Movie

เก๋า เก๋า The Possible

posted on 05 Dec 2006 22:56 by l0ui5  in Movie

เก๋า เก๋า-The Possible

เราลากเอาวิจารณ์หนังมาใส่ใน exteen ด้วย คงไม่ค่อยมีใครอยากอ่านเท่าไหร่ร็อก เราแค่อยากเขียนเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนของเราเท่านั้นหละ เก๋า เก๋า เป็นหนึ่งในผู้กำกับแฟนฉัน ที่ถือว่าเป็นน้องคนสุดท้องเลยก็ได้ คนอื่นๆทั้งห้า เขามีผลงานออกหมดแล้ว เหลือแต่ บอล คนนี้แหละ คนสุดท้าย โปรเจคแกก่อนหน้านี้ 2-3 เรื่อง พับสลบไปหลายเรื่องแล้ว สังเกตได้จาก เรื่องนี้ มีคนเขียนบท เพียบเลย หุๆ นั่นคือกว่าจะสำเร็จก็ใช้เวลา 2 ปีกว่าๆ ภาพรวมของหนัง เป็นหนังเพลงชิวๆ หนังล้อเลียนนิดๆ ออกตลกนิดหน่อย และก็เกี่ยวกับการย้อนเวลา หนังทำออกมาได้ชิวดี เพลงก็ค่อนข้างเพราะ น่าจดจำดี มุกบางมุกเป็นมุกสุดตรีน ที่คิดมาได้ไง มุกนั้นเข้ากับหนังโคตรๆ หลายมุกทีเดียว หยอดได้ถูกจุด ถูกเวลามาก ว่ากันว่าหนังมันกินบรรยากาศชิวๆมากไป ดูหนังแนวนี้มามาก บางคนก็อาจจะรู้สึกเลี่ยนนิดๆ แต่ผมยังรู้สึกดีนะ ยังคงกลิ่นไอแนวชิวๆ นี้ต่อไป ตีมของหนังก็ดีอะ สรุปก็คือ หนังมีสาระนิดหน่อย สอนคนได้ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี เหมาะกับบรรยากาศวันพ่อดี

===>Summary A-
Actor B
Film B+
Edited A-
Consume A-
Begin A
Middle A-
End A
Climax A
Score A-
Music A

Deja Vu

posted on 06 Dec 2006 22:17 by l0ui5  in Movie

Deja Vu
ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ Trailer ติด 1 ใน 10 เทรเลอร์เจ๋งๆ ก็เลยมีความอยากดูค่อนข้างสูง คำว่า Deja Vu เป็นเหมือนศาสตร์ๆหนึ่ง ที่เกิดกับคน แบบว่า คุณเลยรู้สึกเหมือนสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นแล้ว ทั้งๆที่มันเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก พอไปดู ก็รู้สึกว่ามันเกี่ยวกับหนังไม่ค่อยมากนักนะ มันออกเป็นการหาวิธีการแก้ปัญหาเรื่องโลกคู่ขนานไปซะงั้นอะ ก็เป็นหนึ่งในหนังแนวที่ค่อนข้างชอบขึ้นมาทันที เรื่องเกี่ยวกับเวลา ในหนังมีการพับของเวลา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเรื่องราวสองมิติขึ้นมา อืม หนังสร้างความทรงจำที่ค่อนข้างดี ฉากไล่ล่าที่ไม่เหมือนใคร รู้สึกว่าหนึ่งในคนเขียนบทคือ Ted หนึ่งในสองคู่หูที่แต่ง Pirates พี่แกยอมรับจริงๆเลยว่า สุดยอดๆๆ พี่แกสร้างความเข้ากันของเหตุการณ์ได้สุดยอดเลย หนังมีการดำเนินเรื่องที่ลงตัว เสียตรงการเปิดตัวที่ดูชิวๆ ไปหน่อย โพรล็อกจบที่เมื่อเรือระเบิด และจบเมื่อเกิด Deja Vu สรุปว่ามันเป็นกลไกของจิต หรือคิดไปเอง ในหนังเป็นอะไรที่ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง มันมีคำว่า U Can Save Her อยู่ มันเป็นคำที่มีความหมายค่อนข้างมาก สกอร์ก็ค่อนข้างดี แม้ว่าจะไม่โดดเด่น แต่เข้ากับหนังทุกฉาก ที่ประทับใจ ของเรื่องนี้มีค่อนข้างเยอะอะ รวมไปถึง การคิดของตัวละคร วิวัฒนาการของตัวละครเป็นสิ่งที่สำคัญ และดวงตาของตัวละคร ที่สุดๆ เหมือนกัน เดนเซล วอชิงตัน นี่พี่แกเข้ากับบทจริงๆเลย แกพัฒนาการได้เก่งมาก เนื่องด้วยเก่งด้วย เหอๆๆ สรุปก็คือ หนังเรื่องนี้ไม่ได้แอคชั่น จ๋า เหมือน 007 ร็อกนะ มันอยู่ที่การรบกันทางความคิด บวกกับเทคโนโลยีที่ค่อนข้างเพ้อเจ้อนิดๆ ซึ่งดูแล้วมันก็ไม่เกี่ยวกับ เดจาวู ซะทีเดียว แต่หนังจบได้ซึ้งมาก จบได้อย่างลงตัวและประทับใจ ไม่ถึงกับร้องไห้นะ เว่อ ถ้าดูนุกๆ ก็ได้แหละ แต่จะออกเครียดๆนิดๆ ตอนจบก็จะยิ้มออก สรุปก็คือ ดูได้ดีด้วย

===>Summary A
Actor A
Film A
Edited A
Consume A-
Begin B
Special Effect B

Middle A
End A
Climax A
Score B
Music B+


แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า

posted on 07 Dec 2006 23:46 by l0ui5  in Movie

แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า
เชื่อไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าหนังตลก ที่ไม่มีวี่แววอะไรเลย กลับเป็นหนังตลกที่ดีที่สุดเท่าที่เคยดูมา มุกตลกที่ไม่ฝืดมากนัก แต่เป็นหนังที่มีอะไรมากกว่าหนังตลก คือมีการใส่ Drama เข้าไป ผมไม่เคยดูพยัคฆ์ร้ายส่ายหน้านะ แต่พอมาดูเรื่องนี้ ทำให้รู้สึกว่าผลงานตลกของผู้กำกับคนนี้ ค่อนข้างน่าสนใจอยู่เหมือนกัน พี่แกไม่ได้ยัดแต่ มุก ๆ ๆ ๆ อย่างเดียว แต่แกยังหยอดมาในจังหวะที่ถูกต้อง ผสมดรามา โรแมนติกนิดๆ ทำให้หนังมีกลิ่นไอของครอบครัว เสียแค่ภาษาหยาบไปหน่อย แต่เรื่องเล็ก มุขประทับใจก็มีเยอะอยู่ เป็นมุขบ้านๆ ที่ค่อนข้างดูดี และที่สำคัญ เรื่องนี้ไปถ่ายที่แปดริ้ว แถวบ้านเราเอง เหอๆๆ เราได้กระแสหนังว่าสนุกมา ก็เลยรู้สึกว่า อืม ไม่ผิดหวังจริงๆ ขอบอกว่า เป็นหนังที่ไม่ควรพลาดเรื่องหนึ่งในช่วง ธันวานี้เลย หนังสนุกมาก หนังมีการเชิญนักแสดงรับเชิญมาค่อนข้างเยอะ ทั้งแฟนพันธุ์แท้พระ และอีกหลายๆคน หนังมีสาระนะ ไม่ใช่ไร้สาระอย่างเดียวนะ สรุปเลยดีกว่า ขี้เกียจพิมพ์แล้ว สรุปว่า เป็นหนังที่ไม่ควรพลาดนะ สนับสนุนๆๆๆ

