขารักจริงๆ เป็นหนังโรแมนติกที่ผมชอบ ด้วยความหมายมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียวละ

(ยังไม่จบเน้อ)

เฉือน

posted on 24 Oct 2009 11:24 by l0ui5  in Movie

เฉือน

    "Old Boy ในอีกเวอร์ชั่น"

    ใครยังไม่เคยดู Old Boy รีบหามาดูน่ะครับ ราคาดีวีดีเหลือแผ่นละไม่ถึงร้อยแล้ว

     ก้องเกียรติ โขมศิริ= ปาร์ค ซุน วุค

     ผมเพิ่งนึกขึ้นมาได้เต็มๆกับเรื่องนี้นี่แหละ ว่าผกก. ทั้งสองนี่คล้ายกันสุดๆ คือ แนวบ้าเลือด เลือดสาด บ้าพลังทั้งคู่ แต่ต่างคนก็มีเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว

    ผมคาดหวังเฉือนตั้งแต่ประกาศสร้าง เพราะผกก. ก้องเกียรติ โขมศิรินั้น ชื่อเสียงขจรขยายมาตั้งแต่ลองของ และไชยา โดยเฉพาะเรื่องหลังนั้น ผมแทบจะลุกขึ้นปรบมือให้ตอนดูในโรงซะด้วยซ้ำ สุดยอดและไม่ผิดหวังจริงๆ เป็นหนังที่สร้างมิติหนังดีให้กับเมืองไทย จนได้ ผมเคยเขียนวิจารณ์ไชยา ตอนช่วงต้นๆของบล็อคนี้(ขี้เกียจหา ลองไปหาดูเองแล้วกันน่ะครับ) รู้สึกเป็นเกียรติอีกครั้งที่ได้เห็นหนังไทยที่มีคุณภาเช่นนี้อีก

    วิศิษฐ์ ศาสน์เที่ยง เป็นผกก.อีกคนหนึ่ง ที่ได้ชื่อว่า เรคโทร จัด คือ แนวพี่แกจะออกอาร์ทๆ และมีสไตล์ ดูมีสีสันพอสมควร ตั้งแต่ฟ้าทะลายโจร มหานคร และงานสุดยอดของพี่แกเปนชู้กับผี เป็นหนังผีที่มีมุม อย่างคาดไม่ถึง ส่วนด้านการเขียนบท ใครจะคิดว่าพี่แกอยู่เบื้องหลังหนังอลังๆหลายๆเรื่อง อาทิ นางนาก 2499 อันตพาลครองเมืองผมยังรู้สึกลึกๆว่า พี่แกเป็นนักเขียนบทได้ดีกว่าผู้กำกับ(55+) และผลงานที่ยิ่งใหญ่ของพี่แกเรื่องถัดไป อินทรีแดง อีกไม่นานเกินรอ

    สำหรับเฉือน เป็นการสลับงานกันระหว่าง ก้องเกียรติ กับวิศิษฐ์ จากเปนชู้กับผี ที่ก้องเกียรติเขียนบท วิศิษฐ์กำกับ เป็นวิศิษฐ์เขียนบท และก้องเกียรติกำกับ ซึ่งผลลัพท์ของเฉือน ผมว่าเป็นเช่นนี้ลงตัวกว่าที่จะให้วิศิษฐ์กำกับแน่ๆ

     หลังจากชื่นชมผู้กำกับไปแล้ว เรามาชื่นชมนักแสดงดีกว่า เป้ ผมก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าพี่แกจะพลิกบทบาทได้ถึงขนาดนี้ จากหน้าหล่อๆ เอ๋อๆ ในหนังสามสี่เรื่องที่ผ่านมา กลายมาเป็นมือปราบที่นิ่ง และมีมิติอย่างเหลือเชื่อ แล้วแถมพี่แกยังยอมลงทุนเพื่อการแสดงในหลายๆฉาก เป็นที่น่ายกย่องยิ่ง บทตัวนำแน่นๆแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงบทของ แบรด พิตต์ ใน Se7en และใน Fight Club เหลือเชื่อว่าบทนี้มันจะมีมิติขนาดนั้น ไม่แน่ว่าต่อไปเป้ อารักษ์ จะกลายเป็น แบรด พิตต์เมืองไทยก็เป็นได้

    นก ฉัตรชัย ชื่อนี้การันตรีอะไรหลายๆอย่าง แม้ว่าหลายคนจะขัดใจสีผมขาวๆของพี่แก แต่ผมว่า มันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของ มาเฟียที่เป็นตำรวจ คือเหมือนจะเป็นคนดี แต่ที่แท้ก็คนชั่วในคราบคนดี น่าทึ่งทีเดียว

    อีกสองคนที่น่าชื่นชม คือ นักแสดงเด็กสองคนที่เล่นคู่กัน ซึ่งเป็นคีย์หลักของหนังในการนึกย้อนอดีต คล้ายๆกับ 20th Century Boy เลยแหะๆ การดำเนินเรื่องก็เช่นกันคือหนังมันเป็นแนวค้นหาในเฉือนก็คือ ตามหาฆาตกรส่วน 20th Century Boy เป็นการค้นหาว่าใครคือเพื่อน

    สำหรับบทหนัง พล็อตใหญ่ๆของหนังจะเป็นการย้อนระลึกไปถึงความทรงจำในอดีต เพื่อเป็นการเสาะหาว่า ใครคือคนร้าย ซึ่งเราพอที่จะเดาได้ว่าเป็นใครตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่จุดไคลน์แม็กซ์ของเรื่องทำให้คนดูอึ้ง ชะงักงัน อย่างคาดไม่ถึงว่า แท้จริงแล้วฆาตกรช่างใกล้ตัวสะเหลือเกิน

    ที่ผมว่าคล้ายๆกับ Old Boy นั้นก็ตรงบทและการดำเนินเรื่องนะแหละ Old Boy มีการระลึกเหมือนกัน ระลึกเพื่อค้นหาว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงที่เขาโดนขังคุก 15 ปีคืออะไร ซึ่งแท้จริงแล้วนั่นไม่ใช่ประเด็นที่ต้องการของคนที่จับตัวเขาไป ประเด็นของ Old Boy คือทำไมต้อง 15 ปี เช่นเดียวกับเฉือน ปมของเฉือนคือการค้นหาว่า ใครที่เป็นฆาตกร แล้วฆาตกรจะอยู่ที่ไหนได้ แต่ปมคลายด้วยการบอกว่า ฆาตกรอยู่ใกล้ตัวเหลือเกิน คนที่ไม่คิดว่าจะเป็นฆาตกร กลับกลายเป็นฆาตกรไปได้

    เฉือนไม่ได้เอา Sex เป็นจุดไคลน์แม็กซ์เหมือนกับ Old Boy ซึ่งผมยังเสียดายเล็กๆ เพราะหนังที่เอา Sex เป็นฉากไคลน์แม็กซ์อย่าง Old Boy มันสุดยอดจริงๆ ฉากนั้นนี่พลิกหน้าหนังไปเลย ซึ่งแม้ว่าในเฉือนจะมีฉากนั้น แต่ไม่ได้เน้นมากมาย เป็นฉากที่เน้นเพิ่มความสำคัญเท่านั้น ไคลน์แม็กซ์ของเฉือน จึงเป็นสองเหตุการณ์ที่เกิดคู่กัน ในขณะที่พระเอกรู้ความจริง ตัวร้ายก็พยายามที่จะทำบางอย่าง ซึ่งไคลน์แม็กนี้ เป็นชื่อหนัง เฉือน ได้อย่างลงตัวทีเดียว

     "มึงทำลายชีวิตกรู รู้ไหม" เจ็บสุดในหนังก็ประโยคนี้แหละ เป้พูดประโยคนี้ได้เจ็บปวดที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่หนังนำไป ทำให้ตอนจบของหนังแทบจะไร้ประโยชน์ไปเลย เพราะเหตุผลการทำคดีนี้ ทำให้ตอนจบมันกลายเป็นความสูญเสีย มันเหมือนคดีต้องห้าม ที่พอทำแล้ว รู้ความจริงทั้งหมด รู้งี้ไม่ทำดีกว่า ประมาณนี้ นี่คือเฉือนอย่างเจ็บๆ ทีเดียวละ