===>Summary A
Actor
B
Film
B
Edited
A
Consume
B-
Begin
A
Middle A+
End A+
Climax A+
Score B
Music B+

The Sinking Of JPN

posted on 11 Dec 2006 21:40 by l0ui5  in Movie

The Sinking Of JPN
โคตรดีใจเลย มีคนมาเมนท์ หนังเราด้วย เพิ่งรู้เหมือนกันนะเนี่ยว่าเขียนดี หุๆๆ มาที่เรื่องนี้ดีกว่า อุตส่าถ่อสังขาร ไปดูที่ SFมาบุญครอง เพราะเป็นหนึ่งในสองที่ ที่เป็น ซับไทย ก็คือพากษ์ ญี่ปุ่นแหละ แต่ก็ต้องผิดหวังกลับมา รู้งี้ดูภาคไทยแถวนี้ อาจจะสนุกกว่าด้วยซ้ำ หนังเรื่องนี้ ตอนแรกพอเห็นปุ๊ป ก็คาดว่า มันน่าจะออกมาแนว The Day After Tomorrow แต่ผิดคาด หนังพยายามจะสร้างอารมณ์นั้น แต่มันออกจะไปทางแนวฮีโร่ ผสมระหว่าง Armageddon กับ The Core มากกว่า หนังพยายามใส่ดราม่า ที่ออกจะมีหลักการและเหตุผลมากไปหน่อย มากไปด้วย ทำให้เอฟเฟ็กของหนังที่ควรจะเป็นจุดเด่น กลายเป็นไม่ดึงดูดอะไรเลย ฉากเจ๋งๆมากมาย เช่น ภูเขาไฟระเบิด ซึนามิ และอื่นๆมากมาย ที่ค่อนข้างจะโอเคข้อเสียอีกอย่างคือ ตีมของหนัง คือสีแดงดำเนี่ย ทำเอาเราไม่ชอบอย่างแรง ไม่ใช่อะไรร็อก เราไม่ค่อยชอบสีแดง ถ้าสังเกต the day ตีมของหนังจะเป็นสีฟ้า ขาว ซึ่งดูแล้วสบายตามากกว่า เรื่องนี้ ซึ่งเป็นแดงดำ ซึ่งเป็นสีเลือด ทำให้รู้สึกมึนไปกับหนังด้วยส่วนด้านตัวละคร ก็ดูโล่งโปร่ง ขาดมิติไปพอสมควรสรุปเลยดีกว่า อ่านแล้วงง เราว่ามันเป็นกระแสของญี่ปุ่นมากกว่า เพราะประเทศเขานานๆ ทีจะผลิตหนังแนวชาตินิยมนี้ออกมา คราวนี้พอมาที่พี่ไทย เราด่ายับเลย เพราะหนังมันไม่สนุก มันออกเครียดๆ มากกว่า ตอนจบซึ้งไหม สำหรับเราก็เกือบซึ้ง แต่ก็พอถูไถไปได้ หนังเหมาะกับ คนอยากดูเอฟเฟ็กเว่อๆ แต่ก็ไม่เว่อมากนะ หรือคนที่ชอบแนวฮีโร่ พระเอกฉายเดียวประมาณนั้น เป็นหนังที่ไม่เหมาะกับครอบครัวนะ อย่าพยายามชวนญาติพี่น้องไปดูเลย ไม่สนุกเอาซะเลย ที่เหลือก็ดูที่เราสรุปไว้แล้วกันนะ

===>Summary B-
Actor
B
Film
B
Edited
B-
Consume
B-
Begin
B-
Middle C+
End B
Climax B
Score B-
Special Effect B+

Eragon

posted on 15 Dec 2006 10:03 by l0ui5  in Movie

Eragon กำเนิดตำนานนักรบคู่มังกร
คือว่า เขียนวิจารณ์ไว้แล้ว แต่เครื่องดัน error เลยขี้เกียจพิมพ์ใหม่ สรุปให้ฟังว่า มังกรน่ารักมาก โคดๆ เลย แต่ฉากสงครามไม่ค่อยสนุก และตัวโกงตายง่ายไปหน่อย สรุปว่า หนังดูได้ เป็นหนังครอบครัว แต่ไม่ต้องคาดหวังอะไรมาก เพราะตัวหนังเป็นแฟนตาซีจ๋า และคอยติดตามแต่เอรากอน กับมังกรเท่านั้น ...


===>Summary B+
Actor
B+
Film
B+
Edited
B
Consume
A-
Begin
B-
Middle B+
End B
Climax B
Score A-
Special Effect A+

Lucky Number Slevein

posted on 17 Dec 2006 01:37 by l0ui5  in Movie

Lucky Number Slevein
เอสพลาน่า ซีนีเพล็ก โรงหนังเปิดใหม่ ใจกลางรัชดา ข้างๆตึกของ RS ถ้าขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ก็จะเดินขึ้นที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โรงหนังแห่งนี้เพิ่งเปิดได้ประมาณ 3 วัน คือเปิดให้เข้าได้ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวา นี้เอง อืม ก็คือว่ามีหนังเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องนี้แหละ ซึ่งช่วงนี้มาน Exclusive ที่นี่ไง เออก็ไม่รู้ร็อกว่ามี ก็หลงๆ ไป ก็ อืม ดูๆก็น่าจะโอๆ ข้างในนะ ค่อนข้างจะโอ่โถงใหญ่มาก ใหญ่กว่า เมเจอร์รัชโย หรือ รังสิต อีก ลานชั้นหนึ่ง สามารถเปิดมินิคอนเสิร์ตได้ทีเดียว แหมก็ตั้งข้างๆ RS เลยนี่หว่า ที่นี่มีหลายชั่นมาก ชั้นใต้ดินเอาไว้ขายอาหาร แต่ไม่ยักเห็นฟูดเซนเตอร์เลย ชั้นหนึ่ง ชั้นสอง ก็ขายของทั่วไป ชั้นสามขายตั๋วหนัง ชั่นสี่ เป็นทางขึ้นโรงหนัง ชั้นห้าเป็นโบว์ลิ่ง ส่วนชั้น หกเป็นโรงหนัง ต้องขึ้นจากพนักงานฉีกตั๋วที่ชั้น 4 ที่นี่เป็นเครือของเมเจอร์นะ ก็เลยคล้ายๆเมเจอร์ ค่าตั๋วราคา 140 บาทที่นั่งธรรมดา ที่ชั้น 6 ค่อนข้างจะอลังการมาก ทำซะเว่อเชียว แต่พอเข้าไปโรงหนัง รู้สึกธรรมดาเลยอะ โรงหนังขนาดค่อนข้างเล็ก พอดูหนังจบ เค้าก็มีแจกรางวัล คงเป็นโปรโมชั่นช่วงเปิดเนี่ยแหละ เขาก็จับฉากและก็มอบของที่ระลึกแก่ผู้โชคดี คนที่ได้รอบเรานั่งห่างเราไป 2 ตัวเอง เศร้าโคด!!!
มาที่หนังดีกว่า ชื่อหนัง Lucky Numver Slevein ชื่อเหมือนม้าแข่งเลย จะใช่รึป่าวก็ไปดูในหนังเอง หนังมีนักแสดงเก่งๆเยอะ อาทิเช่น บรูซ วิลลีส, จอร์ช ฮาเน็ต, มอร์แกน ฟรีแมน, ลูซี่ หลิว, เซอร์เบน คิงส์ลีย์, และก็คนที่เล่นเป็นตำรวจอะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ connection ของคนทั้งหมดที่กล่าวมา ทุกคนมาความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันเหมือน web ของแมงมุมเลย หนังค่อนข้างจะลงตัว เปิดประเด็นมาด้วย จุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง รวมไปถึงความสัมพันธ์ของคนที่เราเอ่ยไว้ทั้งหมด พอเริ่มเข้าสู่ตัวหนัง มาที่นายสเลเว่น ด้วยปากของเขา ทำให้ชีวิตเขาต้องเข้าไปพัวพันกับคนกลุ่มต่างๆ และเกิดผลลัพท์เกี่ยวกับตัวเขาอย่างยุ่งและวุ่นวายไปหมด ต้องขอบคุณพี่แมวดี(กู๊ดแคด-บรูซ วิลลีส) ที่เมื่อพี่แกโผล่ออกมาทีไร ก็ต้องใช้หัวคิดและ ว่ามันต้องการอะไร เนื่องด้วย connection ที่วุ่นวายไปซะหมดเนี่ย สามารถสรุปจบได้ อย่างค่อยข้างเพอร์เฟ็ก แม้ตัวหนังจะดูลอยๆไปบ้าง แต่มันมีคำพูดของหนังหนึ่งที่ค่อนข้างประทับใจ you put up the wrong guy. เป็นคำพูดเกี่ยวกับการเข้าใจผิด แต่ก็ยังจะฝืนทนต่อไป ไม่เล่าต่อแล้วละ เดี๋ยวจะสปอยมากไป ช่วงกลางๆ และท้ายๆ มีบทสรุปที่สนุกมากรออยู่สำหรับคนที่อยากดู บทสรุปเข้าใจง่าย หนังจบเชิงหักมุมนะ แต่ก็ไม่ถึงกับหักปากกาเซียน อาจจะมีงงนิดๆ แต่โดยรวมสรุปจบก็โอเคแหละ เพลงประกอบ แม้จะดูธรรมดาๆ แต่เราก็ชอบนะ บรรยากาศชิวๆ ผสมทึมๆ มนๆ นิดๆ เข้ากับบรรยากาศของหนังได้ค่อนข้างดี สรุปก็คือ หนังโอๆ นะ ดูได้สนุกๆ แต่เราค่อนข้างชอบ หนังไม่ค่อยเหมาะกับเด็กเท่าไหร่นักเพราะมีฉากยิงกันตายและฉากเลือด ส่วนผู้ใหญ่ขาแอ๊คชั่น หนังก็ไม่ได้แอ๊คชั่นเท่าไหร่ร็อก ไม่มีไล่ยิงด้วย ส่วนใหญ่จะใช้สมอง และคำพูดที่กวนไปมา เสียมากกว่า ออกแนวสืบสวนนิดๆ คนแก่ๆดูก็ไม่สนุกร็อก ที่เหลือก็ดูวิจารณ์แล้วกัน ใส่ภาษาไทยให้และ จะได้เข้าใจซักทีว่าเราสื่อถึงอะไร

===>Summary A-
Actor(นักแสดง) B+
Casting(ตัวประกอบ) B+
Film(เทคนิกการถ่าย) A-
Edited(ลำดับภาพ ตัดต่อ) B+
Writer(เขียนบท) A
Consume(เครื่องแต่งกาย) B+ ชอบพี่จอร์ช ฮาร์เน็ต นุ่งผ้าเช็ดตัวตัวเดียว ร่อนไปมาตั้งครึ่งวัน เหอๆ และก็มีฉากผ้าหลุดให้ the girl next door ของเราด้วย
Begin(เริ่มต้นเรื่อง) A
Middle(ช่วงกลางของเรื่อง) A
End(บทสรุปของหนัง) A-
Climax(ฉากไคลน์แม๊ก) A-
Score(เพลงประกอบ) B

เกรดของหนัง

posted on 17 Dec 2006 01:45 by l0ui5  in Movie

หลายคนอาจจะเริ่มงงกับการให้คะแนนของหนังแต่ละเรื่องของเรา เราก็เลยจะสรุปที่เราทำไว้ให้แล้วกัน เผื่อใครมีอะไรสงสัยก็ถามได้
ปกติเวลาวิจารณ์ เราก็จะกึ่งสปอยนิดๆ คือเอาเนื้อเรื่องบางส่วนมานิดหน่อย พยายามจะไม่สปอยมาก และไม่สปอยตอนจบด้วย เพราะเดี๋ยวมันไม่สนุก บางทีเราอาจจะยกกรณีเด่นๆของหนังมาพูดด้วย รวมไปถึงการบรรยายการเคลื่อนไหวของตัวละคร เพลงประกอบ สเปเชียลเอ๊ฟเฟ็ก ตามที่เราเห็นว่ามันเป็นจุดเด่นที่น่าจะพูดถึงซะหน่อย รวมถึงเกร็ดเล็กๆน้อยๆ จากหนังด้วย ส่วนที่เราไม่พูด เราก็จะเอาไปสรุปเป็น ซัมมารี่ข้างล่างของเรื่องๆนั้น ซึ่งมันจะมีกรณีปกติทั่วไป และก็กรณีหนังขั้นเทพ ซึ่งเราจะเพิ่งการสังเกตบางอย่างเข้าไปนะ และก็ช่วงสุดท้ายของบทวิจารณ์ ก็เป็นคำแนะนำสำหรับการดู ว่าควรดู หรือไม่ควรดู หนังบางเรื่องก็จะไม่สนุกเลยถ้าดูกับกลุ่มคนประเภทนี้ เป็นต้น

===>Summary ก็คือภาพรวม โดยรวมของหนังทั้งหมดนะ ในเชิงความรู้สึกส่วนตัวซะมากกว่านะ จะไม่ใส่อารมณ์วิจารณ์เข้าไปให้หงุดหงิดเล่น เกรดคะแนนของเราจะมี
A+++++ คือหนังดีโคดๆ อยากให้ดูกันทุกคน ถ้ามีดาวมาก ก็สนุกมาก ค่อนข้างรับประกัน และเชื่อถือได้
A+ ถ้ามีบวกเดียว หนังมันก็สนุกแหละ แต่อาจสนุกในเชิงการวิจารณ์ด้วย มักไม่ค่อยพบในหนังที่สนุกนะ จะออกมีสาระมากกว่า
A ก็หนังสนุก แน่ๆ ดูได้หลายรอบ หนังที่คนส่วนรวมค่อนข้างชอบกัน และเราก็ค่อนข้างชอบด้วย
A- ถ้าเอลบ บางทีหนังอาจจะได้รับคำวิจารณ์ไม่ดี แต่เราชอบเป็นการส่วนตัว การได้เอลบเนี่ย บางคนอาจจะไม่ชอบหนังเรื่องนั้นก็ได้ เอาเป็นว่า ถ้าเอลบ ไม่รับประกันความสนุกแล้วกัน เป็นชอบส่วนตัวเสียมากกว่า
B+ หนังก็โอเค ดูได้ สนุกในระดับหนึ่งละ ดูได้ดี อาจดูได้ทั้งครอบครัว หนังดีมีสาระ คนอื่นอาจวิจารณ์ไปในทางลบซะมาก แต่เราเห็นว่า มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ก็ยังแนะนำให้ไปดูกันได้
B หนังก็โอเค ดูได้ แต่ความสนุกอาจจะไม่มากนัก หนังอาจจะมีจุดบกพร่องอะไรบางอย่าง ที่ยังพอจะถูๆไถๆ ไปได้
B- หนังเริ่มพอใช้และ หนังอาจจะไม่ค่อยสนุก หรือพอดูจบจะรู้สึกตะหงิดๆ ในหลายๆจุด บางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล อะไรประมาณนี้แหละ หนังมันก็ดูได้แหละ แต่รอดูพวก DVD น่าจะดีกว่า
C+ หนังค่อนข้างแย่แล้วละ จะดูก็ได้อีกแหละ ถ้าหนังเกรดซีเนี่ย มันต้องน่าเบื่อมากๆ จนเราแทบอยากลุกออกจากโรงหนังเลยด้วยซ้ำ เริ่มไม่แนะนำให้ไปดูแล้ว
C ถ้าหนังขั้นนี้ กรุณาอย่าไปอุดหนุนมันเลย เสียดายตังแล้ว หนังคิดว่า มันคงจะ Simple เกินไป หรือไม่ก็ แย่เสียจนเรารับไม่ได้ จนหลับคาโรงหนัง เลยก็เป็นได้
C- เศร้า