    มาเรื่องการตัดต่อบ้าง มีการย้อนไปย้อนมาซะเยอะ แทบจะครึ่งๆของหนังทีเดียว ที่เล่าอดีต และเล่าปัจจุบันต่อไปเรื่องๆ ซึ่งการสลับไปสลับมาในช่วงแรกๆคนดูน่าจะมึนๆพอสมควร เพราะยังจับทางไหนไม่ได้ ยังไม่ค่อยจะเข้าใจว่านี่เป็นอดีต หรือปัจจุบัน ช่วงแรกของหนังเราจะเข้าใจได้ชัดเจนเมื่อดูรอบที่สอง แต่รอบที่สองจะไม่สนุกเท่าตอนแรกเพราะเรารู้แล้วว่าฆาตกรคือใคร แต่ก็สนุกในการดูว่า ฆาตกรที่เราเห็นอยู่นั้น ทำอะไรไว้บ้าง ซึ่งมันจะทำให้เสียดแทงใจดำเราลึกๆทีเดียว

    เพลง นี่ไม่พูดไม่ได้ เพลงมันบาดมากกว่าเฉือน ความรู้สึกผมน่ะ มันบาดลึกไปกับเสียงไวโอลีนที่มันเสียดแทงใจเข้าไปลึกสุดๆ เมื่อเพลงนี้ดังขึ้น กับฉากไคลน์แม็ก นี่คืออารมณ์ที่ตัวละครได้รับหลังจากรับรู้ความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง มันสุดยอดเกินคำบรรยายจริงๆ และเพลงนี้เราจะได้ยินเป็นเสียงดนตรีอื่นๆ ตั้งแต่ต้นเรื่อง ทั้งคีย์บอร์ด กีตาร์ หรือจังหวะเบสเร้าๆตอนต้นเรื่อง เป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยายจริงๆ น่าจะมี ost ขายบ้างน่ะหนังเรื่องนี้

    และท้ายที่สุดคืองานด้านภาพ ขอปรบมือ แปะๆให้กับรายละเอียดที่ทำให้เราเห็นได้ทุกมุมมองอย่างลงตัว สวยงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารถไฟฟ้ามาหานะเธอ เลย เป็นอีกหนึ่งมุมของประเทศไทย ทั้งกรุงเทพฯ และพัทยา ที่เป็นมุมมองในแง่ลบ และนำเสนออกมาได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบ

    ขอปรบมือให้กับหนังไทยดีๆแบบนี้ ที่หายากซะเหลือเกิน คิดว่าเฉือนจะเป็นคู่แข่งของ สามชุก ได้อย่างเมามันในเวทีรางวัลต้นปีหน้าได้อย่างสนุกเป็นแน่แท้ หนัง 18+ น่ะครับกับฉากเฉือนกันจ๊ะๆ ใครที่เคยดูลองของ แล้วไม่ไหว เรื่องนี้ก็ไม่แนะนำครับ หนังมันโหดร้ายกว่าที่คิดไว้เยอะทีเดียว ตอนจบมันก็พีคมาก จน เชี้ยเอ้ย "มึงทำลายชีวิตกรู" สาดดดด

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

posted on 16 Oct 2009 09:30 by l0ui5  in Movie

รถไฟฟ้า มาหานะเธอ

    ในบรรดา 6 ผู้กำกับ 365ฟีล์ม เนี่ย ผมว่า ผกก.ปิ๊ง เนี้ย ด้อยวิทยายุทธสุดในทั้งหมด ซึ่งผมก็เชื่อว่าทั้งแก๊งค์รู้ตรงนี้ดี จึงได้พยายามหายอดฝีมือในด้านอื่นๆ มาช่วยเสริมให้หนังของพี่แกดีขึ้น แต่นั่นก็ทำได้แค่ให้คนดูวัยรุ่น กรี๊ด กร๊าดขึ้นมาได้พอสมควร แต่ผมว่ามันทำได้เท่านั้นแหละ

    น่าเสียดายกับตัวอย่างหนังที่ตัดออกมาได้ดีมาก แต่ตัวหนังนั้นกลับลุ่มๆดอนๆ แต่ก็ไปถึงฝั่งได้สำเร็จในตอนจบ ไอ้ช่วงลุ่มๆดอนๆเนี่ย ทำเอาผมท้อใจมากพอสมควร กว่าจะทนดูให้จบ เพื่อให้ได้ไคลน์แม็กที่ดูดีกว่าหนังทั้งเรื่องได้

     มี 2 สิ่งเท่านั้นในหนังที่ผมชอบ ก็คือ งานด้านภาพ พี่เก้ง สุดยอดจริงๆครับ ทำเอากรุงเทพฯสวยมั๊ก น่าอยู่สัดๆ ทั้งที่คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯทุกวันอย่างผม ยังรู้สึกอึ้งในการนำมุมภาพที่ เห้ย มันสวยได้ว่ะ มาอยู่ในหนัง ให้กลิ่นอายเหมือนกับว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองที่น่าอยู่ ทั้งๆที่มันไม่น่าอยู่เลยซักนิด 

    อีกหนึ่งอย่างที่ผมชอบ ก็คือ ฉากเหตุผล(ไคลน์แม็กซ์) ไปถึงฉากจบ โดยเฉพาะฉากจบ มันโดน แหะๆ มันทำให้ผมนึกถึงใครบางคนที่เคยทำแบบนี้ให้ และทำให้เราเข้าใจว่าทำไมต้อง BTS ไม่ใช่ MRT

    นอกนั้นบอกตามตรงผมไม่ค่อยชอบเลยซักอย่าง ตัวพระนางสองคนแคสได้ดี คือทั้งสองคนเข้ากับบทดี แต่ไหงมันรั่วทั้งคู่เลยฟร่ะ นั่นเพราะบทล้วนๆ คือสถานการณ์รั่วเนี่ย มันเป็นความรู้สึกของวัยรุ่น เหมือนกรีดดารา แต่เป็นกรี๊ดผู้ชายหล่อ หนังเอาจุดนี้เป็นจุดขาย ซึ่งบอกตามตรง ผมไม่ค่อยชอบดูหนังที่เอา Teenage เป็นจุดขายซักเท่าไหร่ เช่น Fame, Twilight, Hanah Montana, 17 Again หนังของ Zac หรืออย่าง Bandslam หนังที่ขาย Teenage ผมไม่คิดจะดูร็อก เพราะมันสนอง Need เกินไป มันขาดความเป็นศิลปะไปพอสมควร

    เข่นกันกับรถไฟฟ้า ความเป็นศิลปะของหนังหายไปค่อนข้างมาก แต่พอได้ในมุมกล้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบอยู่แล้ว โดยเฉพาะฉากรถไฟฟ้าสวนกันในช่วงท้ายๆของหนังก่อนจะจบ หนังที่ดีควรจะมีนัยยะที่ดูแล้วสะท้อนถึงความเป็นไปของหนัง ไม่ใช่เอาแต่ล้อเลียน หรือ ขายจุดที่มันเข้าถึงคนได้กลุ่มเดียว

    ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้เจาะตลาดมากไปหน่อยคับ คือมันจะดูลงตัวเลยกับคนดูที่ โสด หมวย ไม่มีคนมาจีบ แต่คนในมุมอื่นอาจจะมองหนังเรื่องนี้แคบลง และสำหรับผม หนังมันเหมือนหนังจีบกันทั่วไป และดันอารมณ์ให้สะท้อนคำตอบของการมีแฟน เพื่ออะไรเท่านั้น