//รายละเอียดปลีกย่อย
+Actor(นักแสดง) บางทีเราก็จะมีแยกนักแสดงนำในเรื่อง ออกมาวิจารณ์ทีละคนเลย ว่าใครเล่นเป็นยังไง ดีแค่ไหน ก็จะวัดตามเกรดกันไปเลย ว่าดีไม่ดี แต่ถ้าไม่ได้แยก ก็จะหมายถึงตัวดำเนินเรื่อง อาจจะสองคน พระเอก นางเอก อาจจะมีพระรองด้วย ก็แล้วแต่
+Casting(ตัวประกอบ) คนอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นนักแสดงนำ แต่มีบทบาท หรือเป็นแค่ตัวประกอบที่มีความสำคัญก็ได้ เป็นปัจจัยทำให้หนังขับเคลื่อนไปได้ ส่วนมากจะอยู่ที่ ตัวประกอบเล่นสมจริงกันมากน้อยแค่ไหนมากกว่า
+Film(เทคนิคการถ่าย) มันก็คือภาพที่เราเห็นบนสกรีน เทคนิคต่างๆ มุมกล้อง หนังบางเรื่องค่อนข้างแนว จะใช้มุมกล้องที่ค่อนข้างประหยัด ซึ่งถ้ามันเข้ากับจังหวะอื่นๆ เช่น เพลงประกอบ ก็จะมีผลอีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้ากล้องหมุนไปหมุนมา สั่นจนน่ารำคาญเนี่ย แสดงว่า คนถ่ายไม่ค่อยเก่ง +Edited(ลำดับภาพ ตัดต่อ) คนนี้เป็นปัจจัยค่อนข้างสำคัญ ตัดต่อหนังให้สนุกนั้น อยู่ที่การลำดับภาพ และการดำเนินเรื่อง ให้ถูกจังหวะ ถูกประเด็น การตัดภาพไปมา จะทำให้ผลเฉลยของหนังค่อยๆ ผ่านออกมาให้คนดูได้ลุ้นกันอย่างสนุกทีเดียว
+Writer(บทภาพยนตร์) คนนี้ตัวแสบเลย ถ้าคนเขียนบทธรรมดา หนังก็จะธรรมดา ถึงตัดต่อดี แต่บทมันงั้นๆ หนังก็ธรรมดาไปเลย คนเขียนบทเก่งๆ จะทำให้คนดูคาดการณ์เหตุการณ์ถัดจากนี้ไม่ออก หนังก็จะสนุกเร้าใจมากขึ้น
+Consume(เครื่องแต่งกาย) อันนี้จะอยู่ที่ความสมจริงของเนื้อหามากกว่า ว่าคนที่ออกแบบเครื่องแต่งกาย จะทำได้เว่อ massive(จำนวนมาก) หรืออลังการณ์แค่ไหน เครื่องแต่งกายบ่งบอกถึงบุคลิกของตัวละครในหนังได้เป็นอย่างดี
+Begin(เริ่มต้นเรื่อง) เริ่มต้นเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Prolouge หรือจนกว่าจะจบ เครดิต ไตเติล หรืออะไรก็ตามที่เป็นจุดยั่วน้ำลายเริ่มต้นของหนัง หนังจะสนุกไม่สนุก การเริ่มเรื่องก็มีผลค่อนข้างมากเช่นกัน
+Middle(ช่วงกลางของเรื่อง) กลางๆของเรื่อง เป็นการดำเนินเรื่อง ความเป็นมาเป็นไปของตัวละคร ถ้าช่วงนี้สนุกคนดูก็จะไปหลับ แต่ถ้าช่วงนี้ยาวมากไป ก็ z z z ได้เลย
+End(บทสรุปของหนัง) บทสรุปคือตอนจบของหนัง การลงเอยกันของตัวละคร บทสรุปความเป็นมาเป็นไประหว่างความสัมพันธ์ต่างๆในช่วงกลางเรื่อง ถ้ามันเชื่อมโยงกับต้นเรื่องด้วย หนังก็จะเพิ่งอรรถรสยิ่งขึ้น
+Climax(ฉากไคลน์แม๊ก) ฉากไคลน์แม๊ก ใครว่ามีฉากเดียว มันไม่จำเป็นต้องมีฉากเดียว ฉากไคลน์แม๊ก คือ ฉากที่สร้างความระทึก ตื่นเต้นให้กับคนดู ผลลัพท์ของฉากนี้ อาจจะเป็นจุดจบของหนัง จุดพลิกของเนื้อเรื่องถ้าอยู่ในช่วงกลางของหนัง หรืออาจจะเป็นผลลัพท์ที่หลอกให้เรารู้ก่อนตั้งแต่ต้นเรื่อง ก็เป็นได้ หนังที่มีการพีคมากๆ ก็ใช่ว่าจะสนุกนะ แต่ถ้า พีค ถูกที่ถูกเวลา มีปริมาณที่พอเหมาะและลงตัว ไคลน์แม๊กของเรื่อง ก็จะเรียกได้ว่า สุดยอด...
+Score(เพลงประกอบ) หนังไม่ว่าจะยาวแค่ไหน ถ้าเป็นปัจจุบัน เพลงประกอบสำคัญมาก เพลงสื่อถึงอารมณ์ของหนังได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าเราได้ยินเพลง แล้วสามารถคาดการณ์การดำเนินไปของหนังได้ มันก็ไม่ค่อยสนุกมากนักร็อกนะ

//ในบางที ก็อาจจะมีเพิ่ม
+Sound Edited (เสียงเอ๊ฟเฟ๊ก) ส่วนมากจะขี้เกียจพิมพ์ เสียงจำพวกนี้ได้แก่ เสียงสังเคราะห์ พวก เสียงมังกร ฟี้ด ฟ้าว เฟี้ยว อะไรพวกนั้นนะ ที่ช่วยสร้างอารมณ์ของหนัง แต่จะไม่ใช่เพลงประกอบหนัง เพลงประกอบหนังก็คือ Score นั่นเอง
+Special Effect บางทีก็เรียก Visual Effect (เอ๊ฟเฟ๊ก) อันนี้จะพูดเฉพาะพวก cg ที่ทำในคอมเสียมากกว่า เกี่ยวกับ ความเนียล ความเว่อ งดงามสวยงาม รวมไปถึงฉาก blue/green screen ฉากหลัง ว่าจะเข้ากันมากน้อยแค่ไหนด้วย
+Makeup (เสริมความสวยงาม) อันนี้คงต้องเป็นเรื่องที่มีการตกแต่งตัวละครจนผิดแปลกแวกแนวไปเลย เรื่องนี้เราไม่ค่อยสังเกตมากนัก ถ้าหนังใหญ่ๆ ก็จะแอดเข้าไปด้วย
+Art Direction (ออกแบบฉาก ภาพหลัง) อันนี้จะเป็นองค์ประกอบอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนของหนัง จำพวกการจัดวางสิ่งของ จัดแสง จัดฉาก ออกแบบ ภาพวาด ความสวยงามของฉาก ประมาณนี้ แต่ถ้า...
+Cinematography (โทนหนัง) ตัวนี้ จะเป็นสี ฟิวของหนังเลย เช่นหนังผี ควรจะมีโทน ดำ เข้ม เทา ให้เข้ากับอารมณ์และโทนของหนัง
+Adapted Screenplay(บทแปลงประพันธ์) ก็ถ้าหนังเรื่องนั้นเราเคยอ่านหนังสือมา เราก็จะใส่ตัวนี้ไปด้วยว่า ตัวหนังกับหนังสือ มีการ แปลงไปแล้วสนุกขึ้น หรือสนุกลง

ทั้งหมดก็ประมาณนี้ หลายตัวเรามาจากที่มีประกาศสาขารางวัลของออสก้านะ ก็ขอให้สนุกกับการดูหนังต่อไปนะ อย่าไปขึ้นกับคำวิจารณ์มาก เดี๋ยวจะอดดูหนังที่อยากดูเสียมากกว่า...