     สิ่งที่ผมแอนตี้รุนแรง และเป็นการอดทนดูอย่างมาก คือดนตรีและฉากความคิด ซึ่งนี่มัน การ์ตูนเลยนี่หว่า คือ เท่าที่ผมเห็นมา หนังคนแสดง ที่ตัดไปฉากความคิดของตัวละครเนี่ย แป๊กๆ ห่วยๆแทบทั้งนั้น คือมันไม่เข้ากับภาพหลังของหนังอ่ะ คือ ไอ้เรื่องความคิดของตัวละครเนี่ย มันมาจากการ์ตูนทั้งนั้น เพราะถ้าการ์ตูนไม่มีฉากคิดระหว่างการต่อสู้ เราจะรู้ได้ไงว่าเขาคิดอะไร แต่กับหนังคนแสดง พอเอามาใส่แล้ว มันเหมือนน้ำใส่ในน้ำมัน มันเข้ากันไม่ได้อ่ะ ดูแล้วรู้สึกหงุดหงิด ที่จริงไม่ต้องใส่ฉากมา แค่เป็นเสียงพูดก้องเอ็คโค่ในใจขึ้นมาก็พอแล้ว ไม่ต้องตัดไปให้ฉากหลังเปลี่ยนด้วยร็อก มันไม่เข้ากับหนังเลย

     ส่วนเรื่องดนตรี เพลงที่หนังดันแทบตาย ผมได้ยินแค่เสียงกีตาร์ดีดประมาณ 2-3 รอบ แล้วเพลงจบดันเป็นของเฉลียงไปซะงั้นอ่ะ เออประหลาดเฟ้ย คือดนตรีเนี่่ย มันต้องให้อารมณ์หนัง เพลงหลายๆเพลง เนื้อหาเพลงเข้ากับเนื้อหาของหนัง แต่ทำนอง มันไม่เข้ากับจังหวะหนังซะเลย เออถ้าผมไม่เคยฟังเพลงนั้นๆมา ผมต้องตั้งใจฟังเนื้อหาเพงใช่ไหม ไม่ใช่ฟังแค่ทำนองแล้วจับอารมณ์ว่า เพลงมันให้อารมณ์ไหน เหรอ อย่างงี้งั้นเหรอ ไม่ใช่ม้าง

     มุกฮาแก๊กในหนัง ผมว่าแป๊กซะเยอะว่ะ ขนาดว่ามีหลุดคำว่าดราม่าออกมา คนในโรงเงียบกริบ ผมดันฮาอยู๋คนเดียว เห้อ มุกมันแคบไปหน่อยไหม

     หมดแระไม่รู้จะต่อว่ายังไง ผิดที่ผมเองที่คาดหวังไว้เยอะไปหน่อยเพราะงานภาพของพี่เก้ง ไม่น่าผิดหวัง แต่หลายๆอย่างมันดูไม่ลงตัวยังไงชอบกล แต่ก็ถือเป็นหนังที่โปรโมทไว้ดี น่าจะได้ดิบได้ดีกับจังหวะการโปรโมทที่ลงตัว หนังน่าจะไถไปเรื่อยๆและจบที่ร้อยล้านได้ไม่ยาก แต่น่าจะไม่แซง 5 แพร่งเพราะเรื่องนั้น น่าจะขายคนวงกว้างได้มากกว่า

    อีกอย่างที่ยังคงงงกับเรตติ้งเมืองไทย รถไฟฟ้าได้เรต ทั่วไป ฮืม ทั่วไป แต่แปะฉายตัวอย่างหนังด้วย มหาลัยสยองขวัญ มันน่าไหมละ ผมให้ PG คับ 

Miao Miao

posted on 03 Oct 2009 23:46 by l0ui5  in Movie

Miao Miao

    เป็นหนังที่ใส่สัญลักษณ์ มากซะจนผมคิดตามแทบไม่ทัน หนังดีกว่าที่คาดไว้มากมายก็เพราะสัญลักษณ์เนี่ยละครับ เต็มไปหมดเลย

    หลายท่านอาจจะสังเกตว่า งานเขียนของผมออกแนวปรัชญามากขึ้น ทำใจหน่อยครับ ผมมองงานศิลปะ เป็นงานศิลปะไปซะแล้ว

    Miao Miao กับประสบการณ์ครั้งแรกที่ House Rama เคยไปครั้งนึงครับ แต่ไม่ได้ดู(เข้าไม่ทัน หนังฉายตรงเวลา) นี่เป็นเรื่องแรกจริงๆ มีคนในโรง 2 คนถ้วน แจ่มมากครับ

    เป็นเรื่องราวของสาวสองคน ซึ่งสาวคนหนึ่งชอบสาวอีกคนหนึ่ง มีชายอีกคู่หนึ่ง สาวที่ถูกชอบไปชอบชาย ชายอีกคนชอบชาย และชายอีกคนก็ตาย ชายรู้สึกผิด ชายเลยไม่ชอบสาวที่ถูกชาย ... อ่านยากหน่อยครับ ถือซะว่ามันเป็นบันทัดสปอยแล้วกัน

     หนังโคตรสัญลักษณ์เรื่องนี้ มีสัญลักษณ์ขึ้นตอนเครดิตด้วย ผมนั่งดูจนจบแล้วนึกย้อนว่า ฮืม มันใส่สัญลักษณ์เยอะจริงๆ แม้กระทั่ง หัวหอมก็ยังเป็นสัญลักษณ์

     ผมคงไม่พูดว่าสัญลักษณ์ทั้งหมดมีอะไรบ้าง(ใครจะไปจำได้หมด) แต่ผมจะพูดบางอัน อย่างหัวหอม ผมชอบฉากนี้เหมือนกัน สาวคนหนึ่งอยู่ในช่วงอารมณ์พีค กำลังจะร้องไห้ หั่นหัวหอมให้ตัวเองร้องไห้ แล้วพูดความในใจให้สาวอีกคนหนึ่งฟัง ...โวว ลึกซึ้ง

     ฮืม เขียนยากแหะบทความนี้ ผมแนะนำให้ไปดูแล้วกัน รอตอนลงแผ่นก็ได้ หนังเรื่องนี้ดูง่ายครับ เป็นหนังโรแมนติกที่ฉับไวใช่ย่อย ช่วงแรกๆดำเินินเรื่องไปเร็วมาก จากนั้นค่อยๆผ่อนลง แนวโรแมนติกเร็วๆแบบนี้ผมไม่เคยเจอครับ นึกว่าหนังแอ๊คชั่น ตั้งตัวแทบไม่ติดทีเดียว แต่มันคือจังหวะของหนังเลย มันมีเหตุผลของมันว่าทำไมช่วงแรกถึงเร็วขนาดนั้น งานด้านภาพสวยมากครับ ทำให้ผมเห็นมุมที่สวย(บ้าง)ของจีน แต่เรื่องภาษา ในหนังมีพูดจีนบ้าง ญี่ปุ่นบ้าง ผมชอบภาษาญี่ปุ่นมากกว่าจีนครับ สำเนียง ถ้อยคำมันสละสลวยและลื่นหูกว่าภาษาจีนมากมาย ภาษาจีนมันเหมือนกักๆ การออกเสียงยังไงชอบกล

    เรื่องเพลง ว๊าว จะบอกว่านี่ก็เป็นหนังที่ใช้เพลงมากเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนักดนตรีด้วย เพลงกินขาดครับ เพราะๆทั้งนั้น แถมบางจังหวะเพลงถูกใช้ดำเนินเรื่อง ซึ่งยิ่งทำให้จุดนั้นพีคขึ้นไปอีก สุดยอดครับ

    เรื่องนักแสดง น่ารัก กินขาด ส่วนชายคู่ ผมก็แอบอึ้งๆไปนิดนึง มันกลายเป็นหนัง เกย์+เลส แล้วครอสกันด้วย ว๊าว แต่ไม่มีฉากอย่างงั้นซักฉาก ซึ่งผมเห็นด้วยครับที่ไม่มี ไม่งั้นอารมณ์ของหนังจะกระเจิงไปอีก หนังลงตัวดีอยู่แล้วครับ โดยเฉพาะบทย่อยๆที่ใส่ลงมา ลงตัวมาก

    ฉากที่ผมชอบที่สุด คือ ฉากซีดีครับ แน่นอนเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของหนัง ชื่อเพลงที่ร้อยเรียงต่อกัน... กินขาดสุดๆ

    ขออภัยอย่างสุดซึ้งถ้าท่านจะอ่านบทความนี้ไม่รุ้เรื่อง เอาว่าผมพูดเรื่องสัญลักษณ์มากไม่ได้ มันจะสปอยจนกระทั่งรู้หมด(จริงๆคือ ผมเพิ่งดูเมื่อเที่ยง แต่จำไม่ค่อยได้ว่ามีสัญลักษณ์อะไรบ้าง) เอาไว้ผมซื้อ DVD ดูอีกรอบ แล้วจะมาวิเคราะห์สัญลักษณ์ในหนังใหม่แล้วกัน หนัง 13+ น่ะครับ

ปล. ผมให้หนังเรื่องนี้ขึ้นหิ้งไปเรียบร้อยแล้ว เป็นหนึ่งในหนังโรแมนติก ดราม่าที่ผมชอบที่สุดแห่งปี เลยน่ะครับ(เหลืออีก 3 เดือน จะมีเรื่องใดมาแซงไหมเนี่ย)

The Time Traveller's Wife

posted on 03 Oct 2009 23:24 by l0ui5  in Movie

The Time Traveller's Wife

     ผมชอบปกหนังสือ มากกว่าโปสเตอร์ในหนังครับ เพราะหนังใส่ สัญลักษณ์ทางความคิดให้ผมมากมาย จนอยากอ่านหนังสือเล่มนี้มาก และเชื่อว่ามันเจ๋งกว่าในหนังมากมายครับ

     จะบอกว่า ผมค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ แต่โดยรวมกับคุณภาพของหนังมันไม่ค่อยจะดีมากอ่ะครับ แต่เพราะความชอบส่วนตัว ผมก็เลยจะแบ่งส่วนที่ชอบ และไม่ชอบออกมาอย่างชัดเจนในเอนทรีนี้ครับ

สิ่งที่ชอบ

1. บทครับ บทในที่นี้หมายถึง Main Plot ก็คือใจความหลักของเรื่อง เรื่องชายท่องเวลา กับเจ้าสาวที่ชอบชายท่องเวลา มันคือความโคตรโรแมนติก ซึ่งแน่ๆความเป็นจริงในโลกสมมตินี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นแน่นอน ผมแอบเชื่อเล็กๆว่า ผู้ประพันธ์เรื่องนี้ ได้สูญเสียคนที่รักไปแน่นอน เพราะมันเปรียบอารมณ์ได้กับว่า ชีวิตคู่ บางทีก็อยากให้เขาหายไป บางทีก็อยากให้เขากลับมา แม้ว่าเวลาที่สูญเสียไปแล้ว เราก็อยากเจอเขาในบางโอกาส นี่ตอบโจทย์ของ The Time Traveller's Wift ของชายย้อนเวลาได้อย่างลงตัวและสวยงามครับ

2. เพลงประกอบ หนังโรแมนติดถ้าเพลงประกอบห่วยนี่จบกันครับ แน่นอนไม่ห่วย ดีเกินคาดซะด้วยครับ สัญลักษณ์ของหนังที่เกี่ยวกับเพลงนี่กินใจผมมาก ตั้งแต่เพลงเปิด รวมถึงความหมายของมัน และรวมถึงที่ว่าทำไมชายท่องเวลาถึงไม่อยากร้องเพลงนั้นอีก แต่ลูกกลับร้องเพลง มันเป็นมิติที่บอกว่า ไม่ใช่ว่าเราจะลืมความทุกข์ได้ทุกอย่าง สิ่งใดที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว จะแก้อะไรก็ทำไม่ได้อีก

3. จังหวะของการท่องเวลา หลายคนอาจจะรู้สึกบ้องตื้นกับมันซะหน่อย แบบว่าพอคาดเดาได้ แต่ผมว่ามันเป็นจุดที่หักมุมของหนังในหลายๆช่วงเวลาทีเดียว ที่ผมชอบตรงนี้มากก็เพราะ เราต้องคอยสังเกตว่าขณะนั้น ชายท่องเวลาของเราจะเป็นคนในช่วงวัยเท่าไหร่ มันสนุกที่จะค้นหาครับ

4. เรเชล แม็คอดัม กับ อีริค บาน่า สองคู่พระนางที่ผมชอบที่สุดแห่งยุคแล้วครับ เรเชล เธอเป็นสาวมั่นไฟแรง เพราะเธอน่ารักเนี่ยแหละครับ ทำให้หนังโรแมนติกที่เกี่ยวกับเธอดูดีไปซะหมด แค่ยิ้มก็ทำให้โลกละลาย แหะๆๆ ส่วนอีริค บาน่า ผมค่อนข้างชอบพี่แกครับ ชอบมากใน Hulk มันเหมือนว่าบุคคลิกพี่แกมันคล้ายๆกับตัวผมเอง แหะๆ

5. งานด้านภาพ สวยเว่อครับ เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ผมชอบมากทีเดียว หนังไปถ่ายฉากโลเกชั่นที่มันสวยจริงๆ ชื่นชมครับ มุมกล้องยิ่งขับให้ภาพในหนังสวยขึ้นเรื่อยๆ ฉากที่ผมชอบที่สุด ก็คือ บ้านของนางเอกตอนเด็กๆครับ 

6. สัญลักษณ์ของหนัง หนังใส่ัสัญลักษณ์มาแม้จะไม่มาก แต่มีนัยยะพอสมควร ที่ผมชอบที่สุดก็คือ รอยมือที่ค่อยๆจางหายไปตอนจบ เข้าไปจะรู้ครับว่าช่วงนั้นมันพีคแค่ไหน อีกจุดที่ชอบ ก็อยู่บนปกหนังสือครับ มันคือเสื้อผ้า ฉากสุดท้ายของหนัง ฉากที่นางเอกวิ่ง ใช่เลยครับ "ผมไม่ต้องการให้คุณใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ ด้วยการรอคอยว่าผมจะกลับมาเมื่อไหร่"

สิ่งที่ไม่ชอบ

1. การตัดต่อ หนังมันมีช่วงเวลาย้อนไปย้อนมาเยอะ และจับใจความไม่ค่อยจะได้ หนังไม่พยายามจะยึดว่า เราจะตามตัวละครไหน ซึ่งเป็นข้อเสียมหันต์เลย ทำให้หนังแป๊กสนิทครับ หนังบางทีก็ตามพระเอก บางทีก็ตามนางเอก มึนๆ มั่วๆ รู้สึกได้อย่างชัดเจน ยิ่งช่วงต้นๆ หนังตัดต่อไม่ต่อเนื่องเอาซะเลยครับ มีช่วงที่วูบและเปลี่ยนอารมณ์ อย่างงงๆ อันนี้น่าผิดหวังจริงๆครับ ถ้าผมตัดน่ะ ผมจะเลือกตามตัวละครซักตัว เลือกเอาเลยว่าจะตามนางเอก หรือพระเอก ถ้าจะให้หนังเจ๋งงสุดยอดจริงๆ ตามพระเอกครับ ที่สุดแล้วจะยิ่งกว่า Memento อีก แต่ถ้าจะให้หวานๆ ต้องตามนางเอก แบบว่าช่วงพระเอกหายไปก็ตามพระเอกไงครับ แต่ว่าลำดับเวลาจะไล่ตามนางเอก อิอิ