เทศกาล คริสมาส ปีใหม่ หยุดยาวช่วงนี้ การได้เช่าหนังมากับครอบครัวคงสนุกไปอย่าง เพื่อให้เข้ากับเทศกาลนี้ เราเลยคัดหนังดีๆ 10 เรื่องที่ เหมาะกับเทศกาลนี้มาบอกกล่าว เหล่านี้ล้วนเป็นความประทับใจส่วนตัว ที่ยากจะลืมเลือน อ่อ มีแต่หนังเทศนะ หนังไทยที่ประทับใจช่วงนี้ไม่ค่อยมีอะ มาเริ่มกันดีกว่าที่

1. Love Actually เราว่าเป็นหนังที่เหมาะที่สุดกับเทศกาลนี้ หนังเกี่ยวกับ กลุ่มคนหลายกลุ่ม ต่างสถานที่ แต่ในช่วงวันหยุดสัปดาห์คริสมาสนี้เหมือนกัน แต่ละคนก็มีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนมี เลิฟ แอ๊กชัวรี่เหมือนกัน ชอบตรงที่พี่ บิล ไนท์กี้เนี่ยแหละ กับเพลงอมตะ Christmas is all around. เป็นเพลงที่สุดยอดมาก ได้ฟังครั้งแรกแล้วก็ติดใจจริงๆ นอกจากนี้ยังมี พี่ ฮิวจ์ แกรน เป็นนายกของอังกฤษ เห่อๆ, พี่ลี เนียมสัน ก็เป็นหนึ่งในคนรัก เคียร่า เล่นเป็นอะไรซักอย่างและอื่นๆ อีกมากมาย ให้หนังไปเลย * * * * * 5 ดาว กับช่วงเทศกาลอย่างนี้

2. Notting Hill คงไม่ต้องบรรยายมาก หนังโรแมนติก คอมเมอดี้ ที่มี อดีตเจ้าแม่วงการฮอลิวูด จูเลีย โรเบิร์ต รอยยิ้มของเธอยังคงประทับใจอยู่ไม่เลือนราง กับ ฮิวจ์ แกรนด์ เจ้าพ่อหนังโรแมนติก คอมาดี้ หนังน่ารักๆ ดูในช่วงเทศกาลนี้ ทำให้เรารักแฟนเรามากขึ้น แน่ๆเลย หนังประมาณว่า ชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ใน น็อตติ้ง ฮิล ได้รับการมาเยือนของดาราสาวสวยจากฮอลิวู๊ด แล้วพบรักกัน แต่ก็มีอุปสรรคบ้างนิดหน่อย ตัวหนังกลายเป็นหนัง คลาสซิก ตลอดการไปเรียบร้อยแล้ว ให้ไปเลย * * * * * 5 ดาวเช่นกัน


3. Serendipity หนังแอบชอบส่วนตัว เป็นเรื่องของเคท เบ็นคิงเซล สุดน่ารัก โคด!!!กับ จอร์จ คูเซ็ค คำว่า ซีเรนดิพีตี้ เป็นคำที่มีความหมายดีมากคล้ายๆกับพรหมลิขิตอะ เป็นรักที่เกิดความประทับใจแรกพบ กับพรหมลิขิต ที่ฝ่ายหญิงเป็นคนเชื่อ หนังมีกลิ่นไอเทศกาลคริสมาสอยู่ด้วย หนังมีอะไรดีเยอะมาก อยากให้ดูๆกัน แต่คงหาแผ่นยากหน่อยนะ ให้ไปเลย * * * * * 5 ดาวอะ ชอบมาก

4. When Romance Meets Destiny หนังเข้าไทยปีนี้ ของเกาหลี แต่จริงๆมันสร้างตั้งแต่ปี 2004 ในบล็อกเก่าเรามีวิจารณ์เรื่องนี้ด้วย เดี๋ยวไปขุดมาให้ หนังดีมั๊กๆๆๆ เกี่ยวกับพี่น้อง สองคนที่มีสไตล์ความรักต่างกัน แต่ทั้งสองมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือพูดคำว่า รัก ไม่เป็น หนังมีคำว่า พรหมลิขิตอีกแล้ว เราค่อนข้างชอบแนวนี้เป็นพิเศษเลย ให้ไปเลย * * * * * 5 ดาว


5. 50 First Dates ใครกันแน่ ที่จะบ้า มีเดทกับคนๆเดียวถึง 50 กว่าครั้ง อดัม แซนเลอร์ กับหนังที่เราว่า พี่แกแสดงได้ดีที่สุดแล้ว กับดรูว์ แบรี่มอร์ หญิงสาวที่ความทรงจำหายจะหายไปทุกๆวันที่เธอนอนตื่นขึ้นมา ด้วยความพยายามของพระเอก สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม หนังปี 2004 เรื่องนี้ก็อยู่ในความทรงจำของหลายๆคนเช่นกัน ให้ไปเลย * * * * สี่ดาว



6. Sweet Home Alabama กับเพลง Sweet home alabama เป็นหนึ่งในเพลงอมตะไปแล้วเช่นกัน เพลงก็มาจากหนังเรื่องนี้ มี รีส วินเทอร์สปูน สาวออสก้าล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว เธอเป็นผู้หญิงที่กำลังจะหมั่น แต่ก่อนอื่น เธอต้องกลับไปบ้านเกิดเพื่อหย่ากับแฟนเก่าของเธอก่อน แต่การกลับไปนี้ ทำให้เธอได้พบอะไรหลายๆอย่าง และสุดท้าย ชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนไป พี่จอร์จ ลูคัส เป็นชายคนนั้นนี่เอง เหอๆๆ หนังได้อารมณ์ ความรักคุกรุ่น กับเพลงสไตล์ คันทรีเก่าๆ ให้ไปเลย * * * * สี่ดาว


7. Kate and Leopold หนังเกี่ยวกับการย้อนเวลาของคนๆหนึ่ง ทำให้เรื่องวุ่นๆเกิดขึ้น แต่เป็นความวุ่นๆที่โรแมนติก ชวนกลิ่นไอของยุค 80 เอาไว้ด้วย หนังมี ฮิวจ์ แจ๊คแมน กับเจ๊ แม๊ก ไรอัน เล่น โดยพี่ฮิวจ์ เป็นคนที่ถูกเรื่องวุ่นๆ ทำให้ต้องเดินทางมาที่อนาคต กับชุดโบราณๆของแก มาพบรักกับ นางเอกสาวในยุคปัจจุบัน เรื่องออกจะวุ่นๆ แต่น่ารักดีอะ ชอบเป็นการส่วนตัวเหมือนกัน ให้ไปเลย * * * */2 สี่ดาวครึ่ง