2. คำตอบของ Time Travel ในหนังขัดใจผมที่สุดแล้ว หนัง Time Travel หลายเรื่อง พยายามจะบอกว่า โชคชะตาเป็นสิ่งที่เรากำหนดเอง ไม่มีอะไรถูกลิขิตไว้ แต่สำหรับเรื่องนี้ โชคชะตาถูกลิขิตไว้ แล้วเราเปลี่ยนมันไม่ได้ ซึ่งบอกตามตรง ผมไม่ชอบคอนเซปนี้ มันดูแร้งน้ำใจไปหน่อย หนัง 1/4 ครึ่งหลังกลายเป็นช่วงไคว่คว้า หาว่าพระเอกจะตายยังไง อันนี้ผมเศร้าจริงครับ แทนที่พระเอกจะพยายามหาทางเอาตัวรอด เปล่าเลย เขาปล่อยชีวิตไปตามชะตากรรม เหมือนรู้ว่าตัวเองต้องตายแน่ๆ ก็เลยเน้นทำใจดีกว่า ซึ่งมันทำให้ผมไม่ได้ลุ้นเลยอ่ะ ว่าพระเอกจะรอดไหม รู้แต่ว่า ตายชัวร์ ตายชัวร์ แค่ว่าตายยังไงเท่านั้นเอง นี่น่าผิดหวังจริงๆครับ

     หนังน่าจะ 13+ น่ะครับ แต่เรตติ้งเมืองไทยให้ ทั่วไป ผมค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้น่ะครับ แต่ก็เชื่อว่าหลายท่านดุแล้วอาจจะไม่ชอบ ก็แล้วแต่ หนังสั้นไปนิดชั่วโมงสี่สิบว่ากันว่า ถ้าไปดูกันสองคน จะรักแฟนมากขึ้นครับ(มั้ง)

G-Force

posted on 02 Oct 2009 10:19 by l0ui5  in Movie

G-Force

     ผมก็ยังงงๆอยู่ว่าเข้าไปดูทำไม อ่อ มัน 3D นี่เอง

     ช่วงนี้กระแส 3D ยังคงแรงอยู่ เพราะหนังเรื่องถัดจาก The Final Destination ก็คือ G-Force คราวนี้เป็นตาของดีสนีย์บ้าง ที่จะทำ 3D ออกมา ถ้าจำไม่ผิดหนัง 3D เรื่องแรกของดีสนีย์ ที่มีคนแสดง ก็คือเรื่องนี้แหละ เป็นการเปิดประตูหนัง 3D เรื่องแรกของ เจอรี่ บรัคไฮเมอร์ด้วย ว่ากันว่าพี่แกเป็นโปรดิวเซอร์ มือทองแห่งยุคของดีสนีย์เลยล่ะ

     ผมคงพูดเรื่องเนื้อหาหนังน้อยหน่อย เพราะมันไม่ค่อยมีอะไรให้พูดถึงนัก มันเป็นหนังที่ดูง่าย(ไปหน่อย) เนื้อเรื่องมันน่าจะโตกว่านี้อีกนิดนึงอ่ะ มันแบบว่าเด็กๆดูสนุก แล้วผู้ใหญ่มาดูอะไร??? 3Dเหรอ เริ่มเนือยเกินไปรึป่าว

     ที่ผมได้ข่าวมาอีกคือ ดีสนีย์ยอมทุ่มทุนกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ทุนสร้างถึง 150 ล้าน$ เชียวน่ะ เพื่อให้ 3D ออกมาสวยงามและสมจริงที่สุด(ทั้งๆแค่มีตัวละครไม่กี่ตัว ฉากหลังก็บ้านๆทั่วไป แต่ไหงทุนสร้างมันเบิกบานขนาดนี้) หนังมันก็แค่ประมาณ 90 กว่านาที และ อิอิ เจ๊งคับท่าน ตามความคาดหมาย

     ที่ดีสนีย์ยอมลงทุนขนาดนี้ เพราะซัมเมอร์ปีนี้ ดีสนีย์ไม่มีหนังฟอร์มใหญ่เลย หนังฟอร์มใหญ่สุดของดีสนีย์ คือของพิกซาร์ Up ซึ่งก็ฟันกำไรไปเนอะๆ อยู่แล้ว แต่หนังคนแสดง ไม่มี ก็เลยยอมทุ่มให้กับ G-Force เพราะเคยเห็นว่าหนังแนวนี้ด้วยกันอย่าง Alvin and Chipmunks ได้กำไรไปมากโข แต่ผลตอบรับกลับผิดคาดมากมาย G-Force เปิดตัวอันดับ 1 ก็จริง แต่รายได้น้อยเกินคาด หนังยังแอบโชคดีที่ฉาย 3D เลยได้เงินจาก 3D เยอะหน่อย แต่ก็ไม่เป็นผล รายได้ของหนังสวนทางกับรายจ่ายอย่างสิ้นเชิง โชคร้ายของดีสนีย์ไปในปีนี้

    แต่โชคร้าย ก็ยังมีโชคดี เพราะ The Propersal หนังโรแมนติก ประจำปีของดีสนีย์ ดันทำรายได้ทะลุเป้าไปมากมาย แม้แต่ผมก็คาดไม่ถึงว่า The Propersal จะได้เงินล้นหลามขนาดนี้

    ผมว่าโดยรวมหนังมันไม่สนุกครับ แต่ถ้าท่านใดชอบ 3D และยังไม่เบื่อซะก่อน หนังเรื่องนี้ เหลือเชื่อว่าถอดแว่นดูได้ รู้เรื่องด้วย เพราะสีที่มันแยกออกมามันไม่มากเท่าไหร่ ไม่เบลอเหมือน The Final Destination หรือ Harry 3D ที่มัวมากมาย ผมว่าอาจจะเป็นมนตร์เสน่ห์ของดีสนีย์เลย ที่วิจัย 3D ได้ออกมาสวยงามขนาดนี้ ทำให้ตอนดูไม่ปวดตามาก(เหมือน 2 เรื่องก่อน) เพราะเลเยอร์ของชั้น 3D มันไม่มากเกินไปอ่ะคับ แจ่มๆ

    เรื่องความสวยงาม สมจริง ผมคงต้องยกให้ละครับ ทุนสร้างบานขนาดนั้น ถ้า cg ออกมาไม่สวยนี่ ไม่รู้จะโทษใครครับ

    หนัง 3D เรื่องต่อไปที่จะเข้าไทยก็คือ A Christmas Carol ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเข้าโรงดิจิตอล 3D ธรรมดาไหม แต่ IMAX นั้นชัวร์อยู่แล้วครับ ถัดจากนั้นก็ Avatar เข้าทุกโรง 3D ในเมืองไทยแน่นอน

    หนังเรื่องนี้เมืองไทยให้เรตทั่วไปคับ เมกาให้ PG ผมให้ PG ครับ แต่มันก็โน้มๆ ไปทางทั่วไปได้ หนังไม่ค่อยมีอะไร จะดูหรือไม่ดูก็ได้ครับ แทบไม่มีอะไรให้ขบคิดต่อเลย อ่อลืมบอก หนังหักมุมตอนท้ายนิดนึง เหอๆ ก็สนุกดีครับ

edit @ 2 Oct 2009 10:38:17 by !!! L[0]ui5 :::

Pandorum

posted on 27 Sep 2009 13:31 by l0ui5  in Movie

Pandorum

     เป็นหนัง Sci-fi ที่ผมชอบมากอีกเรื่องของปีเลยทีเดียว

     เสียดายน่ะ ทำโปสเตอร์ออกมาได้น่ากลัวเกิ้น ไม่ค่อยสวยซักอัน ก็จำใจเลือกอันที่น่ากลัวน้อยๆ(สยองน้อยๆหน่อย) มาใส่แล้ว โปสเตอร์แต่ละอันนี่...$#%@%

     เกริ่นซักหน่อย ก็คือ หนังมันคล้ายๆกับ Aliens เลยอ่ะ แต่เป็นส่วนผสมของ Sunshine ที่กลายเป็นว่าคล้าย Wall-E ไปซะงั้น

     เริ่มจากหนังคล้าย Aliens คือ มนุษย์ต้องหลับยาวในยานอวกาศ ที่มุ่งหน้าไปด้วยไปจุดประสงค์บางอย่าง มันคล้ายๆ 2001 A Space Oddesey ด้วย คือคนต้องจำศีลในห้อง Chamber เพื่อย่นระยะเวลาการเดินทาง อาหารและอากาศให้สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายได้ เนื่องเพราะความเร็วของยานอวกาศ ยังไม่มากพอที่จะเดินทางระยะปีแสงได้ภายในชั่ววินาทีหรือนาที ดังนั้น การจะเดินทางไปซักที่ๆหนึ่งในอวกาศ อาจจะใช้เวลา 2 ปี ก็นอนไปเถอะครับ ง่ายกว่า ผมว่าเทรนด์การนอนในอวกาศนี่ ไม่แน่จะว่ามาจาก A Space Oddesey รึป่่าว เพราะท่านเซอร์ อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก น่าจะเป็นคนคิดมุกนีคนแรกๆ ถ้าถามว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้ไหม ผมว่าเป็นไปได้สูง อีกร้อยปี ผมว่ามนุษย์ก็น่าจะยังคิดค้นยานอวกาศที่เร็วกว่าแสงได้ร็อก แต่ที่น่าจะคิดได้(นานแล้ว) คือการจำศีลยาว เนี่ย เป็นไปได้สูง

     มามุก Sunshine บ้าง มันคือเหมือนออกไปกอบกู้โลกด้วยสาเหตุบางอย่าง Sunshine เพราะว่าดวงอาทิตย์มันจะดับ ส่วน Wall-E ก็เพราะมนุษย์ทิ้งขยะบนโลกมากเกินไป Wall-E อพยพคนมากมาย เช่นเดียวกับ Pandorum ที่อพยพคนมากมาย และ sunshine ก็มีตัวประหลาดเกินขึ้นในยาน คล้ายๆกับ Sunshine ที่มีตัวประหลาดลอบขึ้นยาน

    เอาว่ามันเหมือนเป็นส่วนผสมของหนังหลายๆเรื่องเข้ามา ความรู้สึกแรกของผมเลยก็คือ มันเหมือนชาวบ้านเค้าไปหมดเลยว่ะ คือหันไปทางนี้ก็เหมือนหนังเรื่องนี้ หันไปอีกทางก็หนังอีกเรื่อง เหมือนว่าหนังไม่มีจุดเด่นหรือเอกลักษณ์อะไรเลย แม้แต่อาการ Pandorum ที่เป็นถึงชื่อเรื่องเนี่ย Sunshine ก็เล่นมาแล้วกับความแปรปรวนของอารมณ์ มันออกแนวคล้ายๆชาวบ้านไปหมด แต่แปลกที่ผมค่อนข้างชอบน่ะ เพราะมันยำรวมกันได้เกือบลงตัวดี คือดูแล้วเออ มันก็สนุกน่ะ ไม่ได้ขี้เหร่อะไรมากมาย

     เหตุผลที่ผมชอบประการหนึ่งคือมันเหมือนหนังผจญภัย ค้นหาอะไรบางอย่าง กับอีกแค่การเดินทางไปยังห้องๆหนึ่ง กลับต้องผ่านไปผ่านมา เจอคนต่างๆมากมาย เหมือน Quest ก็แน่ละมันมาจากเกม มันก็เลยเจอใครต่อใครตามทางมากมาย แล้วมันคล้ายๆกับ 9 ด้วย ตรงที่ แต่ละคนที่ออกมา มีบทบาทที่ เห้ย มันมีนัยยะอยู่น่ะ ผมพอเดาได้ตั้งแต่เจอผู้หญิงที่เป็นนัก Bio ผู้ชายนักกสิกรรม หรือผู้ชายที่เป็นพ่อครัว มันน่าจะมีคนอื่นๆใส่มากอีก แต่ก็น่ะ แค่นี้หนังก็ยาวพอตัว เรื่องวิ่งหลบตัวประหลาดนี่ มันคล้่ายๆกับ 9 จริงๆเลยว่ะ ในขณะเดียวกันถ้ามองในมุมมอง ผู้การกับคนปฏิบัติการ ที่มองเป็นคนบอกทางนั้น นัยยะมันก็เห็นชัดๆอยู่แล้ว เหมือนหนังแอ๊คชั่นที่ชักใยต่างๆมากมาย(อาทิ Body of Lies ฯลฯ) เหล่านี้พอมาผสมๆกันก็เลยเป็นเหตุผลที่ผมชอบละมั้ง เพราะความที่มันผสมๆกันเนี่ย เอาจุดเด่นๆของหนังหลายๆเรื่องมาผสมกัน มายำให้เป็นเืรื่องเดียว แล้วหนังดูสนุกด้วย เพราะเราติดตามตัวละครไปตัวหนึ่ง ตามแบบฉบับอารมณ์ของเกม คือตามติดคนๆเดียวไปตลอดเรื่อง ทำให้อารมณ์เราตามไปกับคนนั้นตลอดเวลา หนังเลยพาเราไปถึงจุดที่ดูสนุุกได้จริงๆ

     จุดที่คนจะไม่ชอบกันมาก คือ ความเคลียร์ในการอธิบายคำว่า Pandorum และบทอธิบายจุดไคลน์แม็กของหนัง เฉลยว่าเกิดอะไรขึ้นบนยาน มันไม่ค่อยเคลียร์ หลายคนงงแดกกับฉากฉีดยาแล้วรวมร่าง หรือไอ้ตัวประหลาดมาจากไหน ใครเป็นตัวประหลาดกันแน่ หนังอธิบายได้มุนมัวมาก ขนาดว่าผมยังมึนๆเลย ต้องมาหาคำตอบเอาภายหลัง แต่โดยรวมอย่างที่บอก ผมประทับใจความผสมผสานหนังเรื่องนี้ โดยเอาแนวคิดของเรื่องต้่างๆ มายำจนสำเร็จ แหะๆ

    เป็นหนังที่คล้ายเกมมากเรื่องหนึ่ง(มีคนบอกแบบนั้น) อย่างฉากที่มันมืดๆหน่อยๆเนี่ย ให้อารมณ์ในเกมได้เลย เพราะมันออกแนวโทนเดียวๆกัน ผมให้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า Paul .W Anderson เป็น Producer เรื่องนี้ให้ น่าจับตามองจริงๆครับ เป็นหนังเกมน้อยเรื่องจริงๆ ที่ผมจะชอบ เรื่องนี้ก็เรื่องนึงครับ

    อีกอย่างที่ผมโคตรงง คือพี่ไทยตั้งชื่อว่า ลอกชีพ ผมไม่เห็นมันจะเกี่ยวกับหนังตรงไหนเลยครับ ใครก็ได้ไปบอกคนตั้งชื่อดิว่า เห็นฉากลอกหนังออกฉากเดียว มันไม่ได้แปลว่า... ขนาดนั้น เศร้าโคตร

    ผมให้เรตเรื่องนี้ 15+ แปลกที่ฉากเลือดสาดมันไม่ค่อยมีในหนัง ขณะที่เมกาให้เรต R เมืองไทยให้ 15+ ครับ(นานๆจะมีเห็นด้วยกับเรตติ้งเมืองไทยซักทีคับ)

Let the right one in-Best vampire love movie of all time.

posted on 22 Sep 2009 09:51 by l0ui5  in Movie

Let the right one in-Best vampire love movie of all time.