8. Finding Nemo เป็นหนังแอนนิเมชั่นน่ารักๆ ที่เหมาะกับช่วงนี้ที่สุดแล้ว เป็นการตามหานีโม่ ลูกชายสุดที่รักที่โดนจับไป การผจญภัยฝ่าฝันอุปสรรคมากมาย เป็นความพยายาม และความรักที่พ่อมอบให้กับนีโม่ ใครเคยดูแล้ว ก็จะปรับทับใจไปไม่แพ้กัน ให้ไปเลย * * * */2 สี่ดาวครึ่ง



9. Big Fish ว๊าว เรื่องนี้ไม่ธรรมดาทีเดียว หนังออกแนวรักโรแมนติกอีกนะแหละ แต่แฝงความแฟนตาซีไว้ มีอีวาน แม๊กเกรเกอร์ อาจารย์โอบีวัน คาโนบี เป็นตัวเอก หนังมีกลิ่นไอความรักแรกพบ ที่ทำให้เกิดความพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้รักนั้นมา เขาพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าเขาดีพอ ด้วยคำพูดสุดคลาสซิกที่ว่า นายไม่ได้มีอะไรเด่นในตัวนายร็อก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่นายมี มันดีมากพอที่เธอจะชอบนายได้ ... อ่า ให้ปายเลย * * * * * 5 ดาวค๊าบ ชอบส่วนตัวด้วย


10. Forrest Gump เกือบลืมหนังอมตะเรื่องนี้ไปแล้วเชียว ทอม แฮงค์ มาพร้อมกับหนังที่ดีที่สุดในชีวิตการแสดงของเขา Love like a box chocolate, you never know what inside. เป็นประโยคอมตะของหนังพร้อมกับ My Name is Forrest, Forrest Gump. หนังระดับคลาสซิขนาดนี้ ดูไปแทบน้ำตาคลอ จบอย่างลึ้กซึ้งมาก โดยเฉพาะใบไม้ที่ปลิวไปมา ให้ไปเลย * * * * * 5 ดาว

อ่าเราโพสรูปใหญ่ไปเลย ขี้เกียจทำลิ้งค์ไป อ่อ และก็ ไม่ได้หาลิ้งค์ให้ไปอ่านรายละเอียดด้วย เพราะช่วงนี้ใกล้สอบและ มีเวลานั่งพิมพ์ ก็ดีถมและ Happy Christmas' Day andHappy New Year 2007 ล่วงหน้าและกาน

ฅนไฟบิน

posted on 27 Dec 2006 16:35 by l0ui5  in Movie



ฉาย : 21 ธันวาคม 2549
แนว : แอ๊คชั่น
ค่าย : สหมงคงฟีล์ม
กำกับ : เฉลิม วงศ์พิมพ์
แสดง : เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง, ลีโอ พุฒ, สามารถ พยัคฆ์อรุณ, พันนา ฤทธิไกร
เวป : http://www.konfaibin.com/