    "โปสเตอร์เหมือนหนังผี แต่ว่านี่เป็นหนังรัก แวมไพร์ที่ผมว่า ดีที่สุดเท่าที่เคยดูมา เป็นหนังที่มีมิติมาก และจบอย่างสวยงามสมบูรณ์แบบที่สุด"

     ผมมีบทความหนึ่ง ซึ่งพอผมอ่านจบปุ๊บ ก็ เห้ย เค้าตีความจากหนังเรื่องนี้ได้เจ๋งว่ะ อยากให้ลองอ่านบทความนี้ก่อน แล้วผมจะพูดในมุมของผมบ้าง
Link : http://twilightvirus.blogspot.com/2009/06/let-right-one-in.html

     Let the right one in เป็นหนังสวิเดน ที่นำเสนอความแตกต่างอย่างชัดเจน สำหรับชีวิตที่มันมีสองด้าน คือด้านขาว กับด้านมืด ในมุมมองของสองตัวละครที่แทบจะตรงข้ามกันสิ้นเชิง บรรยากาศของหนังที่อึมครึม กลางวันที่มืดเหมือนกลางคืน หิมะตกตลอดแทบทั้งวัน ไม่มีที่ไหนเหมาะเท่ากับสวิเดนอีกแล้ว

    ความเชื่อเก่าๆ ในการนำำเสนอหนังเกี่ยวกับแวมไพร์ คือ แวมไพร์แพ้แสงแดด ต้องดูดเลือดมนุษย์ และสามารถแพร่แวมไพร์ได้ เหมือนเชื้อโรคแบบหนึ่ง ถ้าเปรียบเช่นนี้ ใครละจะชอบแวมไพร์ และยิ่งแวมไพร์อยู่ในความมืด ออกหากินตอนกลางคืน ก็เหมือนกับมนุษย์ที่อยู่ในส่วนโลกมืด กล่าวคือ เป็นพวกใต้ดิน ติดยา ค้ากาม เราสามารถมองแวมไพร์เป็นเช่นนั้นได้

    หนังในยุคแรกๆของแวมไพร์ เปรียบเหมือนกับด้านมืดของมนุษย์ ต่อมามันออกแนวแฟนตาซี(เกิ้น) จนกลายเป็นเหมือนหนังปราบผีเรื่องๆหนึ่ง ซึ่งทำให้คอนเซ็ปของแวมไพร์เปลี่ยนไปอย่างมาก Let the right one in ชื่อมันไม่ได้บ่งบอกอะไรเลยเกี่ยวกับแวมไพร์ ถ้าเคยได้ยินแต่ชื่อเรื่อง คงอาจจะคิดว่าเป็นหนังโรแมนติกเรื่องหนึ่งซะด้วยซ้ำ เพราะความหมายของมัน ประมาณว่า ขอเข้าไปอยู่ในจุดที่ถูกต้อง ชื่อมันเหมือนหนังโรแมนติกจริงๆน่ะแหละ

    ความหมายนัยยะของหนังได้ถูกนำเสนอผ่านมารยาท ที่แม้แต่ผมยังคิดไม่ถึงเลยว่า การขออนุญาติเข้าบ้านนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น มันไม่ใช่ว่าแวมไพร์ต้องมีมารยาทเวลาของเข้าบ้านคนอื่นร็อกน่ะ แต่มันเป็นเหมือนธรรมเนียม ความเชื่อ และความจริงที่ว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เราควรทำ ในมุมของคนที่อยู่ในด้านของโลกมืด มันใช่ว่าเขาอยากอยู่ แต่อาจเพราะเขาจำเป็นต้องอยู่ หรืออาจจะถูกบีบบังคับ คนพวกนี้จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในสังคมของโลกสว่าง แต่บางทีเขาก็ทำไม่ได้ การขออนุญาต จึงเป็นหนทางที่อาจจะทำให้เขารู้สึกว่าอยู่ในโลกสว่างได้เช่นกัน

     ผมมาเก็ทประโยคที่ว่า "I not like you" ก็เมื่ออ่านบทความนั้น เออจริงว่ะ หนังมันเชื่อมโยงกับคนอีกกลุ่มหนึ่งของสังคม ที่ไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก หนังไม่ได้สรุปว่าเธอเป็นหญิงหรือชาย แต่แค่มุมแววเดียว แววนั้นมันทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่า คน ยังคงต้องการเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะชาย หญิง เพศที่ 3 ,4 ,5 เขาต้องการการยอมรับจากสังคม เขาไม่อยากปิดมันไว้อีกต่อไป แต่สังคมยังไม่ให้โอกาสเขา เหมือนที่ไม่ให้โอกาสแวมไพร์ที่จะต้องกินเลือด สังคมมองว่า พวกเพศที่ 3,4 เนี่ยเป็นเหมือนสิ่งที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อของสังคม เป็นที่น่ารังเกียจ เขาไม่ได้อยากทำร็อก เพียงแต่เขาเลือกไม่ได้เท่านั้น

     หนังเปรียบเทียบระหว่างความรัก กับทาส ชายคนนั้นเป็นทาสรัก หรือเป็นพ่อเธอกันแน่ แล้วผลตอบแทนของทาสรัก ชะตากรรมของเด็กน้อยคนใหม่ที่หลงรักเธอ จะจบลงด้วยชะตากรรมเดียวกับชายคนนั้นหรือไม่ ผมไม่คิดว่าต่างกันน่ะ หนังได้นำเสนอผ่านจุดที่ทำให้เราสามารถคิดได้ว่า ชะตากรรมของคนที่คิดกลับกัน คืออยู่ในโลกสว่าง แต่ทำตัวให้เหมือนอยู่ในความมืด จุดจบของเขาคือการถูกแยกเป็นชิ้นๆ เหมือนตายทั้งเป็น โดยที่ไม่มีคนสนใจ

    ผมยอมรับเลยว่า เป็นหนังที่ถ้าคิดหนักๆแล้ว มีใจความสาระสำคัญเยอะทีเดียว แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่คิดอะไรมาก หนังเรื่องนี้ก็จะเป็นหนังที่สนุกมากเรื่องหนึ่ง ดูแล้วได้อะไรกลับไปนั่งนึกเยอะแยะมากมาย เป็นความรักที่ยากจะเป็นไปได้ระหว่างคนกับแวมไพร์ (ดูดีมีมิติกว่า Twilight มากมาย) แต่หนัง 18+ น่ะครับ แม้ว่าเด็กจะแสดงนำ แต่มันก็รุนแรงเกินกว่าที่เด็กจะดูได้ มีแนวโน้มว่าดูแล้วจะเลียนแบบสูงมาก และสำหรับคนที่จะซื้อแผ่น ขอให้ทำใจไว้นิดนึงครับ ว่ามันหนังสวิเดน แต่ดันไม่มีเสียงต้นฉบับ หนังโดนพากย์ทับโดยเสียงไทยกับเสียงอังกฤษ ฟังเสียงอังกฤษพอได้ครับ ตลกๆดี เพิ่งเคยเห็นว่ามีการพากย์เสียงอังกฤษทับด้วยก็ครานี้แหละ

District 9 - You are not welcome here.

posted on 11 Sep 2009 09:32 by l0ui5  in Movie

District 9

     Smart, Fast, Shame to be human, Tricky to tell story.

     ผมว่ามีหนังจำนวนมากมายที่สอนให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะมนุษย์ สัตว์ หรือแม้แต่เอเลี่ยนก็ตาม แต่คนกลับเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนซะมากกว่าอยู่ดี คนกลุ่มนี้มีมาก และมีเยอะทีเดียว คำอ้างว่า "นี่่คือการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษย์ชาติ" หรือว่า "มันต้องมีผู้เสียสละ" เนี่ย ผมว่า มันเป็นแค่ข้ออ้างที่จะทำบางอย่างที่มันผิดศีลธรรมของมนุษย์จริงๆ

    ผมชื่นชม District 9 ให้เทียบเคียงกับหนัง Sci-Fi แห่งยุคนี้ อาทิ Aliens, Cocoon หรืออย่างหนัง Action Sci-fi สุดมันส์อย่าง Transformer หนังมันมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องการปฏิบัติต่อมนุษย์ต่างดาว ในฐานะที่เราเป็นชาวโลก หนังเรื่องนี้คลายปมที่กวนตรีนของ Transfomer ว่าด้วยคำถามที่ว่า "ถ้าเราขอให้คุณไป คุณจะไปอย่างสันติไหม" แต่ Transformer เป็นเอเลี่ยนที่ More Advance Technology กว่าพวก Prawn ใน Distinct9 มากนัก แต่เอเลี่ยนใน Distinct9 ก็ยังแสดงความนัยบางอย่างว่า มนุษย์เราไม่สมควรที่จะได้รับเทคโนโลยีที่มันจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