+นักแสดง||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (73/100)
หนังเรื่องนี้จะเน้นไปที่ฉากแอ๊คชั่นซะส่วนมาก แต่ก็ใส่ดราม่าเข้าไปเยอะ บทพูดส่วนใหญ่จะเป็นของพระยาแหว่ง (ลีโอ พุฒ) ซะมากกว่า ส่วนพระเอกของเราก็เข้ามุขเดิมๆของพระเอกแอ๊คชั่นทั่วไป คือ เห็นสาว ชอบสาว สาวก็ชอบตอบ พระเอกจะพูดไม่ค่อยเก่ง และชอบเล่าความหลังให้ฟัง ประมาณนั้นเลยละ สำหรับเดี่ยวนั้น ต้องยอมรับว่า ฉากบู๊พี่แกก็ใช่ย่อย ส่วนบทดราม่าแกก็ไม่ค่อนเด่นมากนัก พอถูๆไถๆ ไปได้ หนังต้องขอบคุณ ลีโอ พุฒ จริงๆ เพราะถ้าไม่มีพี่แก พระยาแหว่งก็คงไม่แหว่งสมชื่อร็อก พี่แกเล่นสองคาแรคเตอร์ได้ค่อนข้างดีด้วย ส่วนสามารถ พยัคฆ์อรุณ นั้นก็กึ่งเป็นตัวสอนแทรก คอยช่วงพระเอกในยามคับขัน ที่จริงพี่แกเป็นผู้ร้ายตัวปลอมนะแหละ แต่สุดท้ายก็รู้ความจริงในที่สุด
+เทคนิคการถ่าย |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (72/100)
หนังพยายามใช้ ซีจีให้น้อยที่สุด เพราะพี่เฉลิม แกบอกว่าขี้เกียจทำ มันจะไม่ค่อยสมจริง สำหรับภาพของหนังนั้น ออกมาได้บรรยากาศค่อนข้างอีสานดี มีการนำควายเข้าฉากค่อนข้างเยอะ หนังไม่ค่อยซูมใกล้ตัวละครมาก ซึ่งค่อนข้างดี เดี๋ยวนี้หนังฮอลิวู๊ด ค่อนข้างจะซูมที่หน้านักแสดงค่อนข้างใกล้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผู้กำกับภาพค่อนข้างจะสนใจรายละเอียดส่วนใหญ่ มากกว่าส่วนย่อย ทำให้เราเห็นฉากแอ๊คชั่นเต็มๆทุกฉาก แต่ก็มีหลายฉากที่ตัดไปตัดมาอย่างลวกๆเหมือนกัน แต่ก็พอถูไถไปได้
+บทภาพยนตร์||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (65/100)
บทภาพยนตร์ในหนังมีส่วนสำคัญมาก แต่ บท ไม่ใช่ ตีม ของหนัง บทหนังเรื่องนี้ค่อนข้างจะซ้ำกับหนังแอ๊คชั่นอื่นๆทั่วไป คือ มีพระเอกต่อสู้กับฝ่ายชั่ว พระเอกเข้าใจผิด จึงต่อสู้กับตัวร้ายปลอม พอรู้ความจริง พระรอง(ตัวร้ายปลอม)ก็เจ็บหนัก แล้วจึงไปต่อสู้กับตัวร้ายจริง หนังเอาความเป็นอีสาน ใส่เนื้อหาเข้าไปทำให้เป็นพล็อตที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่เหล่านั้นเรารวมเรียกว่า ตีมของหนัง ไม่ใช่บทหนัง ซึ่งเรื่องนี้ ก็ยังดีกว่าต้มยำกุ้ง ที่ว่ามีบทดราม่า พอใส่บทดราม่าเข้าทำ ทำให้หนังมีชีวิตชีวาขึ้น เหมือนกับเจมส์ บอนด์อะ ที่มีสาวบอนด์เข้ามา ทำให้หนังยังดูสดใส สดชื่นตลอดเวลาแล้วว่าแฟนไชร์นั้นจะผ่านมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม หนังพยายามสอดแทรกมุขตลกอีสานเข้ามา บางมุขก็เข้าใจง่าย แต่หลายมุขใช้ผิดสถานการณ์ ทำให้แป๊กอย่างเหลือเชื่อ บทตลกอาจจะต้องปรับปรุงอีกนิดหน่อยถึงจะดีอะ
+เพลงประกอบ ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (77/100)
หนังเอาเสียง แคน เสียงคุ้นเคยของภาคอีสานมาใส่ในหลายๆจุด ซึ่งเป็นฉากทั่วไปของหนัง ทำให้เราได้ยินเสียงแคนค่อนข้างชัด แต่ในฉากบู๊ กลับเอาเสียงนี้ออกไป กลายเป็นเสียงเพลงทั่วไปแทน รู้สึกเสียดายนิดๆว่า ถ้าใส่เสียงแคนเข้าไปในการต่อสู้ หนังจะได้กลิ่นไอของอีสานได้อีส่วนหนึ่ง สกอร์ในหนังก็ไม่ค่อยติดหูด้วย ไม่เหมือนเพลงที่เปิดตอน เทรเลอร์ ที่ดูฟังติดหูมากกว่า แต่ตัวเพลงก็พอขัดตาทับไปได้ดีอยู่
+ลำดับภาพ ตัดต่อ |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (72/100)
การตัดต่อมีผลต่อหนังเหมือนกัน คือ จะเป็นการกำหนดความเร็วของหนัง ว่าจะให้ดำเนินเรื่องอย่างรวดเร็ว เน้นจุดไหนๆ หนังเรื่องนี้ทำภาพสโลโมชั่นค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะฉากที่ง้างเท้า กำลังจะเตะ หรือฉากสู้ในสถานการณ์นั้นๆ ซึ่งค่อนข้างลงตัวดี แต่มีบางทีที่ช้าไปหน่อยแต่ก็ยังอยู่ในขั้นพอรับได้ ส่วนการลำดับภาพ หนังมีการตัดไปมาระหว่างตอนนึกถึงความหลัง ซึ่งจะมาเป็นช่วงๆ ค่อยๆเปิดเผยความจริงเข้าไปทีละน้อยๆ ซึ่งทำได้โอเค แต่ตอนหลังๆ เหมือนจะเริ่มเร่งๆให้หนังจบ หนังจึงไปค่อนข้างไว รวดเร็วมาก พอสู้จบก็จบเลย ซะงั้นอะ
+ตีมหนัง,ออกแบบฉาก |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (78/100)
ตีมของเรื่องนี้ ค่อนข้างจะแปลกใหม่ เพราะเล่นกับควาย อีสาน ทุ่งหญ้า แดดร้อน ทำให้โทนหนังออกมาอุ่นๆอยู่ ดูช่วงหน้าหนาวแล้วรู้สึกร้อนขึ้นมาเลยอะ จึงทำให้ฉากส่วนใหญ่ อยู่กับทุ่งหญ้า และควายเป็นซะส่วนใหญ่ มีฉากบ้านของพระยาแหว่ง ที่ออกแนวต่างจากปกติ พี่เฉลิมคงต้องการให้ บ้านของพระยาแหว่งแสดงฐานะ ศักดินา และลักษณะนิสัยของแกได้อย่างชัดเจน ซึ่งบ้านก็แสดงออกได้ค่อนข้างมาก มีอีกที่หนึ่งก็คือบ้านของปอป ซึ่งเป็นเหมือนเอาศิลาเก่าๆ มาก่อน สร้างความขลัง น่ากลัวได้ไม่น้อยทีเดียว
+เครื่องแต่งกาย, แต่งหน้า||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (77/100)
เรื่องมันเป็นอีสาน ก็เลยต้องแต่งแบบอีสาน เราสะดุดตาตรงชุดของพระเอก ที่ต้องมีบั้งไฟเล็กๆ 3 อันห้อยหน้าห้อยหลังไว้ นึกว่าจะได้ใช้ ปรากฏว่าเอาไว้เท่ห์ๆ เท่านั้นเอง ผ้าขาวม้าเป็นปัจจัยสำคัญของหนังเลย มันทำให้เครื่องแต่งกายไม่ว่าจะยังไงก็รู้เลยว่าอีสาน แล้วยังมีพระยาแหว่งอีก ที่ใส่น่าจะชุดไทย ซึ่งหลายๆตัว ค่อนข้างสวย และเหมาะกับพระยาแหว่งได้ดีทีเดียว ส่วนการแต่งหน้า ก็คงไม่มีอะไรมาก จะมีก็ปอป ที่เล่นเครื่องปรุงเยอะหน่อย แล้วก็มีลูกน้อย นายฮ้อยสิงห์ ที่หายไปตอนหลัง มีคนแต่งหน้า สักเสือ สักลิง ก็ดูดีไปอีกแบบ หนวดของนักแสดงบางคน ค่อนข้างจะแหยมหน้าอยู่ไม่น้อย
+สรุป |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||(73/100)
ฮ่า อ่านมาเยอะ นี่คงเป็นเวอร์ชั่นปรับปรุง บทวิจารณ์ใหม่ ขั้น เบต้า อยู่ เริ่มใช้เต็มที่คงปีหน้า อีกวันสองวันเนี่ย หุๆ จะเริ่มก็เรื่องนี้ และก็มี Night At the Museum ที่จะลองดูก่อน ถ้าต่อไปขี้เกียจๆ ก็ขี้เกียจอะ มันคงดูดีกว่าวิจารณ์รวมๆ บางคนก็ขี้เกียจอ่าน บางอันเขียนยาวเหยียด บางอันเขียนนิดเดียว เอาเป็นว่า แยกจุดสนใจแต่ละจุดมาวิจารณ์ และตรงสรุป เราก็วิจารณ์ภาพรวม รวมถึง น่าดู ไม่น่าดู อย่างไรด้วย ต่อไปก็คงเป็นอย่างนี้ละนะ
มาที่สรุปของหนังดีกว่า โดยรวม ก็คือ หนังได้ตีมใหม่ๆ ที่แปลกตา และตัวหนังมีความหนักกว่าต้มยำกุ้ง คือ บทหนังดูดีกว่านั่นเอง หนังพยายามใส่ดราม่า ทำให้หนังดูมีชีวิตชีวา ไม่ใช่ต่อยๆ เตะๆ อย่างเดียว แล้วยังมีพระยาแหว่ง เป็นตัวร้ายที่คอยสอดแทรกความติ๊งต้องได้ดี หนังก็พอดูได้แหละ เอามันส์ เฉยๆ ดูกับครอบครัวก็ได้ ดูได้ทุกเพศทุกวัย ไม่มีพิษภัยใด
+นักแสดง|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+เทคนิคการถ่าย ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+บทภาพยนตร์|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+เพลงประกอบ |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+ลำดับภาพ ตัดต่อ ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+ตีมหนัง,ออกแบบฉาก ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+เครื่องแต่งกาย, แต่งหน้า|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||

+ความสนุก|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+ความเครียด |||||||||||||||||||||| //(22/10)(เครียดน้อย)
+สรุป |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+ดูได้ ทุกเพศทุกวัย Rated-PG (นน.)

Rocky Balboa

posted on 27 Dec 2006 22:15 by l0ui5  in Movie


Rocky Balboa
ฉาย : 20 ธันวาคม 2549
แนว : ดราม่า-boxing
ค่าย : MGM,Sony
กำกับ : ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน
แสดง : ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน
+นักแสดง||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (77/100)
ก่อนดูหนังเรื่องนี้ เราก็แอบคิดตั้งแต่ประกาศสร้างแล้วว่า พี่สตอลโลนเราจะฝืนสังขารตัวเองปายทามมาย ในเมื่อ ร็อกกี้ภาค 4 และ 5 เจ๊งไม่เป็นท่า แต่จำไม่ได้ว่าเมื่อกี่ปีที่แล้ว นับ สิบๆปีทีเดียว ที่ชื่อของ ร็อกกี้ เบาบัว หายไปจากโลกนี้ หลงเหลือแต่ในแผ่นฟีล์ม เขากลับมาอีกครั้ง พร้อมกับความยิ่งใหญ่ จริงๆ บทของพี่แกส่วนใหญ่จะเป็นการปะทะอารมณ์ และพี่แกก็ค่อนข้างกินขาดเรื่องนี้เพราะสะสมประสบการณ์มาถึง 5 ภาคแล้ว อายุพี่แกก็ปาไปจะ 60 แต่ก็ยังต่อยมวยได้สนุกเร้าใจดี อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขนะคับ
+เทคนิคการถ่าย ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (75/100)
ช่วงแรก ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษร็อก จะมีเด่นๆก็ตอนต่อยมวยเนี่ยแหละ พี่สตอลโลนแกเล่นเองกำกับเอง จึงอยากทำให้การต่อยนั้น รู้สึกเหมือนดูมวยปัจจุบันอยู่จริงๆ มีคนพากย์ มีไม ไทสันมาก่อนกวนด้วยนิสนึง แต่เราว่าการใส่บรรยากาศต่อยมวยเข้าไปมันก็ดี แต่มันทำให้การต่อยกันไม่โดนในยกแรกๆ เนี่ย ถ้าสังเกตเห็นหน่อยก็แอบเสียฟิวล์ไปนิดๆ การถ่ายแบบนั้นมันต้องชกกันจริงๆเลย ชกกันหลอกๆ มันก็พอเห็นนะ แต่ก็ถือว่าสร้างสรรดีมากเลย แหวกไอเดียดี
+บทภาพยนตร์|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ||||||||||(80/100)
เราว่าที่พี่สตอลโลนแกกลับมาเล่น ก็เพราะบทหนังเนี่ยแหละ เข้าขั้นยอดเยี่ยมเลยละ หนังเรื่องนี้ใช้อารมณ์ไปกับความแก่ของพี่แก ตั้งแต่เปิดร้านอาหาร เมียตาย(ตั้งแต่ภาคไหนก็ไม่รู้) และก็ลูกชายแก ที่เป็นตัวปะทะคารมแกได้ดี ตอนจบภาคนี้ค่อนข้างซึ้ง แม้จะเทียบกับภาคแรกที่ได้ออสก้าไม่ได้ แต่เป็นการกลับมาสู้ครั้งสุดท้ายอย่างประทับใจ บทสรุปที่สวยหรู พร้อมกับคำพูดที่แสนคมที่ว่า It doesn't matter how hard you hit, but it matter how hard you get hit. แปลว่า มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณชกได้มากแค่ไหน มันอยู่ที่คุณรับหมัดคู่ต่อสู้ได้มากแค่ไหน และอีกคำหนึ่งที่ร็อกกี้ตอบลูกว่า พ่อไม่มีอะไรต้องพิสูจน์แล้ว นั่นก็ใช่ เพราะพี่แกพิสูจน์มา 5 ภาคแล้ว ภาคนี้เป็นการตอบสนองคนแก่เท่านั้นเอง แต่บทดีมากเลยนะ
+เพลงประกอบ ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (77/100)
นึกถึง ร็อกกี้ พี่แกจะมีเพลงประจำตั้งแต่ภาค 1 และ และเพลงนั้นก็ค่อนข้างจดจำง่ายด้วย ภาคนี้ก็ยังใช้อยู่ แต่แค่บางฉากเท่านั้น และโดยเฉพาะตอนเครดิต มีแฟนๆ มาดิ้นๆ ท่าร็อกกี้ตอนภาค 1 ด้วย เพลงในหนังส่วนใหญ่จะออกเศร้าๆ ด้วยเปียโน เพราะอารมณ์มันคล้อยอย่างนั้นอะ เป็นอารมณ์สิ้นหวัง ซึ่งเข้ากับบรรยากาศของหนังดี และมีอีกเพลงตอนเปิดตัวร็อกกี้ข้างเวที เพลงคุ้นๆอะ จำชื่อไม่ได้ แต่เป็นเพลงที่ สร้างบรรยากาศ อะไรบางอย่างได้ดีมาก
ลำดับภาค ตัดต่อ ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (79/100)
หนังมีช่วงแรก มีการลำดับภาพ ตัดต่อ ค่อนข้างดี มีการประทะอารมณ์กันค่อนข้างสูง อันที่จริงไม่ได้เน้นการตัดต่อมากเท่าไหร่นัก แต่พอตอนหลังๆ ตั้งแต่เริ่มกลับมาซ้อมมวย หนังเร่งสปีดของหนังขึ้น โดยเร่งๆ รู้สึกว่า หนังไม่ได้จะพยายามเน้นการต่อยมวยเท่าไหร่แล้ว หนังจะเน้นดราม่า เรื่องการต่อยมวย เพื่ออะไรมากกว่า ช่วงที่ต่อยมวยก็เรื่อยๆ เนือยๆ ใช้การตัดต่อแบบคนดูมวยจริงๆ ดูไปก็สนุกไปอีกแบบ และช่วงยกสุดท้ายที่มีการตัดไปมาระหว่างอดีต กับปัจจุบัน ก็ใช่ย่อยเหมือนกัน ความหมายดีมากเลย
+ตีมหนัง,ออกแบบฉาก |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (74/100)
ตีมของเรื่องนี้ ถ้าคิดแบบเดิมๆ ก็คือ ยังไงก็ต้องต่อยมวย แต่ภาคนี้ ไม่ได้นำเสนอเรื่องการต่อยมวยอย่างเดียว เราเคยดูสองภาคแรก ซึ่งเน้นตั้งแต่ซ้อมมวย แข่ง ต่อย อะไรตรงนั้น แต่สำหรับภาคนี้ ตีมของหนังถูกทำให้เป็นดราม่าซะเยอะ เพราะว่าพี่สตอลโลนแกต่อยไม่ค่อยไหวแล้วละ ก็เลยใส่ตรงนี้เข้าไปสอนอะไรคนดูได้เยอะ หนังออกโทนหม่นๆ เศร้าๆนิด ออกเซื่องซึมมากกว่า เพราะความรู้สึกของเราในช่วงวัยสูงอายุเนี่ย ทำอะไรมันก็ไม่ค่อยดีนะ
+เครื่องแต่งกาย, แต่งหน้า|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| (70/100)
เสื้อผ้า ก็เครื่องแต่งกายก็ไม่มีอะไรเท่าไหร่นักร็อก จะมีก็ตอนต่อยมวยที่มีการ make up กันสุดฤทธิ์เลย เพราะถ้าไม่สมจริงนัก คนดูก็หาว่าหลอกลวง ร็อกกี้แตกใต้ตาด้วย มีการใช้ภาพขาวดำ ตอนที่เลือดไหลด้วย ทำให้รู้สึกดีไปอีกแบบหนึ่ง ที่หนังทำออกมาไม่ได้ เรทมาก ทำให้หนังกลายเป็นหนังครอบครัวได้
+สรุป |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||(77/100)
คือว่า เราไปโหลดมาอะ แล้วค่อนข้างชัดด้วย ไม่มีซับ พอดูจบก็อยากพิมพ์เลย เพราะหนังค่อนข้างดี คาดว่ากว่าจะเข้าไทยก็ กุมภา หรือไม่ก็ มีนาโน่น คนดูไม่จำเป็นต้องดู Rocky ภาคใดๆมาก่อนเลย ภาคนี้มันกึ่งๆออกเอกเทศไม่สนใจภาคไหนเลยนะ หนังไม่ได้ต้องการพิสูจน์อะไรใดๆ มันต้องการความเป็นดราม่า กึ่งสงสาร ให้คนดูเห็นใจเสียมากกว่า หนังดูได้ทุกเพศทุกวัย ตราบใดที่คนดูไม่ได้ยึดติดกับ ร็อกกี้ ภาคแรกที่ได้ออสก้า หรือ ร็อกกี้ภาคหลังๆที่เจ๊งสนิท
+นักแสดง|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+เทคนิคการถ่าย |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+บทภาพยนตร์|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||| ||||||||||
+เพลงประกอบ |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+ลำดับภาพ ตัดต่อ |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+ตีมหนัง,ออกแบบฉาก ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+เครื่องแต่งกาย, แต่งหน้า||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||

+ความสนุก||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+ความเครียด |||||||||||||||||||||||||||||| |||||
+สรุป |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
+ดูได้ ทุกเพศทุกวัย Rated-PG (นน.)