    มันเหมือนมีคนมาเที่ยวบ้านเรา แล้วเราก็แสดงอาการ รั่วใส่เขา อาทิ แก้ผ้าโชว์ หรืออย่างทำบัดสีใส่ ผมเปรียบเทียบเหมือนกับที่มนุษย์ทำกับเอเลี่ยนในหนังเลย มันมากกว่านั้นซะด้วยซ้ำ ในหนังนั้นมองเอเลี่ยนเหมือนกับสัตว์ชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง แต่เมื่อสัตว์นั้นมีอะไรบางอย่างที่เหนือชั้นกว่ามนุษย์ อันนี้เปรียบแรงน่ะครับ คือด่าตรงๆเกี่ยวกับสถานการณ์ ไอ้กัน กับตะวันออกกลางเลย มันไม่ใช่แค่มองมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น แต่เป็นมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์ก็สามารถย่ำยีได้โดยอ้างเหตุผลโง่ๆ ลมๆแล้งๆ

     ผมไม่รู้เหมือนกันว่ Peter Jackson ไปหาผกก. คนนี้มาจากไหน ว่ากันตั้งแต่หลายปีก่อนที่จะทำ Halo แระ แต่ผมคิดว่า Microsoft มันกำลังพยายามจะเปิดบริษัทแข่งกับบริษัทเกมอื่นๆ อย่าง Blizard ที่กำลังจะทำ World of Warcraft เป็นเรื่องแรก Mircosoft จึงพยายามดึงหนังให้ Delay ออกไปซักหน่อย เพื่อดูว่า World of Warcraft  จะคุ้มทุนแค่ไหน ถึงกล้าลงทุน ผมว่าคนที่เสียโอกาสจริงๆคือคนดูครับ เพราะความสดใหม่ของ ผกก. กับการทำ Halo เนี่ย คงหมดไปพอสมควร แม้ว่าสตีเว่น สตีลเบิร์กสนใจจะเป็น โปรดิวเซอร์ให้ พี่แกยังกั๊กๆเลยครับ แต่ก็น่ะทุนสร้างที่พี่แกขอไปตั้งเกือบ 200 ล้าน$ ใครจะให้ง่ายๆละ

    มาที่ตัวหนังบ้างดีกว่า จุดเด่นสุดๆของหนัง Sci-Fi คือการมองเป็นปรัชญาครับ เพราะ Science กับ Philosphy ถ้าอ่านดีๆ มันก็คือ Sci-Fi ครับ วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ของปรัชญาครับ การที่เราคิดอะไรที่มันดูเว่อและเกินความเป็นจริง มันคือการแตกแขนงแนวคิดจนออกมาเป็นศาสตร์เนี่ย เริ่มต้นมาก่อนมันเป็นปรัชญาครับ และ Distince9 ก็สามารถนำคำว่า Sci-Fi กลับมาให้เราเห็นความหมายที่แท้จริงของหนัง Sci-Fi ได้อีกครั้ง แม้ว่าปัจจุบันจะมีหนังไซไฟมากมาย แต่มันมักจะออกไปในแนว Fantasy หรือไม่ก็ Action Adventure ไปซะมากกว่า District9 เป็นหนัง Sci-Fi ที่ออกแนว Sci-Fi มากกว่า Action ครับ เพียงแต่ลำดับภาพในลักษณะของ Documentary หรือสารคดี ทำให้การถ่ายทำจะต้องเก็บรายละเอียดค่อนข้างมาก มุมกล้องแปลกๆ ในสถานที่แปลกๆมากมาย หนังใช้มุมกล้องทุกอย่างที่ทำได้ ทั้งกล้องวงจรปิด ภาพถ่ายจากคอปเตอร์ ภาพ Hand Held ครบสูตรจริงๆครับ เป็นการยำหนัง Art กับ Documentary เข้ากับหนังได้อย่างกลมกลืนและลงตัว ช่วงกลางของหนัง ดำเนินเรื่องให้เป็นภาพหนังเลย ไม่ใช่ภาพของสารคดี คือเป็นการสลับเทคนิค เพื่อให้หนังดูลงตัวและกลมกลืน ดูสนุกมากครับเรื่องนี้

    พระเอกของเรา ก็สุดยอดครับ ไม่รู้ไปแคสมาจากไหน ไร้เดียงสา ซื่อ และเจ้าเล่ห์เจ้ากลมาก คือโคตรมีมิติเลย การติดตามชีวิตของหมอนี่ นี่ ได้อรรถรสมากครับ ความต้องการเอาตัวรอด กับการตัดสินใจที่ผิดพลาดมากมาย บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ของเขาเป็นอย่างดี เมื่อเทคโนโลยี ตกอยู่ในมือคนที่ไม่ได้อยากใช้มัน เหมือนกับ เมื่อพรสวรรค์ เกิดขึ้นกับคนที่ไม่อยากมีพรสวรรค์ เขาจะไม่ใช่พรสวรรค์นั้นในทางที่ไม่ดีครับ นี่เป็นหลักทางปรัชญาและศาสนา ที่เป็นจริงตลอด เมื่อใดที่พรสวรรค์ตกอยู่ในมือคนชั่ว มันไม่มีทางดีไปได้ครับ ในหนังจะเห็นผู้ร้ายสองกลุ่มที่ชัดเจนมาก ซึ่งความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มนี้ เปรียบเสมือนซ้ายสุด กับขวาสุดครับ คนที่ซวยคือคนที่อยู่ตรงกลาง

    งานด้านภาพและเอ็ฟเฟ็ก กินขาดครับ ยิ่งจาก WETA ด้วยแล้ว ไม่มีไม่เจ๋งครับ

    งานด้านเสียง อันนี้ก็เนียลสุดๆครับ โดยเฉพาะเสียงจากยานแม่ ผมค่อนข้างชอบน่ะ มันเหมือนเสียงของโรงงานบางอย่าง กำลังปล่อยของเสีย ส่วน Score ของหนังมันเร้าขึ้นเรื่อยๆและตลอดเวลาดีครับ คล้องกับการตัดต่อที่ฉับไวรวดเร็ว ยิ่งช่วงกลางๆค่อนไปตอนท้ายเนี่ย ผมเรียกว่าช่วงปล่อยของครับ มีแต่อะไรดีๆโผล่ออกมาเพียบเลย

    ผมว่าการเลือกแอฟริกาเป็นที่ถ่ายทำนี่ประหยัดงบไปได้โขทีเดียว ค่าครองชีพต่ำพอสมควร จะทำอะไรก็ง่ายๆ ไม่ยากเท่าไหร่ และทำให้ภาพของชาวโลกดูแห้งแล้ง เหมือนสลัมเลย ในหนังมันก็สลัมดีๆเนี่ยแหละ เหลือเชื่อว่าพวกกุ้ง 2 ล้านกว่าตัวจะอาศัยอยู่ได้ แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ

    ผมพยายามนึกถึง ET แต่นั่นมันก็แค่ตัวเดียว และคนที่พบ ET ก็เป็นเด็ก แต่นี่มันเป็นล้านครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้าคนที่พบ ET ไม่ใช่เด็ก แต่เป็นคนหัวใสๆคนหนึ่ง เจ้า ET นั่นคงไม่เหลือซากครับ มันเป็นมุมมองกลับกันสำหรับหนัง Distinct9 เลยครับ การเปลี่ยนสภาพจากมนุษย์ ไปเป็นเอเลี่ยน ผมว่าใครที่โดนอย่างนั้นเข้าจังๆเนี่ยต้องทำใจสุดๆครับ ผมแนะให้ไปดูในหนังครับ มันเจ๋งจริงๆในวิธีการนำเสนอ

    หนังเมืองไทยให้ 15+ ทั้งๆที่มีฉากยิงกันโต้งๆ เลือดสาดครับ มนุษย์แขนขาดก็มี แค่เห็นว่าเป็นเอเลี่ยนก็เลยให้แค่นี้(เหรอ) ตั้งแต่วันนี้ก็เลิกเชื่อถือเรตติ้งเมืองไทยได้เลยครับ บอกได้เลยว่า ห่วยแตกสิ้นดี หนังเรื่องนี้มันต้อง 18+ ครับ